คอนเสิร์ตใหญ่ น่าจะเป็นความฝันของศิลปิน/วงดนตรีทุกคนเป็นปกติ แต่มีวงดนตรีไม่มากนักที่จะสามารถก้าวไปจนถึงจุดที่มีฐานแฟนเพลงและผู้สนับสนุนมากพอจะทำคอนเสิร์ตขึ้นมาได้

The Mousses วงร็อกชื่อดังแห่งค่าย genie records ที่ไต่เต้ามาจากการเป็นศิลปินอินดี้นอกกระแส คืออีกวงที่กำลังจะได้ก้าวไปถึงความฝันจุดนั้นเป็นครั้งแรก พวกเขากำลังจะทำให้ GMM Live House กลายเป็นค่ำคืนอันเร่าร้อน ภายใต้ชื่องาน Red Night Concert ที่ทางวงระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้คน ‘มีความรักใส่สีแดง’ และ ‘อยากมีคนควงแขนใส่สีดำ’

เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์พวกเขาก่อนถึงวันงานพอดี หากพร้อมแล้วไปอ่านบันทึกบทสนทนาเกี่ยวกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ และเรื่องอื่น ๆ ของวงกันต่อในคอลัมน์ #WazzupRocker ได้เลยครับ


ความรู้สึกต่อ Red Night Concert ที่กำลังจะเกิดขึ้น

แอร์: รู้สึกยังไง จริง ๆ ก็ตื่นเต้นครับ ก็ไม่ได้ประกาศว่าเราตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่ แต่ก็ตื่นเต้นเพราะว่ามันมีหลาย ๆ อย่างที่เราอยากจะทำ แต่ยังไม่มีเวลาทำ ก็มารวมในคอนเสิร์ตนี้ครับ

ต๋า: จริง ๆ มันเป็นคอนเสิร์ตครั้งสำคัญของ The Mousses ครับผม ถือว่าเป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกเนอะ อาจจะไม่ใช่แบบคอนเสิร์ตใหญ่ แต่มันก็เป็นครั้งสำคัญของเรา มันก็ตื่นเต้นมากครับที่จะได้เล่นเพลงเก่า ๆ ที่เราไม่ค่อยได้เล่นเวลาเราไปเล่นงานจ้างทั่วไป

จ๊ะ: อย่างที่บอกแหละครับ มีหลาย ๆ เพลงที่เราไม่ได้นำไปเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เราได้ไปเล่น หรือที่เค้าเรียกกันว่าเพลงหน้าบีก็ตาม อาจจะได้นำมาเล่นในคอนเสิร์ตนี้ ซึ่งแม้แต่ตัวผมเองก็ติดตาม อยากจะรู้ว่าสุดท้ายเราจะได้เล่นเพลงไหนบ้าง เพราะเดี๋ยวก็ต้องทำโชว์ทำอะไรกันอีกครับ 

กั๊ป ในฐานะสมาชิกใหม่ รู้สึกอย่างไรบ้าง

กั๊ป: ความรู้สึกเดียวกันครับ ตื่นเต้น อันนี้มันเหมือนคอนเสิร์ตเดี่ยว เพราะฉะนั้นที่ตื่นเต้นก็คือจะได้ทำสิ่งที่ต้องคิดหลายอย่างว่าจะทำออกมายังไงในรูปแบบไหนที่จะประทับใจคนดู ซึ่งตอนนี้เราก็คิดมาประมาณนึงแล้ว โพรเซสการทำงานก็เดินทางมาถึงเกือบจะสมบูรณ์แล้วเตรียมตัวกันมาประมาณนึง ตื่นเต้นว่านอกจากลิสต์เพลงแต่ละพาร์ตของโชว์เราจะเล่นอะไรยังไง แล้วก็มีเรื่องของโปรดักชันเวทีอะไรต่าง ๆ ที่ตัวเราเองสี่คนยังไม่เคยลงไปทำจริงจังจะได้ทำเป็นอย่างแรก

ที่มาที่ไปของ Red Night Concert

จ๊ะ: มันเกิดจากโปรเจกต์ของผู้สนับสนุน ซึ่งเค้าได้ร่วมทำกิจกรรมดี ๆ ขึ้นมากับทางค่ายของเรา ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ โปรเจกต์นี้มีหลาย ๆ ศิลปิน ซึ่งมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ ของเราเล่นไปแล้วด้วย แต่ว่าแต่ละคอนเสิร์ตของแต่ละคนจะมีการนำเสนอที่ต่างกันออกไปครับผม ส่วนในของ The Mousses ที่เป็น Red Night Concert ได้มาจากคอนเซปต์ของพวกเรา เราอย่างจะสร้างค่ำคืนนี้ให้มันเร่าร้อน อยากสร้างค่ำคืนของทุกคนให้เร่าร้อนไปกับพวกเรา และนอกจากนั้นยังจะมีเรื่องราวต่าง ๆ ของ The Mousses มันจะเป็นไทม์ไลน์ เป็นเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด เหมือนเป็นคืนนึงที่เราจะมาคุยกันว่า เคยได้ยินไหมครับว่าเราฟังเพลงเพลงนึงแล้วเราจะนึกถึงสมัยนึง เหตุการณ์นึง พอฟังเพลงนึง เฮ้ย เรานึกถึงเหตุการณ์ตอน ม.3 ที่เราปั่นจักรยานอยู่ ประมาณนั้น มันเหมือนว่าเราได้ฟังเพลงแล้วคุยกัน ได้พูดคุยกัน แต่ว่ารู้สึกไปพร้อมกันว่าจำได้ไหมตอนนี้คุณฟังเพลงนี้คุณเรียนอยู่ปีนี้อยู่เลย คุณได้เจอกับแฟนตอนที่ฟังเพลงนี้ หรือเพลงนี้คุณเคยฟังตอนที่คุณกำลังเสียใจกับแฟนคนที่ 2 คนที่ 3 อะไรก็ตาม เช่นเดียวกัน The Mousses ก็อยากจะมารำลึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ที่เราผ่านมา และก็อยากจะร่วมร้อง ร่วมรู้สึกไปกับแฟนเพลงทั้งเก่าและใหม่

จะงัดเพลงช่วงที่เป็นอินดี้อยู่ออกมาเล่นด้วยไหมครับ

จ๊ะ: ผมคิดว่าต้องมี เพราะผมเชื่อว่ามีแฟน ๆ ที่อาจจะมีครอบครัวแล้ว อาจจะโตมากแล้วพอสมควร เพราะวงเราอยู่มาเป็นสิบปีแล้ว จะมีคนที่ตามเราตั้งแต่มัธยม ซึ่งเราหวังว่าคนเหล่านี้จะมาอยู่ในคอนเสิร์ตนี้ด้วย และได้ร่วมร้องเพลง ร่วมรำลึกช่วงเวลาแบบนี้ด้วยกัน แต่คำถามที่ว่าเพลงเก่า ๆ สมัยอินดี้มีไหม มีแน่นอน

การจัดตารางซ้อมก่อนคอนเสิร์ต

ต๋า: ว่างก็ซ้อม ฮ่า ๆๆๆ

จ๊ะ: ผมว่าจัดตารางนอนมากกว่า จัดตารางนอนที่เหลือซ้อมครับ ฮ่า ๆๆ

ต๋า: แต่น่าจะซ้อมกันหลายวันอยู่ครับ

Headbangkok: ซ้อมดนตรีเหรอครับ

ต๋า: ครับ!

ทั้งวง: โหยยยย ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: ชงกันยังงี้ก็ไม่บอก ฮ่า ๆๆ

คาดหวังกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ขนาดไหน

กั๊ป: คาดหวังว่าแฟนเพลงจะมีความสุขครับ 

จ๊ะ: ความคาดหวังของ The Mousses อย่างที่กั๊ปบอกว่าอยากให้แฟนเพลงมีความสุข นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ศิลปินต้องคิดแบบนี้ ส่วนความประทับใจมากกว่านั้นผมอยากให้คอนเสิร์ตในคืนนั้นเป็นที่จดจำทั้งในตัววงด้วยและคนที่ได้ฟังหรือได้ดู อยากให้เป็นสิ่งที่เค้าคุ้มค่ากับการเสียเวลาของเค้าที่จะออกมาซื้อบัตร เสียเวลารถติด หาที่จอดรถ นั่งรถตากฝนอะไรก็ตามแต่เพื่อมาดูคอนเสิร์ต เพื่อมาสนุก เพื่อมาร่วมกับงานนี้ ร่วมระลึกความหลังกันหรือทุก ๆ อย่างที่เราอยากจะนำเสนอให้ และสุดท้ายเค้าได้รับความอิ่มใจกลับไปไม่ว่าจะด้วยพลังไหนก็ตาม สุดท้ายทำให้ทุกฝ่ายทุกคนที่มามีความสุขกับมัน ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์หลักที่ The Mousses จะทำคอนเสิร์ตนี้ในโปรเจกต์นี้

กระแสตอบรับจากแฟนเพลงกับ ซิงเกิลใหม่ “คนป่าได้ปืน”

กั๊ป: เวรี่กู้ด

แอร์: จริง ๆ กระแสเพลง “คนป่าได้ปืน” ในส่วนของพวกเราเองก็มีได้คุยกันบ้าง ก็คือได้ดูตลอดแล้วก็คิดว่ามันแฮปปี้มากครับ ในตัววงคือแฮปปี้มากเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอมันออกไปในซิงเกิลนี้ รวมถึงในอัลบั้มใหม่ของเรา เสียงตอบรับเนี่ยเท่าที่ดูก็ในส่วนของนักดนตรีเค้าก็จะชอบ อาจจะเป็นเรื่องด้วยเนื้อหาด้วยเรื่องที่สื่อออกไปด้วย มันไปตรงใจผู้ชายด้วยครับ 

จ๊ะ: เพื่อน ๆ ทักมาหลายคนอยู่เหมือนกัน จากที่เพลงอื่นไม่ได้ทักมาแบบนี้ครับ ทักมาแบบชอบเพลงนี้ ทักมากันเฮ้ยชอบเพลงนี้โคตรได้ประมาณนี้ เพลงนี้เหมือนเป็นอะไรที่เค้ารู้สึกว่าเป็นแบบที่ The Mousses ไม่ได้ทำ และหลาย ๆ คนที่รู้จักเรามานานจะพูดกันมาว่าแบบนี้รอมานานแล้ว บางคนจะบอกว่านึกถึงสมัยอินดี้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งหลาย ๆ คอมเมนต์จะเป็นไปทางที่ดี ยอมรับว่าจะไม่มีความเห็นแค่ทางเดียว มันจะมีในทางลบอยู่แล้ว ทางที่เค้าไม่เห็นด้วยหรือว่าเค้าอาจจะอยากได้เพลงรัก หรือเพลงอัลบั้มที่ 2 อัลบั้มก่อนหน้าก็มีไม่ได้แบบว่าไปทางเดียว แต่ที่ทำไมบอกว่าวงถึงแฮปปี้กับมันเพราะวงต้องการแบบนี้ เพราะฉะนั้นมันรู้แล้วเราไม่ได้คิดว่าเพลงนี้เฮ้ยหนึ่งวันต้องห้าสิบล้านวิว เปล่า ความหมายของเรามันไม่ใช่ตรงนั้น มันเป็นเรื่องของการเปิดทางใหม่ที่เราจะไปมากกว่า นั่นคือความสำเร็จของพวกเราในเพลงนี้มันจบแล้วมันคอมพลีตแล้ว

กั๊ป สมาชิกใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมเพลงนี้ส่วนไหนบ้าง

กั๊ป: ที่จริงผม พี่จ๊ะ พี่แอร์ ต๋า ทุกคนอยู่ด้วยกันหมดเลยทุกขั้นตอน จะช่วยกันดูอย่างซาวด์ วิธีเล่น หรืออะไรต่าง ๆ เหมือนเกิดจากการแจมเพลงนี้

ต๋า: เหมือนจะช่วยกันดูส่วนใหญ่ครับ วงเราเวลาทำดนตรีกัน สมมุติว่าต๋าคิดไลน์กลองมา คนอื่นก็จะมาดูว่าตรงนี้มันเยอะไปรึเปล่าหรือว่าเอาประมาณนี้ พี่กั๊ปเล่นเบสมาให้ฟัง อย่างเพลงนี้พี่กั๊ปก็จะมาซ้อมกับต๋าด้วยสองคน พี่กั๊ปก็จะมาอยู่ห้องซ้อมด้วยสองคน ตอนแรกพี่กั๊ปก็เล่นมา บางทีต๋าก็แบบเฮ้ยอันนี้ดี หรือว่าเฮ้ยอันนี้ผมว่าตัดตรงนี้หน่อยดีกว่าหรือว่าตัดกลองตรงนี้ให้มันเข้ากับเบสหน่อยดีกว่า คุยกันตลอด

จ๊ะ: คือการทำงานของ The Mousses เป็นการทำงานแบบโปรดิวซ์ร่วมครับ คือภาพลักษณ์มายด์เซตทุกอย่างจะคุยกันตลอด เราจะไปทางนี้เราคุยกันตลอด เราจะไปทางนี้ไหมเราจะวางแผนกันตลอดร่วมกับโปรดิวเซอร์ของเรา ทำงานพร้อมกันตลอด จะไม่ใช่แบบคนนึงไปทำคอมพิวเตอร์มาเสร็จเลยแล้วก็มาโยนไม่ใช่ในลักษณะนี้ ในการทำพร้อมกันเรื่องริธึมอาจจะแยก ต๋าไปเบรนสตรอมกับกั๊ปสองคนประกบรวมอีกทีนึง แต่การทำงานใหญ่ ๆ เนี่ยจะเบรนสตรอมกันตลอดเวลา

ทำไมถึงเลือก Ben Mclusky (Liam Gallagher, Coldplay, Snow Patrol) มาทำหน้าที่มิกซ์/มาสเตอร์ให้กับวง

จ๊ะ: มันอยู่ในการประชุมแนวทางของ The Mousses นี่แหละครับ ทุกอย่างเข้าหมดเลย คืออัลบั้มล่าสุดอัลบั้มที่สามของ The Mousses เป็นการทำงานที่ฉีกทุกอย่างที่เคยทำมา และก็ลองทุกอย่างให้ใหม่ ไม่ว่าเบื้องหน้า เบื้องหลัง อาร์ตไดฯ เราลองใหม่หมด ยกเว้นค่ายเดิม ฮ่า ๆๆ ผมขอค่ายเดิม ได้แล้วนั่นแหละครับเราลองเปลี่ยนหมดเพื่อให้ได้อะไรใหม่ ๆ ให้ได้มุมมองใหม่ ๆ แม้แต่คนเขียนเนื้อเนี่ยเนื้อของนักร้องก็จะได้รัฐ (Tattoo Colour) มา เราลองอะไรใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาแต่ก็ยังมีความเป็นตัวเราอยู่

ต๋า: อย่างถ้าพูดถึงเรื่องมิกซ์ คุณเบนใช่ใหม่ครับ ต้องขอบคุณใครนะ พี่โฟร์ 25 Hours?

กั๊ป: พี่โฟร์เลย โทรไปถามพี่โฟร์ “พี่ครับ ตอนวงนี้อยากจะส่งคนที่มิกซ์เพลงเป็นเมืองนอกระดับอินเตอร์ทำยังไงครับพี่” เค้าก็แนะนำมาเลย ก็มีหลายข้อเหมือนกันสิ่งที่ต้องเตรียมให้เค้า สิ่งที่เราต้องระวังมันเยอะมากค่อนข้างละเอียดกว่า แต่ถ้าถามว่าทำไมเป็นคนนี้เนื่องจากพอทำงานกับชาวต่างชาติเนี่ยตัวเลือกมันจะเยอะมากเลย ทีนี้วงก็เลยมาดูกัน คัดเลือกกันมาตัดมาเหลือ 5 คน ฮ่า ๆๆ

ห้าคนมีใครบ้างครับ

กั๊ป: ตอนแรก จริง ๆ มันเป็นเว็บไซต์นึงที่จะรวมชาวมิกซ์มาสเตอร์ แล้วก็จะมารวมกัน เอาผลงานตัวเองมาโยนไว้แล้วก็เครดิตของเค้าเนี่ยมีเป็นร้อยคนเลยเราก็เข้าไปดู เราดูจากเครดิตก่อนชื่ออะไรทำงานให้ใคร 

ต๋า: บวกกับ Price

จ๊ะ: เรียกว่าความเป็นไปได้

กั๊ป: สองปัจจัยนี้เป็นหลักครับ แต่จริง ๆ ก็ดู Price ก่อน ฮ่า ๆๆ เหลือห้าคนเข้ามาดูกันตอนนั้นเป็นยังไงบ้างนะที่นั่งคุยที่บ้านต๋า ที่นี้เราก็ฟังงานเค้าจะมีงานที่เค้าเคยทำ

ต๋า: ในแต่ละลิงก์ ก็จะมีลิงก์ให้ฟังแล้วก็ไปนั่งฟัง ทีนี้เราก็เลยมาตกที่คุณเบ็นครับ

กั๊ป: ด้วย Price ที่เค้าเสนอ

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: นอกจากความเป็นไปได้แล้ว

ต๋า: ตอนนั้นที่คุยกันห่วงเรื่องคอนดิชันมากกว่าแก้ได้กี่รอบ แก้แล้วต้องเพิ่มเงินไหม เราดูแล้วแบบมันครบหมดเลยที่เราต้องการ และเราไม่เคยด้วยเราก็เลยลอง ตอนแรกก็เสียวแบบที่พี่กั๊ปบอก มันมีปัญหาทุกรูปแบบที่เราคาดไม่ถึงครับ แต่ปัญหาผมจำไม่ได้ครับว่ามันมีอะไรบ้าง

กั๊ป: มันจะมีเรื่องแบบหนึ่งคือคอนดิชั่นที่ต๋าบอกจะแก้ได้กี่ครั้ง สมมุติแก้ได้สามครั้งหลังจากนั้นเพิ่มเงิน ซึ่งก็จะเกินบัดเจตที่เรามี อันนี้เราก็จะตัดทิ้งไป แต่ทีนี้คุยกับเบ็น แล้วเค้ามีคอนดิชันที่อะลุ่มอล่วยกับเรามาก

จ๊ะ: ยืดหยุ่นได้ โอเคสุด

กั๊ป:โอเคสุดครับ ถึงมันจะมีอีกคนนึงที่แบบโปรไฟล์เค้าดีมากเลยแต่ราคา ฮ่า ๆๆ ซึ่งเราก็ต้องทำใจ

จ๊ะ: ในความเป็นไปได้ตรงนี้ของ เบ็นนี่เหมาะสุดแล้วมันแมตช์สุดแล้ว ทั้งคอร์สด้วย ระยะเวลา ก็อย่างที่บอกคอนดิชันการแก้ที่เค้าดูยืดหยุ่นสุดแล้วเราถึงเลือก ผลงานเค้าโอเคในราคานี้

พอใจตั้งแต่การดราฟต์รอบแรกเลยไหมครับ

จ๊ะ: พอดีกั๊ปจะเป็นโครโปรดิวซ์คนที่ประสานกับโปรดิวเซอร์ของเราคนแรก กั๊ปก็จะคอยดูก่อนที่จะส่งมอบ

กั๊ป: คือผมทำงานกับพี่แม็ก เรียกว่าเป็นอะไรที่พี่แม็กเค้าจะเจียดมาให้ได้ผม ผมก็จะคอยรับมาทำ ก็อย่างเรื่องฟังมาสเตอร์ที่ส่งมาในดราฟต์แรก มันจะมีสิ่งที่ต้องปรับอยู่แล้วในดราฟต์แรก แต่ว่าสิ่งที่ผมชอบเค้านะ ในดราฟต์แรกเลยก็คือเสียงร้องเค้าทำได้ดีมาก สำหรับผมค่อนข้างโอเคเลย คือเหมือนเค้ารู้ว่าต้องทำยังไงในทันทีที่เค้าได้ยินเพลงของเรา จากการที่เราบรีฟไปสั้น ๆ 

จ๊ะ: ไม่สั้นนะ

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: ต้องให้เครดิตต๋า

กั๊ป: คือเรื่องการสื่อสารอะไรที่มันละเอียดมาก ๆ ภาษาอังกฤษเราจะไม่ค่อยถนัดแต่เรามีต๋าเป็นล่าม 

ต๋า: ไม่ผมก็ไม่ได้ขนาดนั้น ต้องขอบคุณแฟนผม แฟนผมเค้าจะเซียนภาษาอังกฤษมาก ผมก็จะแบบยื่นให้เค้าประมาณนึงเลยครับ เค้าก็เลยช่วยแต่ตอนบรีฟเนี่ยหัวข้อพี่แม็ก อาสนัย ครับโปรดิวเซอร์เรา เค้าก็จะเขียนเป็นแบบโหยเยอะมาก ถ้าเทียบตัวอักษรก็น่าจะมีน่าจะประมาณร้อยตัว ต้องมานั่งแปล ขอบคุณเบ็นที่เข้าใจ

จ๊ะ: ตอนนี้เบ็นเรียนภาษาไทยอยู่ เผื่อมีโปรเจกต์ต่อไป ฮ่า ๆๆ

สุดท้ายออกมาก็แฮปปี้กันทั้งวง

จ๊ะ: โอเคครับ

ซิงเกิลหน้าจะเลือกเบ็นใช้บริการต่ออีกไหมครับ

จ๊ะ: อยู่ที่เพลงด้วยครับ ก็คือเหมือนที่เราบอกเราอยากทดลองหลาย ๆ แบบ เพราะบางเพลงสมมติว่าเพลงนี้เพลงต่อไปมันเป็นกลิ่นอีกแบบนึงแล้วมีคนที่ถนัด เพลงแรกเนี่ยเหมือนฟาร์ม ๆ นึง เราปลูกพืชผลหลายรูปแบบ แต่เสน่ห์ของฟาร์มเราก็จะมีเอกลักษณ์ สมมติว่าฟาร์มเราผลิตผลไม้สีแดงอย่างเดียว แต่ว่าผลผลิตชิ้นแรกคุณเบ็นเค้าอาจจะถนัดไง แต่ชิ้นต่อไปอาจจะเป็นมะละกอ อาจจะเป็นอีกคนนึงที่เชี่ยวชาญแล้วเหมาะกว่ากับเรฟเฟอร์เรนซ์ที่เราต้องการให้มันจะเป็นเราจะเลือกคนนั้นมากกว่า มันจะต่างกับเนื้อเพลงที่จะเลือกคนเดียว แต่เรื่องของมิกซ์มาสเตอร์ก็จะดูเป็นเคส ๆ มากกว่า ตอบไม่ได้ว่าจะเป็นคุณเบ็นตลอดไหม หรืออาจจะเป็นคนเดิมด้วย ตอบไม่ได้ในตอนนี้

กั๊ป: อยู่ที่ Price ด้วยครับ ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: ถ้าคุณเบ็นเค้าเหลือ 5 ดอลลาร์เมื่อไหร่ เรียบร้อยยาวเลยครับ ฮ่า ๆๆ

บรรยากาศการถ่ายทำ MV “คนป่าได้ปืน”

แอร์: ตั้งแต่ประชุมเอ็มวีครับ เราได้ไอเดียว่าเราอยากได้นายฮ้อยมากเลย นายฮ้อย ซาลาห์และก็ล่ามทรง ก็พยายามให้ทางค่ายช่วยติดต่อให้อยากให้มาเล่นเอ็มวีจริง ๆ เพราะว่าตอนนั้นที่คุยกับพี่บิณฑ์ผู้กำกับไว้ครับ คือด้วยไทม์ไลน์ แล้วถ้าเกิดไม่ได้นายฮ้อยต้องเปลี่ยนบทเลยเพราะว่ามันเข้ากับเค้า สุดท้ายก็ได้นายฮ้อยกับล่าม แล้วก็ได้คุณมาลีฮวนน่า ก็ขอบคุณที่ช่วยอนุเคราะห์งบประมาณบอสเราที่ติดต่อมาให้ ก็สนุกดีครับ

จ๊ะ: จริง ๆ แล้วเราเป็นผู้ชมมากกว่า เหมือนเราดูนายฮ้อยเห็นนายฮ้อยในสิ่งที่เราไม่ได้เห็น

กั๊ป: เรื่อง ๆ นี้เป็นสิ่งที่ผมลุ้นตั้งแต่แรกเลยนะ

ต๋า: คือความรู้สึกเหมือยแบบเราเหมือนรอดาราคนนึงอะ เหมือนรอเค้าเลยนะเราก็แบบตื่นเต้น คือยิ่งแบบดาราดัง ๆ อีก

จ๊ะ: บางที่เรามานั่งลุ้นเฮ้ยนายฮ้อยถามจริงว่าเคยยิ้มไหม อยากรู้ว่ายิ้มไหมแล้วผมก็เจอเฮ้ยเมื่อกี้เค้ายิ้ม

ต๋า: เฮ้ยพูดได้ด้วย ตื่นเต้น

จ๊ะ: แต่ภาพเค้าชัดมากว่ามีแต่เค้าที่จะเหมาะกับบทกับเพลง “คนป่าได้ปืน” ต้องเค้าเท่านั้น

ทางวงก็ยืนยันได้ว่านายฮ้อยตัวจริงพูดได้นะครับ ฮ่า ๆ 

จ๊ะ: ได้ครับ ยิ้มได้ครับ

กั๊ป: อย่างแรกคือคอมเมนต์ในยูทูปเนี่ย มีคนมาถามตกลงเค้าพูดได้ไหม เค้าถามจริง ๆ มีคนสงสัยเหมือนกัน

การได้กั๊ปมาร่วมงานในฐานะสมาชิกวงถาวร ทางวงรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ

แอร์: จริง ๆ ก็คุยกันมานาน จริง ๆ วงคุยกันมาก่อนสามคนว่ากั๊ปเป็นยังไงบ้าง ก็เล่นกันมานานแล้วครับเล่นกันมา

จ๊ะ: สามปีกว่า

กั๊ป: เล่นดนตรี?

แอร์: เล่นดนตรี ฮ่า ๆ ก็ถามคุยก่อนแหละว่ายังไงดีวะ เราก็ไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่เวลาเราเห็นภาพเรายืนอยู่สามคน ขาดอะไรไปมันไม่เต็มวงครับ ความรู้สึก จริง ๆ วงมันเป็นสามคนก็ได้ แต่สำหรับ The Mousses มันไม่ใช่ อย่างน้อยต้องสี่แหละวะ

จ๊ะ: เอาง่าย ๆ จะมีสี่ เดี๋ยวพอผมจะมีห้าก็มีห้า คือผมมองก็ว่าในเมื่อเดินทางมาด้วยกันแล้ว และถ้าเกิดกั๊ปโอเค แล้วทำไมเราไม่ไปด้วยกันแบบในนามเดียวกันเลย จะมาอยู่ในนามแบบเก้ ๆ กัง ๆ ทำไม ก็เลยได้คุยกันก่อนหน้าที่จะประกาศเป็นทางการแล้ว

ความรู้สึกของกั๊ปที่ได้มาเป็นสมาชิกถาวรของ The Mousses

กั๊ป: ดีใจครับ อันนี้ผมจะพูดบ่อยมากเรื่องแพชชันในการเล่นดนตรีผมมันหมดไปตั้งแต่หลายปีมาแล้ว พอได้โอกาสอีกครั้งผมก็คิดว่าเอาวะถ้าไม่ใช่ The Mousses ก็คงไม่เล่นละ ผมไปทำงานประจำหรือว่า…

จ๊ะ: บาริสตา

กั๊ป: ใช่ มีผมไปหลายทางมากตอนที่ไม่ได้เล่นดนตรี สุดท้ายมันก็กลับมาเล่นดนตรีก็ต้องขอบคุณ The Mousses 

ใครในวงโดนแกล้งบ่อยที่สุดครับ

จ๊ะ: มันคนละแบบ แกล้งทุกคนมันมั่วกันหมดเลย มันเหมือนสงครามโลกครั้งที่ไหร่ก็ไม่รู้ มันเหมือนสงครามเย็น ซึ่งมันก็ต่างจากรุมกันหนึ่งบ้าง รุมคนนู้นคนนี้ ต๋าก็จะแซวผมกั๊ปก็โดนเหมือนกัน มันไม่มีใครไว้ใจได้ พอต่อไปต๋ากับกั๊ปมารุมผมแทน มันมั่วกันหมดเลยมันไม่มีใครไว้ใจได้

มีเหตุการณ์โดนแกล้งแบบจำไม่ลืมไหมครับ

จ๊ะ: มันแกล้งซะผมจำไม่ได้ ฮ่า ๆ มันแกล้งไปเรื่อย

ต๋า: ส่วนใหญ่วงจะไม่แกล้งกันหนัก มันจะไปหนักคนอื่นมากกว่าครับ

แกล้งใคร? แกล้งผู้จัดการวงหรือเปล่าครับ?

จ๊ะ: ผู้จัดการก็โดน 

ต๋า: ผู้จัดการก็โดน แต่ส่วนใหญ่จะไปหนักน้องทีมงานเทกนิเชียนมากกว่า

จ๊ะ: แกล้งอยู่คนเดียวใช่ไหม?

ทุกคน: ฮ่า ๆๅ

จ๊ะ: คือถ้าไม่รักกันก็หักกันไปเลย

ต๋า: ใช่ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: น้องเคยพูดคำนึงว่ามีอยู่อย่างเดียวเลย ติดที่แม่งเป็นพี่หนูนี่แหละ เคยพูดกับผม

กั๊ป: อันนี้ใบ้ว่าน้องทีมงานตัวอักษรเดียวกันกับชื่อสมาชิกวงคนนึง

จ๊ะ: ชื่อเดียวกับคนแกล้งเลยครับ

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: ต.เต่า เหมือนกัน คือรักกันแหละครับ แกล้งด้วยความรัก

ใครในวงปลุกยากที่สุด

จ๊ะ: ปลุกยากที่สุดน่าจะเป็นกั๊ป

ต๋า: ไม่ต้องโยน

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: ผมครับผม ผมจะเป็นคนแบบต้องนอน อยากนอนก็ต้องนอน แล้วผมจะเป็นคนถ้าจะนอนแล้วจะไม่เอาอะไรทั้งนั้นตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ผมตั้งใจไว้ว่าจะห้ามมีใครมาบังคับผมได้ผมจะหลับ เคยบอกแม่แล้วว่าผมอยากนอน คือผมต้องไปเรียนแล้วผมเก็บกด พอถึงเวลาตอนโตแล้วผมทำงานได้มีความรู้สึกว่ากูจะนอนใครห้ามปลุก ประมาณนี้คือที่บ้านจะรู้ มันมีเหตุการณ์นึงก็คือเหมือนจะต้องขึ้นเครื่องบินสิบเอ็ดโมง แต่คุณแม่มาปลุกเจ็ดโมง ผมอาละวาด ผมพูดไม่ถูกนะแต่เวลาผมจะนอนต้องนอนจริง ๆ แล้วจะถามตลอดงานนี้ตื่นกี่โมง สมมติว่างานนี้ต้องตื่นเก้าโมงเช้าเพราะต้องไปขึ้นเครื่องไกลก็ต้องรีบกลับโรงแรมนอน จะไม่เอ้อระเหยนาน เพราะเหมือนใช้ชีวิตมาเยอะแล้ว นอนไม่พอไม่ได้แล้ว

ใครเจ้าชู้มากที่สุดในวงครับ

จ๊ะ: ไอ้กั๊ป ๆ 

ต๋า: อีกแล้วพอเหอะ

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

จ๊ะ: ตอนนี้เค้าถามตอนนี้ ฮ่า ๆๆ

ต๋า: น่าจะไม่มี

จ๊ะ: น่าไม่มีละ

กั๊ป: ไม่มีครับตอนนี้ รักครอบครัวครับ

แอร์: มันจะมีอยู่คนนึงทำหน้าตาประหลาดตอนคนอื่นพูด ดูดี ๆ ให้ชาว Headbangkok ไปจับผิดเอาเอง 

ไปเล่นที่งาน Iron Rose ไต้หวันมาเป็นยังไงบ้างครับ

ต๋า: สนุกรู้สึกดีมาก เหมือนมันเป็นครั้งแรกด้วยแหละมั้งที่เราได้ไปเล่นที่ต่างประเทศครับ  แต่คือตอนแรกเราก็กังวล ถามส่วนตัวต๋านะต๋าก็กังวลเหมือนกันว่าจะมีคนมาดูเราหรือเปล่า มีคนรู้จักไหม ตอนแรกก่อนขึ้นก็ผวาเหมือนกันนะ ตอนพอเวลาขึ้นเสร็จคนก็มาจากไหนไม่รู้ก็รู้สึกดี

จ๊ะ: ใช่ผมทำใจไปก่อนเลย เอาจริง ๆ เลยผมคิดว่าเป็นประสบการณ์แล้วเหมือนเราไปซื้อแฟนเพิ่มให้เค้าประทับใจแล้วกัน ส่วนจะรู้จักไหมช่างมัน ผมคิดเลยว่าคนไม่มีคนไม่เป็นไร วันนึงเราได้มากับทีมงานเราได้มาปักหมุดแล้วว่า The Mousses มาแล้วที่ไต้หวัน แต่สุดท้ายอะกลับกลายว่ามันเป็นเรื่องที่ยิ่งดี มันกลายเป็นทางที่ดี พอเล่นไปคนเริ่มทยอยมาและฝนตกด้วยคนก็ยืนกางร่มดู

ต๋า: คือฝนมันตกอะ เค้ามายืนกางร่มตั้งแต่ตอนซาวด์เช็กแล้วนะ

กั๊ป: คือซาวด์เช็กกับวันโชว์อะคนละวันกัน ก็มีคนไปดู

ต๋า: คือมันเป็นลานอะครับ 

จ๊ะ: เหมือนลานอเนกประสงค์ จัดนู้นจัดนี่ได้ ทำตลาดได้

ต๋า: ก็จะมีคนจูงหมาเดิมมากางร่มมาดูกัน

จ๊ะ: สรุปก็คือเค้าให้ความสนใจกับเรื่องของดนตรีมากกว่าที่เราคิดเยอะ เค้าให้ความสำคัญจริง ๆ แม้กระทั่งวงเราเค้าก็อาจจะเคยได้ยินเพลงหรือไม่ก็ตาม แต่เค้าให้ความสนใจ พยายามร้องตาม ร่วมสนุก สรุปคือเกินคาด

ชมบรรยากาศงาน Iron Rose ที่ The Mousses ไปเล่นได้ที่นี่

มีแฟนเพลงไต้หวันมาติดตามวงเพิ่มไหมครับ

จ๊ะ: ผมเห็นถ้าดูจากที่กดไลค์ในเพลงในเพจของวงหรือว่าในอินสตาแกรม มีนะ ผมเห็นเป็นภาษาจีน

กั๊ป: มีครับเป็นภาษาจีน

จ๊ะ: ใช่ครับในแท็กผมก็ดูบ้าง

ได้มีโอกาสเที่ยวไต้หวันไปด้วยเลยไหมครับ

จ๊ะ: ไม่มีเลยครับ

ต๋า: มี ๆ 

กั๊ป: ต๋าไป

ต๋า: มีตลาดกลางคืนด้วยคล้าย ๆ ตลาดรถไฟ

จ๊ะ: ผมไม่ได้ไปหรอกผมเอาเวลาไปนอน มันต้องตื่นเช้าเหมือนเดิม พอเปลี่ยนเวลานอนแล้วต้องนอนให้ครบ เค้าก็ไปกัน แต่มีไปกินอาหารก่อนกลับกันอร่อยดีเป็นปิ้งย่าง

ต๋า: แต่ไม่ได้มีไปวัดอะไรกัน

จ๊ะ: แต่เมืองนี้ดีครับไปแล้วคนเค้าอะลุ่มอล่วยกันมาก เรือชนกันนี่ยังไม่มีใครว่ากันเลย เพราะเถามันหยวน

Headbangkok : เถาหยวน ๆ โอเคครับ ฮ่า ๆๆ

ย้อนกลับไปช่วงที่แต่ละคนเริ่มเล่นดนตรีใหม่ ๆ อยากรู้ว่าทางบ้านสนับสนุนมากแค่ไหนครับ

ต๋า: ต๋าน่าจะสนับสนุนสุดละ 

ได้ข่าวว่าที่บ้านซื้อกลองหลักแสนให้ ไปพูดอะไรกับเค้าถึงซื้อให้ครับ

ต๋า: จริง ๆ ไม่ถึงแสนครับ

จ๊ะ: แต่บวกราคา

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

ต๋า: จริง ๆ ที่บ้านก็สนับสนุนมากครับ พ่อก็สนับสนุนให้เล่นตั้งแต่เด็กเลยตั้งแต่แปดเก้าขวบ ทางบ้านสนับสนุนมาตลอด มันจะมีชุดตอนเด็กนี่มันถ้าเกิดคนตีกลองสมัยสิบปีที่แล้ว จะมียี่ห้อนึงชื่อ Power Beat อันนั้นเป็นชุดแรกของชีวิตเลยจำได้ว่ามันสองหมื่นกว่าก็ถือว่าแพงแล้วตอนสิบปีที่แล้ว

จ๊ะ: ตอนมัธยมปลาย 

ต๋า: ประถมอยู่เลย

จ๊ะ: ยี่สิบปีแล้วต๋า ตอนนี้อายุ 27 ประถมก็ยี่สิบดิ 

ต๋า: ผมได้กลองชุดนั้นตอนเก้าขวบ เกือบยี่สิบปี แต่มีชุดที่เค้าพูดถึงน่าจะเป็นตัว KD3 ครับ ที่เรียนกับอาจารย์สู หลังจากนั้นมา 3-4 ปี อันนั้นน่าจะเป็นชุดแรกเริ่มเหยียบแสนครับ น่าจะหมายถึงชุดนั้น มันคือ Cadeson Blast ผมจำชื่อรุ่นไม่ได้มันเป็นรุ่นท็อปของมัน อันนั้นก็เป็นชุดแรกเลยที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผมตอนนั้น จริง ๆ ตอนที่ไปซื้อ ผมจะไปซื้อสแนร์ใบเดียวใช้เงินผมซื้อด้วย แต่พ่อไปเป็นเพื่อนเฉย ๆ ตอนนั้นจะซื้อสแนร์ OC ก็ไปลองแล้วก็มีกลองชุดตั้งอยู่ คือพ่อเวลาเจอกันเค้าจะชอบเหมือนมีคอนเน็กอะไรบางอย่าง เหมือนติดลมคุยกันไปมาเหมือนอาจารย์สูบอกว่าเสียงดีมากนะ เราก็ดันฟังว่าเอาแล้ว เราก็รอสแนร์จูนอยู่ อาจารย์สูก็พูดกับพ่อว่าชุดนี้ดีมากนะ พ่อก็บอกว่ามันกี่บาทอะไรยังไง คุยไปมาพ่อก็เลยซื้อให้เลย จริง ๆ ไม่ได้เป็นเพราะผมขอเลยเพราะอาจารย์สูคุยกับพ่อ พ่อก็เลยเอาสักหน่อยก็เลยได้มา

จ๊ะ: ฟีลแบบ นี่ชองแพงนะ โหดเลยนะ

ต๋า: แต่ชุดนั้นคือชุดสุดท้ายที่พ่อซื้อของให้ผม ที่เหลือก็เก็บตังซื้อเอาเอง แต่ชุดล่าสุดก็ทุ่มหนักเหมือนกัน

Headbangkok: ทางบ้านต๋าก็สนับสนุนเรื่องดนตรีเต็มที่เลยนะครับ

ต๋า: ซัพพอร์ตมาก เมื่อก่อนจะเล่นดนตรีพี่น้องในครอบครัวพ่อซัพพอร์ตมากครับ

จ๊ะ: ที่บ้านคุณพ่อเค้าซัพพอร์ตมาก แต่ตอนนี้ซับเหงื่อแล้ว ฮ่า ๆๆ

แอร์: ที่บ้านผมก็ตามใจครับ ที่บ้านค่อนข้างตามใจผมตอน ขอไปเรียนที่ศิลปากรเค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรจ่ายค่าเทอมให้ ผมก็เรียนคณะดุริยางค์ด้วย

จ๊ะ: ของผมก็จะมัดผมไม่ปล่อยผม ไม่ได้ตามใจ จริง ๆ แล้วที่บ้านคุณแม่ทำงานการบินไทยเค้าก็จะเป่าหูตลอดเลย ต้องบอกว่าสมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ที่เด็กจะได้รับความรู้จากหลาย ๆ ด้าน คือผมไม่เคยรู้จักคำว่ามหาวิทยาลัยอะไรเลย ผมรู้จักแค่ว่าเรียนไปวัน ๆ แล้วก็ไม่มีอินเตอร์เนตดูครับ ก็คือเล่นตามเพื่อน ฟังเทป คือไม่ค่อยมีความรู้ แต่รู้แหละว่าชอบดนตรี แต่ตอนหลังด้วยความที่ติดเพื่อนหาทางไปไม่ได้ ช่วง ม.ปลาย คุณแม่ก็จะแบบ ต้องเป็นหมอ ให้เลือกระหว่างทนาย นักบิน อาชีพนี้เท่านั้นในชีวิตนี้ ผมจำได้เลย เป็นนักบินเป็นไปได้สุดเพราะคุณแม่ฝากได้ พอเรา ม.6 เราเริ่มรู้แล้วว่าเล่นดนตรีสนุกเราเลยหนีออกจากบ้าน คือตอนแรกที่บ้านไม่สนับสนุน พอตอนหลังก็คุยกันสุดท้ายก็สนับสนุน เราก็ได้พิสูจน์ให้เค้าเห็น ก็ต้องขอบคุณที่บ้านว่าสุดท้ายเค้ายังเข้าใจ

กั๊ป: ที่บ้านจริง ๆ ก็คาดหวังผมในทางอื่น ให้ไปประกอบอาชีพอื่น เหมือนเค้าจะเลี้ยงผมตั้งแต่เด็กแต่ว่าอย่างให้เรียนอย่างนี้เพื่อที่จะไปอย่างนี้ แต่ผมหักตอน ม.3 เลย เข้าวงโยฯ แล้วก็อยากเล่นดนตรี ที่บ้านอยากให้ไปเรียนวิศวะ ซึ่งมันต้องเรียนสายวิทย์ แต่ผมหักมาสายศิลป์เลยเพราะว่าอย่างที่ผมเรียนมัธยมถ้าจะต่อ ม.4 ก็ต้องสอบที่ใช้คะแนนเยอะ ๆ แต่ผมอยู่วงโยเป็นโควต้าเข้าศิลป์-คำนวณได้เลย ก็เลยปรึกษาที่บ้านสามปีที่เรียน ม.ปลาย เนี่ยคือเรียกว่าคุยกับที่บ้านยากมาก แม่ก็อยากให้เรียนแบบนี้ พ่อก็อยากให้เรียนอีกแบบ ญาติก็คาดหวังไปอีกแบบ มันเยอะไปพูดไม่ได้เลย แต่สุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ให้เค้าเห็นว่าผมสอบติดมหิดลดุริยางคศิลป์ได้ ก็ไม่ได้เกเรนะตั้งใจจริงสุดท้ายเค้าก็เข้าใจแล้วก็ปล่อยผม

ฝาก The Mousses เชิญชวนทุกคนให้มาร่วมงาน Red Night Concert และก็ช่องทางการจับจองบัตรด้วยครับ

แอร์: อยากให้แฟนเพลง The Mousses ทุกคนมาคอนเสิร์ตครั้งสำคัญมาก ๆ ของพวกเรานะครับ ถือว่าเป็นการมีตติ้งแล้วกัน แล้วก็เราก็อยากจะมีหลาย ๆ สิ่งที่ยังไม่เคยได้พูดก็มาร่วมคอนเสิร์ตนี้กันนะครับ แล้วก็ที่สำคัญราคาบัตรถูกมากนะครับแค่ 399 บาทเอง ก็จะได้เต็มอิ่มกับทุกรสชาติที่เราจะเตรียมไปให้ในวันนั้น 

กั๊ป: สำหรับการจับจองบัตรนะครับคราวนี้เราจะพิเศษกว่าคอนเสิร์ตอื่น ๆ ก็คือสามารถซื้อบัตรได้ทางแอปพลิเคชันชื่อว่า The Concert นะครับ ถ้าเราต้องการที่จะซื้อบัตรคอนเสิร์ตของ The Mousses ก็ดาวน์โหลดแอปนี้มาแล้วสามารถเข้าไปซื้อบัตรได้เลย

มีอะไรอยากทิ้งท้ายกับ Headbangkok ไหมครับ

ต๋า: จริง ๆ Headbangkok ก็เห็นมานานแล้วครับ อยากจะบอกว่าเป็นเพจแรก ๆ ก็ได้เลยนะช่วงแรก ๆ เลยที่พูดถึงดนตรีส่วนใหญ่จะเป็นแนวร็อก เราก็จะติดตามเพจนี้ยังไม่รู้จักพี่เจตเลยเพิ่งมารู้ว่าพี่เป็นคนทำ ก็อยากบอกว่าเป็นเพจนึงที่พูดคุยเรื่องข่าวสารทางดนตรีที่ครบถ้วนจริง ๆ ครับ

จ๊ะ: อวยพรแล้วกันขอให้เพจนี้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ครับ ขอแข็งแรงทวนทางทุกกระแส สามารถกลับมาได้ในทุกอุปสรรค ขอให้พี่ ๆ ทีมงานทุกคนสุขภาพแข็งแรง

กั๊ป: สมัยผมเด็ก ๆ เริ่มฟังเพลงเมทัลเหมือนกัน เมื่อก่อนจะมีนิตยสารผมจะซื้อตลอดจนมาถึงช่วงนึงเป็นช่วงรอยต่อระหว่างยุคสมัยที่นิตยสารเริ่มปิดตัวไป แล้วทีนี้จะกลายเป็นว่าสื่อ ออนไลน์มีพื้นที่มากขึ้นคือ Headbangkok เนี่ยมาเติมเต็มในส่วนของผมมากเลยที่เมื่อก่อนเราจะอยากรู้ข่าวสารเกี่ยวกับวงเมทัลหรือเพลงร็อกก็จะต้องซื้อนิตยสาร แต่ทีนี้ไม่มีแล้วผมก็เลยมาพบเจอกับ Headbangkok นี่แหละสิ่งที่เราต้องการที่จะเติมเต็มก็ต้องขอบคุณมากครับ


ขอขอบคุณวง The Mousses และทีมผู้จัด Hall of Fan ที่ให้เกียรติและจัดแจงเวลาในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยครับ สำหรับใครที่ต้องการทราบรายละเอียดของ Red Night Concert เพิ่มเติมมากกว่านี้ เข้าไปดูกันได้ที่อีเวนต์เพจ Hall of Fan และที่ภาพโปสเตอร์ด้านล่างครับผม