อย่าบอกว่าเป็นแฟนเพลงเมทัลไทย หากคุณไม่เคยฟังผลงานของ ดอนผีบิน วงดนตรีเมทัลในยุคบุกเบิกจากจังหวัดน่าน ของสามพี่น้องตระกูลแก้วทิตย์ (สมบัติ สมคิด และสมศักดิ์) วงดนตรีชื่อประหลาดวงนี้สร้างแรงบันดาลใจจนก่อกำเนิดกลายเป็นวงดนตรีมากมายประดับวงการเพลงเมทัลมาจนถึงปัจจุบัน

ทาง Headbangkok ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่สมศักดิ์ มือกลองของวง เกี่ยวกับความน่าสนใจในมุม ‘unseen’ ที่หลาย ๆ คนไม่เคยทราบมาก่อน ทั้งเริ่มต้นของการตีกลอง การได้เห็นสมาชิกวง Slipknot ถอดหน้ากากทั้งวง และมีความเกี่ยวข้องกับตำนานฮาร์ดร็อกต่างประเทศอย่าง Accept อย่างไร มีให้ติตดามในบทสัมภาษณ์นี้ครับ


พี่สมศักดิ์เริ่มสนใจเพลงเมทัลตั้งแต่เมื่อไหร่

จริง ๆ มันก็เหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป ที่เริ่มฟังเพลงกัน ตั้งแต่เป็นนักดนตรีแล้วก็เราชอบแนวไหนก็จะประมาณตั้งแต่เรียนมัธยมก็เริ่มฟัง มัธยมนี่มันเริ่มมีเพลงพวกฮาร์ดร็อกพวก Led Zeppelin ยุค ’50s-’60s ยุค ’70s นี่มัน Deep Purple จริง ๆ ช่วงนี้มันจะมีพวกที่ฟังก็จะเริ่มจากพวก The Beatles อะไรพวกนี้

แล้วเริ่มมาซึมซับดนตรีเมทัลจริงจังช่วงไหนครับ

เอ่อ เราก็จะตามยุคเพลง มันก็มีฮาร์ดร็อก มีไรเราก็ตามอะ The Beatles มันก็มา ฮาร์ดร็อกก็ฟังมาเรื่อย ๆ แหละ

จริง ๆ แล้ว เริ่มมาตีกลองช่วงไหนและเริ่มจากตีเพลงแนวไหนครับ

พี่ตีกลองตั้งแต่มัธยมปลาย ก็เพลงทั่วไปนี่แหละ เพลงป๊อปทั่วไป เบสิกเลย ไม่ได้เรียนไหนเลย

สมัยก่อนเริ่มต้นฝึกกลองจากอะไร กว่าจะมีอุปกรณ์ตอนไหน หรือว่าที่บ้านสนับสนุนยังไงบ้างครับ

ยังไม่มีอุปกรณ์ ตอนนั้นคือเราก็เล่นอยู่ในหมู่บ้านเรา ก็เล่นตามวงดนตรีที่เค้าตั้งเป็นคณะรำวง เราก็ไปแอบตีของเค้าบ้าง พอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปตีตามของคณะบ้าง เราไม่มีอุปกรณ์ของเราตอนนั้น ไม่มีปัญญาซื้อเพราะเรายังเรียนอยู่

ทีนี้พอถึงจุดนึงพอเราเรียนจบเริ่มทำงานมันก็จะเริ่มคิดละอยากจะซื้ออุปกรณ์ของตัวเอง แต่ว่าใช้เวลานานกว่าจะซื้อก็คือเล็งไว้ ฮ่า ๆ ถ้าพูดถึงกลองนี่พี่ซื้อเนี่ยตอนกำลังเริ่มทำเพลงดอนผีบิน ก็ซื้อกลองสองกระเดื่องเลย ซื้อเพราะใจรักมากกว่าไม่มีที่ตีต้องหาห้องหาอะไร

เพลงป๊อปเพลงแรกที่ตีนี่เพลงอะไรพอจำได้ไหมครับ

ก็จะเป็นพวกจังหวะสามซ่า ฮ่า ๆ เพราะว่าที่บ้านก็จะมีดนตรีที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุดก็คือคณะรำวง ก็มีเป็นวงดนตรีเล็ก ๆ ตามหมู่บ้านอะไรที่เค้าไปเล่นกัน

เคยมีโอกาสออกงานช่วงนั้นหรือไม่ครับ

ก็ตอนเรียนมัธยมก็ไปตีกลองกับพวกวงโรงเรียนในงานกีฬาอย่างงี้ เฮ้ย มึงตีเพลงนึง ก็ไปตีดีใจมาก ฮ่า ๆ 

แล้วเพลงเมทัลที่แกะแล้วตีได้เพลงแรกคือเพลงอะไรครับ

คือยุคนั้นมันยังไม่มีเฮฟวีเมทัลเท่าไหร่ เราก็เริ่มจากสามช่าอะไรไปเรื่อย ทำวงรำวงไปก็ตีเพลงป๊อป เพลงอะไรที่เค้าเล่นรำวง อันนั้นคือจุดเริ่ม The Beatles ก็ตี แต่ว่า The Beatles ในบ้านนอกก็ไม่เท่าไหร่ ก็มาจนถึงยุคเรามาเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มมีพวกเฮฟวี เพลงแรกก็จำไม่ได้แน่นอน น่าจะเป็นเพลง “My Sharona” ของ The Knack ตอนนั้นเราก็เล่นงานที่เค้าปาร์ตี้ก็เล่นผสมกัน พอถึงจุดนึงที่เราเป็นเฮฟวี่เมทัลจริง ๆ ก็น่าจะเป็นพวก Scorpions อะไรพวกนี้

ช่วงนั้นหาผลงานจากที่ไหนมาเสพกันครับ 

ก็เป็นพวกเทป เทปผีทั้งหลาย

จริง ๆ เป็นการฟังตามเพื่อนหรือไปได้ยินมาจากช่องทางไหนครับ

ใช่มีส่วน ตามเพื่อน ตามวิทยุ ตามแม็กกาซีน สมัยก่อนหายากมาก แม็กกาซีนก็จะมี วิฑูรย์ วทัญญู เค้าก็จะทำพวกสื่อสิ่งพิมพ์เล็ก ๆ ตอนนี้มีอยู่หรือเปล่าไม่รู้ เค้าเป็นนักจัดรายการด้วย เสาร์-อาทิตย์เค้าก็จัดพวกงานในโรงหนังบ้าง นี่ย้อนไปไกลมากนะเนี่ย ยุคพี่โป่ง (หิน เหล็ก ไฟ) นี่แหละ บางคนก็เอาแมกกาซีนเป็นโปสเตอร์แบบหนังสือพิมพ์เล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยก็จะเริ่มมีสื่อเรื่องพวกนี้มาคุยกันก็ฟังจากเทปผี มหาวิทยาลัยก็จะมีร้านขายเทปเล็ก ๆ 

แล้วเริ่มมาฟอร์มทำวงคืออยากเล่นตามเล่นคัฟเวอร์ก่อนใช่ไหมครับ

ครับ ช่วงมหาวิทยาลัยเราก็เล่นคัฟเวอร์ทั่ว ๆ ไปนั่นแหล่ะ เป็นเพลงป๊อปตลาด ก็จะมีเล่นเฮฟวีที่เราชอบบ้างแต่ว่าตลาดมันเวลาไปเล่นงานเค้าก็ไม่ฟังกัน

เคยมีเล่นผิดงานบ้างไหมครับ

สมัยก่อนนี้งานเกี่ยวกับเฮฟวีนี่แทบไม่มี คือถ้ามีการจัดงานก็ไม่ใช่เฮฟวีหรอก เป็นงานอย่างมากก็ร็อกเฟสเป็นพวกร็อก พวกเล่นเพลงหนัก ๆ สมัยนั้นเพลงว้าก ๆ ไม่มีหรอกหนักสุดก็ Deep Purple อะไรพวกนี้แหละ บ้านเรายุคเฟื่องจริง ๆ ก็ MSG, UFO ก็ยุคนั้นแหละที่มีอิทธิพลกับบ้านเรา

ช่วงที่เริ่มตีกลองจริงจังฝึกหนักไหมครับ

ช่วงมหาวิทยาลัยนี่ไม่ได้ฝึกอะไรมากมายเลยครับเล่นทั่ว ๆ แต่ว่ามาฝึกหนักมาก ๆ ตอนเรียนจบมาก็ไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ชอบในแนวเพลงที่เราอยากจะเล่น สมัยก่อน Scorpions มันเริ่มเล่นสองกระเดื่อง พวก Deep Purple พวกนี้ยังไม่เล่นสองกระเดื่อง

ฟังวงอะไรแล้วทำให้พี่รู้สึกว่าต้องเล่นสองกระเดื่องครับ

น่าจะเป็นแนวเพลงมากกว่า จริง ๆ ช่วงนั้น ​Metallica เริ่มออกมาละ เริ่มมีพวกสองกระเดื่องที่มันเป็นแธรชเมทัล

แล้วมือกลองคนไหนที่เป็นอิทธิพลต่อพี่สมศักดิ์บ้างครับ

คือสมัยนั้นมันเหมือนว่าเรากำลังอยู่ในช่วงค้นหาไม่ได้แบบว่ามีใครเป็นไอดอลพิเศษ น่าจะเป็นพวกวงดนตรีที่เป็นวงมากกว่า อย่างเช่นเราชอบ Metallica โดยรวมก็ชอบเพลงเค้ามากกว่า ส่วนที่จะชอบใครมันก็มีหลายวงผสมผสานกัน

จริง ๆ Metallica นี่ก็มีอิทธิพลเยอะเพราะฝั่งสองกระเดื่องเราชอบลุคอะไรเค้า ก็จริง ๆ สองกระเดื่องมันก็มีมาก่อนหน้านั้นแล้วนะแต่ว่าเฉย ๆ เพราะแนวเพลงมันอาจจะไม่ซัพพอร์ต วงบางวงเล่นเพลงสองกระเดื่องแต่ก็เป็นเพลงตลก ๆ ช่วงนั้นก็ศึกษาการตีสองกระเดื่องจากแม็กกาซีนต่างประเทศ มากรุงเทพก็ซื้อไปจะมีบทเรียนเกี่ยวกับการตีกลอง แล้วก็จะมีช่วงนึงที่ไปเรียนกับยามาฮ่า เราก็เข้าไปอ่านโน้ตไปดูว่ามันเล่นยังไง

จำอาจารย์ที่สอนได้ไหมครับ 

จำไม่ได้ครับ คือเหมือนเราตีได้ระดับนึงแล้ว แต่เหมือนว่าเราอ่านโน้ตไม่เป็น เราก็อยากจะเข้าไปดูว่าที่เขาสอนเขาทำยังไง ไปถึงวันแรกก็เจอไม้กลองเหล็ก เขาก็ฝึกเบสิกเรื่องการมิกซ์ ก็เรียนไปได้ซักสองเดือนมั้ง รู้สึกว่ามันหลากหลายเกิน เรียนเบสิกต้องไปฝึกทุกอย่าง เค้าไม่ได้สอนแบบร็อกอย่างเดียว จะเรียนร็อกอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตีเบสิกให้ได้ก่อน พอไปดูโน้ตดูหนังสือมันก็ฝึกเองได้นี่หว่า

ความรู้สึกกลองชุดแรกของพี่ที่ได้มามันรู้สึกยังไงครับ

กลองชุดแรกที่จะซื้อนี่รู้สึกว่ามันเป็นเฟสสองแล้ว เฟสแรกซื้อกลองทั่ว ๆ ไป แล้วขายไป ซื้อกลองธรรมดา มีจุดหนึ่งที่อยากจะซื้อของตัวเองดี ๆ เลย ก็คือจะซื้อสองกระเดื่อง แล้วตอนนั้นมันยังไม่มีใครสั่งเข้ามา

พอดีมีวง Accept มาเปิดคอนเสิร์ตบ้านเรา แล้วก็เป็นพรีเซนเตอร์พวกฉาบ พวกกลอง ญี่ปุ่นเขาส่งกลองสองกระเดื่องมาให้วง Accept เล่น พอเล่นเสร็จส่งไปตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย แล้วจังหวะพอดีไปถามเค้ามีไหม เขาก็บอกว่ามีอยู่ชุดนึงเล่นคอนเสิร์ตเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้เนี่ยก็เข้าไปดู โอโห้ก็ชอบเลยเอาชุดนี้แหละเฮีย แต่เงินเหมือนไม่มีหรอก ก็เอาเงินไปจ่ายเค้าหมื่นห้า แล้วเอากระเดื่องไปใบเดียว โอเคเดี๋ยวผมมาเอาอีกนะรอเงินเดือนผมออกก่อน ขนกระเดื่องใส่หลังตุ๊กตุ๊กขึ้นไปที่รถทัวร์แล้วตอนเอาไปใส่ที่รถทัวร์มันใส่ไม่ได้ข้างรถทัวร์ คือไปที่เชียงราย ตอนนั้นทำงานอยู่ที่เชียงราย ก็จ่ายใต้โต๊ะพวกรถทัวร์เอาขึ้นไปไว้ข้างหลังตรงหน้าห้องน้ำ จ่ายเค้าไปร้อยนึง ก็บ้านนอกอะเนอะ มาถึงเช้า ซื้อของเสร็จก็กลับเลย ช่วงนั้นมากรุงเทพสัก 3-4 รอบมั้ง มาขนกลองขนไปทีละชิ้น ชิ้นสุดท้ายรู้สึกว่าจะเป็นพวกทอม มีลายเซ็นวง Accept ด้วย อันนั้นกลองชุดแรกที่ตั้งใจจะซื้อเพื่อตอนนั้นทำเพลงครับ 

กลองชุดนั้นคืออัดเพลงของดอนผีบินด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ ๆ อัดมาทั้งหมด 4 ชุด กลองชุดนี้นะ 

ครั้งแรกพอประกอบเสร็จรู้สึกยังไงบ้างครับ

นั่งทำงานอยู่ออฟฟิศขนไปก็ไปตั้งไว้อยู่เฉย ๆ ไปวางดู ตีไม่ได้เพราะว่ามันดังมาก ตอนนั้นก็จะมีแป้นยาง ตอนนั้นทำงานโรงสีข้าวที่เชียงรายก็มียางขัดข้าวหยิบมาซ้อม ตอนอัดเส้นทางสายมรณะก็ใช้แป้นตัวนั้นอยู่ ถ้าดูในที่พี่เขียนในเว็บไซต์ก็จะมีรูปอยู่รูปนึงที่เอาแป้นยางเป็นแท่งมาติดขาแล้วซ้อมอยู่ทาวน์เฮาส์ที่คลองตัน อัดเสียงชุดที่สองไม่ได้ซ้อมกับกลองจริงเสียงมันดังมาก 

ช่วงนั้นอัดเพลงยุ่งยากไหมครับ 

ยุ่งมาก เพราะว่าเราไม่มีประสบการณ์แต่ชุดที่หนึ่งกระท่อนกระแท่น ย้ายห้องไปมา ตีผิดตีถูกไม่มีประสบการณ์ เรียนรู้เอง กว่าจะได้ในที่สุดก็เอาแค่นั้นแหล่ะเท่าที่ได้  

อัดกันอยู่กี่เดือนครับอัลบั้มโลกมืด

2 ปี เพราะเริ่มอัดกลองที่เชียงใหม่ ใช้เงินเดือนอัดเพลงเอง แพงนะตอนนั้นครั้งละสามพัน ไปวันแรกไม่ได้อะไรเลยมัวแต่ตั้งกลองตั้งอะไร ลองตีอัดออกมาเสียงป๋อง ๆ ฮ่า ๆ กลับเลย

แล้วก็อีกเดือนนึงกลับไปเข้าไปอัดใหม่ เหลื่อมบ้างอะไรบ้าง เราไม่มีประสบการณ์ ไม่มีใครมาแนะนำ เราเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุดที่หนึ่งนี่คือกระท่อนกระแท่นมากจนหิ้วเทปจากเชียงใหม่ลงมาอัดกีตาร์ อัดร้อง ตอนนั้นพี่ย้ายมาอยู่กรุงเทพ อัดแทร็กกิงจนเสร็จ จะไปมิกซ์เสียงกลองก็ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่มีประสบการณ์

สุดท้ายก็ทริคใช้พวกซาวด์โมดูลช่วยทริกพวกกระเดื่อง พวกสแนร์ ตอนนั้นชุดที่หนึ่งเสียงที่ได้ยินเสียงซาวด์โมดูล พอตอนชุดสองตอนนั้นเรียนรู้แล้วว่ากลองมันจะต้องมิกซ์เป็นยังไง ก็ไวขึ้น 

แล้วใช้เวลานานไหมครับกับอัลบั้ม “เส้นทางมรณะ

เส้นทางสายมรณะอัดกลองซัก 4 วันมั้ง เพลงมันน้อยด้วยก็มี 4-5 เพลง ที่อัดกลอง มันต้อง 4 วัน เพราะว่าค่าเช่าห้องที่กรุงเทพแพงมาก หมดเกือบแปดพัน แต่ก็ต้องเอาให้ได้

เมื่อก่อนอัดเป็นรูปแบบไหนครับ 

ลงเทปครับ อัดไปตั้งแต่ต้นจนจบเพลง ผิดตรงไหนเริ่มต้นใหม่ โห เหนื่อยมาก เพลงมันโหดด้วย ก็ตีผิดบ้าง ตีหลุดบ้าง อัดเสียงมันไม่ต้องร้อยหรอกแต่ขอให้มันได้ 80-90% มีหลุดเรารู้คนเดียว ฮ่า ๆๆ คนอื่นฟังไม่เป็นไรสะดุดเทปมันแก้ไม่ได้ไง เพราะในชุดหนึ่งถึงสี่นี่เราตีจริง ๆ อีดิตไม่ได้ เดี๋ยวนี้นะก๊อปปี้ได้ สะดวกขึ้นเยอะ

มีผิดมากที่สุดหมดเทปไปกี่ม้วนครับ

เทปไม่ได้หมดก็อัดซ้ำ ช่วงหลังมาดู Metallica เค้าอัดสิบเทค มานั่งดูเลยว่าเทคไหนมีพาร์ตที่ดีเค้าจะเลือกไว้ เช่น อัดสิบเทคอินโทรมันอาจจะเทคแรก ท่อนร้องอาจจะเทคสี่ แล้วเขาให้ซาวด์เอ็นจิเนียปรับเทปมาต่อกันเป็นท่อน ๆ แล้วเพิ่งมาเห็นว่าระดับโลกทำถึงขนาดนี้เลยหรอ เรารู้ไว้ แต่เราทำไม่ได้หรอก ตีดิบ ๆ นี่แหละ ได้เท่าไหร่เท่านั้น มันก็เลยกลายเป็นเรื่องอันเดอร์กราวด์ไง กลองก็เอาแค่ได้แหล่ะ เพราะว่าค่ายก็ไม่มี ลงทุนเองขายเอง ขายใต้ดิน

ตอนพี่ดอนผีบินเริ่มปล่อยผลงาน คิดว่ายอดขายมันจะเยอะไหมครับ

ไม่ได้คิดเลยครับ เพราะว่าตอนที่เราทำ เราคิดว่าอยากจะทำเป็นผลงานเราอย่างเดียว ซึ่งตอนทำเดโมมันก็ผ่านมาแล้ว ทำให้มันเป็นเพลงขึ้นมา ดีใจแล้วนี่มันเพลงเรานะ เราแก้ไขจนฟังมาเป็นเพลงแล้ว สุดท้ายก็อยากจะให้มีแฟนเพลงมาฟังเราบ้าง หรือคนอื่นมาฟังเพลงเราบ้าง ก็เอาเดโมไปเสนอค่าย แล้วก็ไม่มีค่ายอะไรรับเลย 

มีคนรู้สึกว่าเพลงของดอนผีบินเป็นของแปลกในบ้านเกิดบ้างไหมครับ

ไม่นะ ตอนนั้นเพลงมันก็เป็นสากล เพราะเราได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่ง เราฟังของเราแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ฝรั่งเค้าทำกันอยู่แล้ว คือทุกคนที่ฟังอยู่ก็รู้อยู่แล้ว เราเล่นเพลงนี้ อ้อ เพลงฝรั่งเค้าแบบนี้ เพียงแต่ว่าความแตกต่างมันอาจจะ…

หนึ่งเราร้องภาษาไทย สองมีกลิ่นอายของเราเอง ซึ่งวงอื่น ๆ อาจจะไม่มี เพราะว่าตรงนี้มันจะก๊อปปี้กันไม่ได้ ความเป็นออริจินัล เราก็จะมีกลิ่นของเราหน่อย แฟนเพลงฟังแล้วก็จะ เฮ้ย แปลก ๆ ทะแม่ง ๆ ตอนนั้นคือเอกลักษณ์นี่แหละ อาจจะด้วยว่าเราอยู่ทางเหนือ ไม่ได้เล่นประจำตามผับ ก็อาจจะเป็นตัวที่เกิดทำให้ทุกคนรู้จัก

แล้วจุดไหนที่ทำให้วงดอนผีบินเป็นที่รู้จักไปทั่วเลยครับ มีใครนำไปเผยแพร่

ช่วงนั้นมันก็เป็นช่วงเริ่มต้นของกลุ่ม ยังไม่มีอินดี้ ยังเรียกว่าใต้ดินอยู่พวกร็อกหนัก ๆ จริง ๆ ดอนผีบินก็ไม่ได้เป็นกลุ่มเริ่มหรอก อย่างพี่โอ้ โอฬาร เค้าอาจจะแนวตลาด เพราะว่าอยู่กรุงเทพออกเทปทีก็ต้องไปขึ้นค่ายในการลงทุนอัดเสียง เพราะนักดนตรีที่เล่นกลางคืนรายได้ไม่พอที่จะไปอัดเสียง

แต่พี่มาคนละแนว พี่มาเอาเงินเดือนลงกันเอง ฮ่า ๆๆ สู้มาบ้างเพื่อที่จะอัดกันเอง แต่จริง ๆ ก่อนที่จะมาอัดเองเราก็ไปเสนอค่ายแล้ว เหมือนที่เค้าเสนอกันนั่นแหละ แต่ว่าเพลงเรามันดันหนักไปหน่อย เค้าก็ฟีดแบ็กมา เฮ้ย มันหนักไป ยิ่งทำปกไปด้วยเค้าบอก โอ้โห แม่งเอาอะไรไปออกยังไง คือค่ายเค้าปัดหมด

แม้กระทั่งพวก EMI ที่เริ่มมองเห็นว่าเพลงพวกนี้ต่างประเทศก็มีนะ บ้านเรามันน่าจะทำไปขายแต่ก็ไม่กล้า รถไฟดนตรียังแอบเอาเดโมเราไปเปิดเช็คฟีดแบ็ก อยากรู้ว่ารายการวิทยุเค้าจะมีคนชอบแนวนี้ไหม สุดท้ายเค้าก็ไม่เอา พอไม่เอาเวลาก็ผ่านไป เอางี้ดีกว่า อัดเสียงเองเลย ค่อย ๆ ทำไป ก็จากเดโมเราก็อยากจะให้มันดีขึ้นอีกสเต็ปนึง ก็อัดเสียงกันเองจนมันเสร็จ พอเสร็จก็ยังไม่รู้จะไปขายที่ไหนเลย

ก็พอดีไปรู้จักอุกฤษฏ์ เค้ารู้จักกับอาจารย์สนิท ซึ่งทำพวกนิตยสารรถยนต์ แล้วก็รู้จักพวกทำเทป 501 ที่เค้าทำเทปผีขายกันนั่นแหละ เฮ้ย ก๊อปปี้สัก 100 ม้วน เอาไปวางขายหน้าร้านมึงก็ได้ ก็คุยกันสนุก ๆ แล้วบังเอิญ Metallica มาพอดี ปี พ.ศ. 2536 ก็เลยลองเอาไปขายหน้างานดีกว่า ก็ก๊อปปี้เทปเป็นพัน ๆ ม้วน ทำปกทำอะไรเอาไปวางขายหน้าโต๊ะก๋วยเตี๋ยว ไปวางอยู่ 10-20 ม้วน อันนั้นคือหลังจากเราอัดเสียงเสร็จแล้วแต่ยังไม่รู้จะทำไร ก็มาสเตอร์เสียงกันเสร็จลองก๊อปปี้มาขายดูหน่อยแล้วกัน ทำปกทำอะไรไปวางกัน

หลังจาก Metallica เค้าก็เอาไปวางตามสายเทป 501 หน้ารามบ้าง ร้านน้องท่าพระจันทร์บ้าง เฉพาะที่กรุงเทพนะ 

สุดท้ายขายจบไปที่กี่ม้วนครับ

ที่ Metallica ขายไปเกือบพันม้วน 

รู้สึกยังไงตั้งแต่คนแรกมาซื้อผลงานวงดอนผีบินครับ

ไอ้เราไม่รู้เรื่องการขายหรอกว่าใคร เพราะที่ 501 เค้ามีทีมเค้าขาย เราก็นั่งกินเบียร์อยู่นั่นแหละ ดูแฟนเพลงแวะเข้ามาจับ มาดู บางคนก็เดินผ่านไปกลับมาซื้ออีก เราก็กินเบียร์ไปติดเครื่องเสียงรถยนต์กันอยู่ข้างนอก เปิด ตุ้ม ๆ เปิดดอนผีบิน ฝรั่งเดินออกมาดูเอาเทป Metallica มาขายหรือเปล่าวะ เพราะสำเนียงมันคล้าย ๆ กัน ฮ่า ๆ แต่เสียงร้องมันแปล่ง ๆ เดินมาดูจับดูแล้วก็เดินออกไป เพราะว่านึกว่าเทปผีของ Metallica 

พอรู้ว่าขายได้พันม้วนดีใจไหมครับตอนนั้น

คือหลังจากเสร็จงานแล้วถึงรู้ว่าขายหมด ก็คือเราไม่รู้หรอกว่าเค้าเอามากี่กล่องยังไง คือเค้าขายไป พอคอนเสิร์ตเริ่มเราก็เข้าไปในคอนเสิร์ต ทีมงานเค้าก็ขายอยู่ข้างนอก จะมีพวกดูคอนเสิร์ตเสร็จแล้วกลับออกมาซื้ออีก ขายได้เท่าไหร่เค้าบอกหมดเลยเอามา 10 กล่อง โอ้ เออ ดีใจ ๆ หลังจากนั้นก็วางขายแถวหน้าราม

ก่อนหน้านี้มีความรู้สึกว่าเราจะขายได้บ้างไหมครับ

คือความคิดเราตอนนั้นไม่ได้คิดว่าต้องขายไง เราอยากจะให้มันออกไปมากกว่า เพราะว่าเราทำกันจนเหนื่อย อัดเสียงเสร็จกระท่อนกระแท่น 2-3 ปี กว่าจะเสร็จ พอเสร็จใครจะไปทำอะไรก็ทำ 

พอผลงานออกมีฟีดแบ็กจากแฟนเพลงมาช่องทางไหนบ้างครับ

จดหมายครับ เราก็จะมีสลิปตรงปกเทปให้ตัดปั๊มหมายเลข ให้ส่งกลับมาเพื่อให้เรารู้ว่าเค้ามาจากไหนยังไง

จดหมายส่งมาเยอะไหมครับ

ก็ช่วงแรกก็เยอะเหมือนกันนะ ทยอยมาเรื่อย ๆ แหละครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มในกรุงเทพ 

อ่านแล้วยิ้มไหมครับ

ก็เออ… มันมีอย่างนี้มาด้วยเหรอ เราก็ไม่รู้มาก่อนว่าจะเป็นงั้น มีจดหมายมาด้วย

มีจดหมายที่แปลกที่สุดที่พี่ประทับใจบ้างไหม 

ด่าครับ เพลงห่าอะไรวะ ฟังแป๊บเดียวเขวี้ยงทิ้งเลยอย่างนี้ก็มี ฮ่า ๆๆ พวกที่ไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไรไปซื้อตามร้านเทป เค้าอาจจะไม่ได้ลอง เห็นแปลกดี มีหลายคนมาด่า บางคนก็ชอบ

ยังมีแฟนเพลงเขียนจดหมายติดต่อมาถึงทุกวันนี้ไหมครับ

มีเยอะเลย บางคนเก็บจดหมายไว้หมดเลยถ่ายรูปมาให้ดู เจอเยอะ หลายคนที่เป็นแฟนเพลงตั้งแต่ยุคนั้น จดหมายนาน ๆ เราก็ตอบ ตอบกันไปตอบกันมามันก็นาน ต้องกลับไปคอยเช็กตลอด กลายเป็นสเน่ห์ ลุ้นเปิดตู้จดหมาย มา 20 ฉบับ ฮ่า ๆ ดีใจใหญ่

สุดท้ายขายจบไปที่กี่ชุดครับ  

น่าจะห้าหมื่น ตอนนั้นมันมีสองช่วง ช่วงแรกคือที่ 501 เค้าขาย น่าจะขายไปได้สักสองหมื่น ค่อย ๆ ส่งปกทีละสามพันห้าพัน แล้วก็มีปัญหากันเรื่องเงิน แต่ 501 ก็เช็กเด้ง คือแรก ๆ ก็ดีนะส่งปกไปสามพัน คูณเงินออกมาจ่ายเช็กล่วงหน้าไป 3 เดือน พอถึงดีลก็เบิกได้ พอช่วงหลังเช็กเด้งไปทวงยังไงก็ไม่ได้ จนถึงขึ้นโรงขึ้นศาลอ่ะ ชุดโลกมืดมันวุ่นวายมากเลย

“เส้นทางสายมรณะ” จบที่กี่ม้วนครับ

เส้นทางสายมรณะน่าจะอยู่ที่สี่ห้าหมื่นนี่แหละ เพราะว่าเส้นทางสายมรณะนี่เป็นอะไรที่ตามชุดโลกมืด ก็คือแฟนเพลงที่ซื้อชุดโลกมืดก็จะตามซื้อเส้นทางสายมรณะ ซึ่งก็มีทั้งสองเสียง คือพวกที่รับไม่ไหวมันหนักขึ้น หลังจากนั้นชุดที่สามขายไม่เยอะ ชุดที่สี่ก็ไม่เยอะเท่าไหร่เพราะมันหนัก ชุดหนึ่งขายเยอะสุดเพราะว่ามีเพลงบัลลาดเยอะ 

แล้ววงที่เล่นใกล้เคียงกับดอนผีบินในช่วงชุดโลกมืดมีบ้างหรือเปล่าครับ

ที่เป็นแนวใกล้เคียงกันอาจจะไม่มีนะ แต่มันจะมีหนัก ๆ คือวง Dezember ตามมาทีหลัง จริง ๆ ปีที่ออกโลกมืด หิน เหล็ก ไฟ ออกมาพอดี เค้าอยู่บนดินเป็นตลาดเลย ร็อกตลาด ของเรานี่อยู่ใต้ดินดิบเถื่อน ตีคู่กันไปเลย แล้วปีนั้นก็เข้ารางวัลสีสันอวอร์ดส์ไปทั้งคู่ เค้าได้อยู่แล้ว ของเรามาจากบ้านนอกมาแบบฉีกอะ

แล้วมีคอนเสิร์ตไหนที่พี่สมศักดิ์เล่นแล้วประทับใจที่สุดไหมครับ

ดอนผีบินเป็นวงที่เล่ยคอนเสิร์ตน้อยที่สุดครับ ไม่ได้เป็นวงสำหรับเล่นคอนเสิร์ตเลย เป็นวงสิงห์สตูดิโอ นั่งทำงาน ในบ้าน ในห้องอัด ซึ่งทีมที่จะเล่นคอนเสิร์ตจริงมีสามคนมันไม่พออยู่แล้ว ต้องมีอีกคนมาเล่นถึงจะครื้นเครง คือแต่งเพลงอยากจะใส่อะไรก็ใส่ บางทีรวมไลน์กีตาร์ใส่จนแทร็กแทบไม่พอ ต้องอัดซ้ำ ๆ กัน ตอนมิกซ์เสียงต้องไปแยกเป็น 32 แทร็ก ไปยิงข่ายเทปวิว เข้าใจไหมเมื่อก่อนเทปวิวมันมี 16, 24, 32 แทร็ก ตอนที่อัดมันใช้ 16 แทร็ก อัดกลองมา 10 แทร็ก แล้วที่เหลือก็ใส่กีตาร์ ร้อง พอมามิกซ์จริง ๆ ก็ต้องมายิงลง 24 เพื่อจะโอเวอร์ดัฟกีตาร์ หรือแยกบางแทร็กออกมาให้มันมิกซ์ง่ายขึ้น

ทีนี้พอมันเป็นเพลงที่ทำในสตูดิโอมันไม่ได้เหมือน Metallica หรืออะไรพวกนั้น พอเค้ามาอัดเล่นกันสด ๆ โปรดิวเซอร์เค้านั่งฟังดู อาจจะมีโอเวอร์ดัฟนิดหน่อย เวลาไปเล่นสดมันก็จะได้ มีเป็นบางเพลงแต่ว่าไลน์กีตาร์มันเยอะเล่นสดมันลำบาก กว่าจะเล่นสดได้ก็ชุดที่สี่ วอร์เนอร์เค้าจะจัดคอนเสิร์ตให้ คือตอนเข้าวอร์เนอร์ ก็คุยเรื่องโปรดิวเซอร์อะไรกันแต่ไม่ลงตัว เราก็ทำเหมือนเดิม เพลงมันก็ไม่สามารถที่จะไปได้ สุดท้ายก็จัดกันเองก็เล่นที่ AUA เอาอุ๋มอิ๋มเล่นเบส ไปซ้อมกัน 4-5 วันที่น่าน ขับรถกันไป

ห้องซ้อมเป็นลักษณะไหนครับ

ก็ที่น่านนี่สร้างห้องซ้อมกันเอง ตอนนั้นก็พอมีเงินจากการขาย มีเงินก้อนอยู่ ก็ก่ออิฐขึ้นมาเก็บเสียง เหมือนโรงบ่มใบยา ฮ่า ๆ ในเว็บไซต์ดอนผีบินจะมีลงรูปห้องซ้อมที่น่านอยู่

อย่างดอนผีบินมีแฟนต่างประเทศบ้างไหมครับ 

ช่วงแรก ๆ ยังไม่มีหรอกครับ มีช่วงหลังทั่วโลกเค้าก็เริ่มมีพวกอันเดอร์กราวด์ Metallica เค้าก็เริ่มมาจากกลุ่มนี้แหละ แต่เค้ามีค่ายเล็ก ๆ สนับสนุนอยู่ตลอด มันก็มีกลุ่มที่เค้าต้องการจะหาข้อมูลว่าแต่ละประเทศในเอเชียเนี่ยจะมีวงใต้ดินอะไรบ้าง

ก็มีฝรั่งอยู่คนนึงออกแผ่นสีชมพู แผ่นไวนิลเล็ก ๆ เทียนอันเหมินเรคคอร์ดมั้ง เป็นฝรั่งนะจากยุโรป เค้าก็พยายามมาเพื่อค้นหาที่เมืองไทย เอา Sepia กับเพลง “สุดแท้ทางเดิน” ไปรวมลงแผ่น สมัยนั้นมันก็เริ่มจะมีพวกซีนแล้วส่งพวกใบปลิวต่อ ๆ กัน ก็เขียนเป็นใบเล็ก ๆ เขียนจดหมายหากันก็เป็นวงของประเทศนั้น ประเทศนี้ เค้าเรียกฟลายเออร์​ (flyer) ส่งต่อเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง แต่ว่าใช้สลิปเล็ก ๆ เวลาเราเขียนติดต่อใครก็ส่งต่อไปให้คนอื่น สมมติเราติดต่อเพื่อนที่มาเลอยู่ เฮ้ยไอ้นี่ยุโรปส่งมาหาเราเราก็สอดไปให้แนะนำกันไป สมัยนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็ต้องใช้ซีร็อกซ์แล้วตัดเป็นชิ้น ๆ เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เราก็งงอยู่ อะไรวะ ไอ้พวกนี้มีงี้ด้วยเหรอ แล้วเราก็มีความรู้สึกว่าเพลงเราเป็นเพลงไทย ฝรั่งจะฟังรู้เรื่องเหรอ 

ตัวพี่สมศักดิ์เองเรียนรู้เทคโนโลยีการทำเพลงตลอดเวลาเลยใช่ไหมครับ

ใช่ ๆ ตั้งแต่แรกเลย 

ข้อดี-เสีย ในแต่ละยุคมันแตกต่างกันยังไงครับ ตั้งแต่ยุคที่พี่สมศักดิ์อัดเพลงจนถึงปัจจุบัน

เมื่อก่อนนี่ใครจะอัดเสียงเองมันลำบากต้องไปซื้ออุปกรณ์ พี่ซื้อเครื่องอัด 4 แทร็กมาร่วมสามหมื่นนะ เครื่องเล็ก ๆ เอง ที่จะทำเดโม่ขึ้นมา ซึ่งคนที่มีเงินซื้อถึงซื้อมาได้ พี่ก็ซื้อใช้เงินเดือนผ่อน แต่นักดนตรีเล่นกลางคืนสมัยก่อนเค้าก็ไม่มีกำลังซื้อ ถ้าจะทำเดโมทีก็ต้องไปพึ่งพวกลงทุน

ทุกวันนี้ยังมีปัญหาอยู่เลยเรื่องทำเดโม่ เรารู้สึกมีคอมพิวเตอร์ตัวนึงมันทำอะไรเองได้ อันนี้ย้อนยุคไปโน่น 4 แทร็ก เราจะทำยังไงให้อัดเป็นเพลงขึ้นมาได้มันก็ต้องใช้ความสามารถ พี่ชอบเรื่องพวกนี้อยู่

เทคนิคในการทำมิกซ์มาสเตอร์อัดอะไรเองของพี่ พี่ทำกันสามคน เรียนรู้มาจากไหนครับ

ก็เรียนรู้ด้วยตัวเองนี่แหละ จาก 4 แทร็ก ก็รู้แล้ว อันนี้เราอัดเสียงอย่างนี้ อ่านหนังสือบ้าง จนเข้าห้องอัดเราก็ไปเจอเรื่องปัญหาอย่างอื่น อัดกลองจริงต้องงั้นต้องงี้ ไมค์หลายตัวต้องไปลงเทป ซึ่งเราทำไม่ได้ต้องไปพึ่งเค้าอัด ต้องจ่ายเงินนะ

ทีนี้เราก็ไม่ค่อยรู้อะไรหรอกเพราะคนที่คุมซาวด์ไม่ค่อยแนะนำ ซึ่งบุคลากรตรงนั้นไม่ซัพพอร์ตเรา เค้าไม่รู้เรื่องแนวเราเค้าก็อัดทั่วไปนั่นแหละ เราก็เรียนรู้ ล้มลุกคลุกคลานมาจนมาเจอกิตก็มือใหม่เหมือนกัน แต่ว่าชอบสายร็อกเฮฟวี พอเข้าใจแนวเพลง พอฟังเพลงปุ๊บ ได้ ๆ เอา ๆ ลองดู เค้าก็ไม่เคยมิกซ์มาก่อน เมื่อก่อนเป็นช่างเครื่องหรือเทคนิเชียน มิกซ์กันจนได้ระดับใต้ดินประมาณนั้น

สมัยก่อนวัฒนธรรมการแต่งตัวเป็นยังไง

มันก็เป็นตามแฟชั่น เห็นฝรั่งแต่งกันยังไงก็แต่งตาม เพราะว่าได้รับอิทธิพลจากเค้ามาอยู่แล้ว เมทัลผมยาวดูเท่ ใส่กางเกงยีนส์ฟิต รองเท้าหุ้มข้อ ก็ตามไป เราต้องยอมรับว่าเรารับอิทธิพลจากเค้ามา

แฟนเพลงเมทัลยุคก่อนกับยุคนี้แตกต่างกันยังไงครับ

พี่ว่าเดี๋ยวนี้ข้อมูลข่าวสารเค้าได้รับกันเยอะ มันก็มีความชอบหลากหลาย สิ่งที่เราเห็นในอินเทอร์เน็ตมันก็หลากหลาย โตกันเยอะ เยอะมากจนเสพไม่หมด เมื่อก่อนเรายังฟังเฉพาะเพลงไทย เพลงฝรั่งเราจะเห็นเฉพาะที่เราหาได้ เอาเทปผีมาให้เราฟัง แต่เดี๋ยวนี้มันทั่วโลก ตอนนั้นดอนผีบินออกมาชุดแรกเค้าไม่ได้มีทางเลือก ลองฟังดู เจ๋ง ไม่มีคู่แข่ง ปัจจุบันก็เอาดอนผีบินเข้าไปแปะบนยูทูป วงที่เล่นแบบนี้เพียบ จนเราอาจจะมีเสน่ห์ว่ามันร้องเพลงไทยฟังรู้เรื่อง ฝรั่งอาจจะไม่รู้เรื่องว่ามันร้องเพลงอะไร แต่ดนตรีมันอาจจะเจ๋งกว่าเรา

พี่สมศักดิ์มองยังไงครับ ที่ยังมีกลุ่มแฟนเพลงบางกลุ่มยังชอบแบ่งแยกแนวดนตรีอยู่

พี่ว่าก็เพราะงี้แหละ ข่าวสารมันเยอะ พอเยอะเค้าก็จะเริ่มมีอะไรของตัวเองที่ชอบเป็นกลุ่มของเค้า เวลาใครทำอะไรที่แตกต่างอันนี้บางทีมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละกลุ่มเค้า ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป เป็นอยู่ที่ตัวบุคคล

แล้วตอนนี้พี่ได้ติดตามวงการอันเดอร์กราวด์ เพลงน้อง ๆ ในยุคหลัง ๆ บ้าง ไหม

เดี๋ยวนี้ไม่มีอันเดอร์กราวด์หรอก ใครมีอะไรก็ขึ้นยูทูบได้เลย ทุกคนก็ฟังได้ แต่ว่ามันจะมีปัญหาอยู่เรื่องนึงคือการสื่อ คือ ใครจะรู้จักเรา 

ดนตรีเมทัลมีความหมายกับพี่สมศักดิ์มากขนาดไหนครับ

จริง ๆ มันเป็นความชอบมาก่อนนะ ที่ว่าคนปัจจุบันก็จะมีเรื่องนี้เหมือนกันไม่เปลี่ยน มันไม่มีทฤษฎีอะไรที่มันมากไปกว่าความชอบหรอก เราชอบฟังเพลงแนวนี้แล้วเราเป็นนักดนตรี เล่นด้วย แล้วก็ถึงจุดที่เราสร้างผลงานออกมาเพื่อจะได้มีความภูมิใจว่าเป็นเพลงของเรานะ ซึ่งนักดนตรีทุกคนอาจจะไม่เป็นแบบนี้ อาจจะมีบางกลุ่มเท่านั้นที่ทำงานในด้านศิลปะ ทำเรื่องของเสียง เพราะนักดนตรีคนอื่นที่เล่นด้วยกันมาบางทีเค้าก็ไม่ทำเพลง เรียกมาทำเพลงเค้าก็งงกัน ทำเพลงเหรอทำอะไรยังไง กูเล่นดนตรีทุกคืน เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียน มช. นั่นแหละเล่นดนตรีด้วยกันเค้าก็ไม่ได้ทำเพลง เพราะฉะนั้นกลุ่มที่สร้างผลงานออกมามันก็จะมีไม่กี่คนมีไม่เยอะ

ทำไมพี่ถึงสู้ ยังทำอยู่ ทั้งที่รู้ว่ามันขายไม่ได้ ค่ายไม่เอาครับ

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันจะขายหรือไม่ขาย แต่ว่าเราอยากจะทำเพลงที่เป็นของเรามากกว่า ทีนี้พอเป็นของเรา เราก็อิ่มเอิบกับสิ่งนั้นแล้ว เราได้สร้างอะไรขึ้นมา ก็เหมือนวาดรูปเค้าอยากจะวาดอะไรเค้าก็วาด วาดเสร็จให้คนอื่นดูบ้างสิ ในวงการเพลงก็พูดถึงเรื่องการเผยแพร่ เอาออกไปขายหน่อยสิขายไม่ได้ คนอื่นได้ฟังหน่อย เก็บไว้บ้านเองก็อาจจะไม่มีประโยชน์อะไร ตรงนั้นก็มาสู้ของการขาย การเผยแพร่

กับที่หลายคนเรียกดอนผีบินว่าบิดาแห่งเมทัลไทย รู้สึกอย่างไรบ้างครับ

ไม่อยากจะให้เรียกแบบนั้นนะ บางทีเราก็ไม่ได้เป็นต้นแบบอะไร เราก็เป็นกลุ่มคนเรียนรู้กลุ่มหนึ่งในประเทศไทย เราก็มาจากบ้านนอก ไม่ได้เป็นกลุ่มสังคมในเมืองเหมือนพวกพี่โอ้ โอฬาร พวกนี้เค้าถึงเป็นบิดาได้ เพราะว่าเค้าเล่นดนตรีมาตั้งแต่ในกรุงเทพ ในพัทยา ยุคพี่แหลม ยุค G.I. พวกนี้เค้าจะรู้จักกันหมดไง เค้าจะเหมือนกลุ่มบิดาจริง ๆ มีลูกสาม ฮ่า ๆ อาจจะเรียกไว้ว่ากลุ่มบุกเบิก เป็นวงหนึ่งในกลุ่มบุกเบิกว่าในสายที่มันเป็นของตัวเองจริง ๆ จะเรียกให้เป็นบิดาเมทัลก็ไม่ได้ อย่างพี่โอ้ก็เล่นเฮฟวีในยุคนั้น ของเราก็อาจจะแยกออกมาเป็นที่ค่อนข้างเป็นตัวเอง เป็นทางเลือกในตอนนั้น เพลงตอนนั้นก็ไม่ได้หนักมากกึ่ง ๆ ผสมบัลลาดหลายอย่าง หมายถึงชุดโลกมืดนะ แต่ชุดสอง พอเราทำชุดหนึ่งเสร็จแล้วเนี่ยเรายังไม่ได้เผยแพร่เราก็ทำเพลงต่อเลย ซึ่งตอนนั้นแนววงเดธมันมาแล้วก็เอาเลย อัดเป็นแธรช เป็น Slayer มาเราก็สับเข้าไป พอชุดหนึ่งออกไปปุ๊บ ชุดสองเราก็อัดเลย ซึ่งมันก็แตกต่างกันเพราะว่าช่วงเวลานั้นเราก็เปลี่ยนตัวเราเองแล้ว 

มาพูดถึงวง Doomed Day บ้าง จำได้ว่าเล่นเปิด Slipknot ปี 2004 ด้วยใช่ไหมครับ

หมายเหตุ: ช่วงนี้ได้คุณเอ็ม นักร้องนำ Doomed Day มาร่วมสัมภาษณ์ด้วย

เอ็ม: ใช่ครับ

สมศักดิ์: เล่านิดนึงตอนเล่นเปิด Slipknot นี่มันเป็นอะไรที่ทิ้งช่วง และก็ทางคนจัดเนี่ยอยากจะดึงพวกวงไทยไปเล่นตรงเวที ของไทยวงดอนผีบินมันแยกกัน ตอนนั้นรวมตัวกันยาก เค้าก็เลยถามว่าแล้วเล่นอะไรกันอยู่ เราก็บอกกำลังฟอร์มวง Doomed Day กันอยู่ ก็เลยเอา Doomed Day ก็ได้ ก็เลยมาสนุก ๆ เล่นเพลงคัฟเวอร์กันสองเพลง เอ่อมันจะเป็นเหมือนคล้าย ๆ เวทีประกอบบิลด์อารมณ์ เพราะว่าเวทีเล่นตรงนี้เครื่องเสียงดังอยู่ที่นึง ฮ่า ๆ เวทีประกอบ คือข้างล่างก็จะมีบูธเปิดเล่นกันตรงพื้นก็มี แล้วก็มีเวทีวงไทยที่ไว้จะบิลด์อารมณ์ให้คนรอ Slipknot แต่ PA อ่ะเล่นอีกเวทีนึงมันไปดังอีกที่ก็ตลกดี ฮ่า ๆ

ตอนที่รู้ว่าจะได้เล่นกับ Slipknot รู้สึกยังไงบ้างครับ

สมศักดิ์: ก็ส่วนนึงก็ดีใจนะ เพราะว่ามันเป็นงานใหญ่ ที่วงเค้ามาเพราะว่า Slipknot ถือเป็นวงเล่นสดมันดี อยู่ในระดับท็อป แต่ว่าตอนที่เราเข้าไปเล่นนี่ก็รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นเวทีประกอบ

ถามพี่เอ็มด้วยครับ ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้างตอนนั้นน่าจะช่วงวัยรุ่นอยู่

เอ็ม: ตื่นเต้น ๆ ก็คือชอบ Slipknot อยู่แล้ว เหนื่อย เล่นเวทีข้าง ๆ Slipknot แต่ก็ดีเป็นประสบการณ์ที่ดี ได้เห็นสมาชิก Slipknot ถอดหน้ากากนอนตากเหงื่ออยู่หลังเวที ฮ่า ๆ 

สมศักดิ์: คือเราได้ไปเพ่นพ่านหลังเวทีด้วย แต่ไม่ได้ให้เข้าไปบนเวทีเค้านะ

เอ็ม: เห็นการทำงานของเค้าแหละครับ มืออาชีพมาก โดยเฉพาะทีมงานหลังเวที เทคนิเชียนเค้าชุดใหญ่ 

สมัยก่อนนักดนตรีที่เป็นศิลปินมีทีมงานเป็นยังไงบ้าง ยุคนั้นเหมือนปัจจุบันไหมครับ

จริง ๆ มันก็เกี่ยวกับผลงาน เกี่ยวกับชื่อเสียง เกี่ยวกับโปรดักชั่นต่าง ๆ ครับ วงที่มันไม่มีชื่อเสียงหรือว่าใต้ดินกัน ก็ต้องช่วยตัวเองกันทั้งนั้น ไปไหนก็แบกของเอง แบกกีตาร์เอง เวลาจะเล่นก็ต้องไปซาวด์เช็กเอง ซึ่งมันก็จะเป็นตามระบบอยู่ พอวงที่มีชื่อ โปรดักชันมันใหญ่ขึ้น ก็มีกำลังพอที่จะจ้างทีมงานนักดนตรีก็คอยเล่นอย่างเดียว เค้าเล่นดนตรีอยู่แล้วรู้ว่าถ้าระดับโลกจริง ๆ เค้าก็จะวิ่งขึ้นเวทีเลย กีตาร์อะไรเค้าเตรียมไว้ให้หมด

บ้านเราก็มี อย่าง Big Ass ก็ไม่ไปซาวด์เช็กเลย มีทีมแบ็กสเตจเช็กให้ ไปถึงก็ขึ้นเลย และเมื่อเราเทียบกับพวกที่กำลังเริ่มต้นกับโปรดักชันที่ทำเงินได้ มันก็เหมือนระดับโลกแหละ เพียงแต่สเกลมันต่างกัน

ยุคนั้นที่เข้าไปอยู่แกรมมี่ มีทีมงานมีแบ็กสเตจหรือยังครับ

สมศักดิ์: คือตอนที่เข้าไปอยู่แกรมมี่ เหมือนว่าเค้ากำลังแตกเป็นค่ายเล็ก ๆ ออกมา แล้วโปรดิวเซอร์ที่เคยทำร่วมกันก็แตกออกมา คืออยากจะทำอะไรของตัวเอง ค่ายเค้าเปิดให้

ตอนที่เข้าไปพี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) เค้าอยากจะทำอะไรที่แปลก ๆ มันก็มีหลายค่ายนะ อย่างค่าย More Music เค้าจะจะโฟกัสไปที่พวกตลาด genie เค้าก็เน้นตลาด เพลงออกมาต้องงั้นต้องงี้ แต่ว่าก็จะมีค่ายอินดี้ทำอะไรที่ฉีก ๆ พี่ดี้เค้าอยากทำดอนผีบิน มันเป็นความชอบส่วนตัว

ตอนดอนผีบินเข้าไปนี่ก็คือเหมือนเป็นหยิบเอาอันเดอร์กราวด์ขึ้นไปขายภายใต้ชายคาแกรมมี่ ไม่ได้มีอะไรที่จะดึงวงขึ้นไปสู่การตีตลาดได้เลย เพราะว่าการที่จะขึ้นไปถึงตรงนั้น เราเข้าใจว่าเพลงมันจะต้องไปก่อน มันถึงจะมีการยิงสื่อซัพพอร์ต ไม่ว่าจะคอนเสิร์ตหรืออะไรก็แล้วแต่ มีเดียทุกอย่างที่ขายขึ้นมาได้มันก็อยู่ที่ตัวผลงาน ถ้าหยิบเอาอันเดอร์กราวด์ขึ้นมา เค้าคงไม่ทำอะไรหรอก ในฝ่ายการตลาดเค้าก็รู้อยู่

คือไม่มีโปรดิวเซอร์เข้ามายุ่ง วงก็ทำงานกันเองเหมือนยุคแรก ๆ รูปแบบเดิม ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของภายในวงเองที่มีปัญหาตรงนี้ว่าเราเหมือนว่าไม่เอาโปรดิวเซอร์เข้ามาร่วมงาน ตั้งแต่อยู่ Warner ตั้งแต่ชุดสี่แล้ว ที่นี้พอมาอยู่กับแกรมมี่มันก็เลยเหมือนว่ าไม่ได้มีอะไรต่างจากที่ทำผ่านมา อาจจะมีอะไรใหม่ ๆ นิดนึง คือเค้าทำมิวสิกควิดีโอสำหรับที่จะยิงเพลงออกสื่อซักนิดนึง ส่วนเพลงวงทำเองเหมือนเดิมโปรดิวซ์กันเหมือนเดิม มันก็เลยมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ เราเข้าไปทำไม คือมันไม่มีอะไรที่ไปเชื่อมเข้ากับเค้าที่จะซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ตรงนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เราน่าจะรู้ แต่ในวงมันก็มีแค่สามคนสามพี่น้อง ฮ่า ๆ 

กลับมายุคนี้ที่แนวดนตรีนี้มันกว้างขึ้น สมมุติว่าได้เป็นคนทำค่ายเอง ปัจจุบันนี้พี่ดึงวงเมทัลขึ้นมาทำเป็นคอมเมอร์เชียลยังไง

ถ้าสมมติเราย้อนเวลาไปได้นะ จริง ๆ วันเวลาวันนั้นกับวันนี้มันต่างกันในเรื่องของสื่อ โซเชียลเดี๋ยวนี้เป็นเมนหลัก ทีนี้ทุกอย่างเนี่ยมันจะอยู่ที่ตัวผลงาน อยู่ที่ตัวเพลง ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงไหน ยังไง ถ้าผลงานมันไม่ได้ มันก็ไปไม่ได้ มันเป็นสูตรเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าตอนนี้การเผยแพร่ผลงาน มันอิสระกว่าเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้พอมีงานใหม่ก็อัพขึ้นยูทูบ เค้าก็ใช้สื่อที่มี อย่างวิทยุเพลงมันก็ต้องเหมาะกับฐานคนฟังนะครับ ไม่ใช่ว่าเพลงอะไรก็จะไปออนแอร์ได้ แต่คนฟังอาจจะลดน้อยลงตามยุคสมัย อีกสิบปีวิทยุมันอาจจะเปลี่ยนเป็นวิทยุออนไลน์ทั้งหมดโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินอะไร แต่ตอนนี้เหมือนว่าค่ายใหญ่ ๆ เค้าก็ยังทำสื่อพวกวิทยุอยู่ตามต่างจังหวัดยังมี

พี่สมศักดิ์มีข้อคิดอะไรจะฝากถึงนักดนตรีใหม่ ๆ บ้างครับ

ยุคนี้ต้องสู้มากกว่ายุคก่อน เพราะว่าเราสู้ไปทั่วโลก แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องสู้หรอก มันเป็นเรื่องการเผยแพร่ผลงานมากกว่า ทุกอย่างอยู่ที่ผลงานของเราเป็นหลักเลย 100%

เพราะว่าถ้าเพลงเราไม่ดี หรือว่ามันไม่ลงตัว หรือว่าทำลวก ๆ อะไรที่มันไม่ได้เป็นแก่นสารที่เป็นตัวของเราเองที่มันจะแหวกออกไปในวงการยิ่งยากกว่าเดิม เพราะมันไปเทียบกับทั่วโลก แฟนเพลงเค้าก็มีช่องทางที่จะฟังวงอื่นที่มันดีกว่า เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของวงเก่า ๆ มันยังมีอยู่ แฟนเพลงในปัจจุบันยังรู้สึกว่าข่าวสารมันเยอะจนมันรับไม่ไหว มันเยอะเกิน

ไปดูอย่างวงระดับโลก ในที่สุดเค้าก็กลับมาตรงที่เค้าชอบจริง ๆ แล้วก็รักจริง ๆ อาจจะเป็นพวกเก่า ๆ มากกว่า ยุคใหม่อาจจะไปอีกแบบนึงนะ อย่างโอฬารเค้าก็รักความเป็นโอฬารในยุคของเค้า ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้ทุกคนสามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ ฟังเพลงแบบโอฬารได้ทั่วโลก แต่เสน่ห์ของงานพวกนี้คือเป็นเพลงที่ร้องไทยอันนี้สำคัญเลย หลายวงที่ไปคุยมาเค้าพยายามจะเขียนเนื้อภาษาอังกฤษเพื่อที่จะสื่อไปทั่วโลก บางทีก็คิดผิด เพราะต้องไปแข่งกับฝรั่งเยอะ การสื่อสารเป็นภาษาบ้านเราก็เป็นอีกทางเลือก เราสื่อสารกับแฟนเพลงของประเทศเราพอแล้ว เราอาจจะไม่ต้องไปใส่อะไรที่กว้างทั่วโลก เพราะว่าภาษาเราก็มีปัญหาละ… แต่ว่ามุมมองอาจจะต่างกันนะ พี่พูดถึงยุคพี่ ประมาณนั้น

ก็ให้กำลังใจทุก ๆ คนนะครับที่ทำเพลงกันอยู่ เพราะทุกวันนี้เหมือนว่าทำแล้วก็โยนเข้าไปในอากาศจบ ฟีดแบ็กมันจะมายังไงเราไม่รู้ เราต้องไปแข่งกับวงอีกเยอะ 

ฝากอะไรถึงแฟนเพลงดอนผีบินหน่อยครับ

ตอนนี้เราก็คืออยู่ในยุคโซเซียล เมื่อก่อนเราจะลำบากมากในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร เขียนจดหมายอย่างเดียว ตอนนี้ทุกคนกลับมาอยู่ในยุคของโซเซียล ก็เหมือนว่าเราติดต่อกันง่ายขึ้น ได้คุยกันเร็วขึ้น มีอะไรเกิดขึ้น อ่านกัน 1-2 วันก็รู้กันหมดแล้ว ก็เป็นช่วงที่ทุกคนได้กลับมาคุยกันถึงยุคนั้น ก็คุยกันโดยตรง เจอกันง่ายขึ้น ถามมาก็ตอบคุยกัน ก็เหมือนย้อนยุคกลับไปช่วงนั้นอีกที ก็มีทำเสื้อ ทำอะไรรำลึกด้วย ก็มีแฟนเพลงกลับมาติดตามกันเยอะเหมือนกัน 

ถ้ามีแฟนเพลงอยากจะได้เสื้อ ติดตามได้ที่ไหนครับ

ก็ที่เพจเฟซบุ๊ก ดอนผีบิน 25 Years คอยอัพเดตข่าวสารเกี่ยวกับวงในอดีต วงก็แยกกันไปแล้ว แต่พี่รำลึกในนามของพี่ครับ


ทาง Headbangkok ต้องขอขอบพระคุณพี่สมศักดิ์ พี่เอ็ม และโรงแรม Centara Grand สำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ด้วยครับ