ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ หรือที่รู้จักในนาม อู๋ The Yers นักดนตรีมากฝีมือ ที่มีผลงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมากมาย ไม่ได้มีความสามารถในการทำผลงานดนตรีแค่แนวทางเดียว ล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดตัว Torrayot วงดนตรีสุดแหวกแนวกับการหยิบเอาดนตรีดูมเมทัลมาผสมผสานเข้ากับซูเกซและโพสต์ร็อก ซึ่งเปิดตัวผลงานชิ้นแรกอย่าง “รอยมืดดำ (Black Mark)” ออกมาให้ทำความรู้จักกันอย่างทรงพลัง และมืดมนดำดิ่งสุด ๆ ซึ่งหลายคนก็คงได้ฟังผลงานชิ้นดังกล่าวกันไปแล้ว

แต่กว่าจะผลิตผลงานชิ้นนี้ออกมาสำเร็จ เขาเองก็ต้องใช้ทั้งเวลา จินตนาการ และพละกำลังอย่างมาก เพราะอู๋ลงมืออัดดนตรีเองทุกชิ้น! ยิ่งได้รู้แบบนี้แล้วเราเองก็ไม่อยากอินโทรยาวเหยียดให้เสียเวลา ไปทำความรู้จักกับโปรเจกต์ดนตรีสุดหม่นนี้กันเลยครับ

สถานที่: ทรยศสตูดิโอ


ช่วงนี้รู้สึกอย่างไรบ้างที่มีแต่เรื่องดี ๆ เกิดขึ้น ทั้งงานแต่งงาน คอนเสิร์ต 10 ปี The Yers และซิงเกิลแรก “รอยมืดดำ” ของ Torrayot

อู๋: รู้สึกกังวลครับ เพราะว่าเหมือนแบบบาลานซ์คนชีวิตคน เวลามันมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น มันก็จะมีเรื่องดีใช่ไหม แต่ปีนี้มันดีเหลือเกินก็เลยกังวลว่า เอ๊ะ! จะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นรึเปล่า หรือว่ามันอาจจะเป็นผลพวงจากสิ่งไม่ดี ๆ ที่มันเคยเกิดขึ้นเมื่ออดีตแล้วตอนนี้มันอาจจะเป็นปีของเราก็ได้ ฮ่า ๆๆ

โปรเจกต์ Torrayot ทำไมถึงเลือกเพลง “รอยมืดดำ” ออกมาเป็นซิงเกิลแรก

อู๋: เพราะว่า “รอยมืดดำ” เป็นเพลงที่สองที่เสร็จแล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่ครบถ้วนทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากจะบอกว่าอัลบั้มนี้มันเป็นอย่างไรมากที่สุด มันมีส่วนผสมของแนวดนตรีที่เราชอบทุกแนวรวมไว้ในเพลงนี้ แบบเหมือนหยิบอันนี้มาใส่ หยิบอันนี้มาใส่ส่วนผสมที่เท่ากันพอดีครับ แล้วก็มันเป็นเพลงที่ตอนมันเสร็จเราจำได้ว่าแบบมันทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ยเราควรทำอัลบั้ม เราไม่ควรปล่อยเป็นเพลงสะเปะสะปะ

ที่มาที่ไปของเพลง “รอยมืดดำ”

อู๋: ด้วยความที่มันเป็นเพลงที่สองที่ทำในอัลบั้มนี้ เพลงแรกเราแค่ดร็อปเสียงกีตาร์เป็น D ชื่อเพลง “หมอกที่เริ่มจางหาย” อยู่ในอัลบั้มแหละ และก็ เฮ้ย ไอ้วงที่เราชอบส่วนใหญ่แบบเราเล่นกับ The Yers มาหลายปีเราไม่เคยดร็อปเป็นอย่างอื่นเลย มากสุดก็แค่ D และก็ใช้แค่ตอนบันทึกเสียง เล่นสดก็ทดเอาใช้ E เราก็เริ่มรู้สึกว่าจะทำยังไงให้ซาวด์ออกมารู้สึกเป็นคอร์ดที่เราฟังแล้วเป็นแบบเราวะ ไอ้วงที่เราชอบทำไมซาวด์มันหม่นมันดาร์กทั้ง ๆ ที่มันเล่นอะไรแบบที่มันง่ายมากเลย ก็ลองศึกษาดู อ๋อ จริง ๆ แล้วมันควรจะดรอป C พอลองดร็อป C ดูหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นแล้วแบบเฮ้ยแค่คอร์ดเดียว แบบ โหเป็นคอร์ดที่เราอยากได้มาตั้งนานแล้ว

ตอนแรกเหมือนเราเป็นคนที่ค่อนข้างแอนตี้การดรอปสายมาโดยตลอด เราคิดว่า E จูนนิงมันต้องทำอะไรที่มันแบบสร้างสรรค์ให้ได้จาก E จูนนิงดิวะ สแตนด์ดาร์ดจูนนิ่งมันต้องได้ดิวะ แต่พอเราลองแบบเปิดใจเอากีตาร์แบบกีตาร์ของ Troy Van Leeuwen ซิกเนเจอร์ของ Queens of the Stone Age มาใช้ คือ Queens of the Stone Age ดร็อป C อยู่แล้ว ก็ลองมาดรอปดูเอาให้มันเหมือนเจ้าของกีตาร์ พอลองก็แบบเฮ้ยมันใช่เลยว่ะ แล้วก็ลองเริ่มแบบคิดริฟฟ์จากอินโทรก่อน ริฟฟ์ที่เป็นตอนเริ่มของเพลงมันถูกต้องมากเลย เล่นอะไรก็ใช่หมดเลย

แล้วก็เริ่มทำโครงเพลงเสร็จ แล้วก็เขียนเนื้อตามขั้นตอนตามปกติเลย เราจำได้ว่าเป็นช่วงที่เราเพิ่งเริ่มทำงานโปรดิวซ์ให้พี่ปาล์มมี่ และก็เบื่อจากการอยู่กับเพลงป๊อปหรือเพลงทั่วไปประมาณนึง ก็เลยพยายามจะทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน ดร็อป C เล่นเสร็จปั๊บดนตรีเสร็จ เขียนเนื้อ มันใช่เลย มันจุดประกายเฮ้ยว่ากูต้องทำ จะช้าจะเร็วกูต้องทำให้เสร็จก็เลยกลายมาเป็น “รอยมืดดำ”

เนื้อหาของเพลงนี้อยากจะสื่อถึงอะไร

อู๋: “รอยมืดดำ” เราเปรียบเหมือนความผิดในอดีตที่เราเคยทำเอาไว้ แบบเราเป็นคนจิตตกมาก ๆ เวลาคิดถึงเรื่องอะไรแย่ ๆ ในอดีต และชอบคิดถึงมันอยู่ได้ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องอะไรที่มันเข้ามาทดแทนแค่ไหน ก็ยังเป็นคนแบบยึดติดอยู่กับอดีตแย่ ๆ ที่เราเคยทำ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ส่งผลอะไรกับปัจจุบันเลยนะ แต่ว่าเวลาที่นึกถึงเราก็รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดีตลอด ก็เลยเปรียบเสมือนไอ้ “รอยมืดดำ” เนี่ยเป็นรอยที่เกิดขึ้นในจิตใจเรา แต่ไม่ได้ทำร้ายใครเลย ไม่ได้ทำร้ายคนอื่นเลย ทำร้ายแค่ความรู้สึกเราอย่างเดียว

ในอัลบั้มของ Torrayot จะหม่น จะดาร์กขนาดไหน

อู๋: มาก ๆ เราว่าอย่าง The Yers มันคือเรื่องดาร์ก เรื่องแย่ที่ไม่ได้ส่วนตัว มันเป็นเรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ที่สามารถแชร์กับคนอื่นได้โดยที่เราไม่ต้องวิตกกังวลขนาดนั้น แต่กับ Torrayot มันเหมือนเราไปขุดลึกลงไปอีก ขุดไปถึงสิ่งที่มันแย่ไปกว่านั้น เรื่องอะไรที่มันแบบเค้าเรียกว่าอะไรนะ?

Headbangkok: เป็นความผิดที่เราไม่อยากเปิดเผย?

อู๋: ใช่ อะไรแบบนั้น แล้วมันฝังก็อยู่ในจิตใต้สำนึกเรา จิตบนสำนึกเราด้วย มันหลอน มันเป็นเรื่องอะไรแบบนั้น มันมีทั้งเรื่องแบบอยากจะเกลียดใครคนนึงมาก ๆ แล้วก็อยากจะไม่ให้เค้าอยู่บนโลกนี้ เราก็จิตนาการสร้างเรื่องมาว่าเราฆ่าเค้า แล้วเราก็เอาซากศพให้ปีศาจกิน ฮ่า ๆๆ

แต่เราร้องเป็นภาษาอังกฤษนะ คืออัลบั้มนี้มันมีภาษาอังกฤษ แล้วก็เป็นเรื่องแบบไอ้ช่วงที่เราดาวน์มาก ๆ เราเปรียบเสมือนว่าเราตายไป มันก็มีทั้งเรื่องแบบก่อนตาย ช่วงระหว่างที่ตายหลังที่ตายไปแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง

กลายเป็นว่าความรู้สึกเหล่านั้นเหมือนเป็นธีมอัลบั้มด้วยใช่ไหม

อู๋: ใช่มาก ๆ เราว่าไม่มีอัลบั้มไหนที่แบบซีเรียสแล้วก็เข้มข้นเท่าอัลบั้มนี้แล้ว หมายถึงอัลบั้มทั้งหมดของเราที่ผ่านมา

ใช้เวลาทำและก็รวบเพลงในอัลบั้มนานขนาดไหน

อู๋: เราเริ่มประมาณปี 2014 “หมอกที่เริ่มจางหาย” 2014 “รอยมืดดำ” ก็น่าจะประมาณปลาย ๆ 2014 แล้วก็เข้า 2015 ประมาณห้าปี 

กำหนดปล่อยอัลบั้มเต็ม

อู๋: ยังไม่มีครับ แต่คิดว่าน่าจะเป็นปี 2020 

ซิงเกิลถัดไปต่อจาก “รอยมืดดำ” เลือกไว้หรือยังครับ 

อู๋: เลือกไว้แล้วครับ ชื่อเพลงว่า “Beads” แปลว่าลูกประคำ

เพลงไหนในอัลบั้มที่เราทำแล้วรู้สึกว่าเพลงนี้มันหนักที่สุดในอัลบั้มทั้งดนตรีและเนื้อหา

อู๋: มันขัดแย้งกัน คือเพลงที่เราว่ามันหนักที่สุดน่าจะเป็น “เหนือเวลา” เนื้อหาก็คือเราจำลองว่าคนที่ตายไปแล้วรู้สึกยังไงกับโลกใบนี้ ก็คือเราพูดถึงคนที่เรารักบนโลกนี้เราทำอะไรไม่ได้แล้วนะ เราทำได้แค่เรายิ้มลงมาให้ได้อย่างเดียว จะมองเห็นหรือไม่เห็นเราไม่รู้ แต่เรารับรู้ความรู้สึกนั้น เราแชร์ความรู้สึกนั้นผ่านรอยยิ้มจากข้างบนฟ้าได้อย่างเดียว แล้วก็เหนือเวลาพูดเหมือนว่าแบบเราไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของเวลา เราอยู่เหนือเวลามาอีกทีแล้ว ไอ้โลกที่เราอยู่ไม่มีเวลามาบอกแล้วว่านี่กี่โมง นี่กลางวันหรือกลางคืน

ในส่วนของดนตรีเพลงไหนหนักที่สุด

อู๋: โห มีหลายเพลงครับ จริง ๆ “Beads” ก็หนัก “อย่างที่เธอต้องการ” ก็หนัก เอิ่ม… เพลงไหนอีกอะ “Mendacious Life” ก็หนัก จริง ๆ ก็โหดอยู่เหมือนกัน แปลเป็นไทยว่าแบบ ชีวิตตอแหล ฮ่า ๆๆ คือเราไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ประจำ แล้วเราเกลียดเค้ามากไม่รู้จะระบายกับใคร ก็เอามาลงในเพลงว่าอีนี่ตอแหลเหลือเกิน ฮ่า ๆๆ แบบชีวิตมึงนี่สมควรจะโดนอะไรบ้าง แล้วก็จินตนาการแบบมันกำลังเต้นรำอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเราก็เตรียมมีดเตรียมอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว ฆ่าเค้าเสร็จเอากระดูกมาปั่นให้หนูกิน เอาตับไตไส้พุงดึงออกมาแล้วก็เอาไปให้ปีศาจ

Headbangkok: เนื้อหาบรูทัลมาก ๆ

อู๋: ใช่! บรูทัลมาก แต่เพลงมันจะแบบไม่ได้ฟังบรูทัลขนาดนั้น มันแบ่งเป็นสองพาร์ต พาร์ตแรกก็คืองดงามสวยงามแต่เราพูดเรื่องซีเรียสมาก ตอนหลังก็เป็นดนตรีอย่างเดียวหนักมาก ๆ เป็นดูมเมทัล เพลงก็เล่าไปเรื่อย ๆ จนจบว่าแบบนี่คือน่าจะเป็นคืนที่ดีที่สุดในชีวิตอันตอแหลของคุณแล้วนะ ฮ่า ๆ

เพลงนี้มีใช้เสียงสำรอกไหมครับ

อู๋: ไม่มีเลย ฮ่า ๆ เราสำรอกได้นะแต่เราสำรอกได้ไม่เกิน 3-4 ประโยคเราก็คอแห้งแล้ว

ผลงานของ Torrayot มีใครเข้ามาช่วยอีกด้วยไหมครับ

อู๋: จริง ๆ แล้วมีคนช่วยแค่สองคนครับ หนึ่งคือซาวด์เอ็นจิเนียร์ประจำสตูดิโอของเรา เป็นแบคอัพฟักแฟง เป็นซาวด์เอ็นจิเนียร์ทุกเพลง

ส่วนมิกซ์และมาสเตอร์เป็นน้องเบิร์ด ก็เป็นไลฟ์ซาวด์เอ็นจิเนียร์ให้ The Yers ด้วย แค่สองคนถ้วนเลย เพราะว่าขั้นตอนในการทำงานเราเขียนเอง เรียบเรียงเอง เวลาเข้าห้องอัดเราวิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างห้องคอนโทรลกับห้องไลฟ์รูม วิ่งไปมาอยู่กันสองคน อ๋อ มีอีกคนนึงก็คือแฟนของเพื่อนที่เป็นฝรั่งที่เราให้เช็กแกรมมาเนื้อเพลงภาษาอังกฤษ

ปกติเขียนเนื้อเพลงของ Torrayot ช่วงเวลาไหน

อู๋: ส่วนใหญ่ก็ช่วงที่อยู่บ้านหลังนี้ แล้วก็มีแค่สองสามเพลงมั้งที่จะเป็นบ้านหลังเก่า จำเวลาไม่ได้ จำไม่ได้เลยว่ากลางวันหรือกลางคืน มันแรนดอม

แรงบันดาลใจ MV “รอยมืดดำ”

อู๋: คือเราไปเที่ยวตุรกีเลยครับไม่มีอะไร แล้วก็เตรียมกล้องไปอันนึง คือเราไปเจอฟิลเตอร์อันนึงในกล้อง เป็นเอฟเฟกต์ในกล้องอันนึงแล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย ลองถ่ายหน้าบ้านเล่น ๆ แล้วแบบมันสวยดีว่ะ มันเป็นภาพขาวดำแบบวูบวาบ ๆ เราอยากได้ขาวดำอยู่แล้ว ก็เลยพกกล้องไปตุรกีด้วยเลยดีกว่าเผื่อได้อะไรกลับมาบ้าง ก็ถ่ายเล่นไปเรื่อย ๆ ก็ไม่คิดว่าฟุตเทจมันจะครบจนมันเป็นเอ็มวีได้ แล้วเราก็เริ่มดีไซน์ว่าทำกล้องให้มันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา คือที่ที่เราไปเที่ยวนักท่องเที่ยวมองเราด้วยสายตาแบบมึงทำอะไรอะไรของมึงวะ ฮ่า ๆๆ เรายืนอยู่ตรงจุดที่เค้าถ่ายรูปวิวกันแล้วผมก็อยู่งี้ แล้วแบบจนแม่ตะโกนด่า “มาทำบ้าอะไรของมึงวะ ทีแม่ทำกล้องชนนิดนึงไม่เป็นไร แล้วเนี่ยมึงทำอะไรของมึงเดี๋ยวกล้องก็ตกหรอก” แต่มันก็เป็นวิธีการที่เราก็ชอบเหมือนกัน ก็ออกมาดูแบบเหมือนพวกแบบชูเกซที่มันหมุน ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นวิว เราก็รู้สึกว่าเราเจอแลนด์สเคปแบบสัญลักษณ์อะไรหรือว่าไอ้พวกรายละเอียดต่าง ๆ ของพวกก้อนหินพวกสายน้ำ รู้สึกว่ามันดูแบบมีตำหนิ เราจะเก็บเอาไว้เพราะเพลงมันพูดถึงเรื่องแบบนี้

“รอยมืดดำ” มันคือรอยที่เป็นตำหนิอยู่ในใจเรา เราพยายามหาโลเกชันที่มันเป็นแบบนี้ แล้วก็เก็บไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีแบบ เฮ้ย อยากมีตัวเองอยู่ในนั้นด้วยก็เลยบอกป๊า ๆ ถ่ายให้หน่อย ก็ให้พ่อถือกล้องแล้วก็ไปเดินเก๊กไปเรื่อย ๆ แล้วก็มี่ ให้ถือกล้องให้หน่อยแล้วก็เดินเก๊ก ฮ่า ๆๆๆ พ่อกับแฟนก็จะแบบโอ๊ยอีกละถ่ายอีกแล้วอะไรอย่างงี้ ก็ต้องบังคับเค้า

แล้วอย่างตอนป๊าถือกล้องให้แล้วเราเข้าซีนเราเขิน ๆ ไหม

อู๋: ไม่ ๆ เราชินแล้วครับชินกับการที่อยู่ดี ๆ ก็ต้องเก๊ก ฮ่า ๆๆ

วางรูปแบบการเล่นสดของ Torrayot ไว้แบบไหนบ้างครับ

อู๋: ก็สามชิ้น มันเป็นคำถามที่ดีมากเลย ชื่นชมเลยเพราะไม่มีใครถามอะไรที่เป็นเรื่องนี้มาก่อน ก็เป็น 3 ชิ้น กลอง เบส กีตาร์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด แต่เนี่ยคือเรายังไม่เคยซ้อมเลย เพราะว่าก่อนหน้านี้อย่างที่รู้ว่ายุ่งมาก ๆ ทั้งคอนเสิร์ต ทั้งแต่งงาน แล้วก็รวมทั้งเตรียมจะปล่อยเพลงนี้ยังไม่ได้เจอหน้ามือกลองเลยครับ

แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าคนที่เล่นเบสก็คือเซนส์ เพราะเซนส์เข้าใจทุกอย่างที่สุดทำงานตั้งแต่แรก แล้วเซนส์มันเล่นเบสกับกีตาร์เก่งมาก เราก็เลยอยากจะให้เซนส์เล่นเบส ส่วนกลองเราไปชื่นชอบวงดนตรีอินดี้วงนึงมาก ๆ ชื่อว่า Death of Heather แบบซูเกซ เป็นวงดรีมป๊อปวงไทยร้องเพลงภาษาอังกฤษ เค้าเคยทำวงพังก์ชื่อ Anti Pants มือกลองชื่อนนท์ เราไปดู Death of Heather เล่นที่งาน Pink Cloud แล้วเรารู้สึกว่าโอ้โห้ไม่เคยดูวงไหนที่แบบซาวด์กลองดีขนาดนี้ แล้วก็ตีได้สะอาดแล้วก็เป็นระเบียบมาก ๆ เราเป็นมือกลองเนี่ยคือเรื่องมือกลองเราซีเรียสมาก ก่อนหน้านี้เราเลือกมาหลายคนมากเลยนะ แต่แบบเคนนี้แม่งก็ยังไม่ใช่ คนนี้ก็ยังแบบเซตอัพไม่ถูกต้อะอะไรอย่างงี้ ซาวด์ไม่ใช่ พอไปดูคนนี้แล้วแบบเออเราชอบเราเลยติดต่อไปเค้าก็สนใจ

เห็นบูม (มือกลอง The Yers) บอกอยากมาเล่นด้วย

อู๋: คือจริง ๆ แล้วเราสามารถให้ The Yers เล่นได้เลยทันที แต่ถ้าเราให้ The Yers เล่นมันก็จะกลายเป็น…

Headbangkok: เหมือน The Yers อีกพาร์ตหนึ่ง

อู๋: ใช่ อะไรแบบนั้น เราสงสารไอ้บูมมาก มันจูนติดกับแนวแบบนี้มากกว่า The Yers ด้วยซ้ำ แต่ว่าช่วยไม่ได้ ฮ่า ๆๆ

รูปแบบการเล่นสดจะแตกต่างกับ The Yers มากใช่ไหมครับ

อู๋: มาก ๆ เราต้องคุมพาร์ตที่เป็นโนตเมโลดี้ทั้งหมด ทั้งเสียงร้อง เสียงกีตาร์ และก็บวกกับเราไม่ได้ใช้เอฟเฟกต์ที่เค้าเรียกว่ามัลติเอฟเฟกต์ อย่าง The Yers เราต้องร้องไปด้วย เอนเตอร์เทนไปด้วย เราไม่มีเวลามาเหยียบเอฟเฟกต์ แต่ด้วยโปรเจกต์นี้เราอยากทำแบบที่เราชอบจริง ๆ ร้อยเปอร์เซนต์ทุกรายละเอียด เราก็เลยเอาก้อนเอฟเฟกต์ที่สะสมพวกอนาล็อกทั้งหลายมาใช้ใหม่อีกทีนึง

เซ็ตอัพมันจะแบบบ้าบอมาก เราก็ยังไม่รู้จะออกมาเป็นยังไง มันแตกต่างกับ The Yers มาก ๆ แน่นอนเพราะว่าเพลงของ Torrayot ทั้งหมดแทบจะไม่มีท่อนไหนเอาไว้เอ็นเตอร์เทนคนดูเลย ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่แบบว่าสามารถเล่นกับคนดูได้เราก็จะโฟกัสกับการเล่นมาก ๆ แล้วก็จะต้องทำยังไงก็ได้ให้รู้สึกออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุดด้วยคน 3 คน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องซ้อมอย่างหนักมาก ๆ กว่าจะเล่นครั้งนึง

จะเอาพวก Visual เข้ามาใช้ไหมครับ

อู๋: ไม่ขนาดนั้น คงไม่ขนาดนั้น

ตื่นเต้นกับโชว์แรกที่งาน Slam Drunk 2 ขนาดไหนครับ

อู๋: ตื่นเต้นมาก เหมือนเรากลับไปเล่นดนตรีแรก ๆ เลยอะ ช่วงยุคก่อนที่เราจะอยู่ Smallroom ตอนนั้นเป็นยุค Myspace เหมือนแบบตื่นเต้นจะได้เตรียมอุปกรณ์ดนตรี แบบใช้อะไรดี ตู้ซื้อยี่ห้ออะไรดี เอฟเฟกต์ใช้ก้อนไหนดี มันตื่นเต้นทุกกระบวนการเลยพอรู้ว่าจะมีเล่น แล้วก็แบบพอรู้ว่าจะมีแค่โชว์แรกโชว์นั้นมันรู้สึกแบบความรู้สึกตอนที่เราได้ไปเล่นงาน Art Street ที่ลาดกระบัง ที่แบบคนดูศูนย์คน ฮ่า ๆๆ ตื่นเต้นเหมือนตอนได้ไปเล่นงาน Gift ศิลปากรครั้งแรก ที่แบบไม่มีใครรู้จักเราเลย และก็แน่นอนเราคงไม่เอาเพลง The Yers มาเล่นในโชว์นี้แน่ ๆ มันก็เหมือนกับการรีบูตทุกอย่างใหม่

ไปเล่นก็ต้องทำวิธีการทำยังไงให้คนดูเชื่อมต่อกับเราติดโดยที่เราไม่ต้องเอ็นเตอร์เทนใคร เพลงก็ไม่มีใครรู้จักเลย อาจจะปล่อยไปเพลงเดียว “รอยมืดดำ” คนก็น่าจะรู้จักเพลงเดียว เราเป็นคนที่ไม่เล่นคัฟเวอร์อยู่แล้ว คือแต่ก่อนตอนทำ The Yers ใหม่ ๆ มีคัฟเวอร์บ้างแหละ แต่ว่าอันนี้เราไม่อยากเล่นคัฟเวอร์อะไรเลย เราแบบตื่นเต้นมาก ความรู้สึกเหมือนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเด๊ะ ๆ เลย

จุดเริ่มต้นกับค่ายสนามหลวง

อู๋: โห เรื่องยาว คือตอนแรกเราอยากทำเองแบบว่าไม่ขึ้นอะไรกับใครเลย เพราะว่ามันส่วนตัวมาก แล้วหาคนซัพพอร์ตยากแน่นอน ไม่ว่าจะค่ายเพลงไหนก็ตาม เราก็เลยแบบไปคุยกับที่ genie records เราก็บอกว่าผมมีตัวเลือกให้สองตัวนะ

ตัวเลือกแรกคือผมออกเองแบบไม่มีสังกัดลงทุนทุกอย่างเองหมด

ถ้าไม่ได้ มีอีกตัวเลือกนึงคือผมออกจาก genie นะ เพราะว่าเราบอกเค้าว่าเราอยากออกอัลบั้มนี้มาก มันไม่ใช่แค่เพราะเราอยากออกเพราะว่าเราอยากดังหรือว่าเราอยากอะไร เราแค่อยากให้มันมีคนรู้ว่าจริง ๆ เรามีพาร์ตนี้ในชีวิตเรา อยากให้รู้มาก ๆ The Yers มันเป็นพาร์ตหนึ่งแหละ ที่มันแบบมีเรื่องของการตลาด หรือว่าอะไรก็ตามที่เราใส่มันได้ไม่สุด เราว่าคนหลายคนน่าจะรู้สึกแบบนั้น

ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบ The Yers นะ เราชอบ The Yers ที่เป็นแบบนั้น แต่มันมีอีกแบบหนึ่งที่เรายังไม่เคยนำเสนอ ก็เลยรู้สึกว่าอัลบั้มนี้ยังไงหัวเด็ดตีนขาดเราก็ต้องออก แม้ว่ามันจะผิดสัญญากับ Grammy ก็ตาม เราเลยยื่นข้อเสนอสองอันนี้ไปแล้วก็ปรากฎว่าเค้าก็ค่อนข้างช็อกนิดนึงพอเราพูดประโยคนั้นออกไป แล้วก็เค้าหาทางออกให้ได้ทางออกนึง คือเรายังอยู่ใน Grammy ด้วย และมันมีค่ายเพลงค่ายนึงที่เค้าเปิดรับทุกอย่าง และก็เป็นการเซ็นสัญญาแบบเหมือนเราออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่างแต่เค้าเป็นผู้จัดจำหน่ายและพีอาร์ให้ด้วยก็คือ สนามหลวงมิวสิก

พอเราแบบเรารู้เราก็ลืมนึกไปจริง ๆ แล้วสนามหลวงก็คืออีกตัวเลือกนึงที่แบบด้วยความเราเป็นศิลปิน genie เนี่ยถ้าเราไปทำเองข้างนอกยังไงมันเป็นหน้าเราอยู่แล้วมันจะยาก แต่ว่าเออ ทางออกทุกอย่างลงล็อกพอดีตรงที่ว่าอยู่สนามหลวงมีคนผลิตให้ ให้มีพีอาร์มีน้องที่ช่วยกราฟิกอะไรอย่างงี้ด้วย และอยู่ใน Grammy ด้วย เราสามารถเลือกให้เพลงเป็นลิขสิทธิ์ของเราได้ด้วย

ยังมีแนวอื่น ๆ ที่รู้สึกอยากทำอีกไหมครับ

อู๋: จริง ๆ เรามีอะไรที่อยากทำเยอะ แล้วเราก็ยัดเข้าไปในวงที่เราโปรดิวซ์ อย่าง Klear ตอนทำ ซักกะนิด เราอยากทำอะไรแบบนั้น อย่างฟักแฟงก็เป็นอีกพาร์ตนึง เป็นเพลงป๊อปที่เราอยากทำ เป็นแนวเพลงที่เราแบบเราชอบจริง ๆ

เราชอบพวกแบบ Charli XCX, Carly Rae Jepsen, Beyoncé พวกนี้ เรามีโหมดป๊อปมาก ๆ แต่ว่าเราเป็นคนนำเสนออะไรพวกนี้ได้ไม่ดี แล้วมันประจวบเหมาะมากพอเรามาคุยกับฟักแฟงเรื่องตอนจะทำเพลงกันต่อหลังจาก g19 คุยกันเรื่องแนวเพลง เฮ้ยฟักแม่งได้ว่ะ เราสามารถใส่อะไรพวกนี้ลงไปในงาน ฟักแฟงได้ฟังก็แฮปปี้ที่จะทำอะไรแบบนี้ด้วย คือถ้าใครอยากฟัง The Yers ที่เวอร์ชันที่มันป๊อปมาก ๆ จริง ๆ คืองานของฟักแฟง

จริง ๆ แล้วอู๋เริ่มบทบาทโปรดิวเซอร์ช่วงไหนครับ

อู๋: 2014 ปลาย ๆ ครับ แต่ว่าเรายังไม่ได้บอกใคร คนแรกที่เราทำงานก็คือพี่ปาล์มมี่ แล้วพี่มี่บอกว่า “อู๋เราเก็บไว้เป็นความลับก่อนดีกว่า” แล้วก็ปรากฎว่าสักพัก เรานัดกันลงรูปพร้อมกันก็น่าจะช่วง 2015 มั้ง หลังจากนั้นมันก็มีเข้ามาเรื่อย ๆ มีทำเพลง g19

หลังจาก g19 ก็มี De Flamingo ค่าย What the Duck มี Klear มี ฟักแฟง และก็มีวงอีโมที่เชียงใหม่ The Bandit Boy แล้วก็ยังไม่ปล่อยสักทีไม่รู้แม่งเอาเพลงไปเก็บไว้ทำบ้าอะไร ฮ่า ๆ มีพี่ซิน Singular ด้วย ประมาณนี้ครับ

ตอนแรกที่มารับบทบาทโปรดิวเซอร์กดดันตัวเองไหมครับ หรือว่าเรารู้อยู่แล้วว่าทำได้

อู๋: เราดันโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ โชคดีก็คือโอเคเราได้ร่วมงานกับพี่มี่ก็คือตื่นเต้นมาก โชคร้ายก็คือเค้าเป็นคนที่คนทั้งประเทศรัก ก็ตื่นเต้น เราว่าน่าจะมากกว่าคนปกติหลายคน แล้วก็งานที่สองนั่นแหละ g19 ต้องมานั่งคุมร้องคนทั้งค่าย เราดันเจองานหินหมดเลย

มุมมองในการโปรดิวเซอร์ในฉบับอู๋มองว่าเป็นแบบไหนครับ

อู๋: เรามีสองอย่างครับ คือทำยังไงให้งานเสร็จ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่สองทำยังไงให้งานเสร็จและเป็นมืออาชีพมาก ๆ ฟังแล้วรู้สึกไม่ใช่งานกาก แค่สองอย่างนั้นเลย ไอ้เรื่องแบบว่าลายเซ็นต์หรือว่าความเป็นตัวเองมากน้อยจากศิลปินหรือจากโปรดิวเซอร์ แนวเพลง สไตล์ เรื่องพวกนั้นเราตัดออกไปหมดเลยเพราะเรารู้สึกว่าถ้าคุณมีมาห้าสิบเราใส่ไปห้าสิบ ยังไงก็เป็นงานคุณอยู่ดี แล้วในช่วงระหว่างการทำงานมันมีการคุยกันตลอดเวลามัน แบบ เฮ้ยผมไม่ชอบอันนี้พี่ หรือว่า เฮ้ยผมว่าอันนี้มันดีอยู่แล้วพี่ มันมีการบวกลบกันตลอด โยนกันไปโยนกันมาตลอด แล้วเรารู้สึกว่าสุดท้ายแล้วก็จะเป็นงานของศิลปินนั้น ๆ อยู่ดี ซึ่งพวกเรื่องสไตล์หรือว่าอะไรพวกนี้เราตัดออกไปหมดเลย

อย่างงานของฟักแฟงคนบอกเยอะมาก โหแม่งเหมือน The Yers เลยว่ะ ก็แล้วไง สุดท้ายแล้วฟักแฟงก็เป็นคนเคาะอยู่ดีว่าชอบหรือไม่ชอบ มันก็เป็นงานของฟักแฟงอยู่ดี เสียงร้องก็เสียงเค้าอยู่ดี เมโลดี้ก็เมโลดี้เค้าเขียนมาอยู่ดี

เพราะฉะนั้นเรามีสองข้อหลัก ๆ ข้อแรกทำยังไงให้เสร็จตามกำหนด ไม่ค้างงานไม่ทำให้ค่ายเพลงหรือว่าตัวศิลปินเดือดร้อนกับเรา ทำให้เสร็จแล้วก็อย่างทีสองคือทำให้มันมีมาตรฐาน งานที่เราโปรดิวซ์จะไม่ปล่อยให้งานมันฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงร้องโคตรแย่เลย มิกซ์ยังไงวะ มึงมิกซ์อะไรของมึงวะ หรือว่าแบบโอ้โหงานแบบนี้ไอ้อู๋ทำได้แค่นี้เองหรอวะ เราอยากให้สองเรื่องนี้สำคัญที่สุด

มาพูดถึงทรยศสตูดิโอบ้างครับ อันนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไงครับ

อู๋: จริง ๆ มันเกิดขึ้นมาจากตอนเราทำบ้านเก่า เราพยายามทำสตูดิโอในห้องนอนมาโดยตลอดตั้งแต่ประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว เอาคอมไว้ในห้องนอนตลอด ช่วงแรก ๆ เอาไว้ในห้องซ้อมแล้วอึดอัด ก็พยายามจะเอาไว้ในห้องนอนตลอด แล้วก็ตั้งชื่อเล่น ๆ เอาชื่อเรามาสลับกันแล้วก็พยายามบิลด์ให้ชื่อนี้มันแบบติดมาตลอดกับในหมู่เพื่อน ๆ เฮ้ย ทรยศสตูดิโอนะเว้ยมาดิวะ มันก็งง ๆ เชี่ยอะไรวะ ฮ่า ๆๆ เตียงก็อยู่ตรงนี้ ทีวี เอ้า เกมส์ เอ้า แล้วก็มีคอมเครื่องนึง นี่สตูดิโอหรอวะ

แล้วก็มันเริ่มจริงจังหนักขึ้นเรื่อย ๆ คือตอนทำอัลบั้ม Cry แบบเราซื้ออุปกรณ์มาจริงจัง ซื้อพรมมา มีชั้นวางซีดี แล้วก็แบบเปิดห้องบ้านเก่านะ บ้านเก่าเรามีแบบนี้เป๊ะเลย เอาแบบเปิดได้ เพื่อให้เสียงแตกต่างกัน มีแบบ ประตูของตู้เสื้อผ้าสามารถเปิดแล้วเข้าไปร้องในนั้นได้ ฮ่า ๆๆ แล้วก็มีแบบบุห้องประมาณนึง แล้วก็ทำอัลบั้ม Cry กันทั้งอัลบั้ม โอ้โหแม่งทำไปเรื่อย ๆ แม่งแบบ เชี่ย ไม่น่าเริ่มเลย เริ่มแล้วแม่งหยุดไม่ได้ แล้วลำบากมาก เพราะว่าแบบมีเสียงนกเสียงกา เสียงรถ เสียงอะไรแบบเข้ามาเต็มเลย ทำงานลำบากมาก บวกกับเราเริ่มทำเพลงโฆษณา ทำเพลงประกอบนู่นนี่

มันมีช่วงนึงที่คนทำงานแฟชั่นโชว์ไป ELLE Fashion Week ชื่อแบรนด์ Everyday Karmakamet เรารู้จักกันแล้วก็ให้เราทำ ทีนี้แม่ของเราก็เห็นพอดี ช่วงที่เค้ามาที่บ้านเราแบบคนมันเยอะ แล้วมันต้องเดินเข้ามาผ่านชีวิตเราก็มีผู้ใหญ่ในบ้าน อาม่า อาแปะ เค้าจะกินข้าว ดูทีวีเค้าก็ต้องลุกขึ้นมาต้อนรับแขก บ้านไม่ได้พร้อมกับการต้อนรับคนขนาดนั้น ขึ้นไปข้างบนห้องเรามีเตียงสองชั้น มีคอมอยู่ใต้เตียง คนก็มานั่งออกันอยู่ข้างหลัง แม่เราก็เห็นแล้วร้องโห แม่งไม่ไหว สภาพแบบแย่มาก เค้าก็เลยหาที่ที่แบบมันเป็นกิจจะลักษณะหน่อยต้อนรับคนได้

จริง ๆ ความคิดของพ่อแม่เราคืออยากจะทำห้องคอนโทรลห้องนี้แค่ห้องเดียว เพื่อให้มันดูดีและต้อนรับแขกได้ แต่ในใจเราก็รู้สึกว่าอย่างน้อย ๆ มันต้องมีโวคอลบูธ ไอ้ที่คล้าย ๆ ตู้โทรศัพท์ที่เก็บเสียงแล้วเข้าไปร้องเพลงได้ อย่างน้อย ๆ มันต้องมี พอไปดูสถานที่จริง ๆ เฮ้ยเรายอมสละสนามหญ้าได้ แล้วทำเป็นห้องอัดกลองได้ไปเลย เพราะถ้าอัดกลองได้ทุกอย่างอัดได้หมดแล้ว ก็เลยลงทุนควักสตางค์ทั้งหมดที่มี แล้วก็ทำที่นี่ให้เป็นสตูดิโอที่รับงานได้เลยทั้งงานของเราเองและคนอื่นมาเช่าด้วย ก็เลยกลายเป็นอะไรที่มันจริงจัง

มีบริการอะไรบ้างครับ

อู๋: ก็ทุกอย่าง อัดทุกอย่าง อีดิท มิกซ์ มาสเตอร์ มีเอ็นจิเนียร์คอยดูแล มีน้ำขวดละสิบบาท ฮ่า ๆๆ แค่นั้น

มีแอร์ มีโต๊ะ มีห้องน้ำ มีเพลงฟัง มีซีดีไว้แต่ว่าถ้าใครขโมยไปผมจะรู้หมดว่าแผ่นไหนหายไป เพราะผมโรคจิต ก็คือมีทุกอย่างยกเว้นอาหาร ที่ต้องออกไปปากซอย จะมีเซเวนฯ แล้วก็แกร็บ เพิ่งมีด้วย ฮ่า ๆๆ แต่ก่อนลำบากกว่านี้อีก แล้วก็งานของเราทั้งหมดเราก็จะให้มาจบที่นี่หมดเลยทุกวงที่ทำกับเรา

มีศิลปินคนไหนมาใช้บริการบ้าง

อู๋: ตอนทำเดโม่กันพี่มี่ก็มาทำที่นี่ ของพี่ซินก็ทำที่นี่ Klear เพลงที่เราทำก็ทำที่นี่ The Yers ตั้งแต่ “ดื่ม” เป็นต้นมาก็ทำที่นี่ Tilly Birds, Three Man Down, The Keylookz, De Flamingo มีพี่แพท บุญสินสุข มาลงเสียง มีใครอีกอะ Project S ก็เคยมาทำเสียงเพื่อจะไปใช้ในคอนเสิร์ต โห เยอะมากจำไม่ได้

การได้เห็นนักดนตรีหลากหลายแนวมาใช้บริการทำให้เรามีมุมมองอะไรบ้าง

อู๋: โคตรแฮปปี้ เราโคตรมีความสุขเลย ถึงแม้ว่าเด็กบางคนจะมาเพราะอยากเจอเรา แต่เราก็มีทริกของเราแหละเราหลบเป็น

มีเยอะมากที่แบบมาเพื่ออยาก จะมาเจอเราไม่ได้อยากมาอัดเพลง แต่ว่าสุดท้ายแล้วพอเราเจอเค้า หรือว่าแบบคนที่ตั้งใจจะมาเพื่อมาอัดเพลงจริง ๆ แม่งแฮปปี้มาก แม่งแฮปปี้กับการได้เจอคนที่ยังได้เล่นดนตรีสด เวลาเราเห็นเค้าพยายามจะปั้นเสียงกลอง ปั้นเสียงกีตาร์กันแล้วเรารู้สึกว่า เออ อย่างน้อยเราได้เป็นส่วนนึงของความฝันของเค้า ได้ช่วยผลักดันอะไรบางอย่างของเค้า แล้วก็มันสนุกตรงที่ว่าเราได้อยู่กับดนตรีตลอดเวลา แบบเฮ้ยถ้าเราวงไหนที่สนิทกับเค้าแล้วเค้ายินดีที่จะให้เรามีส่วนร่วม

อย่าง Tilly Birds มาถึงก็จะมาปรึกษา พี่เอฟเฟกต์ก้อนไหนดี เราชอบสะสมเอฟเฟกต์ไง เฮ้ยเอาเสียงกลองมาใส่เอฟเฟกต์ไหม เราก็ทำให้เค้านะถ้าเราว่าง เราอยู่บ้านเราก็ทำให้เค้า มันแฮปปี้มากเลยอะ

อย่าง The Keylookz เค้าไม่มีความรู้อะไรเลยในการเข้าห้องอัด แล้วเราก็แฮปปี้มากที่ได้แนะนำเค้าว่า เฮ้ยพี่ กลองอะไม่ได้นะ พี่ต้องทำแบ็กกิงแทร็กมา พี่ต้องตีให้ตรง พี่ต้องยังงู้นยังงี้ เราเหมือนกับช่วยเค้าตั้งแต่ศูนย์จนเพลงมันเสร็จเรียบร้อย แฮปปี้มาก

คิดว่าทำไมดนตรีทางเลือกหลาย ๆ แนวในบ้านเราถึงไม่เติบโตเหมือนอย่างหลาย ๆ ประเทศ อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นครับ

อู๋: อื้อหือ… ลึกเลย เรื่องที่พูดได้ก็คือการศึกษา เรื่องการเมือง เราว่าทุกอย่างมันเกี่ยวหมด แล้วก็มีเรื่องที่พูดไม่ได้ด้วยว่ามันเป็นเพราะอะไร

เราว่าทุกสิ่งทุกอย่าง วัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียม ทุกอย่างส่งผลให้วงการเพลงมันไม่เติบโตมากเท่ากับประเทศที่ส่งออกสินค้าภายในประเทศได้ ภาษาด้วย คือด้วยอะไรหลาย ๆ ทำให้เราไม่สามารถแบบออกไปได้สักทีอะ คนเดียวที่ไปได้สำหรับเราคือ ภูมิ วิภูริศ แต่สำหรับเราภูมิไม่ใช่คนไทย ภูมิคือฝรั่ง สำเนียงภาษาของภูมิ จริตของภูมิ ทุกอย่างคือฝรั่ง ฝรั่งคนไทยฟังแล้วรู้สึกนี่ไม่ใช่ไอ้พวกผิวเหลืองร้องเพลงภาษาอังกฤษ มันเข้าใจว่านี่คือฝรั่งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ซึ่งน้อยคนที่จะเป็นลูกครึ่งหรืออะไรก็ตามที่จะทำจริตได้แบบนั้น เพื่อที่จะทำลายกำแพงที่ฝรั่งมันมองเราได้ แต่ก็สู้ต่อไป เราเป็นกำลังใจให้คนร้องเพลงภาษาอังกฤษทุกคน

เราพูดเสมอกับทุก ๆ การสัมภาษณ์เรื่องวงการเพลงว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยเรายังน่าอิจฉากว่าพวกฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซียมาก ๆ เพราะว่าคนบ้านเค้าไม่ซับพอร์ตวงท้องถิ่นเลยแม้แต่นิดเดียว

อย่างน้อย ๆ เราสามารถมีอาชีพแล้วทำมาหากินอยู่ในประเทศของเราเองได้ คือแบบเราเคยไปซื้อเครื่องดนตรีที่สิงคโปร์แล้วก็ถามเพื่อนว่านี่ตึกเครื่องดนตรีหรอ เหมือนเป็นตึกในเวิ้งนาครเกษม หรือว่าตึกที่เกาหลี เป็นย่านเครื่อดนตรีของสิงคโปร์ เราถามว่าเฮ้ยมีแค่นี้เองเหรอ สามร้านใหญ่ ๆ ทั้งประเทศ แล้วมึงจบแค่นี้เลยใช่ปะ บอก Yes! เฮ้ยมันเกิดอะไรขึ้นวะทำไมมันเป็นงี้

เค้าก็เล่าให้ฟังว่าคนสิงคโปร์แม่งฟังเพลงจีนฟังเพลงฝรั่งหมดแล้ว ไม่มีใครฟังวงที่มาจากสิงคโปร์ แม่งดาร์กมาก แล้วเราจำลองตัวเองลองนึกภาพตัวเองว่าถ้าเราเกิดเป็นคนสิงคโปร์แล้วเราเล่นดนตรี แล้วไม่มีคนสนับสนุนเลยอะ โหแม่งดาร์กมาก ตั้งแต่วันนั้นเราเลยรู้สึกว่าอย่างน้อยเรายังมีคนฟังในประเทศเรา แม่งเป็นบุญมากเลยนะ ไม่งั้นแม่งก็ไม่มีแบบ Grammy, RS, Smallroom ไม่มีค่ายเพลงเกิดขึ้น ไม่มีวงดนตรีเกิดขึ้นมากมายขนาดนี้

อู๋มีการ์ตูนเรื่องโปรดที่ชอบไหมครับ

อู๋: น่าจะเหมือนคนทั่วไปก็คือ Beck แล้วก็ตอนเด็ก ๆ ชอบเคนชิโร่ ฤทธิ์หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ เราชอบอ่านการ์ตูนแบบไม่ดังอะ ไม่ดังในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามันดีแล้วไม่ดังด้วยนะ ไม่ดีแล้วก็ไม่ดังด้วย แต่ก่อนมันจะมีอะไรอะ บงกช วิบูลย์กิจ สยามอินเตอร์คอมิกส์ แล้วมันจะมีค่ายที่ไม่ดังเลยอะเราชอบไปอ่านอะไรพวกนั้นอะจำชื่อไม่ได้แล้วอะ แต่ว่าตลกตรงที่ว่านารูโตะ วันพีช โคนัน ดรากอนบอล ไม่อ่านเลย ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน เหมือนเล่มมันเยอะหรือว่าอะไรก็ไม่รู้ก็เลยไม่ได้อ่าน แต่ว่าที่พูดมาทั้งหมดบ้านเรามีครบหมดเลยนะเพราะพี่ชายเราชอบอ่านการ์ตูน จริง ๆ เรามีเป็นแบบนี้แต่เป็นการ์ตูนอยู่แต่ว่าอยู่อีกบ้านนึงบ้านพี่ชายเรา

อู๋มีภาพยนต์หรือซีรีส์อยากแนะนำให้คนอื่นดูไหมครับ

อู๋: ภาพยนตร์ก็น่าจะไม่เยอะมากครับเราชอบ Control เป็นหนังชีวประวัติของวง Joy Division

เราชอบหนังเรื่อง The Brown Bunny แล้วก็ Buffalo ’66 ของ Vincent Gallo เป็นอาร์ตติสท์ที่ทำหนังด้วยทำเพลงด้วย

ส่วนซีรีส์ ตอนนี้ก็ Dark นะ สมัยก่อนชอบ Hero

หนังที่เปลี่ยนชีวิตเราคือ That Thing You Do! ทำให้เราเล่นดนตรี แต่เราเป็นคนดูหนังน้อยมากกระจอกมาก เราดูหนังไม่เยอะเราดูหนังแบบไม่ลึกอะ แล้วก็ชอบดูหนังอินดี้ด้วยอะ

กลับมาที่ Torrayot คาดหวังกับโปรเจกต์ไว้ขนาดไหนครับ

อู๋: ศูนย์นี่คือสำเร็จของเรา ศูนย์ในที่นี้คือถ้าเราเอาไปให้คนฟังร้อยคนแล้วเสียงตอบรับกลับมาคือศูนย์เนี่ยสำเร็จแล้ว เพราะว่าเราค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยตั้งแต่อัลบั้ม 21 Guns Pointing in Your Face ของ Gooes ผมว่าน่าจะ 15 ปี เราว่าตั้งแต่อัลบั้มนั้นอะ ยังไม่เคยมีอัลบั้มไหนที่มันซีเรียสและไม่สนใจคนฟังขนาดนั้นมาก่อน เราค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าเสียงตอบรับมันกลับมาเป็นศูนย์คือสำเร็จแล้ว เพราะเราต้องการทำอะไรแบบนั้นเราแค่อยากให้คนฟังเฉย ๆ ไม่ต้องมาชอบไม่ต้องมาอะไร ให้รู้ว่า เฮ้ย มันมีอะไรแบบนี้อยู่บนโลกอยู่นะ แค่นั้นเลย แล้วมันส่งผลดีต่อชีวิตเรามาก

เรารู้สึกรีเฟรชตัวเองมาก เรารู้สึกว่าเราอยากทำ The Yers มากเลยตอนนี้พอ Torrayot มันเสร็จ เพราะเหมือนเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำอีกพาร์ตนึงแล้ว และตอนนี้เราพร้อมกลับมาลุยกับ The Yers แล้ว

ติดตามผลงาน Torrayot ได้ช่องทางไหนบ้างครั

อู๋: ก็ทุกช่องทางครับ สะกดว่า Torrayot

จริง ๆ จะลงท้ายด้วย s ซึ่งมันถูกต้องตามพยัญชนะภาษาไทยมากกว่า เหตุผลเดียวเลยที่ไม่ใช้ s แล้วใช้ t แทนคือมันไม่เท่ ฮ่า ๆๆ

ตอนแรกโลโก้ของเราเป็นไม้กางเขน แต่เราขี้เกียจดรามา เคยมีบทเรียนจากเสื้อ The Yers ครั้งนึงเลยไม่อยากยุ่ง ก็เลยไม่ทำแล้ว แต่เราค้นคว้ามาแล้วนะ จริง ๆ แล้ววงอย่าง Death, Ghost, Saint Vitus พวกนี้มีไม้กางเขนอยู่ในโลโก้หมดเลย แต่ว่าเราเชื่อว่าถ้าเป็นคนไทยเนี่ยโดนแน่นอน แล้วเราไม่ได้โหดขนาดนั้นไง แต่จริง ๆ แล้วเราจะบอกว่าเนื้อเพลงเรา อย่างที่เล่าให้ฟังเนื้อเพลงเราคือบรูทัลเลยอะ

สุดท้ายแล้ว ฝากถึงแฟนเพลง The Yers และทุกคนให้มาทำความรู้จัก Torrayot หน่อยครับ

อู๋: แฟนเพลง The Yers เนี่ยทำใจหน่อยครับ มันไม่ใช่การทำไซด์โปรเจกต์แบบ ยกตัวอย่าง Brandon Flowers นักร้องนำ The Killers ที่มาทำโปรเจกต์เดี่ยวแล้วก็เพลงเหมือน The Killers อยู่ดี มันไม่ใช่แบบนั้น

อันนี้ให้ทดไว้ว่า John Frusciante แยกจาก Red Hot Chili Peppers ออกมาทำอัลบั้มเดี่ยว มันอยู่คนละโลกกัน เพราะฉะนั้นทำใจไว้เลยคุณอาจจะไม่ชอบ Torrayot ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่ชอบ ฮ่า ๆๆ เพราะว่าคนชอบ Red Hot Chili Peppers หลายคนก็แอนตี้ John Frusciante อัลบั้มเดี่ยวมาก ๆ แต่ว่าเรารู้สึกว่าใครที่จูนกับเราติดอะมันจะชอบมาก ๆ


เตรียมพบกับโชว์แรกบนโลกใบนี้ของ Torrayot ได้ที่งาน Slam Drunk 2 ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2019 ณ Live Arena, RCA บัตร Early Bird ราคา 390 บาท / หน้างาน 490 บาท

นอกจาก Torrayot แล้ว จะได้พบวงร็อกและเมทัลที่จะชวนกันมามันส์ได้ทุกเจเนอเรชัน ได้แก่ Ebola, Retrospect, Dezember, กล้วยไทย, Bomb at Track, Hopeless, Tragedy of Murder, Goh M, Molon และ Starbox

ซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่ https://www.facebook.com/UndergroundDrunkker/