ก็อย่างที่เห็นกันมาในช่วง 10 ปีหลังว่าแวดวงดนตรีนอกกระแสทั้งในวงการเพลงอินดี้เองและรวมไปถึงวงการเมทัลนั้นเติบโตและมีความหลากหลายขึ้นกว่าสมัยก่อนเป็นอย่างมาก วงดนตรีหน้าใหม่ผุดขึ้นมาบนโลกอินเทอร์เน็ตมากมายยิ่งกว่าดอกเห็ด ซึ่งถ้ามองดูภาพรวมแล้วนี่คือยุคสมัยที่ดนตรีมีความเบ่งบานและเจริญงอกงามมากที่สุด คนที่ต้องการทำเพลงก็สามารถหยิบจับเครื่องดนตรีขึ้นมาแต่งเพลงและปล่อยผลงานออกสู่สายหูคนฟังได้ทันที ดีก็รอด แย่ก็ร่วง วัดกันแบบวิวต่อวิว

แต่จนแล้วจนรอดก็แทบหาวงดนตรีที่มีความโดดเด่นในส่วนของผลงานและชื่อเสียงมากพอที่จะแปะป้ายความ ‘ประสบความสำเร็จ’ ให้กับวงดนตรีเหล่านั้นบนถนนสายดนตรีเส้นนี้ได้ มีบทความวิเคราะห์จากเว็บไซต์ MetalSucks เขียนโดย Vince Neilstein สรุปออกมาเป็นข้อ ๆ เกี่ยวกับปัจจัยและสาเหตุของความยากลำบากที่ศิลปินยุคใหม่ต้องเผชิญ แบ่งออกมาเป็นสิบข้อดังนี้ (หมายเหตุ: เรียบเรียงใหม่ตามความเข้าใจของผู้เขียน ไม่ได้แปลมาตรง ๆ ทั้งหมด)

1. การบันทึกเสียงมันง่ายขึ้นและถูกลง

bedroom-studio

ทุก ๆ คนที่มีคอมพิวเตอร์, เครื่องดนตรีและอุปกรณ์ปรับแต่งเสียงอีกนิดหน่อยก็สามารถทำอัลบั้มเพลงกันได้แล้วจากในห้องนอนของตัวเอง การทำผลงานอัลบั้มเพลงที่มีคุณภาพดีสมมาตรฐานไม่ได้ถูกขังอยู่หลังประตูสตูดิโอแสนแพงเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีตแล้ว ทุกคนสามารถทำผลงานที่ดีออกมาได้ในราคาที่ถูกลง นั่นหมายความว่าทุก ๆ คนสามารถปล่อยงานเพลงของตัวเองออกมาบนโลกได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็เป็นเหตุที่ทำให้ผลข้อที่ 2 ตามมา นั่นก็คือ

2. การแข่งขันที่มากขึ้นกว่าเดิม

bmth-live

ลองคิดดูว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วมีวงดนตรีที่ทำเพลงเหมือนกันกับ Guns N’ Roses ซักสามสิบวง? พวกเขาก็คงไม่โดดเด่น outstanding จนกลายเป็นตำนานได้แบบทุกวันนี้ – ตลาดเพลงในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยวงดนตรีที่เล่นอะไรเหมือน ๆ กันไปหมด (เพราะมันเป็นมาตรฐานของเพลงแนวนั้น ๆ) ซึ่งนั่นหมายความว่าเรามีคู่แข่งที่ฝีมือทัดเทียมกันโลดแล่นอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด ไอเดียที่เรามีคนอื่นอาจจะเคยทำมาแล้วก็เป็นได้ ถ้าไม่แตกต่างจริงก็คงจะไปรอดได้ยาก

3. การขายเพลงทำกำไรได้น้อยลง

metal-store

เรื่องนี้ไม่ได้ประสบกันแต่ในวงการเพลงเมทัลใต้ดินอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่วงการเพลงทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ เพราะผู้คนซื้อเพลงแผ่นกันน้อยลงกว่าที่เคยเป็น และบริการเพลงแบบสตรีมมิ่งไม่ว่าจะยักษ์ใหญ่อย่าง Spotify หรือ Apple Music ก็ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ให้กับอุตสาหกรรมดนตรีในส่วนนี้ได้ และเมื่อรายได้ลดลงก็หมายความว่านักดนตรีจะต้องออกไปทำงานประจำมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อที่จะหาเลี้ยงชีพให้สามารถมาลงแรงทำเพลงกันต่อไปได้ และนั่นก็ทำให้การโฟกัสที่การทำดนตรีนั้นถูกลดความสำคัญลงไปอย่างเลี่ยงมิได้นั่นเอง

4. ศิลปินที่มีฝีมือโดดเด่นมีน้อยลง

polyphia

ข้อนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อที่แล้ว เนื่องจากว่าพอมันไม่มีเม็ดเงินหมุนในอุตสาหกรรมดนตรี ก็ทำให้อาชีพ ‘นักดนตรี’ ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักในการจะฝากชีวิตเอาไว้ด้วย (ไม่เหมือนสมัย 80’s – 90’s) สุดท้ายแล้วผู้คนฝีมือดีมากมายก็ต้องแขวนความฝันการเป็นร็อกสตาร์เอาไว้ก่อนและออกไปหางานหาการทำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต ถ้าสังเกตดูดี ๆ จะพบว่าวงดนตรีเมทัลสมัยใหม่เปลี่ยนสมาชิกในวงกันเป็นว่าเล่น นั่นก็เพราะว่าพวกเขาจำเป็นจะต้องทุ่มให้กับชีวิตส่วนอื่น (งาน) มากกว่าการไล่ตามความฝัน (วงดนตรี) ผลก็คือมีคนที่กล้าทุ่มชีวิตให้กับศิลปะอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจปากท้องนั้นน้อยลงอย่างน่าใจหาย (ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันน้อยลง)

5. เงินถูกนำมาลงทุนกับวงดนตรีน้อยลง

money-cd

เมื่อวงดนตรีทำเงินได้น้อยลง ในฟากของธุรกิจดนตรีมันก็ไม่คุ้มค่าที่เหล่าค่ายเพลงหรือสื่อบันเทิงจะหันมาสนใจและลงทุนลงแรงกับวงดนตรีเหล่านี้ จบ

6. วงดนตรีต้องออกทัวร์กันบ่อยขึ้น

band-touring

สำหรับนักดนตรีที่เลือกได้แล้วว่า เอาวะ กูจะเป็นนักดนตรีอย่างเดียว ไม่ทำอะไรแล้ว! ก็ถือว่าต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะเมื่อขายเพลงได้น้อยลงก็ต้องไปเน้นกับการขายโชว์มากขึ้น หนทางเดียวที่จะมีกินมีใช้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องก็คือออกไปทัวร์คอนเสิร์ตให้บ่อยขึ้น สำหรับวงดนตรีใหญ่ ๆ อาจจะไม่มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเพราะไปยังไงก็ได้กำไรกลับมาอื้อซ่า แต่กับวงดนตรีระดับกลางค่อนไปทางล่างแล้วการออกทัวร์บ่อย ๆ ถือเป็นงานหนักพอสมควร เพราะทั้งห่างบ้าน, ห่างเพื่อน, ห่างครอบครัวกันออกไปเจ็ดแปดเดือนต่อปีเพื่อไปกินนอนบนถนน และเมื่อมันหาเงินยากนัก เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ศิลปินทนไม่ไหวก็บอกบอกลาเซย์กู๊ดบายกับวงดนตรีที่ตัวเองรักไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ (เช่นกรณีของ ซีเจ แม็คมาฮอนแห่ง Thy Art is Murder ที่พูดกันตรง ๆ ว่าลาออกจากวงเพราะเรื่องเงิน)

7. ทัวร์บ่อย แฟนเบื่อ

beartooth-live

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลพวงต่อจากข้อที่แล้ว ถ้าวงดนตรีวงเดิม ๆ ไปเปิดคอนเสิร์ตที่บ้านเดิมเมืองเดิมบ่อย ๆ ใครเค้าจะมีเงินออกมาดูพวกมันกันบ่อย ๆ (คนมันต้องกินต้องใช้กันทั้งนั้น!)

8. ดนตรีถูกลดความสำคัญลงไป

empty-concert-venue

สำหรับคนที่ติดตามเว็บไซต์เราอยู่เป็นประจำแล้ว ดนตรีน่าจะไม่ใช่กิจกรรมสำรองในการเสพความบันเทิง แต่ถ้าลองสังเกตดูเพื่อนรอบข้างดี ๆ จะพบว่าแต่ละคนมีความบันเทิงอื่นเข้ามาให้เสพกันมากขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย ทั้งช่องเคเบิลทีวีที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งอินเทอร์เน็ต, เคเบิลทีวี, ซีรีส์, ภาพยนตร์, เกม, หนังโป๊ ฯลฯ จึงทำให้พอจะสรุปแบบรีบ ๆ คร่าว ๆ ได้ว่า ทุกวันนี้ดนตรีไม่ได้เป็นสื่อบันเทิงอันดับต้น ๆ ของฝูงชนจำนวนมากอีกต่อไปแล้ว

9. มันขึ้นอยู่กับ ‘เพลง’ ของคุณมากยิ่งกว่ายุคสมัยก่อนหน้านี้

iron-maiden-live

สำหรับข้อสุดท้ายนี้ ในบทความต้นฉบับเป็นแค่การพูดสรุปรวมข้อ 1-8 ให้ฟังอีกครั้งว่าก็เพราะทุกคนทำเพลงได้ง่ายขึ้นและผู้คนพากันซื้อเพลงน้อยลง ด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างมันก็ทำให้วงการนี้มันอยู่ยากขึ้น และคุณก็จะต้องทำเพลงให้ดีขึ้นยิ่งกว่าที่คนรุ่นก่อนเคยพยายามทำกันมาเสียอีกหากต้องการจะ outstanding ออกมาให้โดดเด่นเป็นประจักษ์ในวงการเพลง ไม่ใช่แค่เท่นิดเท่หน่อยหรือมีเงินอัดเพลงก็จะสามารถดังได้แบบเมื่อก่อนแล้ว

ขอยกบทสัมภาษณ์ของพี่สุกี้ วงพรู หัวหอกแห่งค่ายเบเกอรี่มิวสิคที่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาประกอบปิดท้ายดังนี้ครับ

จะกลับมาได้มั้ยคะสำหรับวงการเพลงไทย
“ไม่รู้เลย ผมรู้ผมรวยไปแล้ว (หัวเราะ) ผมเดาไม่เอาจริงๆ ว่าอีก 10 ปียังไง แต่สิ่งหนึ่งทีผมเชื่อ ผมเชื่อในพรสวรรค์ ถ้าเกิดยูเก่งจริงๆ ยูเกิดได้ สมัยก่อนยูอาจจะเก่งแค่ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วเกิดได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้นะ ผมยังเชื่อนะว่าเกิดได้ถ้าเก่งจริงแล้วทำอะไรที่ดึงคนได้”

ในความคิดเห็นของ สุกี้ ต้องทำยังไงจะลืมตาอ้าปากกันได้อีกครั้งสำหรับคนที่รักในการทำเพลงจริง ๆ
“คุณต้องอาวุธครบ สมัยก่อน คุณอาจจะร้องเก่งอาจจะรอด หน้าดีอย่างเดียวเต้นได้อย่างเดียวก็รอด แต่สมัยนี้คุณต้องรอบด้าน อาวุธต้องครบ คุณต้องโชว์เก่ง เพลงต้องดี เอนเตอร์เทนเก่ง แล้วต้องพูดตรงๆ สมัยนี้น้อยคนที่อาวุธครบ ยังไม่เห็นศิลปินคนไหนทุกวันนี้มีครบ ศิลปินบางคนร้องเพลงเก่งมากนะ แต่เอนเตอร์เทนคนไม่เป็นก็จบ”

และนี่ก็คือสาเหตุคร่าว ๆ ที่พอจะบอกเล่าให้เห็นภาพมุมกว้างได้ว่าทำไมวงดนตรีมากมายสมัยนี้ที่ผุดกันมาเป็นดอกเห็ดถึงได้ไม่ค่อยจะแจ้งเกิดบนเวทีโลกสร้างชื่อระบือไกลให้ได้รู้จักกันทุกหัวถนนเหมือนสมัยก่อนซักเท่าไหร่ โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว คู่แข่งเยอะขึ้นแถมยังทำกำไรได้น้อยลง ถ้าไม่รักจริงบอกเลยอยู่ในวงการเพลงนี้ไม่ได้แน่นอน ขอให้ทุกคนโชคดีกับการทำเพลงต่อไปครับ!