“ชีวิตหลังเอ่ยคำลา” ซิงเกิลล่าสุดจาก Sweet Mullet วงร็อกจาก Genie Records ที่ต้องบอกว่าซาวด์มีความแปลกใหม่จากรสชาติที่เราเคยคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นจังหวะของดนตรี และเสียงของแซ็กโซโฟนที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ยินจาก Sweet Mullet แต่กว่าจะออกมาเป็นเพลงทางวงต้องผ่าน ต้องเจออะไรมาบ้าง บอกเลยว่าสาหัสอย่างหนัก มาหาคำตอบกันได้จากบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ครับ

ภาพถ่ายโดย : แชมป์ Headbangkok

สถานที่ : Genie Records

ซิงเกิลใหม่ล่าสุดตอนนี้ทะลุล้านวิวเรียบร้อยแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างครับ

เต๋า: รู้สึกดีใจครับ รู้สึกดีใจมากที่จริง ๆ ตอนแรกเรารู้สึกว่าเพลงนี้กลิ่นมันแปลกไปจาก Sweet Mullet โดยปกติ ก็เลยไม่รู้ว่าแฟน ๆ Sweet Mullet จะเปิดใจรับกันแค่ไหน แต่ว่าสุดท้ายพอได้ล้านวิว และได้รับฟีดแบคอะไรหลาย ๆ อย่าง เราก็ดีใจที่เค้าเปิดใจฟังเพลงของเรา และก็ยังติดตาม ยังเชียร์ด้วย และก็ยังชอบเพลงนี้ด้วยอีก เราดีใจ

ตี่: จริง ๆ ล้านวิวมันก็ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับเพลงฮิตทั่ว ๆ ไป แต่ว่าในช่วงเวลาที่ใคร ๆ ก็บอกว่าร็อกมันไม่ได้อยู่ในกระแส การไปถึงล้านวิวมันก็บอกอะไรบางอย่างว่ามันยังมีคนฟังอยู่นะเว้ย เพลงร็อกเนี่ย 

เพลงนี้ลูกกรูฟขัด ๆ เยอะมาก ตอนนำมาซ้อมครั้งแรกเป็นยังไงบ้างครับ

เต๋า: เละไม่เป็นท่า เละเป็นขี้ เละยิ่งกว่าโจ๊กกองปราบอีก ฮ่า ๆๆ

แป๊บ: เราได้เล่นไปสองครั้งเปล่าวะ 

แป๊บ: ก็ยัง Here เหมือนเดิม ฮ่า ๆ

เต๋า: 2-3 งาน โดยประมาณ คือมันเป็นจังหวะ เป็นกรูฟที่เราไม่ค่อยได้เล่นรูปแบบประมาณนี้

แป๊บ: โดยปกติวงเราไม่ค่อยได้เล่นสไตล์นี้อยู่แล้ว หมายถึงว่าเล่นรวมนะ บางคนอาจจะแยกให้ไปแกะเพลงกันเล่น ๆ ก็อาจจะมี ก็แล้วแต่คน ก็คงเจอกรูฟพวกนี้ได้ แต่พอมารวมกันทุกคนไม่เคยซ้อมด้วยกันในสไตล์แบบนี้ มันก็ต้องทำความเข้าใจกันใหม่อีกทีนึง


แล้วจูนกันนานหรือเปล่าครับ กว่าจะซ้อมกันได้ลงตัว

แป๊บ: คาดว่าอีกนาน ฮ่า ๆ

หมู: ต้องใช้เวลาอีกสักพักนึง 

ตอนซ้อมว่ายากแล้ว ตอนอัดเป็นยังไงบ้างครับ

หมู: ตอนอัดผมชิลครับ เริ่มก่อนชิ้นแรกผมก็ชิล เรียกได้ว่าถ้ากลองจริง ๆ ก็ไม่ค่อยได้เล่นจังหวะแบบนี้เท่าไหร่ แต่ว่าก็ยังมีหลาย ๆ ลูกที่ติดมือเรา ติดเท้าเรา แต่โดยส่วนตัวผมชอบเพลงที่มีจังหวะกรูฟสไตล์แบบนี้อยู่แล้ว ถ้าตัวผมไม่รู้สึกว่ามันขัดกับตัวเองเท่าไหร่ ผมเลยสบาย ๆ ตอนอัดก็ไม่มีปัญหาอะไร

เต๋า: ผมเป็นคนที่ไม่ได้ฟังกรูฟอะไรแบบนี้บ่อย อันนี้มันก็เลยยากสำหรับผมเหมือนกันครับ ก็ต้องมานั่งฝึกเลยครับ เพื่อให้มันเข้ากับเพลงและก็จังหวะกรูฟ จริง ๆ ล่าสุดที่วงเค้าคุยกันก็บอกว่าพี่ต้องร้องประมาณนี้ โยนแบบนี้ มันจะได้เข้ากับอารมณ์จังหวะของกรูฟแบบนี้นะ แต่มันก็เป็นสิ่งท้าทายนะ มันเป็นเรื่องท้าทาย

ตี่: คนอาจจะสงสัย ว่าเอ๊ะ!ที่ไม่ใช่พวกเอ็งแล้วมึงจะทำมาทำไววะ ฮ่า ๆๆ คือจริง ๆ เราก็ตั้งกันไว้เราคงไม่จำกัดตัวเองว่าจะต้องเป็นอย่างงั้น ไม่เอาแบบนี้ แล้วด้วยระยะเวลาที่เราทำกันมา 10 กว่าปี มันก็ต้องหาอะไรใหม่ ๆ ทำเรื่อย ๆ  พวกเราก็สนุกด้วย ในส่วนของเบสตอนแรกคุยกัน หมูเป็นโปรดิวเซอร์ หมูบอกอยากให้พี่เล่นประมาณนี้ คิดในใจมึงไม่ดูหน้ากูเลย เล่นไม่เป็นเลยแบบนี้ ต้องไปฟังแล้วก็ฝึกอีกวิธีนึง เปลี่ยนหมด เปลี่ยนท่า เปลี่ยนน้ำหนัก ถามว่ามันใช่แต่ก่อนไหม มันไม่ใช่เลย ถามว่ามันสนุกไหม มันสนุกมาก มันเหมือนได้ทำอะไรใหม่ ๆ และพอมันทำออกมาเป็นเพลงจริง ๆ มันดีนี่หว่า

แป๊บ: ตอนอัดไม่มีปัญหาเลยครับ อาจจะเป็นเพราะว่าเล่นจนมันเกือบจะเข้ามือบางอย่างแล้วครับ เพราะว่ามันเป็นลูกติดมือเหมือนกัน ท่อนที่เป็นริฟฟ์หลัก อันนั้นเป็นลูกติดมือประมาณนึง แต่ว่ามันยากตอนคิดนี่แหละ เพราะว่าอาจจะคล้าย ๆ พี่ตี่ มาถึงไอ้หมูก็แบบผมอยากได้แบบนี้ แต่ว่าพี่ใช้ 7 สายนะ แต่ผมอยากเป็นป๊อปด้วย ฮ่า ๆๆ ผมไม่ค่อยถนัดเพลงช้าอยู่แล้วตั้งแต่ไหนแต่ไร เหมือนตั้งแต่เพลงที่แล้ว ก็เลยฝึกแต่ง แล้วก็เล่นท่อนที่ต้องการเนี่ยค้างไว้แล้วก็เปิด Netflix ไป อะไรก็ได้ไม่ต้องตั้งใจดูมาก เปิดเป็นเพื่อนอยู่อย่างงั้น บ่าย 3 ยันตี 3 โห 3-4 วันติด สุดท้ายเอ็นนิ้วก้อยอักเสบ เล่นไม่หยุด เล่นเกมนะ ฮ่า ๆๆ ก็ท่อนริฟฟ์ใช้เวลาทำ 2 วันมั้ง แต่ถ้าอินโทร 2-3 เดือน นานมาก 

เต๋า: ผมก็คล้าย ๆ แป๊บ เหมือนกัน ของผมนี่แบบมานั่งคิดเริ่มแรกเลย แม่งโหดตรงที่ว่า จริง ๆ เพลงนี้เริ่มแรกเลยมันมาจากเป็นลูปเปียโนเปล่า ๆ เลย วนมันอยู่อย่างงั้น โปรเกรสชั่นวน คอร์ดวนไป แล้วมันก็ส่งมาเป็นชุดสั้น ๆ ไม่ถึงนาทีด้วยครับ ก็ต้องมานั่งเปิดวนซ้ำ ต้องมานั่งคิดเมโลดี้กับทางคอร์ดที่เราไม่คุ้นเคยทางคอร์ดแบบนี้ ทางคอร์ดใหม่ แต่ว่าหมูอยากนำเสนอทางคอร์ดแบบนี้มาก มันได้กลิ่นใหม่ มันได้รสชาติใหม่ มันได้บรรยากาศใหม่ อันนี้โจทย์ที่ยากคือเราไม่เคยคิดอะไรที่แบบเอาที่เมโลดี้ก่อนเลย แค่ฮัมเมโลดี้ขึ้นมาให้มันเข้ากับคอร์ดนี้มันยากแล้ว เหมือนกันครับหมูก็บรีฟมาอยากได้ท่อนนี้อารมณ์ประมาณนี้นะพี่ ท่อนนี้อารมณ์แบบนี้นะพี่

หมู: และก็ต้องเพราะด้วย ฮ่า ๆๆๆ

เต๋า: ต้องเพราะด้วย 

หมู: ต้องเป็นตัวเราด้วย

แป๊บ: ทุกอย่างมันกลายเป็นดี เพราะว่าเหมือนเราปลดล็อกสกิล เราไม่ใช่แค่พยายามทำ เราต้องพยายามทำความเข้าใจด้วยไง เพราะว่าเราต้องใช้มัน เราต้องมีอารมณ์ร่วมกับมัน จากที่ผมเป็นไม่ชอบศึกษาอะไรเกี่ยวกับทฤษฎี ผมจำเป็นนั่งดูยูทูป โทรถามรุ่นน้องบ้าง พวกที่มีความรู้มากกว่าเรา ปรึกษาหมดเลย ตอนแรกก็กะจะเอาแค่เล่นแล้วก็เข้าก็เอาไปก่อน แต่รู้ทฤษฎีสักหน่อยจะได้ไม่อายชาวบ้าน ก็เลยถือว่าตัวเองฉลาดพอจบเพลงนี้ ฮ่า ๆๆๆ


ตอนพี่เต๋าเห็นเนื้อร้องที่ส่งมา รู้สึกยังไงบ้าง มีวิธีการวางเมโลดี้ยังไงครับ

เต๋า: อย่างเนื้อร้องเนี่ยครั้งแรกที่เห็นผมรู้สึกขนลุกเหมือนกันครับ ต้องบอกก่อนเพลงนี้ได้ พี่ป้อม จาก Mango Team มาช่วยเขียนเนื้อ พี่กบ Big Ass แนะนำไป ตอนแรกผมโทรปรึกษากับพี่กบก่อน แล้วพี่กบก็บอกว่าเดี๋ยวลองคุยกับพี่ป้อมให้ แล้วพอมีเนื้อมาก็แก้กันไม่กี่คำเองด้วยซ้ำ แล้วก็เห็นครั้งแรกก็ชอบเลย มันเป็นการสกัดดีเอ็นเอผมไปเลย มันคือตัวผมมาก ๆ เลย ทั้งเนื้อหา ทั้งบรรยากาศของเนื้อเพลงในนั้น ทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ คนเห็นเนื้อเพลงนี่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวพี่เต๋าเลย อย่างคอนเซปต์ทุกอย่างมันเป็นผมหมด ก็อาจจะมีแก้แค่บางคำที่ว่าอันนี้ร้องคำนี้น่าจะเข้าปากกว่าเท่านั้นเอง แก้น้อยมาก ส่วนทำนองจะยากมากสำหรับผม เพราะว่ามันไม่คุ้นกับคอร์ดแบบนี้ แล้วก็ต้องคิดออกมาให้มันเพราะด้วย เพราะและเป็นตัวเอง ก็อยู่กับเพลงนี้นานเหมือนกันหลายเดือน คิดกันแบบไม่หวาดไม่ไหวอยู่เหมือนกัน ตอนแรกก็เครียดอยู่แต่พอไป ๆ มา ๆ ก็นั่งฮัมไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ทยอยส่งเมโลดี้ให้ที่วง มันก็จะตรงนี้ดีตรงนี้เก็บไว้ แล้วก็ไปแก้ตรงอื่นต่อ แล้วค่อย ๆ เบลนให้มันเข้ากัน

เบสของพี่ตี่เพลงนี้ถือว่าโดดเด่นมาก มีการปรับซาวด์หรือการเลือกใช้เอฟเฟคกับเพลงนี้ยังไงครับ 

ตี่: จริง ๆ ต้องอธิบายว่าในยุคนี้เราทำตั้งแต่เพลง “คืนนี้อยากได้กี่ครั้ง” เบสกีตาร์เราจะอัดกันเอง แล้วเราก็ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามา แล้วก็ตอนอัดอัดเข้าไปเป็นเสียงแห้ง ๆ สด ๆ เลย ก็ไปใช้ปลักอินในคอมพิวเตอร์ แล้วเราก็ปรับ ซึ่งมันสะดวก ตอนนี้มันสะดวกมากแต่ก่อนเราใช้ไมค์จ่อใช้อะไร พวกนอยซ์หรือสิ่งที่เราไม่ต้องการเยอะด้วย แต่พอเป็นดิจิทัลหมดมันทำให้สะดวกขึ้น เดี๋ยวนี้ปลักอินในคอมมันพัฒนาและก็ครอบคลุมมากเลย จนเราสามารถจบงานกับมันได้

ส่วนของไลน์กลองยากขนาดไหนรับ กว่าจะออกมาเป็นแบบนี้ได้

หมู: จริง ๆ ไลน์กลองตอนแรกตอนที่ทำลูปเปียโนขึ้นมาเอง เราหนักใจอยู่เหมือนกันเพราะว่าตอนนั้นมีเขียนโดโม่คราว ๆ ไปให้ที่วงเหมือนกัน โดยที่มันเหมือนว่าบางอย่างที่ผมจิตนาการเอง เพราะว่าตอนนั้นไม่มีทั้งริฟฟ์กีตาร์ ไม่มีเบส ต้องใช้จินตนาการล้วน ๆ แบบเพื่อนเราจะเล่นประมาณไหนนะ พี่เต๋าจะร้องยังไง จริง ๆ มันยากจนถึงวันสุดท้ายที่ผมอัดกลอง วันที่เข้าห้องอัดตอนนั้นท่อนพรีฮุค พรีฮุคสอง ยังไม่มีทั้งกีตาร์ เบส ยังไม่มีร้องเลย ยังไม่เสร็จเลย ตอนที่อัดกลองผมก็ต้องคิดเองว่าเพื่อนคงเล่นประมาณนี้มั้ง ฮ่า ๆๆ เหมือนคนบ้าเนอะ เหมือนคุยอยู่คนเดียว แล้วตอนนั้นก็เหลือแค่เสียงเปียโนที่เราเล่นไว้เอง แล้วก็ตีไปคิดในหัวพี่แป๊บต้องเล่นแบบนี้แน่เลย พี่ตี่ต้องอย่างงี้ ผมคิดไว้นิดนึงแล้วว่าเค้าต้องเล่นอย่างงี้แหละวะ มันก็มีความยากและความท้าทายครับ แต่กลายเป็นว่าท่อนพรีสองเนี่ยหลังจากที่เสร็จออกมา มันกลายเป็นท่อนที่ผมชอบที่สุดในเพลงนี้เลยนะ จากที่จินตนาการไว้ก็รู้สึกว่าตอนตีต้องหล่อประมาณนี้แหละมั้ง ก็ดีใจครับที่มันออกมาตามที่เราอยากได้

แล้วทำไมเพลงนี้ถึงเริ่มต้นมาจากลูปเปียโนครับ

หมู: เอาจริงมันเริ่มจากว่าผมคุยที่วงว่าเอาง่าย ๆ เราอยู่วงการนี้ทำอะไรมา 10 กว่าปีละ ปีหน้าก็ 18 ปีแล้ว อยากลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำ อยากลองใช้ทางคอร์ดที่ไม่เคยใช้ อย่างที่เริ่มจากเปียโนเพราะว่าผมอยากฝึกเทนชั่นด้วยเปียโน มันง่ายดีตรงที่ว่าถ้าเกิดเราเริ่มด้วยการใช้กีตาร์ มันจะมีลูกติดมือของแต่ละคนอยู่แล้ว แต่ใช้เปียโนไปเลยก็คือไม่ได้เป็นลูกติดมือของใคร เพราะผมเองก็ไม่ได้เล่นเปียโนเป็นหลัก ผมก็กดตามเท่าที่ผมรู้ คอร์ดนี้เพราะดี ผมพูดจริง ๆ เลย ตอนที่ผมกดเปียโนผมยังไม่รู้มันคือคอร์ดอะไร แต่เราแค่รู้สึกเสียงนี้เพราะดี มันเป็นเทนชั่นที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน สำหรับ Sweet Mullet นะ สำหรับวงอื่นมันอาจจะเป็นแบบเรื่องปกติ ของผมแค่มองว่าอยากหาอะไรใหม่ ๆ หรือว่าอยากหาเสียงใหม่ ๆ ลองเริ่มวิธีอย่างอื่นที่ไม่ใช่เครื่องที่เราถนัดหรือว่าติดมือ ก็น่าจะได้อะไรที่ใหม่ ๆ ก็เริ่มจากแค่ลูปเปียโนนั่นแหละครับ ได้ชุดคอร์ดชุดเดียวแล้วก็ส่งให้พี่แป๊บ พี่ตี่ พี่เต๋า ฟังว่าอยากลองทำจากลูปอันนี้ ลองขยายผลจากลูปอันนี้ให้เป็นเพลงได้ไหม ก็ค่อย ๆ ทำกันไป แต่มันก็ดีที่ว่าสุดท้ายลูปอันนั้นอะ มันมาฟิกซ์อะไรบางอย่างให้พวกเราไม่สามารถกลับไปเล่นลักษณะแบบเดิมได้ มันเหมือนตายตัวแล้วเทนชั่นนี้นะ เล่นออกมา กีตาร์ต้องเล่นอันนี้ หรือว่าร้อง หรือว่าไลน์ประสานก็ตาม ซึ่งจริง ๆ เพลงนี้กลายเป็นว่า พอจบมาความยากก็ไปถึงตอนไลน์ประสานด้วย เพราะว่าเทนชั่นของกีตาร์และก็เปียโนมันเยอะมาก จนไลน์ประสานหาที่ลงแทบไม่ได้เลย มันมีข้อยากตรงนี้ด้วยเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องท้าทายและเราทำออกมาได้สำเร็จก็ดีครับ ได้อะไรที่ใหม่ ๆ 

แล้วอย่างท่อนที่มีแซกโซโฟนที่ผมอ่านมาเบื้องต้น คือพี่อ๊อฟเป็นคนแนะนำใช่ไหมครับว่าน่าจะมี แต่ก่อนหน้านั้นไม่มีเสียงแซกโซโฟน ตอนนั้นเป็นซาวด์อะไรอยู่ในเพลงครับ

หมู: ใช่ จริง ๆ ท่อนนั้นไม่มีเลย ตอนทำเดโม่ครับทำเสร็จ เดโม่ตัวแรกหรือตัวที่สองเนี่ย เราส่งให้พี่อ๊อฟทำ ว่าแกรู้สึกยังไงชอบไม่ชอบ แกฟังเฮ้ยดีวะ แต่ก็เหมือนพูดเล่น ๆ มาขนาดนี้ ถ้ามีเสียงแซ็กโซโฟนโซโล่มันน่าจะเท่เลยนะ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรนะ แต่ก็คิดว่ามันก็อาจจะดีมั้ง ในใจผมก็พยายามจินตนาการถ้ามีแล้วมันจะเป็นยังไง ตัวโดโม่อะผมอยากจะบอกมันมีเวอร์ชั่นที่ผมเป่าขลุ่ยด้วยนะ ผมเอาจากสิ่งที่พี่อ๊อฟคิดมา มาลองทำผมก้รู้สึกว่ามันไม่ได้วะ ฮ่า ๆๆ

เต๋า: คือมันเป็นคนที่ชอบหาเครื่องเป่าประหลาด ๆ ไม่รู้ไปสรรหามาจากไหน

หมู:  ผมซื้อ ผมสะสม  

เต๋า: แล้วแม่งก็นั่งเป่า ๆ แม่งไปเรื่อยเลยครับ ฮ่า ๆๆ

หมู: และเดโม่ตัวนั้นผมก็ไม่เคยเปิดให้ใครฟัง ผมเขิน เปิดฟังเองรู้สึกมันไม่ค่อยได้ แต่ว่าในใจผมก็ติดเรื่องนี้มาตลอด จนวันที่ผมเข้าห้องอัดวันที่ผมอัดกลอง จริง ๆ แล้วฮุคสุดท้ายมันมี 3 รอบใช่ไหมครับ มันมีฮุค 2 รอบแล้วก็มีโซโล่แซ็กโซโฟน ตอนอัดกลองตอนนั้นมี 2 รอบ จริง ๆ ที่ดีไซน์ไว้จบ 2 รอบ แล้วก็จบเพลงเลย แต่ผมก็ยังติดใจท่อนนี้อยู่ผมก็เลยหันไปถามพี่อ๊อฟ พี่ลองหาคนมาเป่าแซ็กดีไหม แต่ผมก็คุยกันว่าถ้าเกิดเป่าออกมาแล้วเรารู้สึกไม่เข้ากับเพลง เราค่อยตัดออกก็ได้ พี่อ๊อฟก็บอกว่ามันน่าลองนะ ไปจัดการหามือแซ็กโซโฟนมา ผมก็เข้าไปอัดกลองใหม่เลยไปอัดเพิ่มอีกชุดนึง เพื่อที่ให้มีท่อนที่แซ็กโซโฟนโซโล่ แล้วพอออกมาจริง ๆ คนที่อัดแซ็กชื่ออาจารย์มิ้นต์ เป็นเด็กมหิดลรุ่นน้องพี่แป๊บ รู้จักพี่อั๋นด้วยเคยเล่นกับพี่อั๋น มาถึงเค้าเป็นมืออาชีพมาก ๆ เค้าโซโล่ เป็นเหมือนการอิมโพรไวซ์ของเค้า ไม่กี่รอบ ไม่กี่ชั่วโมงเสร็จ พอมานั่งฟังรู้สึงว่ามันใช่ ต้องเอาไว้แล้วมันเด่นขนาดนี้ไม่มีได้ไง นั่นแหละครับเป็นที่มา

และถ้าเพลงนี้ไม่ใช่เสีงแซ็กโซโฟน อยากให้เป็นเสียงอะไรครับ

หมู: คุยกันในเดโม่

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ

เต๋า: อาจจะเป็นเสียงสแคชแผ่นอะไรอย่างงี้ ฮ่า ๆๆ

แป๊บ: คิดไม่ออกเลยครับแต่แม่งไม่ใช่กีตาร์แน่ ๆ 

ตี่: จริง ๆ ก็ไม่ได้นึกเอาไว้ ตอนแรกที่โดโม่ร้องจบก็แบบปล่อยจบ ตอนนั้นก็รู้สึกว่ามันดีแล้ว และไม่คิดว่าจะต้องมีอะไรต่อ ตอนนั้นรู้สึกว่าดีแล้ว แต่พอมีแซ็กแล้วมันดีกว่า 

เต๋า: ใช่ครับดีมาก ดีขึ้นมากเลย 

แป๊บ: ทำให้ดูรวยขึ้น

ทุกคน: ฮ่า ๆๆๆ

เพลงนี้ได้ร่วมงานกับ Beau Burchell (มือกีตาร์วง Saosin) อีกครั้งในส่วนของมิกซ์มาสเตอร์ ตอนส่งเพลงนี้ให้ Beau ฟัง เค้ามีคอมเมนต์อะไรกลับมาบ้างครับ

หมู: เค้าบอก Oh shit motherfucker ฮ่า ๆๆๆ

แป๊บ: แซ็กโซโฟนเค้าชมไม่ใช่เหรอ

หมู: เค้าชม Awesome เค้าก็ชมทุกคนแหละครับ Beau น่ารักครับ คือตอนเค้าฟังครั้งแรกเค้าก็ตอบกลับมาเลย พูดเหมือนพี่แป๊บก็คือเค้าชอบในพาร์ตของแซ็กโซโฟน รู้สึกว่าเจ๋งดี มันเวรี่คูล แบบมันเจ๋งมาก แล้วรอบนี้มิกซ์กับ Beau เป็นครั้งที่ 2 ปกติเราจะทำงานเราบอกไปว่าโอเคประมาณนี้ Beau ก็ไปมิกซ์มาแล้วส่งให้เราฟัง เสร็จแล้วเราก็คอมเมนต์กลับไปในเมล์ เราก็คุยเมล์กันว่า โอเคเราอยากแก้ตรงนี้เพิ่มเติม แล้วตอบเมล์ไป มีเพลงนี้เป็นครั้งแรกเลยที่ Beau เค้าขอ What’s App ผมไป แล้วเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวเราคุยกันใน What’s App นะ วันสุดท้ายที่มิกซ์จะส่งเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวสตรีมกัน เป็นครั้งแรกในชีวิตผมเลยที่ทำงานกับการสตรีมแบบนี้ เค้าจะเปิดคอมของเค้าครับ แล้วเค้าก็นั่งมิกซ์ไป แล้วก็ให้ผมฟังจากคอมเค้าเลยสด ๆ ตอนนั้น ว่าเนี่ยทำอันนี้อยู่แล้วก็พิมพ์คุยใน What’s App เค้าก็จะบอกจะเพิ่มตรงไหนเท่าไหร่ ตอบกลับไป คือมิกซ์แบบเรียลไทม์ เหมือนนั่งแล้วก็ฟังไปด้วยกัน แล้วก็นั่งบอกไปเลยว่าตรงนี้ขึ้น ตรงนี้ลง เสียงตรงนี้อยากเปลี่ยนโทนอยากทำอะไร ก็เป็นครั้งแรกครับ ผมก็ว่าดีนะ เค้าน่ารักมาก ๆ เพราะได้ยินมาว่ามีไม่กี่คนที่เค้าจะยอมให้สตรีมฟังการทำงานของเค้า ก็เรียกได้ว่าเพลงนี้ไม่ได้ Beau มาก็เพลงอาจจะจืดกว่านี้ 

ในส่วนของเอมวี ทำไมถึงเลือกเล่าซีนย้อนอดีตไปถึงช่วงยุคอีโมครับ

ตี่: จริง ๆ มันเป็นไอเดียตั้งต้นของผู้กำกับเอมวีครับ แล้วมันเหมือนตัวเค้าเองอะเป็นแฟนเพลง เค้าฟังเพลงและนึกถึงสมัยนั้น นึกถึงกิจกรรมที่เคยทำกันในยุคนั้น เอาดินสอ 2B มาเขียนตา ทาเล็บด้วยกัน และก็นึกถึงคนที่คงเป็นอย่างงั้นอยู่ ในทุกวันนี้ก็ยังเป็นคนฟังเพลงร็อกอยู่นะ ยังฟังเพลงร็อก ชอบเพลงอีโมอยู่ แต่ว่าในการเปลี่ยนแปลงคือในคู่ของเค้าอาจจะเคยสนุกแบบนี้มาด้วยกัน แต่พอทีนี้เค้าเปลี่ยนไป ในในมุมแบบว่าคนนึงยังเหมือนเดิมยังไม่ไปไหน แต่อีกคนนึงอะเปลี่ยนไปแล้ว 

เต๋า: ตามเนื้อเพลงอะครับ เพลงเดิม ๆ ที่เดิม ๆ ความทรงจำของเรา แบบนี้เลยครับ

ตี่: เค้าเลยนึกถึงยุคแบบนั้น แล้วมันก็เชื่อมโยงกับวงด้วย ซึ่ง Sweet Mullet ก็เคยอยู่มาตั้งแต่ยุคแบบนั้น 

แล้วพี่ ๆ รู้สึกยังไงบ้าง ที่ได้กลับไปแต่งตัวแบบยุคนั้นอีกครั้ง

เต๋า: หูยคันไข่มาก ฮ่า ๆๆ ตึงเข่า 

ตี่: จำความรู้สึกไข่เหนียวได้เลย

ทุกคน: ฮ่า ๆๆ 

เต๋า: ตึงเข่ามาก ๆ จะถอดก็ทรมาน ยาก แต่ดีใจครับที่ยังใส่กันได้อยู่ 

แป๊บ: กางเกงสมัยทัวร์เป็นยังไงนะ

หมู: ถ้าทุกตัวเป็นเสื้อผ้าจริงในยุคนั้นนะ

แป๊บ: เชื่อนะเหม็นอับทุกตัว ไม่เคยหยิบมาเลย

เต๋า: เก็บไว้นานไปขุดกันมา ก็ดีครับ

แป๊บ: รู้สึกสนุกอะ ความรู้สึกเก่า ๆ มันกลับมา

เต๋า: มันเหมือนภาพในตอนนั้นมันย้อนกลับมา

พี่ ๆ นึกถึงอะไรในยุคอีโมมากที่สุดครับ

เต๋า: โห คิดถึงหลายอย่างเลย อย่างแรกก่อนเลยคิดถึงแฟชั่นครับ แฟชั่นของดนตรีแนวนี้ซึ่งมันชัดเจนมาก ๆ มันเหมือนแบบใครแต่งตัวประมาณนี้เดินมาก็รู้แล้ว ต้องฟังเพลงประมาณนี้แน่ ๆ เลย หวีเป๋มาไรงี้ กางเกงรัด ๆ เสื้อตัวเล็ก ๆ หัวเข็มขัดอยู่ข้าง ๆ

หมู: ตอนเรียนมหาลัย ผมได้เพื่อนคนนึงจากการที่ทักเรื่องเสื้อกันนะ แล้วก็เป็นเพื่อนกันรู้จักกันก็แค่เราใส่เสื้ออย่างนี้ ในยุคนั้น

เต๋า: เนี่ยอย่างที่บอกครับ มันเหมือนแฟชั่นของเพลงแนวนี้ชัดเจนมาก ๆ อย่างที่บอกครับจริง ๆ ดนตรีก็คือแฟชั่นเหมือนกัน การแต่งตัวก็บ่งบอกคนฟังเพลงแนวนั้น หรือคนที่เล่นดนตรีแนวนั้นได้เหมือนกัน เกือบร้อยเปอร์เซนต์เลย สำหรับผมให้แฟชั่น

ตี่: ไอ้หัวเข็มขัดข้าง ๆ นี่ให้คำตอบได้นะ มันไม่ขูดกับเบสกับกีตาร์ที่เราเล่น เพราะว่าทุกวันนี้ผมยังใส่ข้าง ๆ อยู่เลยตอนเล่น

หมู: เฮ้ยอีโมนี่หว่า 

ตี่: ใช่ ยังใส่ข้าง ๆ อยู่เลย เพราะมันไม่ขูดข้างหลังเบส กีตาร์

เต๋า: เทรนด์นี่ต้องใส่กางเกงรัด ๆ เลย เอวต่ำ เห็นร่องตูดอะไรอย่างงี้

แป๊บ: ไอ้พฤติกรรมการชูกีตาร์เนี่ย มี 10 วง 9 วงยกกันหมดเลย คงประมาณแบบจังหวะแก้มหรือจมูก อยู่ช่วงกีตาร์พอดี มันเป็นท่าที่แบบเหมือนกันหมดเลย มันเป็นท่าที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบกัน แต่ชูมามันก็เออวะมันเป็นทรงเดียวกันหมดเลย มันดูมีเสน่ห์มากนะตอนนั้น จริง ๆ มันสร้างความหึกเหิมบางอย่าง 

ตี่: ชีวิตช่วงนั้นก็สนุก มันส์ ถ้าสังเกตช่วงนี้วงยุคนั้นกลับมา อย่าง Oblivious ก็มาแล้ว

เต๋า: Ritalinn, Sweet Mullet อย่างงี้

หมู: เฮ้ยไปไหน อยู่ตรงนี้แหละ ฮ่า ๆๆ

ณ เวลานั้นรู้สึกยังไงบ้างที่วง Sweet Mullet เป็นแรงผลักดันให้กระแสดนตรีอีโมบ้านเรามันบูม 

หมู: อย่าเรียกว่าพวกเราเป็นแรงผลักดันเลย เรียกว่าเราเป็นส่วนนึงละกัน 

เต๋า: ใช่ส่วนหนึ่งละกันสมัยนั้นดีกว่า เพราะว่าเราวงเดียว เราไม่อยากบอกว่าเราเป็นคนผลักดันวงเดียว ผมว่าในยุคนั้นมันมีหลายวงมากที่โดดเด่นมาก Retrospect, Bikini, Oblivious, Ritalinn เยอะมาก ผมว่า ณ ตอนนั้นต้องไปกันเป็นแผงครับ ต้องยกแผงกันไป

แป๊บ: ตอนนั้นแคมปัสแต่ละที ก็ชูกีตาร์กันทุกวง 

ทุกคน: ฮ่า ๆ ๆ

เต๋า: ใช่ ด้วยความเป็นกลุ่มเป็นก้อน และก็ด้วยยุคสมัยนั้น ดนตรีแนวนั้นมันมาด้วยพอดี แล้วการที่พวกเราไปกันเป็นทีม ผมว่าอันนั้นมากว่าที่เป็นแรงผลักดัน

หมู: ให้กระแสเพลงแนวนี้เติบโตครับในบ้านเรา

เต๋า: ใช่ ๆ 

แป๊บ: อันเดอร์กราวกล้าจัดใหญ่อะ 

เต๋า: โหอันเดอร์กราวตอนนั้นเป็นพันคนสุดยอด 

แป๊บ: แล้วพอมันยิ่งเห็นภาพ เด็กมันยิ่งมองแม่งแข็งแรงจริงวงการนี้ มันก็เลยอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับความนิยมเข้าไปอีกในตอนนั้น

เต๋า: มันคือความสามัคคีในตอนนั้นครับ ที่ไปด้วยกัน

มีหลายคนคิดว่าเพลงร็อกจะกลับมา มีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ

แป๊บ: โหย แต่เรากลับมาทุกปี เพราะถ้าเราไม่ปล่อยเพลงไม่มีกินนะ

ตี่: ใช่ แต่ปีนี้ 2 เพลงเลยนะ 

เต๋า: ปีหน้าเดี๋ยวมีอีกรอได้เลย

หมู: ถึงจะกลับหรือไม่กลับกูไม่รู้ แต่กูยังอยู่ ฮ่า ๆๆ

แป๊บ: ก็ไม่กล้าคิดว่าจะเป็นยังไงเหมือนกัน แต่ถ้ากลับมาจะดีใจมากเหมือนกัน

หมู: ตื่นเต้นเหมือนกันครับ

เต๋า: ใช่ จริง ๆ วงจรดนตรีเราก็เดายากเหมือนกัน ว่ามันแบบจะหมุนไปเจออะไรอีก เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

ตี่: อยากที่รู้สึก ช่วงนี้เพื่อนเริ่มใจตรงกันกลับมาทำ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจเหมือนกัน รู้สึกดีกลับมากันเยอะ ๆ 

หลังจากนี้ Sweet Mullet จะปล่อยซิงเกิลอย่างต่อเนื่องเลยไหมครับ

หมู: ต่อเนื่องแน่นอนครับ จริง ๆ ที่ค่ายก็กำหนดมาให้เรา ฟิควันมาให้เรียบร้อย

เต๋า: จริง ๆ มีรอจ่อมาอีกเพลงแล้ว 

สุดท้ายแล้วรบกวนพี่ ๆ ทุกคนฝากซิงเกิล “ชีวิตหลังเอ่ยคำลา” ด้วยครับ

เต๋า: ก็ฟังเยอะ ๆ ครับ ฟังให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ ยูทูปวันละกี่รอบเปิดเข้าไป

แป๊บ: ปิดเสียงก็ได้ ถ้ารำคาญ ฮ่าๆๆ

เต๋า: ใช่ จะเล่นเกมส์หรือดู Netflix เปิดคอมทิ้งไว้ เปิดวนไปเหมือนบอต ในบ้านมีอยู่ 5 เครื่องก็เปิดวนไปวันละ 5 เครื่องฟังเยอะ ๆ คือถ้าใครชอบจริง ๆ ก็ขอบคุณมาก ใครที่ยังรู้สึกเฮ้ยมันแปลกหูเหลือเกิน ไอ้พวกนี้มันทำอะไรออกมา คือผมอยากจะบอกว่าก็ลองเปิดใจ ลองฟังดู ไม่ชอบก็ไม่เป็นไรแต่แค่ลองเปิดใจฟังดูก่อน ว่าสิ่งที่เรานำเสนอไปเนี่ยในรูปแบบที่แตกต่างไปจาก Sweet Mullet แบบเดิม ๆ เพราะว่าถ้าเรายังทำแบบเดิม ทุกคนเดาได้ ทุกคนจะเดาทางได้ เดี๋ยวเพลงต่อไปก็ทำประมาณนี้ไรแบบนี้ มันเหมือนเราอยู่ที่เดิมด้วย เราก็ยังอยู่ที่เดิมด้วย อันนี้มันเป็นอย่างที่พี่แป๊บบอก เพลงนี้เราได้ Achievement Unlocked กันไปแล้ว เราได้ทำในสิ่งที่มันท้าทายมากขึ้น แปลกใหม่ แปลกหูอาจจะแปลกหูในช่วงแรก แต่ผมก็เชื่อว่าอะไรที่มันแปลกหูในครั้งแรก มันต้องมีอะไรสะกิดบางอย่างของเค้า ก็อยากให้ลองเปิดใจฟังดูครับ 

แป๊บ: ก็ขอบคุณทุกคนที่คอมเมนต์มานะครับ ทั้งดีหรือแบบว่าเฮ้ยตรงนี้ฟังดูไม่ลงตัวเลย อันนี้เราก็จะเก็บไปศึกษาเหมือนกัน แต่ส่วนตัวผมภูมิใจกับเพลงนี้มาก เพราะว่าเราได้ปลดล็อกอะไรบางอย่าง ก็เกิดมาไม่เคยจ่ายค่าหมอเพื่อการแต่งเพลง ฮ่า ๆๆ คือมันอาจจะไม่ใช่แบบแหกนิ้วหรืออะไรลึก ๆ อันนี้แค่เล่าให้พวกเครื่องสายด้วยกันฟัง อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกันต้องแหกนิ้วหรืออะไรอะ การทำอะไรซ้ำ ๆ มากเกินไปมากกว่า มันล้าแล้วเราไปฝืนมันใช้ ก็อยากเตือนคนที่ชอบฝึกแบบบ้าพลัง ลองไปหาวิธียืดเส้นมาละกัน ไม่ใช่วอร์มกีตาร์นะกับคอกีตาร์เนี่ย คือการวอร์มเพื่อยืดกล้ามเนื้อ ก็ช่วยได้เยอ ะร่างกายมันเครียดขึ้นทุกวันเราไม่รู้ อันนี้เผื่อใครต้องการความรู้พอดี 

ตี่: ส่วนตัวสำหรับเพลงนี้ไม่คาดหวังถึงว่ามันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จอะไรเท่าไหร่ ด้วยวิธีคิดหรือวิธีทำแปลกไปสำหรับเรา คือคนฟังจะรู้สึกแปลกหรือเปล่าไม่รู้ หลาย ๆ คนก็ไม่ได้รู้สึกแปลก แต่สำหรับฮุคคือแปลกมากส่วนตัว เราก็แค่หวังว่าเสร็จออกมามันเป็นรูปเป็นร่าง แบบดีใจอะ ฟังเราก็ชอบแหละ ชอบและดีใจ แล้วก็ได้ผลตอบรับตอนนี้ทะลุล้านวิวไปแล้วในเวลาที่ไม่ได้ยาวนานมาก ซึ่งเราเชื่อว่าส่วนนึงที่มันเร็ว มาจากแฟนเพลง ก็ต้องขอบคุณคนที่ติดตาม ฟังกันแล้วก็ชอบกัน คอมเมนต์ แต่ว่าในล้านต่อ ๆ ไป เราเชื่อว่ามันก็ต้องดูละว่ามันจะขยายไปสู่คนที่กว้างกว่าเดิมหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป ก็อยากให้ลองฟัง 

หมู: สำหรับเพลงนี้นะครับ ก็มีเรื่องนึงที่อยากเล่า จริง ๆ ระหว่างตอนที่ทำเพลงตั้งแต่ตอนเป็นเดโม่ เป็นตอนอัดมันมีหลายครั้งมากเลย ผมเคยคุยกับพี่เต๋าบ่อย มีหลายครั้งที่ผมถอดใจกับเพลงนี้ ด้วยความที่เราไม่ถนัดและมันใหม่มากจริง ๆ ผมคิดว่าไม่รอดแน่ ๆ มันจบไม่ได้แน่ ๆ ไม่รู้จะจบยังไง ไม่รู้จะเล่นยังไง ท่อนนี้ต่อท่อนไหน ผมถอดใจหลายครั้งมาก

เต๋า: เพราะหลาย ๆ ครั้งมันเหมือนแบบในขั้นตอนเดโม่ครับ ตอนที่เวลาตัดแต่ละคนคิดกันมา บางทีมันยังไม่ถูกใจ มันยังไม่ลง แล้วพอแก้มาก็ยังไม่ลงอีก ซึ่งจริง ๆ มันแก้หลายครั้งมากเลยนะ

หมู: แก้เยอะมาก ด้วยความที่นอนน้อยด้วย แก้เยอะมันก็ทำให้เราล้า จนเรารู้สึกว่าทำอะไรอยู่วะเนี่ย มาผิดทางรึเปล่าสงสัยตัวเองมาก ๆ นะ จนวันที่มันสำเร็จแล้วก็เป็นเพลงได้ปล่อย สำหรับผมแม่งเป็นเหมือนรางวัลชิ้นใหญ่ของชีวิตเลยอะ วันที่ได้ดูเอมวีแล้วแบบมีคนมาคอมเมนต์ ผมดีใจมากนะ อย่างน้อยเพลงมันเสร็จแล้ว ผมถอดใจเยอะมากแบบไม่ไหวหว่ะ จะเล่นยังไงอะไรแบบนี้ ก็ขอบคุณทุกคนครับที่รับฟัง ทั้งคอมเมนต์ด้วยว่าแบบเพลงนี้เป็นยังไง และก็ขอบคุณเพื่อนร่วมวงทุกคนด้วยครับ เพราะแบบผมก็ไม่รู้ผมฝืน ได้โชว์อภินิหารมากเกินไปหรือเปล่า ได้เข้าโรงพยาบาลเนี่ย ผมก็รู้สึกนิดนึงนะ ใช่แหละ ฮ่า ๆๆ ก็ต้องขอบคุณเพื่อนร่วมวง ร่วมฝ่าฟันกันจนมันสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานได้ครับ ดีใจมากครับ

ทาง Headbangkok ขอขอบคุณวง Sweet Mullet, พี่โอ๋ และ Genie Records ที่อำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยครับ