ท่ามกลางกระแสดตรีฮิพฮอพและแร็ปที่ยึดครองซีนดนตรีกระแสหลัก กวาดตลาดวัยรุ่นไปเกือบหมด การจะลงทุนให้กับดนตรีแนวอื่นถือเป็นเรื่องเสี่ยงมากถึงมากที่สุด

แต่ถึงจะยาก สองเพื่อนซี้ต่างวัยอย่าง โอ๊ค มือเบสวง Big Ass และสมเมย์ มือกลอง Labanoon ก็กล้าที่จะว่ายทวนน้ำ เริ่มต้นทำโปรเจกต์อัลบั้มรวมเพลง Now or Never ภายใต้สังกัด VOM Records รวบรวมศิลปินมากคุณภาพและประสบการณ์ มาร่วมรันวงการด้วยกัน

“อะไร?” ทำให้สองคนนี้กล้าลุกขึ้นมาท้าทายตัวเองกับผลงานชิ้นนี้ คำตอบอยู่ในบทสัมภาษณ์นี้ครับ


จุดเริ่มต้นของ VOM Records

เมย์: คือจริง ๆ แล้ว VOM Records ก่อนที่จะมาเป็นค่ายเพลง มันเริ่มจากที่พี่กับพี่โอ๊คเคยร่วมงานกันที่งานขึ้นมาหนึ่งงาน โดยมีคอนเซปต์ ‘back for friends คิดถึงเพื่อน’ ก็เลยจัดงาน Rock Alarm ขึ้นมา ก็เลยเป็นการจุดชนวนในการเริ่มทำงานกับพี่โอ๊ค ก็ทำงานร่วมกันมาตลอดเวลา และพี่โอ๊คก็เป็นโปรดิวเซอร์ของ Oblivious ด้วย เราก็เลยอยากจะเริ่มทำ VOM Records นี้ขึ้นมา 

โอ๊ค: ช่วงนั้นพอเริ่มทำ Oblivious เราก็คุยกับสมเมย์ว่าเราสนใจ พอหลังจากที่ทำ Rock Alarm เราก็เห็นวงอีกหลาย ๆ วงที่เคยทำเพลง ทำงาน ปล่อยซิงเกิล แล้วอยู่ดี ๆ ก็หายไป แต่วงพวกนี้ก็ถามว่าหายไปก็ยังไม่หายไปจริง ๆ ก็ยังมีการมาเล่นคอนเสิร์ตตามงานใต้ดินตามงานอันเดอร์กราวด์ต่าง ๆ แต่ว่าเค้าแค่ไม่มีโอกาสที่จะได้ออกมาที่กว้างขึ้น เราก็เลยคุยกันว่าตอนแรกเราจะแค่ลองโปรดิวซ์กับวงซักวงสองวง แต่พอเอามาคิดดู ก็เอ๊ะ หรือว่าเราจะทำเป็นค่ายเล็กค่ายนึง เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้วงพวกนี้มาทำงานร่วมกัน แล้วเราก็จากการที่เราได้อยู่ในวงระดับเมนสตรีมก็เลยรู้ว่าในการทำงานระบบพวกนี้ทำงานยังไง อยากจะหยิบประสบการณ์ที่มีมาใช้กับวงอันเดอร์กราวด์ที่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน อย่างเช่นเรื่องของการดึงเอาภาพของตัววงเอง แล้วก็รสชาติที่มันดีขึ้น 

ต่อยอดเป็นโปรเจกต์ Now or Never

เมย์: Now or Never นี่เกิดจากเราคิดถึงวงที่ดึงเข้ามาในโปรเจกต์ เราคิดถึงวงพวกนี้ และเราอยากให้เค้ากลับมามีเพลงใหม่ มันก็เลยเป็นจุดชนวนถ้าเราไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหนกันดี มันก็เลยเป็นโปรเจกต์ชื่อ Now or Never ขึ้นมา 

การติดต่อรวบรวมวง

เมย์: ด้วยที่ผมกับทุกวงที่มาร่วมโปรเจกต์นี้เป็นเพื่อน พี่ น้อง กันอยู่แล้ว แล้วเราก็ศึกษานิสัยใจคอเป็นหลาย ๆ สิบปีที่อยู่ด้วยกันมา แล้วก็ห่างหายกันไปก็ได้มาเจอกันอีก มันก็ยังมีความเป็นเพื่อนกันอยู่ การที่เราจะไปดึงเค้ามาเราไปคุย มันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยากมากครับ และก็ใช้นิสัย ชวนมาสนุกกัน เป็นประมาณนี้มากกว่า 

ได้เรียนรู้อะไรกับศิลปินเหล่านี้บ้างครับ

โอ๊ค: จริง ๆ ทุกวงมีศักยภาพในการทำงานเทียบเท่ากับวงเมนสตรีมที่เราได้เจอกัน ก็อาจจะมีเรื่องเล็กน้อยที่ต้องแก้ คืออาจจะไม่ค่อยมีประสบการณ์กันเท่าไหร่ ก็เป็นจุดนึงที่เราพยายามจะแก้ไข แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ว่าในเรื่องของวิธีคิด การสร้างผลงาน เค้าแข็งแรงอยู่แล้ว ทุกวงที่มาเนี่ยเค้ามีแนวทางของเค้าชัดเจน ที่สำคัญที่สุดคือส่วนใหญ่ที่มาอยู่ในวงการนี้มายาวนานเกิน 5 ปี ขึ้นไป ส่วนใหญ่ก็จะ 10 ปี ซึ่งข้อดี-จุดแข็งคือยังแข็งแรงในสถานะที่เค้าเป็นอยู่ เค้ายังไม่เปลี่ยนแปลงยังเป็นตัวเค้าอยู่ ซึ่งเป็นข้อที่เวลาคุยกับสมเมย์ว่าเราจะเลือกวงอะไร เราคุยกันตรงนี้ว่าวงพวกนี้เค้ายังไม่ยอมไปไหน เค้ายังแข็งแรงในความเป็นเค้าอยู่ 

ในส่วนของการทำงานระหว่างกับศิลปิน พี่โอ๊คกับพี่เมย์ดูแลขั้นตอนไหนกันบ้าง

โอ๊ค: ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ตั้งแต่การเลือกเพลงว่าจะเป็นเพลงไหนดี ขั้นตอนการทำเดโม จนถึงขั้นตอนการเขียนเนื้อ ขั้นตอนภาคของโปรดักชันที่เข้าอัด จนถึงมาสเตอร์ริง แล้วเรากับสมเมย์และเราก็จะดูการทำมิวสิกวิดีโอด้วย

พูดถึง “เดียร์ เตชทัตศิลปินฝั่งป๊อปใน VOM Records

โอ๊ค: ใช่ครับ อย่างเดียร์ เตชทัต นี่คือสมเมย์เค้าเป็นคนดูแลเป็นหลัก

เมย์: ด้วยผมกับเดียร์เคยเรียนกันมา และเราก็เคยเห็นทั้งการร้องการเล่นของเค้า แล้วก็ประสบการณ์ทางด้านดนตรีของเค้ามาสักพักใหญ่ ๆ มันก็เลยเป็นการทำงานไม่ได้ยาก แต่เราแค่รู้สึกว่าเค้าเป็นคนที่สามารถเดินทางในแนวดนตรีที่ดีได้ เราก็เลยดึงเค้ามาอยู่ในฝั่ง VOM POP ครับ แล้วก็บวกกับที่เค้าเคยไปประกวดที่ต่าง ๆ มาแล้วก็ได้รางวัลที่เรารู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว การที่เค้าไปร้องแล้วมีผลงานดี ๆ ออกมาเราก็อยากให้มาเป็นผลงานดี ๆ ให้เพื่อน ๆ ฟังใน ณ ตอนนี้ด้วย 

ทำไมถึงอยากลงทุนกับดนตรีเมทัลในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่รู้กันดีว่าไม่ได้เป็นแนวทางที่ทำงาน

เมย์: ถ้าเอาจริง ๆ เลย ตั้งแต่ที่ผมบอกว่าเคยร่วมงานกับพี่โอ๊ค ทุกอย่างที่เราทำตั้งแต่ Rock Alarm 1 และ 2 จนมา Glow in the Dark จนมาค่าย VOM Records นี่แหละครับ สิ่งที่เราทำกันมามันเกิดจากความสุขก่อนอันดับแรก ผมรู้สึกว่าที่ผมกับพี่โอ๊คทำกันมา ทุกอย่างที่ผมทำไม่ว่าจะต้องการนำเสนออะไรก็ตามสำหรับคนฟัง คนที่อยู่ในงานเรา เราทำแล้วมันเกิดจากความสุขที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะมอบให้คนดูก่อน ถ้าสมมติเรามานั่งคาดหวังว่างานนี้ต้องคนเยอะเท่านี้ เพลงที่ออกไปต้องเพราะแบบนี้ บางครั้งมันกลายเป็นว่าการทำงานทุกอย่างมันอยู่ในกรอบ ผมก็เลยไม่ได้มานั่งตั้งเป้าว่าทุกอย่างต้อง โอ้โห จุดสูงสุดคนจะต้องดูเรา 1 ล้านวิว ต้องดูเราเท่านี้ ต้องมีคนมาติดตามเท่านี้ แต่จริง ๆ ผมว่าเรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องผลพลอยได้มากกว่า เราตั้งใจโดยการทำงานที่จะสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ให้คนฟังดีกว่า แล้วสิ่งพวกนั้นจะตอบแทนกลับมาเอง

โอ๊ค: พื้นฐานเราเป็นคนชอบเพลงแบบนี้อยู่แล้ว เราโตมาจากวงอันเดอร์กราวด์ เราฟังดอนผีบินตั้งแต่เด็ก The Olarn Project ตั้งแต่ที่เค้ายังอยู่ใต้ดิน คือมันซึมซับมาตั้งแต่เด็กแล้ว เราชอบเพลงที่อยู่นอกกระแส เมื่อเรามีโอกาสก็อยากจะกลับมาทำงานที่เราชอบจริง ๆ ที่คิดว่าเป็นตัวของเราจริง ๆ ซึ่งเหมือนพี่สมเมย์ ขอแค่มีผลงานออกไป และก็มันเป็นไปตามที่เราต้องการจริง ๆ  นี่คือผลลัพธ์ แต่ถามว่าคือคาดหวังให้ออกมาดีไหมก็คาดหวัง คาดหวังว่าต้องออกมาดี เรื่องยอดวิวค่อยว่ากัน 

รู้สึกยังไงบ้างที่เพลงของ Ritalinn และ Harem Belle การตอบรับดีมาก

เมย์: รู้สึกดี ฮ่า ๆ ผมว่ามันก็คงเป็นรางวัลที่ตอบแทนกำลังใจดีกว่าครับ ทำให้ทั้งวงเค้าทั้ง 2 วง มีกำลังใจในการทำงานต่อ และก็รวมถึงผมกับพี่โอ๊คที่รู้สึกว่าอย่างน้อยในสิ่งที่เรามาร่วมเดินทางด้วยกัน แล้วมันทำให้ตอบโจทย์ของคนฟังที่เค้ารอคอย เราก็รู้สึกมีความสุขแล้ว อันนี้ก็เป็นอีกอย่างนึง


มาคำถามทั่วไปกันบ้าง พี่โอ๊คพี่เมย์มาสนิทกันได้ยังไง

โอ๊ค: ก็สนิทจริง ๆ ตอนช่วง Rock Alarm ครับ 

เมย์: คงด้วยที่ Big Ass, Labanoon, Bodyslam พวกนี้เป็นพี่น้องกันมาอยู่แล้ว และเราก็เจอกัน

โอ๊ค: อย่างช่วง Labanoon ทำชุด เหนือ ใต้ ออก ตก เราก็ไปอยู่ห้องอัดกับเค้า

เมย์: ใช่ พี่โอ๊คจะไปเป็นล่ามพูดภาษาอังกฤษให้กับ Shane Edwards เป็นคนมิกซ์ให้อัลบั้ม Labanoon เหมือนกัน แล้วพี่โอ๊คเป็นคนพูดภาษาอังฤกษได้คนเดียว แล้วทุกคนทั้งพี่อ๊อฟ พี่กบไปด้วย พี่โอ๊คต้องสื่อสารประมาณนี้นะ พี่โอ๊คเดี๋ยวต้องอธิบายให้เชนฟังอย่างนี้นะ 

โอ๊ค: ร่วมงานกันอย่างนี้มานานแล้วครับ ก็มาคุยว่าอยากทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมา กำลังคิดคอนเซปต์ ช่วยคิดโปสเตอร์ของงานให้ ก็เลยเริ่มสนิทขึ้น ผมมาซ้อมที่สังกะสีอัดคลิปลงในสังกะสี ก็รู้ว่าวงอย่างที่ลงสังกะสีเนี่ย Oblivious มันได้ผลตอบรับดีมาก คนเข้ามาดูมาแชร์กันเยอะมาก ซึ่งมันแบบตอนแรกก็แปลกใจ เคยเห็น Oblivious มาตั้งแต่สมัยอยู่ Music Bugs แต่ก็ไม่ได้สนิทกัน เพราะว่าตอนนั้นเราออกจาก Music Bugs มาแล้ว ก็เจอตามงานบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าวงมีแฟนเพลงเยอะขนาดไหน จนกระทั่งเรามารู้จักจากการปล่อยคลิปครั้งแรกในห้องซ้อม วงนี้คนชอบเยอะว่ะ คนตามเยอะ แล้วยิ่งมาทำงานกับวงด้วย มารู้จักกระแสของการที่คนไปดูคอนเสิร์ต Rock Alarm ตอนนั้น แล้วคนแบบมันส์กันมาก

เมย์: ถือว่าโชคดีมากที่ได้พี่โอ๊คมาเป็นโปรดิวเซอร์วง Oblivious 

จุดไหนที่ทำให้รู้สึกคลิกกันมากที่สุด

เมย์: ถ้าสำหรับตัวผมเองผมรู้สึกว่าผมกับพี่โอ๊คเราคุยกันได้ทุกเรื่อง ผมว่าอย่างนึงสำคัญไม่ว่าในการทำงาน หรือว่าจะเป็นนักธุรกิจอะไรก็ตาม จะทำอะไรด้วยกันถ้าเราเข้าใจ เปิดใจพร้อมที่จะรับฟังทั้งสองฝ่าย แต่เราทั้งสองฝ่ายต้องยอมพร้อมที่จะรับฟังซึ่งกันและกัน อันนี้เป็นอะไรที่ดี ณ ตอนนี้ที่ผมอยู่กับพี่โอ๊คได้ รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเลย และผมอยู่ด้วยกันได้

โอ๊ค: เราต้องเถียงกันได้ครับ

เมย์: เราต้องเถียงกันครับ เถียงกันตลอด มันจะมีการถกเถียงและแชร์ความคิดเห็นซึ่งกันและกันตลอดครับ 

พี่โอ๊คพี่เมย์มีความประทับใจอะไรในกันและกันบ้าง

เมย์: ผมประทับใจในพี่โอ๊ค ผมชอบเลยนะเป็นอย่างแรก ผู้ชายที่ผมรู้สึกว่าแกทำงานแบบไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย อันนี้คือที่รู้สึกว่าชนะใจผมเลย ทำไมขนาดเราทำงานทัวร์ทุกวันนะ เราหยุดพักแล้วเรามาอยู่ที่ค่ายเนี่ย เรายังรู้สึกเหนื่อย รู้สึกเพลียในการที่ทำงานต่อ แต่ทำไมพี่โอ๊คแกเอาแรงจากไหนมา เนี่ยอย่างที่ไปทัวร์ด้วยกันเห็นแกลงเวทีเสร็จ แกมาฟังเพลงต่อ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเล่นคอนเสิร์ตตัวเองเสร็จนะ คือพูดแต่เรื่องการทำงานตลอด และช่วงที่หยุดโทรหาพี่โอ๊คตื่นยังครับ พี่โอ๊คบอกอยู่ที่ค่ายแล้ว เนี่ยมันเป็นเรื่องที่เรารู้สึกว่าเราหาไม่ได้แน่นอนคนที่ทุ่มเทกับงาน อันนี้คือที่เราประทับใจที่สุดเลย 

โอ๊ค: ชอบความที่สมเมย์เป็นคนรักเพื่อน คือสมเมย์จะห่วงใยเพื่อนอยู่ตลอดเวลา คอยดึงเพื่อนมา พยายามดันให้เพื่อนมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็น ซึ่งมีหลายครั้งที่มันเกิดปัญหาในการทำงานค่อนข้างเยอะนิดนึงในเรื่องของฝั่งเพื่อน แต่สมเมย์ไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยท้อกับเพื่อน แล้วในการทำงานก็ตามไม่เคยท้อกับงานคือทำยังไงก็ได้ให้มันสำเร็จอะไรอย่างนี้ครับ เรารู้สึกว่าเราประทับใจที่สมเมย์ไม่เคยยอมแพ้วะ

พี่โอ๊คกับพี่เมย์เริ่มชื่นชอบเพลงเมทัลตั้งแต่เมื่อไหร่

เมย์: ถ้าเอาตามผมจริง ๆ นะ มาชอบเพลงเมทัลตอนผมอยู่ Oblivious แรก ๆ เลยที่เค้าดึงมา ตอนนั้นไม่ได้มาฟังเมทัลหรือร็อก ก็แค่ฮาร์ดร็อกธรรมดาเลย เพราะด้วยอาจจะสมัยก่อนเวลาเห็นพวกน้า ๆ ฟัง เราก็ฟังได้ แต่ที่มาเสพพวกสายเมทัลจริง ๆ ตอนที่มาอยู่ Oblivious เพราะเพื่อน ๆ ฟังแต่สายนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนเยอะ ก็เลยกลายเป็นส่วนใหญ่ที่ฟังในตอนนั้น 

โอ๊ค: ฟังตั้งแต่ตอนอายุ 12-13 มั้ง ฟังตามพี่ชาย เปิด Anthrax กรอกหู ฮ่า ๆ

อยากเห็นวงการเมทัลเติบโตไปทางด้านไหน

โอ๊ค: อย่างแรกคือการสร้างการทำงานที่มันเข้มข้นมากยิ่งขึ้นครับ มันจะมีบางคนที่รู้สึกว่ากูเป็นวงอันเดอร์กราวด์นะ กูจะทำอย่างนี้ ทำอะไรก็ได้ แต่ถ้ามองกับเมืองนอกแล้วเนี่ยเมทัลหรืออันเดอร์กราวด์เมืองนอกเค้าเข้มข้นมาก ทุกคนที่ไปอยู่เค้าเก่งจริง ๆ คือไม่อยากให้คิดแค่ปิดแค่ออกมา อยากให้ทำจากความตั้งใจจริง ๆ พยายามสร้างสรรค์ผลงานให้มันดีและมีมาตราฐานมากขึ้น ยิ่งยุคนี้มันง่ายขึ้นหมด มีปลั๊กอินมีอะไรทุกอย่างที่มันทำเสียงดีขึ้น แค่ฝีมือที่เราต้องฝึก และก็ความตั้งใจที่เราต้องทำงานกัน เราไม่อยากเห็นอันเดอร์กราวด์ทำออกมาแล้วหนึ่งชุดแต่ก็อยู่กันเป็น 10 ปี อยากให้เค้าออกผลงานไปเรื่อย ๆ และเชื่อว่าเค้าออกผลงานมาเนี่ยคนจะรู้จักเค้าเอง คืออย่ามานั่งน้อยใจว่ากูออกมาคนไม่สนใจอะไร ออกบ่อยเปล่าล่ะ ฮ่า ๆ หมั่นทำหรือเปล่า ถ้าหมั่นทำเดี๋ยวคนก็รู้จักเราเอง 

เมย์: ผมก็คงอยากเห็นหนึ่งภาพที่ผมรู้สึกว่าอยากให้วงการเมทัลประเทศไทยสามัคคีกัน จับมือเดินหน้าเพื่อความแข็งแรง ผมเชื่อว่าไทยเรานักดนตรีหลาย ๆ คนเก่งเหมือนต่างประเทศเลย แต่เราก็มาช่วยสนับสนุน อย่าแบ่ง ผมไม่อยากให้แนวดนตรีเป็นแบบนี้ ผมอยากให้รู้สึกดนตรีเป็นเพื่อนเราในการนำทาง ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ขอให้ดนตรีพาเราทุกคนมาเจอกัน เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แล้วก็นำเราไปด้วยกัน

โอ๊ค: ใช่ ไม่อยากเห็นชอบแนวนี้ อีกคนชอบแนวนี้ จะต้องมานั่งแบ่ง 

เมย์: ใช่ จริง ๆ ดนตรีเป็นเรื่องแบบไม่มีขีดจำกัด คือมานั่งคุยกันได้อย่างนี้แข็งแรงมาก 

พูดถึงศิลปินในโปรเจกต์ Now or Never

เมย์: Ritalinn เป็นอีกหนึ่งวงที่เคยทำงานกับผมมาตั้งแต่สมัยยุค Music Bugs ตอนนี้เราก็บอกเลยว่าด้วยศักยภาพของวงเค้าก็แข็งแรง ด้วยความที่เฟิร์น (นักร้องนำ) มีความแข็งแรงของตัวเอง แล้วก็มีเอกลักษณ์ในการแต่งเพลง เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของเฟิร์น ก็คงบอกเลยว่าการทำงานไม่ได้ยากเย็นอะไร ทุกคนตั้งใจทำงานแล้วก็เพลง “ดื้อดึง” ที่เค้าออกมา ผมรู้สึกได้ว่าแม่งเพลงสไตล์ Ritalinn ที่ทุกคนคิดถึงและก็ยังถามหาอยู่ 

โอ๊ค: เราคิดว่าวง Ritalinn เป็นวงที่แข็งแรงมากจาก 10 ปี ที่ผ่านมา เค้าไม่เคยพยายามเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่ไม่เป็นตัวเค้า เค้าแข็งแรงกับตรงนี้มาตั้งนานแล้ว เชื่อว่าเพลงดื้อดึงเนี่ย ด้วยทั้งดนตรี เนื้อหา ที่เค้าพูดถึงมันพูดถึงตัวเค้าที่ผ่านมาว่าเค้าเป็นคนยังไง 

เมย์: วง Harem Belle นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวงที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่กับเค้าตอน Music Bugs ก็บอกเลยว่าการแต่งเพลงของเค้ามันก็มีที่ชัดเจนคือเอกลักษณ์ของเค้า แอ๊ปเค้าจะมีเสียงโทนร้อง มีเสียงต่ำที่ชัดเจน และก็พาร์ตดนตรีเพลงช้าที่จับต้องได้ อันนี้ก็เป็นความแข็งแรงของ Harem Belle อีกหนึ่งวงเลยที่อยู่ในโปรเจกต์นี้เหมือนกัน 

โอ๊ค: ผมว่าเค้าโตขึ้น เค้านิ่งขึ้น เค้าใช้ความรู้สึกในการทำเพลงมากกว่าเหตุผล อย่างเพลง “วิทยุ” เนี่ย จริง ๆ แล้วเราก็มานั่งเถียงกันตอนแรก ชื่อเพลงวิทยุเหรอวะ สมัยนี้คนไม่ฟังวิทยุกันแล้วนะ ฮ่า ๆ ชื่ออินเทอร์เน็ตดีกว่าไหม คือพอฟังค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว ผมฟังเป็นร้อยรอบเลยเพลงนี้ เพลงเนื้อแม่งเจ๋ง คือแอ๊ปเค้ามีวิธีการแต่งเพลงที่ค่อนข้างเป็นตัวเค้ามาก และเพลงนี้ตอนฟังเดโมอันแรกมันไม่ได้แบบเป็นเพลงขาย เป็นเพลงที่แบบยุคใหม่ 

เมย์: Empty Glass Means Nothing เนี่ยเป็นหนึ่งวงที่เป็นเพื่อนกันมาตอนที่ยุค Oblivious ทำอัลบั้ม แล้วได้เล่นงานอันเดอร์กราวด์ด้วยกัน อันดับแรกคือเป็นวงที่รู้จักนิสัยใจคอกันอยู่แล้วในการทำงาน บวกกับประสบการณ์ดนตรีของเดียร์ ที่เค้ามีประสบการณ์ทั้งด้านเล่นกลางคืน มุมมอง วิสัยทัศน์ การทำเพลงเล่นดนตรี เรารู้สึกว่าอันนี้ผมชอบการคิดการทำดนตรีของ Empty Glass Means Nothing ครับ 

โอ๊ค: ชอบเสียงร้องเดียร์ รู้สึกว่าคนนี้มีน่าทำมาก วงนี้น่าทำมากในความเป็นเมทัล เพราะว่าเค้ามีคุณภาพในตัวของวงที่ค่อนข้างน่าสนใจ

โอ๊ค: Ugoslabier นี่คือวงเค้ามีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์สูงมาก คือน่าจะเป็นวงที่แบบตอนแรกก็เดาไม่ออกว่าดนตรีจะออกมาเป็นยังไง ตอนส่งเดโม่มาเราก็ฟังรู้สึกว่าเค้ามีหนทางชัดเจน แต่เพียงแค่ว่าเราอยากจะทำให้เค้ามีมิติเพิ่มมากขึ้น ก็รอฟัง

เมย์: เหมือนกันครับ Ugosalabier ผมชอบผลงานเค้าและก็ได้ไปดูเล่นสดของเค้า เล่นสดสนุกที่ผมรู้สึก และก็ดึงดูดคนให้ได้เอ็นจอยกับเค้าด้วย 

โอ๊ค: ชอบเสียงร้องพอลเค้าด้วย เสียงร้องเค้าจะมีความพุ่งพล่าน ก็เป็นอีกเพลงที่อยากจะให้มาฟัง

เมย์: Tragedy of Murder วงนี้เกรี้ยวกราด เดือดเลือดพล่านนะทุกคน 

โอ๊ค: ถือว่าเป็นวงที่หน้าใหม่ที่สุดที่อยู่ในโปรเจกต์นี้ แต่เป็นวงที่คือจากประสบการณ์ที่ทำเพลงซิงเกิลที่แล้ว คือเพลง “The Upside Down” รู้สึกว่าวงนี้เป็นวงทำงานหนัก เป็นวงที่อยากสรรค์สร้างงานออกมาตลอด เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่น่าจับตา เชื่อว่าน่าจะมีอะไรที่แตกต่างออกไปจากซิงเกิลที่แล้ว สิ่งที่เราอยากจะลองทำ ข้อดีของวงนี้คือไม่ปิดกั้นวิธีการทำงาน รับอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา น่าจะเป็นอีกเพลงที่น่าสนใจ 

เมย์: วงนี้ก็เป็นวงที่จี๊ดมากครับ ฮ่า ๆ คือจะเก่งอะไรขนาดนี้ เป็นเด็กที่ผมรู้สึกว่าอนาคตไกลแน่นอนครับกับวงนี้ที่อายุขนาดนี้ แล้วเล่นได้ขนาดนี้ ความคิดทางด้านดนตรี มุมมอง วิสัยทัศน์ทางด้านดนตรีไกล อันนี้ชอบเลยครับ

โอ๊ค: Born from Pain นี่เราอยากจะเห็น คือเค้ามีความแข็งแรงของเค้าอยู่แล้ว เราอยากปล่อยให้เค้าทำในสิ่งที่เค้าถนัดที่สุด เราอยากจะให้งานของเค้าออกมาเป้นตัวของเค้าเองมากที่สุด 

เมย์: ของผม Born from Pain นี่คือผมชอบวงนี้อยู่แล้วส่วนตัว แล้วก็บวกกับความคิดถึงที่อยากฟังเพลงของเค้า ด้วยสไตล์ฮาร์ดคอร์ แบบที่เรารู้สึกว่าเราได้ยินนะครับ ของวงเค้ามันก็คือเกิดความคิดถึง ก็อยากให้เค้ามาร่วมในโปรเจกต์นี้ด้วยครับ แต่ด้วยความแข็งแรงของตัวเค้านี่มีความแข็งแรงในตัวเค้าอยู่แล้วครับ 

เมย์: Last Dream นี่ก็เป็นวงกับนักร้อง เปานี่ก็จะมีความขี้เล่น ความน่ารัก ความเกรี้ยวกราด คือทุกอย่างครบรสของเค้า แล้วก็ผมก็ว่าเป็นอีกหนึ่งรสชาติในโปรเจกต์นี้ที่แตกต่างจากวงอื่น ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันก็เติมเต็มให้ดูเต็มขึ้น ก็เลยดึงเค้ามาอยู่ในโปรเจกต์นี้ 

โอ๊ค: เห็นบอกมีเซอร์ไพรส์ด้วย ก็รอดูแล้วกัน 

เมย์: G6PD นี่ก็เดือด อันนี้คือหนึ่งวงที่ชอบ ความรู้สึกของผมผมยกให้เค้า ถ้าพูดถึงโซนภาคเหนือ ผมอยากยกให้วง G6PD นี่แหละ ที่รู้สึกว่าผมอยากได้วงนี้มาตั้งแต่ตอนที่เราเคยร่วมงานกันสมัยก่อน แล้วผมก็เคยพูดคุยและก็ได้ฟังเพลงของเค้า บวกกับที่เค้าเคยเป็นเด็กในค่าย Day One Records ของพี่สมศักดิ์ วงดอนผีบินด้วย เราตื่นเต้นอยากฟังเพลงใหม่ของเค้าด้วยครับ มาอยู่กับเราเราก็เพิ่มโปรดักชั่นดี ๆ ให้เค้าด้วยครับ 

โอ๊ค: ก็เค้าอยากจะลองอะไรใหม่ ๆ ด้วย ในซิงเกิลนี้ ก็ต้องรอติดตามดู

Now or Never จะสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเมทัลบ้านเราขนาดไหน

โอ๊ค: คือเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีปรากฏการณ์อะไร เพียงแค่ว่าถ้ามันทำให้วงการอันเดอร์กราวด์เนี่ยมันกลับมาแล้วรู้สึกคึกคัก ดีขึ้น แล้วก็ให้วงอื่นมองว่าในการทำงานของวงอันเดอร์กราวด์มันสามารถสร้างคุณภาพที่ดีได้ เราอยากให้รู้สึกว่ามันไม่ได้ตายไปกับกระแส ยังมีอยู่ เชื่อว่าหลายคนก็ยังคิดถึงดนตรีอย่างนี้อยู่ อยากให้กลับมาฟัง ไม่ต้องเป็นกระแสอะไร แต่เพียงว่าเราทำเพื่อที่สนองความต้องการกับคนที่เค้าอยากฟังจริง ๆ ครับ จะเป็นมุมกว้างเดี๋ยวค่อยว่ากัน 

เมย์: เหมือนพี่โอ๊คเลยครับ ที่พี่โอ๊คพูดมานี่คือมันคงตอบโจทย์ที่สุดของการได้ทำโปรเจกต์นี้ 

ในฐานะที่พี่โอ๊คพี่เมย์เป็นศิลปินทำงานกับค่ายมาตลอด ตอนนี้มาเป็นเจ้าของค่ายรู้สึกยังไงบ้าง

โอ๊ค: โคตรเหนื่อย ฮ่า ๆ 

เมย์: คือผมบอกได้ว่าวันนี้ถึงได้รู้ว่าตำแหน่งทุกหน้าที่ในบริษัททุกคนมีคุณค่าหมด ไม่ใช่ว่าใครจะน้อยหน้ากว่าใคร คือจริง ๆ ทุกคนสำคัญหมด เหมือนกองทัพครับ เราจับมือไปด้วยกัน ความแข็งแรง สมมุติเราขาดคนใดคนหนึ่งไป ทัพก็อาจจะไม่แข็งแรงที่สุด มันก็ทำให้วันนี้เราได้ลงมาทำเอง ได้รู้หน้าที่ของฝ่ายพีอาร์ ฝ่ายเออาร์ ฝ่ายต่าง ๆ นา ๆ 

โอ๊ค: มันทำงานสัมพันธ์กันหมด เรารู้สึกว่าขาดใครไม่ได้เลยถ้าจะทำค่ายเพลง จะเอาเพลงซักเพลงออกไปสู่ภายนอก มันต้องร่วมมือกัน ทั้งผู้กำกับเอ็มวี คนทำงาน ทั้งศิลปิน ทั้งฝ่ายที่อยู่หลังบ้าน ซึ่งจากเมื่อก่อนที่เราเป็นแค่ศิลปิน เราก็ไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะเป็นยังไง เราก็สนใจแต่ว่าตัวเราจะดี ไม่ได้รู้ว่าเค้าทำงานกันยังไง 

ปกติพี่โอ๊คพี่เมย์มีทัวร์เยอะอยู่แล้ว เอาเวลามาดูแลค่ายดูแลศิลปินยังไงบ้าง

เมย์: ก็ ณ ตอนนี้นะครับ ตอนที่ยังทัวร์ คือส่วนใหญ่ผมกับพี่โอ๊คอะก็ทัวร์ด้วยกันอยู่ด้วยกัน แต่ช่วงที่เราหยุดงานที่เราทำ เราจะทำก่อนที่เราจะต้องทัวร์ ในช่วงที่เราจะต้องหยุด 2-3 วันตรงกัน ในช่วง 2-3 วันนั้นเราก็จะรีบทำงานที่ต้องทำก่อนที่จะไปทัวร์คอนเสิร์ต หลังจากทัวร์คอนเสิร์ตแล้วแค่มาคอยดูความเรียบร้อย หรือว่าเป็นช่วงที่อาจจะไม่ต้องลงแรงอะไรในการที่ต้องพาตัวเองมาที่ค่าย ที่มานั่งทำเอง อาจจะมอบหมายให้คนในค่ายประมาณนี้ครับ 

โอ๊ค: จะใช้เวลาในวันหยุดครับ จริง ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย Big Ass ก็เริ่มเข้าสู่อายุที่มากขึ้น คือเราอาศัยจังหวะที่แบบวันหยุดที่มีอยู่แล้ว ก็มาทำกันที่ VOM Records นัดหมายเฉพาะช่วงที่เรามีเวลาครับ

ในโปรเจกต์ Now or Never นอกจากจะปล่อยผลงานเพลงของแต่ละวงแล้ว จะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์แฟนเพลงอีกไหม

โอ๊ค: จริง ๆ แล้วตอนนี้มันก็จะมีศิลปินอีก 1-2 วง ที่จะอยู่ใน VOM Records มี Goh M (โก๋เอ็ม วง Buddha Bless) และจะมีเพิ่มขึ้นอีก ก็รอดูต่อไปว่าจะมีใครบ้าง แล้วก็โปรเจกต์ของวงรุ่นใหม่บ้างที่คุย ๆ กัน ตอนนี้มีหลายวงมากที่ส่งเข้ามาในอินบ็อกซ์ว่าอยากจะลองเข้ามาออดิชัน เอาโดเมมาส่งให้ฟัง ซึ่งในอนาคตจบโปรเจกต์ Now or Never อาจจะมีโปรเจกต์อะไรใหม่ ๆ ขึ้นมา ก็จะลองคุยกับคนรุ่นใหม่ดู 

แล้วน้อง ๆ ที่อยากส่งผลงานเข้ามา พี่โอ๊คพี่เมย์มีเกณฑ์ในการคัดเลือกศิลปินเข้ามาทำงานด้วยอย่างไรบ้าง

เมย์: คงอันดับแรกเราต้องฟังเพลงก่อน ฟังเพลงที่เค้าส่งมา ก็ต้องมีการเล่าความเป็นตัวเอง เสียงที่มีสไตล์ของตัวเอง มีแนวคิดทางด้านดนตรีเป็นของตัวเอง แล้วถ้าสมมุติผ่านเกณฑ์นี้ คงค่อยมานัดคุยกัน ศึกษานิสัยใจคอกันสักนิดก่อนที่จะเริ่มงานกันประมาณนี้ครับ 

โอ๊ค: คือเราก็อยู่ในวงการนี้มานาน เรารู้ว่าวงที่ไปได้คือวงที่วงที่ไม่ยอมหยุด ถ้าไม่ยอมหยุดในวงการนี้ก็รอดยังไงก็อยู่ได้ 

สุดท้ายช่วยฝากโปรเจกต์ Now or Never และก็ VOM Records ด้วยครับ 

เมย์: ผมคงฝากค่ายเล็ก ๆ VOM Records ไว้กับเพื่อน ๆ แล้วก็พี่น้องทุกคนนะครับ ที่เพิ่งฟังดนตรีก็ตาม หรือเพิ่งรู้จักก็ตาม ก็เป็นค่ายที่ผมกับพี่โอ๊คทำด้วยความรักและความรู้สึก เราอยากให้วงการเพลงเดินหน้าต่อไป และแข็งแรงต่อไป ช่วยกันพัฒนาวงการเพลงต่อไป ก็อยากให้ทุก ๆ คนช่วยกันสนับสนุน เราเป็นคนไทยด้วยกันช่วยกันสนับสนุนเพื่อให้วงการเพลงไทยเราเติบโตขึ้นไปเหมือนกับต่างประเทศครับ

โอ๊ค: อยากจะให้โปรเจกต์ Now or Never เป็นโปรเจกต์ที่จะบอกว่า Now or Never เนี่ยเป็นคำที่บอกว่าถ้าเราไม่หยุดแล้วเราทำ สิ่งที่เราต้องการก็จะเกิด ผมว่าหลายวงที่อยู่ในโปรเจกต์นี้ วงที่ไม่ยอมแพ้ในกระแส ไม่ยอมแพ้ในวิถีทางดนตรีที่มันไปมาตลอดเวลา คือคนพวกนี้เค้าเชื่อว่าสิ่งที่เค้าทำคือสิ่งที่เค้ารัก แล้วสิ่งที่เค้ารักเนี่ยถ้าเค้าตั้งใจจริงมันก็จะอยู่ได้เรื่อย ๆ งั้นก็คือฝากติดตามผลงานของโปรเจกต์นี้แล้วกัน ตอนนี้ก็มีปล่อยมาแล้วสองวง ที่เหลือก็รอติดตามแล้วกัน 

ติดตามได้ช่องทางไหนบ้างครับ 

เมย์: ก็มีช่องทางเพจเฟซบุ๊ก VOM Records ครับผม แล้วก็อินสตราแกรม vom.records แล้วก็มีช่องยูทูป Vom Records ฝากติดตามด้วยครับ กดกระดิ่ง ใครอยากฟังเพลงอะไรใหม่ ๆ ก็ไปติดตามยูทูปได้ด้วยนะครับ แล้วก็ฝากทาง Headbangkok ด้วยนะครับที่มาคอยสนับสนุนทางค่ายเรา VOM Records และโปรเจกต์นี้ด้วยครับ

สุดท้ายฝากพูดถึง Headbangkok

เมย์: ก็คงอยากขอบคุณ Headbangkok ครับ ที่อยู่กับนักดนตรีของไทยเรามาตลอด คอยสนับสนุน คอยผลักดันและอัพเดตความเคลื่อนไหวดนตรี ไม่ว่าจะเป็นกระแสดนตรี และแนวดนตรีที่มีการเติบโตมาเรื่อย ๆ ขอบคุณ Headbangkok ที่คอยสนับสนุนค่าย VOM Records ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ เป็นสื่อที่ดี 


ทาง Headbangkok ต้องขอขอบพระคุณพี่โอ๊คและพี่สมเมย์ สำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ และขอบคุณ VOM Records สำหรับสถานที่ในการสัมภาษณ์ด้วยครับ