มีวงดนตรีไม่กี่วงในไทยหรอกครับ ที่สามารถปลุกกระแสแฟชั่น เสื้อผ้า หน้าผม ให้วัยรุ่นลุกขึ้นมาแต่งตัวกันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งหนึ่งในวงเหล่านั้นคือ Retrospect วงร็อกขวัญใจสายหนักจาก Genie Records ที่เคยทำให้วัยรุ่นไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อลายสกอต ปาดหัวเป๋ ใส่ขาเดฟมาแล้ว ล่าสุด Retrospect ก็เพิ่งส่งซิงเกิล “ปีศาจ” ออกมาเอาใจคนชอบของหนักไปหมาด ๆ แต่นอกจากซิงเกิลใหม่แล้วยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจในบทสัมภาษณ์ครั้งแรกของพวกเค้าที่ Headbagkok ครับ

รู้สึกอย่างไรบ้างที่ซิงเกิล “ปีศาจ” ทะลุล้านวิวแล้วครับ

บอม: รู้สึกดีใจ และขอบคุณทั้งแฟนเพลทั้งเก่าและใหม่ที่สนุบสนุนเรา มันเป็นนิมิตรหมายอันดีต่อวงการดนตรีร็อกด้วย ที่ทุกวันนี้มันยากขึ้นเรื่อย ๆ จากการดึงความสนใจจากผู้คน การที่ซิงเกิลนี้ขึ้นไปแตะล้านวิวได้ไม่กี่วันก็เป็นกำลังใจให้พวกเรามากครับ

แน๊ป: ช่วงนี้บรรยากาศวงการเพลงร็อกดูดีมากครับ วงเก่า ๆ ก็กลับมารวมตัวกันทั้ง Rage Against The Machine, My Chemical Romance รวมถึงวงเพื่อน ๆ เราอย่าง Sweet Mullet ก็เพิ่งออกซิงเกิลใหม่ไปด้วย มันเป็นเรื่องที่น่าอบอุ่น ถ้าเรารวมกันได้แบบนี้ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ ปีนหน้าก็น่าจะได้เห็นวงใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาครับ

ทำไมถึงใช้เรื่องโรคซึมเศร้ามาเล่าในซิงเกิลนี้ครับ

แน๊ป: เนื่องจากเราสร้างดนตรีเสร็จ จริง ๆ แล้วพอโครงดนตรีมามันมีความเยอะของมัน ตอนแรกเดโม่ออกมามันยาวมา แต่ละพาร์ตถึงจะไม่เหมือนกัน แต่มันจะมีจังหวะเดียวกันยาว ๆ จนไม่รู้จะเขียนอะไรลงไปดี ฮ่า ๆๆๆ ประจวบเหมาะกับหน้าฟีด Facebook แหล่งรับรู้ข่าวสารต่าง ๆ พากันพูดถึงเรื่องโรคซึมเศร้า เห็นวันเว้นวันเลย คนรอบตัวหรือคนใกล้ตัวก็สูญเสียกับเรื่องนี้ไป ก็เลยหยิบเรื่องนี้มาเขียน ด้วยความที่อายุเรามากขึ้นเราสามารถพูดเรื่องที่กว้างกว่าเดิมได้ เราก็ไม่ได้เขียนในเชิงเป็นผู้พิทักษ์อะไร แค่พูดถึงว่าตอนนี้มันเป็นปัญหาอยู่นะ ก็ยังมีเราที่รับรู้ว่าโรคนี้มันมีอยู่ มีท่อนบางท่อนว่ามึงสั่งกูไม่ได้นะ ถึงจะต้องอยู่กับมันก็ตามครับ

เพลงนี้ได้ร่วมงานกับน้องฮายอีกแล้ว ทำไมทางวงถึงเลือกฮายมาร่วมงานด้วยตลอดอย่างต่อเนื่องเลยครับ

บอม: น่าจะเป็นเพราะว่าเราได้ร่วมงานกันมานานแล้ว จริง ๆ เราร่วมงานกับฮายมาตั้งแต่ก่อนที่จะไปเป็น Paper Planes เสียอีก พอมีวง Paper Planes ฮายก็ช่วยงานเบื้องหลังของ Retrospect มาตลอดเสมอ ๆ ในสมัยที่อัดห้องพี่โน่ ก็มีฮายเป็นเอนจิเนียร์ที่คอยไกด์คอยอัดให้ตลอด คิดว่าทำงานด้วยง่าย เข้าใจกันง่าย เหมือนพูดอะไรไปเค้าเห็นสิ่งที่อยู่ในหัวเรา เราไม่ต้องพยายามมากที่จะสื่อสารว่าเราต้องการอะไร ต้องการยังไง คือพูดกับเค้านิดนึง เสียงประมาณนี้ เนี่ยหาซาวด์กีตาร์ให้เป็นแบบนี้หน่อย พูดทีเดียวเค้าก็รู้เรื่อง 

คอนเซปต์ของ MV เริ่มจากอะไร ทางวงคิดเองหรือเป็นแนวคิดผู้กำกับครับ

บอม: จริง ๆ ก็รวมกัน มันเริ่มมาจากวงกับผู้กำกับเนี่ยนัดคุยกัน คือผู้กำกับก็ได้เป็น ดิม Happyland มาช่วยดูให้ ซึ่งก็ทำงานร่วมกับวงมาหลาย MV แล้วก็นัดคุยกันทั้งวงและก็ผู้กำกับว่าเราต้องการอะไร แล้วก็คุยว่ามันน่าจะดีถ้าไอ้คำว่าปีศาจที่มันเป็นนามธรรมมาก ๆ เนี่ย มันจับต้องได้มากขึ้ใน MV มันรู้สึกเห็นเป็นรูปธรรมขึ้นมา ก็ดื้อ ๆ เลยครับ ปีศาจก็คือปีศาจ เอาปีศาจมาทำสิ่งที่ตัวเค้าคนนั้นอะอาจจะไม่คิดอยากทำ แต่ว่าโดนปีศาจที่เป็นปีศาจของตัวเองบังคับให้ทำครับ จริง ๆ เป็นการตีความให้เป็นรูปธรรม

แล้วบรรยากาศตอนถ่ายทำเป็นยังไงบ้างครับ

บอม: บรรยากาศตอนวันถ่ายทำก็ในไลน์ซิงค์ของวงก็เรียบง่าย สบาย ๆ เดี๋ยวนี้เหมือนการวางแผนในการถ่ายทำมันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย 

แน๊ป: โปรดักชั่นเมื่อก่อนนะ โลเดียวกันก็ต้องโลเดียวกัน อากาศร้อน ๆ บางทีเล่นตั้งแต่เย็นถึงกลางคืนจนสว่าง 

บอม: เคยมีครั้งนึง นัดเข้ากอง 6 โมงเย็นเก็บกอง 8 โมงเช้า และตลอดเวลาคือถ่ายไลน์ซิงค์อย่างเดียว ต้องอยู่กลางแจ้งโดนเอาพัดลมยักษ์ ๆ เป่าใส่ แล้วเอาทรายปาใส่หน้าบ้าง น้ำฝนอีก 

เบิร์ด: มีน้ำ เปียกอีก ป่วยเลยครับ

บอม: ถ้าสังเกตดี ๆ มันจะมี MV ชื่อเพลง “กลับมา” ครับ ตอนสุดท้ายไม่ใช่เบิร์ดตีครับ เป็นคนอื่นมานั่งตี เหนื่อยกันเลย ทุกวันนี้มันง่ายขึ้นเพราะผู้กำกับกับเค้าทราบอยู่แล้วว่าเค้าต้องการภาพอะไรบ้าง อย่างดิมเนี่ยก็ไม่อยากให้วงเหนื่อยเกินไป ให้ทำหน้าที่ในส่วนที่จำเป็นต้องทำก็พอ ไม่ใช่ว่าต้องเล่นทั้งเพลง เจาะทั้งเพลง เจาะทุกมุม ทำให้มันเป็นชอต ๆ ไป ที่ต้องใช้งานจริง ๆ เราถ่ายกันแค่ 3 ชั่วโมงเองมั้งก็เสร็จแล้ว ส่วนภาพของตัวเนื้อเรื่องเค้าก็ไปถ่ายกันต่อ ก็เสร็จภายในวันนั้นแหละไม่ยากเย็นอะไร

ใครเล่นเป็นปีศาจครับ

บอม: ปีศาจคือน้องหรั่ง หรั่งเคยเล่น MV Retrospect มาแล้วตัวนึงเพลง “สิ่งแทนใจ” เป็นพระเอก รอบนี้ก็เลยจับมาเป็นปีศาจ ฟันและมือก็โมขึ้นมาใหม่หมดเลย เป็นช่างที่เค้าเรียนจบมาด้านทำพรอพมาทำให้เลย ทำงานเยอะมาก แต่น้องหรั่งต้องทาตัวดำแล้วก็ใส่คอนแทคเลนส์สีขาว 

ย้อนกลับไปวง Retrospect ในยุคอัลบั้ม Unleashed สามารถปลุกกระแสเพลงร็อกให้คึกคักได้ ตอนนั้นพวกพี่ ๆ รู้สึกยังไงบ้างครับ อยู่ดี ๆ กลายเป็นกระแสเรทโทเรี่ยนขึ้นมา ทั่วบ้านทั่วเมือง แต่งตัวเหมือนพี่แน็ปกันหมด

แน็ป: เอาจริง ๆ คือมันเป็นแค่จุดเริ่มต้น เราทำงานกันทุกวันจนไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เรารู้ตัวอีกทีก็งานอะไรทุกงานก็มาหมด คือไปนั่งกินข้าวมันกลายเป็นแบบว่ากินข้าวไม่ได้ มันเหมือนภาพที่เราเคยฝันไว้ตอนเด็ก ๆ ว่าต้องมีสาว ๆ วิ่งไล่อะไร ฮ่า ๆๆๆ

น็อต: บรรกาศมันเหมือนแบบดู MV ของวง Incubus ที่วิ่งไล่คนละทาง

แน็ป: มันได้บรรยากาศแบบนั้นเลย แล้วทุกที่คาราโอเกะ ทุกตู้แม่งต้องร้องเพลงเราหมด มันเป็นความรู้สึกที่เราว่าน้อยคนอาจจะได้สัมผัสความรู้สึกนั้น เออเราก็โชคดีวะ โชคดีที่เราตั้งใจเหมือนกันกับการทำงาน แล้วผลลัพธ์ออกมาก็ซัพพอร์ตเรา ก็ถือว่าโชคดีและมีความสุข ใช้ชีวิตและมันส์อย่างคุ้มค่า

บอม: แก่มาไม่เอาอะไรแล้ว ฮ่า ๆ

แน็ป: ใช้ชีวิตทุกวันด้วยนะ 

บอม: ทัวร์เดือนนึงบางทีก็ 30 โชว์ บางวัน 2 โชว์ต่อวัน แล้วก็เล่นกันเต็มที่อย่างที่เคยเห็นกันในภาพแต่ก่อน สมัยนี้คือลดลงมากันเยอะมากแล้ว โชว์สมัยก่อนเหมือนจะเอาทั้งชีวิตไปทิ้งตรงนั้นอะ แล้วก็ทำอย่างนั้นทุกงาน งานบางวัน 2 งาน ก็อย่างที่บอกไม่มีเวลากลับบ้านครับ บางที 2 เดือนกลับบ้านทีนึง ยอมใช้ชีวิตอยู่บนถนน บนแอร์พอร์ต เครื่องบิน รถตู้ ปั๊มน้ำมัน โรงแรม แล้วก็เวทีคอนเสิร์ต มีแค่นี้เลย ไม่ได้ไปเที่ยว เงินก็ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่ เพราะไม่เคยได้กดเอาออกมาใช้เลย ทำอยู่อย่างนั้น 2 ปี 


เห็นว่าอัลบั้มตอนนั้นขายดีด้วยใช่ไหมครับ    

บอม: น่าจะเป็นวงท้าย ๆ ที่เหยียบล้านของแกรมมี่เลยครับ แล้วปกติเมื่อก่อนไม่มีการออกซิงเกิล ออกอัลบั้มอย่างเดียว ออกอัลบั้มไปแล้วก็เลือกเพลงออกมาโปรโมต วงปกติเค้าจะโปรโมตกัน 3 เพลง ตอนนั้น Retrospect โปรโมต 6 หรือ 7 เพลงก็ไม่รู้ แล้วมี MV 6-7 ตัว ไม่รวมคาราโอเกะที่มันก็มีทุกตัวอยู่แล้ว โหสุดมาก เค้าก็ใช้เราคุ้มอะ ฮ่า ๆ 

สาเหตุนี้เองหรือเปล่า ที่วงถูกส่งไปเล่น Wacken Open Air ด้วย

บอม: ส่วนของ Wacken Open Air ผมว่าไม่ได้เกี่ยวกับทัวร์คอนเสิร์ตในไทยสักเท่าไหร่ เค้าไม่ได้รู้คอนเสิร์ตในไทยตอนนั้น แต่มันเป็นเพราะว่าเราทำเพจ Myspace เค้าติดต่อเข้ามาชื่อคุณไคล์ ไคล์เนี่ยติดต่อเข้ามาใน Myspace เป็นภาษาอังกฤษ แบบวงก็งง เราก็อะไรวะจู่ ๆ ส่งมา จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็ขอข้อมูล เราก็ให้ไปไม่ได้เสียหายอะไร อยู่ ๆ ก็ส่งตั๋วมาให้ เราก็ไปก็ไปวะ ก็ตื่นเต้นบวกกับเบลอ ๆ เหมือนแบบนี่เราได้มาเล่นเหรอ 

แล้วบรรยากาศตอนนั้นที่ไป บรรยากาศในคอนเสิร์ตมันมีความแตกต่างกับประเทศไทยมากขนาดไหนครับ

แน็ป: ต่างมาก ๆ ระบบการจัดการ หลังบ้าน หน้าบ้าน คนดู ปกติเนี่ยตรงนั้นจะเป็นทุ่งนาแล้วก็ถูกไถ แล้วก็เป็นพื้นแบบฟาง จริง ๆ ตรงข้างล่างเป็นโคลน แต่การจัดการเค้าคือถมฟางทั้งหมดครับ 

บอม: มันเป็นเศษไม้ที่ดูดน้ำจนแห้งเลยครับ 

แน็ป: คือเป็นโคลนแล้วแห้งมาก ๆ ผมคิดว่าเป็นฝุ่น แต่ไม่มีเลยสุดยอดมาก แล้วแบบว่าพื้นเค้าจะทำได้ดีมากนะ

บอม: มันก็คือแทคกันได้ มันเป็นทุ่งนานะแต่แทคกันได้แบบไม่มีล้มอะ วิ่งแทคกันเต็มที่ แล้วบนเวทีอะระหว่างวงหรือแม้แต่วงเล่นอยู่ เค้ามีตรงมอนิเตอร์ของวง เค้ามีเวลานับถอยหลังเลยนะ มีเวลาเหลือให้คุณเท่านี้ จบคือจบ

แน็ป: ไม่มีมานั่งบอกว่าเชิญมาได้แล้ว 

บอม: การจัดการทุกอย่างนี่คือแบบเรางงครับ เพราะว่าสมัยนั้นบ้านเรายุคนั้นเฟสติวัลก็ไม่ได้บูมขนาดนี้ ที่มีเยอะแล้วก็ดีขึ้น ยุคนั้นคือไปถึงเรางงทุกอย่างคือเพอร์เฟคหมด ศิลปินได้อยู่ดีกินดีหมด อยู่หรูเลย แล้วก็มีเตนท์ทานอาหารรวม แล้วก็นั่งทานพวก Bring Me The Horizon อยู่ด้วยกัน อาหารคือจัดเป็นบุพเฟ่ต์โรงแรมเลย มีไวน์กินเป็นแก้วไวน์ คือบ้านเราศิลปินหลักก็แก้วพลาสติก แล้วก็มีเบียร์กระป๋อง แต่ที่นั่นคือเอาแก้วไวน์มาให้เลย แล้วกินไวน์กันแบบหนักหน่วง เราก็เลยถึงเข้าใจว่าทำไมคนต่างชาติถึงเป็นศิลปินกันได้แบบเต็มที่

แน็ป: นั่นคือเมทัลเฟสติวัล 

บอม: ใช่ แล้วนั่นคือเมทัลนะ และเราคิดถึงเฟลติวัลที่มันมากกว่านี้ ป๊อปกว่านี้ ถือว่าทำได้ดี การจัดการ ร้านอาหารอะไรต่ออะไร คือขยะนี่ไม่มีเลย

แน็ป: แล้วก็หลังเวทีอะครับ มันจะเป็นเหมือนแคมป์ปิ้ง

บอม: ใช่ จะเป็นคอนเทนเนอร์ 6-7 อัน แล้วตรงกลางเป็นที่จุดไฟ ตอนเราไปเค้ายังไม่จุดกันเพราะยังกลางวันมันยังเย็นอยู่ มันยังไม่หนาว พอตอนกลางคืนเค้าก็จุดไฟ ศิลปินก็มานั่งรอบกองไฟรอขึ้นเวทีกัน ดูมีความสุข ห้องพักที่เป็นคอนเทนเนอร์ของเราอะพักรวมกับ Bullet For My Valentine 

มีได้ไปพูดคุยกับวงไหนเป็นพิเศษบ้างครับ 

บอม: ถ้าได้คุยก็ทุกวงนะ ได้เจอทุกวงที่ได้เล่นด้วยกันในวันนั้นนะครับ เจอใครก็คุยเค้าก็น่ารักกับเรา ไม่มีใครถือตัวหรืออะไรเลย 

น็อต: Napalm Death ด้วย

บอม: Napalm Death เล่นก่อนเรา

ตอนนั้นที่ไปเล่นได้แฟนเพลงกลับมาด้วยไหมครับ

บอม: พอสมควรครับ ก็ทำให้โลกรู้จัก Retrospcet มากขึ้น และก็มีโอกาสไปเล่นประเทศอื่น ๆ มากขึ้น ได้ปูทางหลายที่กันอยู่เหมือนกัน ไต้หวันไปจนแบบต้องบอกปีนี้ขอพักผ่อน แต่ว่าถือเป็นเวทีโลกระดับเอเชีย ที่เรารู้สึกว่าสนุกมาก ๆ แล้วก็ทำเราได้ประสบการณ์มาก ๆ อย่างนึงพวกเราได้เจอระดับโลกที่เล่นด้วยกันเวทีนี้ แต่ก่อนยุคหลัง ๆ เหมือนแบบงบประมาณเค้าอาจจะน้อยลง วงที่ดัง ๆ ก็น้อยลง แต่ยุคแรก ๆ ที่เราไปเค้าจ่ายเต็มที่มาก วงคือดโหดหมดเลย The Used, Limp Bizkit, Coldrain, Crossfaith, Issues, Architects คือเป็นแบบนั้นเลย หลัง ๆ น้องลง แต่ก็ยังถือเป็นงานที่น่าประทับใจอยู่ 

เห็นว่าแฟนเพลงที่ไต้หวันร้องเพลง Retrospect ได้เยอะด้วยใช่ไหมครับ

น็อต: ใช่ ๆ 

บอม: จริง ๆ แล้ว เรื่องไต้หวันเนี่ยมันเป็นเรื่องตลกด้วยซ้ำ ครั้งแรกที่เราได้ไป มันคือเพราะว่าเพลง “เจ็บกว่าคือฉัน” มันดันไปพ้องกับภาษาไต้หวัน เหมือนเค้าแปลงเนื้อเพลงกันเป็นภาษาไต้หวัน เหมือนที่คนไทยเอาเพลงฝรั่งเปลี่ยนเป็นเนื้อไทย มันเป็นพ้องเสียงแล้วก็เลยรู้จักเพลงเจ็บกว่าคือฉันกัน แต่พอพวกเราไปเล่นมันเปลี่ยนเลย มันไม่ใช่เล่นตลกแล้ว มันกลายเป็นความซีเรียส แล้วเค้ามาชอบเราจริง ๆ มันไม่ใช่ตัวตลก ก็เลยได้ไปหลายครั้งครับ

แฟนเพลงหลายท่านสังเกตว่าตอนนี้ Retrospect กลับมาใช้โลโก้เก่า อันนี้จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์แฟนเพลงด้วยหรือเปล่าครับ

น็อต: ก็สะใจดีครับ 

บอม: กลิ่นที่หอมหวาน

น็อต: ใช่ มันเป็นกลิ่นของความสุข คือทุกครั้งที่เห็นโลโก้นี้เรารู้สึกถึงความสุขของการอยู่กับดนตรีที่แบบ เฮ้ยแม่งดีหว่ะ หลาย ๆ คนก็บอกคิดถึงโลโก้นี้ ความสุขเก่า ๆ ภาพเก่า ๆ มันกลับมา ทำให้เรารู้สึกเหมือนกลิ่นดนตรีเก่า ๆ มันก็กลับจะมา มันก็ทำให้คนนึกถึงความหลังวันเก่า ๆ 

หลาย ๆ คนพูดว่าปีหน้ากระแสร็อกจะกลับมา พวกพี่ ๆ มีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ

แน็ป: ก็หวังไว้ครับ คือมองว่าปลายปี 2019 ที่ผ่านมาเนี่ย พี่ ๆ ผู้ใหญ่หลายวงก็ได้ออกมาทั้งไทยและเทศ วงนอกก็กลับมาสร้างสีสัน มันอาจจะเป็นสะพาน เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่เค้าสนใจทางนี้ แต่เค้าไม่มีโอกาสได้ทำสักที จริง ๆ พวกคุณง่ายมากเลย พวกคุณแค่ทำเพลง มีคอมเครื่องนึงก็สามารถทำได้แล้ว แล้วก็ประชันฝีมือกันครับ ลงยูทูปกันไปเลย ถ่าย MV ก็ได้ มันไม่ได้เหมือนยุคพวกพี่แล้ว ถ้าพวกคุณเจ๋ง พวกคุณเก่ง อยากจะรันวงการเล็ก ๆ ของพวกเรายินดีครับ เด็ก ๆ ทุกคน เรียนเชิญทุกท่านมาทำเพลงร็อกกันครับ 

งั้นพี่ ๆ ช่วยท้าวความหน่อยครับ สมัยทำเพลงแรก ๆ อัดเพลงกันยังไงครับ

บอม: คือเราซ้อมดนตรีกันที่บ้านแน็ปตลอด ตอนนั้นยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำใส่ซีดี ตอนนั้นมันคือโลกของเทป เราแค่อยากฟังเสียงตัวเองว่าเราซ้อมดนตรีออกมาแล้วมันเป็นยังไง สมัยนั้นไม่มีตังค์กันหรอก ไม่มีตังค์เลย เราหารตังค์กันคนละ 500 แล้วขับรถไปรังสิต เพื่อไปซื้อเทปใบ้ ก็คือเครื่องอัดเสียงที่เอาเทปใส่เข้าไป แล้วข้างหลังมีรูแจ็คที่เอาเสียงจากเครื่อมิกซ์เซอร์มาเสียบเข้าได้ แล้วอัดเข้าไป แล้วก็ไปซื้อเทปใบ้กันมาเป็นมือ 2 จำได้ว่า 2,100 บาท โคตรแย่ไม่ได้เลย ก็คือเสียไปโง่ ๆ เปล่า ๆ จนเรามาได้โอกาสจากพี่ต้น Dezember ว่าเนี่ยเดี๋ยวมันจะมีงานคอนเสิร์ตใต้ดินงานนึง ซึ่งพี่สามารถให้พวกเราไปขายแผ่นได้ถ้าเกิดอยากไปขายแผ่น เราก็เฮ้ยเป็นโอกาสที่ดีเว้ย ตอนนั้นยังไม่มีเพลงเลย มีเวลา 2 อาทิตย์ แต่งเพลงบวกกับออกแบบแผ่น ทำโลโก้ อัดเพลง แล้วก็ปั้มลงแผ่น แล้วก็สกรีนที่บ้านเบิร์ด จับแผ่นใส่ซองเองไปขาย

น็อต: เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างบีบคั้นให้เราต้องรีบทำ คือถ้าเราไม่ทำวันนั้นก็อาจจะไม่มีวันนี้ 

บอม: แล้วก็เราอัดกัน แต่งเพลงก็ 2 วัน 4-5 เพลงนั้น อัดกันที่บ้านแน็ป แล้วตอรอัดพื้นมันเป็นพื้นกระเบื้อง พอพื้นกระเบื้องกับไฟฟ้ามันอยู่ด้วยกันไม่ได้ อัดไปต้องยกเท้าไป เพราะถ้าเท้าโดนพื้นมันจะจี่ ไม่จี่ก็ช็อต แล้วไมค์ทุกตัวเนี่ยคือแน็ปนั่งรถไปซื้อมาด้วยกัน ไปซื้อหัวไมค์ แล้วแน็ปเป็นคนบัดกรี มันไม่มีตังค์ซื้อไมค์แพง ๆ ซื้อหัวไมค์ 40 บาท แล้วก็เอามาต่อสายเชื่อมเหล็กกันเองเข้ากับท่อ PVC แล้วก็อัดกระเดื่องกลองเอย อัดอะไรเอย ไมค์ร้องทำอย่างนั้นเอง แล้วก็อัดกันหนึ่งเพลง พอเสร็จหนึ่งเพลง ต้องล้างคอมเพราะคอมมีความจำไม่พอ แปลว่าเราไม่สามารถแก้อะไรได้เลย เรานั่งกัน 4 คน เฮ้ยพอนะ เพลงนี้จบแค่นี้นะ ทำอะไรไม่ได้แล้วนะ ลบตึ้ม! ถึงเริ่มอัดเพลงใหม่ได้ ทำอย่างนั้น 4-5 เพลง เป็นอัลบัมอีพีปกแดง ตอนนี้แผ่นละ 6,500 บาทแล้ว

เบิร์ด: โคตรแพงเลย

บอม: ของเรามีอยู่ 2 แผ่น ตอนแรก น้ำท่วมหมด

เป็นจุดเริ่มต้นของวงที่เข้ามาอยู่ Genie Records ด้วยใช่ไหมครับ ที่ออกโปรเจกต์ Showroom

บอม: นั่นจุดแรกนะที่เริ่ม

ความรู้สึกแรกที่เดินเข้าตึกแกรมมี่ เป็นยังไงบ้างครับ

บอม:  รู้สึกเหมือนเรื่องตลกมันกลายเป็นเรื่องจริง เราคุยกันไว้ตอนวันเกิดผมหรือวันเกิดใครสักคนนึง เราก็ปาร์ตี้กัน ปกติเราซ้อมดนตรีกันไม่มีวันหยุดเลย แล้วก็คุยกันว่าเออถ้าวันนึงเราได้เข้าไปอยู่กับแกรมมี่ แม่งคงดีมากเลยเนอะ เบิร์ดก็แบบโหพี่ผมก็คงเดินเชิด ก็พูดกันแบบสนุกปากเหมือนเป็นเรื่องตลก แล้ววันนึงก็ได้ไปอยู่ตรงนั้น เหมือนฝันเป็นจริง เรื่องตลกที่คุยไว้ขำ ๆ ฮา ๆ มันกลายเป็นเรื่องจริง 

แน็ป: คือแต่ก่อนผมจะไปกับเบิร์ดบ่อย วัยรุ่นอะเนาะ เจอหญิงไง เค้าก็สดเดินเข้าไปขอเบอร์ ผู้หญิงก็บอก “ไม่ค่ะมีแฟนแล้”ว ไอ้นี่เดินมาแบบ “เฮ้ยกูอยู่แกรมมี่นะ”

ทุกคน: ฮ่า ๆๆๆ

เบิร์ด: อยากทำอะไรหลายอย่างมากเลย แต่มีอย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำ ผมคิดว่าอยู่แกรมมี่จะขี้บนเวที

ทุกคน: ฮ่า ๆๆๆ

บอม: ตอนนั้นมันมีวงที่มันขี้บนเวทีไง ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวอยู่แกรมมี่กูจะขี้บนเวทีให้ดู ฮ่า ๆๆๆ

แน็ป: พออยู่แกรมมี่แล้วสาวจะหลงรัก 

บอม: มึงทำอะไรก็ได้

แน็ป: เอาจริง ๆ ด้วยความที่เราเป็นเด็กยุคนั้นอะ เนี่ยคือที่สุดแล้ว คือที่สุดในด้านของดนตรีร็อกอะนะ

มีหลายคนอยากรู้ ความรู้สึกพี่แน็ป ตอนนั้นที่มีข่าวว่าพี่แน็ปเป็นผู้หญิง รู้สึกยังไงบ้างครับ

แน็ป: ตอนนั้นเหมือนทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ แต่ก่อนมันมีเวบบอร์ดอะไรสักอย่างเหมือนเค้าตั้งกระทู้ คือตอนนั้นพวกเราไม่เข้าไปอ่านแล้ว โดนบูลลี่หนักมาก พวกเราเชื่อว่าพวกเราโดนโซเชียลบูลลี่ตั้งแต่แรก ๆ ที่โดนเลย แล้วหนักแบบหนักจนเราไม่เค้าไปอ่านกระทู้ โดนด่าไม่รู้โกธรอะไรกูนักหนาวะ  

บอม: บางคนแบบโหย ก็ยังเจอหน้ากันบ้างอยู่เลย คนนี้เอาแผ่นแล้วมาหัก ถุยน้ำลายใส่ แบบกูทำอะไรให้มึงวะ ชีวิตกูไม่เคยไปยุ่งกับมึงเลย ตอนนั้นเราก็งง

แน็ป: ยิ่งคนรู้จัก ยิ่งเกลียดตอนนั้น และกระแสพวกแบบตัวลึก สายลึก ตอนนี้อยู่ไหนเป็นยังไงสบายดีหรือเปล่า ตอนนี้พวกนายทำอะไรอยู่ ชีวิตพวกนายเป็นยังไงบ้าง 

บอม: มันมีใครสักคนนึงไปโพสต์ด้วยนะ จำได้ว่าเราทัวร์อยู่ต่างจังหวัดกัน แล้วอยู่ ๆ ก็เฮ้ยรู้เรื่องนี้ยังวะพี่แน็ปตายแล้ว 

ทุกคน: ฮ่า ๆๆๆ

บอม: แล้วคือเรานั่งกินข้าวกันอยู่ พี่แน็ปตายแล้ว กูก็อ้าวอะไรวะเนี่ย แล้วก็บอกว่าจริง ๆ ร่างของอะไรก็ไม่รู้มั่วไปหมด ตัวจริง ๆ นอนอยู่ในโลงแก้วที่ฟรีซไว้ มึงดูหนังเยอะเกินไป ฮ่า ๆๆๆ

แน็ป: พอหลังจากช่วงนั้นครับ ก็มีแฟนเพลงเป็นทอมเยอะมาก ทอมเข้ามาแอ้วผมอย่างงี้ ชีวิตวัยมันครับ เราเสพสุขให้เต็มที่ เราเรืยนรู้จากร็อกสตาร์เมืองนอก ฮ่า ๆๆๆ

บอม: ตอนแรกก็งง ๆ ตอนหลังกลายเป็นเรื่องสนุก เรื่องตลก 

คำถามจากแฟนเพลง น้อง ๆ ถามมาว่ากีตาร์พี่น็อตราคาเท่าไหร่ครับ

น็อต: กีตาร์ตัว 7 สาย เห็นพี่กบ Inter Music บอกว่าน่าจะประมาณ 3 แสนนิด ๆ ครับ มันแพงเพราะว่าสเกลเรนท์คอ ที่โรงงาน Warwick เค้าใช้เครื่องตัด สเกลเรนท์คอกีตาร์นี้มันไม่มี แต่เสียเวลาเขียนโปรแกรมนี้ใหม่ แล้วก็ตัวบล็อกที่ใส่บิด เค้าก็ไม่เคยใช้ตัวนี้ครับ เหมือนเค้าต้องเสียเวลาเขียนอันนี้ขึ้นมาใหม่เหมือนกัน มันก็เลยมีราคาที่ค่อนข้างจะสูง แล้วไม้มันก็ค่อนข้างจะมีราคาครับ มันก็เลยบวกขึ้นไปอีก 

บอม: จริง ๆ ราคาที่ลงในเวบมันเลย คือ 15,900 ยูโร


แล้วพี่เบิร์ดมีวิธีพัฒนาสกิลตีกลองอย่างไรบ้างครับ

เบิร์ด: ก็พยายามซ้อม หาอิลิเมนต์พื้นฐานอย่าให้มันขาดมือเพราะใช้เยอะมากครับ ซ้อมแค่นี้ครับ

แล้วพี่บอมมีวิธีการเลือกใช้เบสอย่างไรครับ

บอม: จริง ๆ ถ้าเกิดถามเรื่องนี้มันตอบยาก มันเป็นตัวเองตั้งแต่ที่มาใช้ Warwick เรามีไอดอลไง ไอดอลหลาย ๆ คนที่ชอบใช้  Warwick กัน Ryan Martinie วง Mudvayne หรือว่ามือเบสคนเก่า Incubus, Sam Rivers วง Limp Bizkit ด้วย คนพวกนี้คือเค้าใช้ Warwick กันหมดเลย เราก็มองว่าเฮ้ยแม่งมันต้องดีมาก ๆ แน่เลย ก็เลยเก็บตัง จำได้เลยวันแรกที่ได้กลับมาซ้อมจนสายขาด แล้วก็อยู่กับมันตลอดมา ถ้าเกิดให้เราพูด เราจะพูดเรื่องของการใช้ไม้มากกว่า เราเลือกใช้ไม้ที่รู้ว่าเหมาะกับเรายังไงบ้าง เหมาะกับแนวเพลงเรายังไง เพราะบางคนถ้าเกิดว่ารู้ตัวสมมติว่าเราเป็นคนดีดเบา เราก็รู้แล้วว่าต้องใช้ไม้แบบไหนไปชดเชยกับเสียงดีดเบาของเรา เป็นคนที่อยากได้ซาวด์แบบนี้เข้ากับเพลงแบบนี้ เราก็ต้องรู้วิธีเลือกไม้ อย่างของ Retrospect เนี่ย ไม้ที่เหมาะมากต้องเป็นไม้ที่มีเสียงคำราม เสียงกราว เสียงกราวมันจะมาจากไม้เนื้อแข็ง 

เพลงนี้พี่แน็ปมีการใช้เทคนิคว้ากที่แปลกใหม่ขึ้น มันยากหรือว่าง่ายกว่าปกติครับ

แน็ป: ยากไหม ก็ถ้าจับจังหวะคอไม่เป็นก็น่าจะทรมาน ด้วยความที่พยายามหาอะไรใหม่ ๆ ให้ตัวเองตลอด ก็คือร้องง่ายขึ้นครับ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกลบจนหมดในหนึ่งโชว์อะ และเรามีวิธีร้องที่ทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว เราต้องเซฟตัวเอง เพราะว่าเครื่องดนตรีผมซื้อใหม่ไม่ได้ พังแล้วพังเลย ตอนนี้ไปครึ่งทางแล้วเรารู้สึกว่าไม่ได้แย่ แต่ว่าก็เซฟตัวเองมากขึ้น หลัง ๆ จะไม่ค่อยเจ็บ คือเจ็บน้อยกว่าเดิม เราสามารถคุมเมโลดี้เสียงแตกได้ด้วย

คำถามสุดท้ายจากแฟนเพลง สมัยที่เล่นใต้ดินเคยไปขอเวทีเค้าเล่นกันไหมครับ

บอม: เคยจ่ายตังค์เค้าเลย จ่ายตังค์ไม่พอ เครื่องบนเวทีทุกเครื่องเป็นของวง ขนไปกันเอง ทำกันเอง ทำทุกอย่างเองหมด แต่ก่อนโอกาสเล่นคอนเสิร์ตมันน้อย ปีนึงเนี่ยงานอันเดอร์กราวบ้านเราบางปีเป็นศูนย์งานเลยนะ มันไม่มีงานอันเดอร์กราว ถ้ามีก็ปีนึงเต็มที่ก็ไม่เกิน 2 งาน แล้ววงเราก็ไม่ได้แปลว่าจะเล่นทุกงาน บางทีก็ปีนึงก็ได้เล่นแค่ครั้งเดียว เราก็ต้องหาโอกาสที่มันจะเป็นไปได้ให้กับวง เค้ามีโอกาสให้ที่ไหนเราก็จะไป บางทีจ่ายตังค์เอง บางทีเหนื่อยกว่าจะได้เล่น แต่เราว่าแม่งคุ้มเพราะมันเป็นประสบการณ์ที่วิ่งสู้ฟัดมาก มันต้องสู้ ต้องยอม มันพิสูจน์ให้เรารู้สึกว่าโคตรรักดนตรีเลยนะ เราทำทุกอย่างให้ได้อยู่ด้วยกัน และเล่นดนตรีด้วยกัน ทำทุกอย่างจริง ๆ แบบลาเรียน จ่ายตังค์ หาตังค์ ตังค์ก็ไม่มีก็ต้องไปหากันมา เพื่อมาขอเค้าเล่นบ้าง เครื่องดนตรีไม่พร้อม ไปขอเช่า ขอยืม ขอนู่น ขอนั่น ขอนี่ ทำทุกอย่าง ยากมาก

ปีหน้า Retrospect จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ด้วยไหมครับ เห็นมีกระแสหนาหูมาก 

แน็ป: เดี๋ยวรอดู รอลุ้นดูว่ารูปแบบมันจะเป็นยังไง ทุกคนใจจดใจจ่อกับคอนเสิร์ต

สุดท้ายแล้วพี่ ๆ ช่วยฝากซิงเกิล ปีศาจ และจะมีอัลบั้มใหม่ให้ติดตามด้วยไหมครับ

แน็ป:  เพลงปีศาจ ถือว่าเป็นการทิ้งทวนของปี 2019 แล้วกัน ตอนแรกเราว่าจะออกมาตั้งแต่ต้นปี แต่ว่ารอให้เพื่อน ๆ ออกก่อน เพื่อน ๆ ก็ออกไปหลายวงละ จนพี่ ๆ ทางค่ายบอกต้องออกแล้วนะ เราใช้เวลาเพลงนี้กันไม่นาน แต่ว่าทุกขั้นตอนการสร้างเต็มไปด้วยรายละเอียด และก็ผ่านการคิดการกลั่นกรองมาอย่างถี่ถ้วนนะครับ อยากไปแกะดูก็ได้ ไลน์กีตาร์ง่ายขึ้นเยอะ ร้องหัดร้องดูนะครับ ทุก ๆ ไลน์นะครับ ทุกชิ้นเป็นครูของคุณได้หมด ขอให้ทุกคนมีความสุขกับดนตรีร็อกและปี 2020 ก็สำหรับทั้งปีหลาย ๆ วงที่ยังมองซ้ายมองขวาอยู่ ว่าจะทำดีไหม ทำออกมากันเยอะ ๆ ครับ พวกพี่ ๆ เป็นกำลังใจให้ และขอให้ใช้ชีวิตในเส้นทางแตะไปถึงจุดที่ตัวเองฝัน ในทุก ๆ จุดนะครับ 

บอม: อัลบั้มใหม่เดี๋ยวรอดู มีอะไรมาให้ตื่นเต้นแน่นอน

ทาง Headbangkok ต้องขอขอบคุณวง Retrospect, คุณโอ๋ สำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ และขอขอบคุณร้าน Cher Bar แยกบางพลัด สำหรับสถานที่ด้วยครับ