ถ้าเปรียบเทียบกับวัยตั้งแต่แรกเกิดเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีก็จะเป็นเด็กที่เข้าอยู่ช่วงประถมตอนปลาย เตรียมพร้อมจะข้ามเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่สำหรับวงดนตรีนามว่า The Yers

10 ปีคือช่วงเวลาบนเส้นทางดนตรีที่พวกเขาพัฒนาและเติบโตขึ้นในแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน

จากค่ายเล็ก สู่ค่ายใหญ่

จากคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ก้าวข้ามมาสู่คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของตัวเอง

…ที่ใช้ชื่อง่าย ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ว่า The Yers “10 Years” ที่ขายบัตรหมดเกลี้ยงจนต้องเปิดรอบเพิ่ม และหมดเกลี้ยงในเวลาอันสั้นตามมาติด ๆ เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่สามารเห็นได้บ่อยครั้งในวงการเพลงยุคนี้

ก่อนจะไปเจอกับ The Yers ในคอนเสิร์ตใหญ่ เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับวงในแบบฉบับของ Headbangkok กันสักเล็กน้อย บางคำถามอาจเป็นการตอบซ้ำ แต่เรามั่นใจว่าบางเรื่อง ก็ไม่มีคนเคยถาม The Yers มาก่อนเหมือนกัน ถ้าพร้อมแล้วไปอ่าน #WazzupRocker ตอนล่าสุดกันได้เลยครับ


จุดเริ่มต้นของ The Yers “10 Years”

โบ๊ท: ทางวงอยากมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบซักครั้งนึง เพราะครบ 10 ปีแล้ว จริง ๆ วงเราอยากมีคอนเสิร์ตของตัวเองมานานแล้ว แต่โดนทักท้วงไว้ว่าอาจจะยังไม่เหมาะในตอนนี้ เราเลยพับโครงการไป จนมาเจอทาง Hall of Fan ที่ปกติจะจัดคอนเสิร์ตทุกสิ้นเดือนที่ Gmm Live House ที่เซ็นทรัลเวิลด์อยู่แล้ว

อู๋: คือเค้าร่วมมือกับ Grammy อยู่แล้ว มันเป็นร่องที่เค้าเห็นว่าถ้า The Yers อยากมีคอนเสิร์ตก็มาลงตรงนี้ ก็ลงร่องพอดีเลย แล้วทางเค้าเองก็มีสปอนเซอร์อยู่แล้ว วินวินทั้งคู่

บูม: เราก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องการขายบัตรว่าได้ไม่ได้ จะคุ้มหรือเปล่าครับ

การเตรียมตัวก่อนงานใหญ่

ต่อ: ซ้อมกันเยอะกว่าปกติครับ มีบางเพลงที่ไม่ค่อยได้เล่น แล้วก็บางเพลงก็ไม่เคยเล่นเลย คอนเสิร์ตครั้งนี้เราจะเล่นกันทุกเพลงจริง ๆ ครับ เลยซ้อมกันบ่อยมากครับ

อู๋: เฉลี่ยอาทิตย์ละครั้งครับ

บูม: ปกติจะนัดซ้อมกันวันจันทร์ครับ ถ้าไม่ได้ก็จะดูวันถัด ๆ ไปแทน พอซ้อมเสร็จก็จะมานั่งคุยว่าจะซ้อมยังไงกันต่อดี

อู๋: วงเราโชคดีที่ไม่ต้องแบ่งเวลาครับ เพราะว่างงานครับ ฮ่า ๆๆๆ

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

ความพิเศษในวาระครบ 10 ปี

ต่อ: จริง ๆ มันก็พิเศษตั้งแต่ครบรอบ 10 ปีแล้วครับ ที่บอกไปว่าเราเล่นทุกเพลง บางครั้งที่เวลาเราออกไปเล่นตามร้าน ก็จะมีคนมาขอเพลงนู้นเพลงนี้ แต่คอนเสิร์ตครั้งนี้จะได้ฟังกันทุกเพลงครับ

อู๋: ความพิเศษของมันคือความไม่พิเศษครับ ความธรรมดา ผมไม่อยากให้คอนเสิร์ตครั้งนี้เหมือนคอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนเคยไป จะไม่มีแขกรับเชิญเยอะแยะ ไม่มีซีนอะคูสติกที่ลงไปเล่นท่ามกลางคนดู มีพูดเยอะ ๆ มีดราม่า มีท่อนบิลด์ที่เรียบเรียงมาใหม่เพื่อให้พูดซึ้ง ๆ ความพิเศษมันคือความธรรมดา ที่เราอยากจะทำมาตลอด 10 ปี แต่ทำไม่ได้ เพราะว่าเราถูกจำกัดด้วยการไปเล่นสถานที่ที่เราต้องเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ ซึ่งเราไม่ได้เป็นเลย เราไม่ได้อยากทำตรงนี้เพื่อเอนเตอร์เทนใคร เราอยากเอ็นเตอร์เทนตัวเอง โอกาสนี้แหล่ะที่เราจะแสดงให้เห็น ทำให้คนดูรู้ว่าจริง ๆ แล้ว The Yers เป็นแบบนี้นะ

ความคาดหวังกับคอนเสิร์ตนี้

อู๋: เราคาดหวังว่าเราจะได้เจอคนที่ชอบ The Yers เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือที่เพิ่งมารู้จักแต่มาตามฟังทุกเพลงของเรา ถ้าเป็นแฟนเพลงที่รู้จักบางเพลงอย่าง “เกลียด” หรือ “เพียงหนึ่งครั้ง” ก็อาจจะไม่สนุก

ต่อ: แต่เค้าก็จะได้รู้จักตัวตนเรามากขึ้น อาจจะชอบเราไปเลย หรืออาจจะไม่ชอบก็ได้ แล้วแต่บุคคลครับ

ไปไงมาไงถึงได้ร่วมโปรเจกต์ Darkroom Trilogy

อู๋: ไม่รู้เลยครับ

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

บูม: เหมือนในธีมที่เราอยู่จะเป็นในแนวโรแมนติก-ทริลเลอร์ จะมีวง Zeal มี Paradox …เออ นั่นดิ ทำไมเลือกเรามา

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

อู๋: ตอบคำเดียวเลยแล้วกันครับ เท่! ฮ่า ๆๆๆ (หัวเราะทั้งห้อง)

บูม: ก็อาจจะเพราะหนังที่เกี่ยวกับการฆาตกรรม เพลงของพวกเราส่วนใหญ่ออกมาในทางหม่น ๆ ก็เลยดูเหมาะสมกับการนำไปทำต่อเป็นภาพยนตร์ครับ

ที่มาที่ไปของเพลง “ห้องที่ไม่เคยสว่าง”

อู๋: สนุกมาก! วันนั้นผมมาที่ genie records จะมีห้องทำงานที่พวกกราฟิก วิดีโอ แล้วก็คนทำโซเชียลมีเดีย ในห้องนี้มันไม่เคยเปิดไฟเลย นั่งกันมืด ๆ ตลอด 24 ช.ม. ทั้ง ๆ ที่ทำงานกราฟิก นั่งมืด ๆ กัน 3 คน แล้วก็คุยกันเอง วันนั้นเราก็เข้าไปทักทายน้องเคน ปัจจุบันลาออกไปแล้ว เราก็พูดขึ้นมาว่า “ห้องที่ไม่เคยสว่าง” น้องเคนก็แทรกขึ้นมาว่า “เพลงใหม่หรอพี่” เราก็แบบ เชี่ย คำนี้แม่งได้ว่ะ แล้วอีก 5 นาทีต่อมาเราก็ต้องไปประชุมโปรเจกต์ Darkroom Trilogy นี่แหละ ทางทีมงานก็ถามกับ The Yers ว่ามีไอเดียอะไรมาเสนอบ้าง อยากให้วงมาเต็มที่ เราก็ตอบไปว่า “เรามีไอเดียคิดไว้บ้างครับ อย่างห้องที่ไม่เคยสว่างครับ” ปรากฏว่าพี่โอ๋ที่เป็นผู้กำกับเค้าชอบคำนี้มาก พี่โอ๋บอกว่าทาง Paradox ก็ทำเพลง “ห้องดับจิต” พอดี เราก็ต้องขอบคุณเคนที่มอบชื่อเพลงนี้ให้ผมมาครับ ก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมา มันจะเป็นแบบห้อง ๆ หนึ่งที่ไม่ว่าจะจัดให้สวยงาม ให้มีแสงสว่างรอดมายังไงก็ไม่เคยสว่าง ยังทุกข์ทนทรมานอยู่

Headbangkok: ใช้เวลาทำนานแค่ไหน

อู๋: ประมาณ 3 ….

โบ๊ท: 3 เดือนหรอ?

อู๋: 3 วิ! (หัวเราะทั้งห้อง) / ก็น่าจะประมาณหนึ่งเดือนครับ จนเพลงนี้มันเสร็จสมบูรณ์

การนัดซ้อมครั้งแรกของวง และเพลง “Transmission” ของ Joy Division

อู๋: ถ้าเกิดฟังเพลง The Yers จริง ๆ แม้กระทั่งเพลงอะคูสติกอย่างเพลง “เกลียด” (ฮัมเมโลดี้ริฟฟ์กีตาร์ให้ฟัง) นี่คือวิธีการคิดเพลงของวงโพสต์พังก์ปลายยุค ’70s ที่แบบเล่นซิงเกิลโน้ตง่าย ๆ เรารู้สึกว่าเราอยากทำวงดนตรีที่มีริฟฟ์กีตาร์ง่าย ๆ แต่จำ แล้วเพลงของ Joy Division มันมีวิธีการเล่นเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่เราชอบ มีวิธีคิดและทัศนคติที่รู้สึกว่าถ้าเล่นเพลงนี้แล้วแจมด้วยกัน มันน่าจะเป็นเพลงที่ทำให้รู้ได้ว่าในอนาคตวงเราจะมีวิธีการเล่นแบบไหน ซึ่งทั้ง 3 อัลบั้มมันมีวิธีการเล่นแบบนี้ซ่อนอยู่ตลอดเวลา

Headbangkok: พอได้โจทย์เพลงนี้จากอู๋ไปแล้ว คนอื่นรู้สึกยังไง

ต่อ: ตอนแรกก็ไม่เข้าใจครับ ว่าทำไมต้องเล่นอะไรง่าย ๆ แบบนี้ด้วย แต่พอมันเล่นออกมาแล้วมันได้รู้สึกถึงฟีล จริง ๆ ได้ยินชื่อวงนี้มาตั้งแต่เข้าวงแล้ว แต่สำหรับผมจริง ๆ ทำความเข้าใจนานเหมือนกันกับสายนี้ครับ

วงโพสต์พังก์ที่มีอิทธิพลต่อ The Yers

อู๋: สำหรับผม The Cure คือพ่อผมเลยครับ เป็นพ่อที่คนละนามสกุลกับผมเฉย ๆ แต่ผมนับเป็นพ่อ จริง ๆ นามสกุลเราคือ ยศทร สมิธ

โบ๊ท: เป็นญาติกับหมอโอ๊คด้วยหรือเปล่าครับ (หัวเราะทั้งห้อง)

บูม: อันนั้นมันชื่อเค้าไม่ใช่นามสกุล

โบ๊ท: อ้าวหรอ กูนึกว่านามสกุล (หัวเราะทั้งห้องกันอีกรอบ)

Headbangkok: แล้วนอกจากอู๋ คนอื่นในวงฟังโพสต์พังก์กันมาก่อนด้วยหรือเปล่า

ต่อ: ไม่เลยครับ ฮ่า ๆๆๆ

อู๋: ผมว่าอย่างโบ๊ทกับต่อจะฟังพวกยุคโพสต์พังก์รีไววัล เช่นวง Foals, The Killers, Kings of Leon, The Strokes, Editors, Interpol มากกว่า เป็นวงที่ผมโตมายุคนั้นจริง ๆ แต่ผมจะชอบขุดศึกษาที่มาที่ไป จนไปเจอ Joy Division ตอนฟังแรก ๆ จะรู้ว่าอะไรวะเนี่ย ซาวด์แบบแพนไปข้างนึง กีตาร์ฟังดูมั่วซั่ว แต่พอเราเข้าใจก็เลยรู้ว่าเป็นวิธีคิดแบบพังก์ แต่เล่นอีกแบบหนึ่ง มีนิวเวฟผสม มีอิเล็กทรอนิกผสม

Headbangkok: แล้ว New Order?

อู๋: ผมโอเคกับทุกสิ่งทุกอย่างกับ New Order ล่าสุดเพิ่งไปซื้อรองเท้า Dr. Martens รุ่นที่ collab กับวงมาเองครับ

วงอื่น ๆ นอกเหนือจาก Joy Division ที่เคยหยิบมาเล่น

ต่อ: ช่วงทัวร์อัลบั้มแรก ช่วงเล่นที่ Cosmic [ ผับที่ RCA พระราม 9 ปัจจุบันปิดให้บริการไปแล้ว – เพิ่มโดยผู้เขียน ]

โบ๊ท: มีเล่น Interpol, Queens of the Stone Age, The Killers, Kasabian แล้วก็ New Order ก็เคยเล่น Depeche Mode ด้วยครับ

บูม: มี The Killers ด้วยครับหลัก ๆ เลย แล้วแต่งานที่เล่นด้วยครับ

โบ๊ท: เป็นยุควัยรุ่นช่วงเราฟังเพลงแบบนี้กัน

The Yers และดนตรีบริตร็อกยุค ’90s

อู๋: ผมชอบ Blur นะ เอาจริง ๆ ชอบมากกว่า Oasis อีก แต่งงมากว่าทำไมคนชอบ Blur น้อยจัง ทั้ง ๆ ที่ซาวด์มันฉีกมาก สร้างสรรค์กว่าเยอะ ส่วน Oasis เพลงก็เพราะนะแต่รู้สึกซ้ำ แม้กระทั่งเพลงของ Liam กับ Noel ก็รู้สึกว่าเหมือน Oasis

ต่อ: ผมไม่ค่อยได้ฟังครับ จะหนักไปทางเจร็อกซะมากกว่า เช่น X-Japan, L’Arc~en~Ciel, Glay อะไรแบบนี้ไปเลยครับ พอผ่านยุคนี้ไปก็เลยไม่ได้กลับไปฟัง ก็เลยไม่ค่อยอินครับ

อู๋: ผมจำได้ว่าช่วงที่ซึมซับฝั่งอังกฤษจะเป็นช่วงอัลบั้ม 13 ของ Blur ครับ แต่ตอนนั้นยังเด็กมากจะฟังพวก Spice Girls, 911 ประมาณนี้ครับ

โบ๊ท: ของผมก็ Oasis นะครับ ผมเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัยฟังกัน ก็ต้องยอมรับแล้วว่าที่ไทย Oasis ดังกว่าจริง ๆ ครับ

อู๋: จริง ๆ มันเป็นการย้อนกลับไปฟังมากกว่าครับ เพราะมันดังในช่วงที่เราอยู่ประถมกันครับ

โชว์ที่ชอบที่สุด

บูม: จริง ๆ มีที่ลำพูนครับ ตอนนั้นไปเล่นเชียงใหม่มาก่อน แล้วมาต่อลำพูน คนดูหลักสิบกว่าคน แต่ทุกคนคือแฟนเพลงตัวยง แล้วทุกคนพร้อมที่จะเต็มที่ จำได้ว่าเต๋า อดีตมือคีย์บอร์ดถึงกับปีนหลังคาขึ้นไปตีกลอง

อู๋: อีกหนึ่งความเจ๋งของโชว์นั้น เราเข้าใจผิดว่าคน ๆ นึง คือคนจ้างเรามา ชื่อ พี่ไก่ เราก็เดินไปขอบคุณเค้ากันใหญ่ เค้าก็นั่งเก็บสายไฟ เก็บนู่นนี่ เราก็แบบ พี่ไก่แม่งสุดยอดเลยว่ะ เราก็ขอบคุณ ขอโทษเค้าด้วยที่พาคนมาได้น้อย เรียกเค้ามาถ่ายรูปด้วยอยู่ตรงกลางเลย เค้าก็งง ๆ กลางก็กลางครับ พอขึ้นรถตู้ไปถึงรู้ว่าเค้าเป็นซัพพลายเออร์ไม่ใช่เจ้าของร้าน ฮ่า ๆๆๆ

โบ๊ท: ถ้าแง่ปริมาณก็คงเป็น g19 ครับ แล้วก็ต่างประเทศคือ Summer Sonic ญี่ปุ่น

บูม: จริง ๆ มันไม่ใช่เวทีใหญ่ แต่อยู่ในงานใหญ่ เวทีที่เราเล่นคือ Island Stage เค้าจะพาวงเอเชียต่าง ๆ มา เล่น แต่จังหวะวันนั้นฝนตก เวลาไม่พอ โดนบีบเวลา คนก็ไม่มาดู

อู๋: แล้วคนที่เล่นตรงหน้าเราเลยคือ Robert Plant [ นักร้องนำ Led Zeppelin – เพิ่มเติมโดยผู้เขียน ]

บูม: แล้วคิดดูใครเค้าจะมาดูเวทีนี้ ฮ่า ๆๆๆ

ต่อ: มีที่ไต้หวันครับ ตอนนั้นไปเล่นกับ Sweet Mullet คือประทับใจมาก แม้จะไม่ใช่แฟนเพลงเรา แต่ทุกคนตั้งใจดูเรามาก อินกับเรา

บูม: มารู้ตอนหลังว่าไลฟ์เฮาส์ที่ไปเล่นเป็นขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ชื่อดังอันดับต้น ๆ ที่ไต้หวัน ศิลปินมาจากต่างประเทศจะมาเล่นที่นี่กัน

โบ๊ท: วัฒนธรรมการเสพดนตรีที่นั่นดีมาก ๆ ครับ

งานแปลก ๆ ที่ The Yers เคยเจอ

บูม: เราเคยไปเล่นเหมือนโรงอาหาร ซ้ายขวามีซุ้มอาหาร มีคนนั่งกินข้าวกัน

โบ๊ท: โรงงานก็เคยเล่นนะ แบบสาวโรงงานทำงาน

อู๋: เค้าก็เอามากนะพอได้ยินเสียงดนตรี

บูม: เล่นกับ ก๊อต จักรพันธ์ ก็เคยมาแล้ว

โบ๊ท: บางงานก็ห้ามเปิดเสียงดัง

บูม: เราคิดว่าเราเจอเยอะแล้ว แต่สุดท้ายมันก็จะมีอะไรใหม่ ๆ มาให้เจอเสมอ

ถ้า 10 ปีที่แล้วไม่มี The Yers แต่ละคนจะ…

ต่อ: งานประจำ

บูม: เล่นวงอื่นครับ

อู๋: ตอบดีว่ะ ลองเลยมั้ย เล่นวงอื่น?

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

อู๋: เราก็คงตีกลองครับ

โบ๊ท: เข้าสู่ด้านมืดครับ

บูม: เป็นดาราก็บอก (แซว)

โบ๊ท: เราเป็นดาราได้เพราะเข้าวงเว้ย ถ้าไม่มีวงคงไม่ได้เป็น เพราะฉะนั้นผมคงได้อยู่ด้านมืด คือทำงานกลางคืนครับ เพราะเคยเป็นบาเทนเดอร์มาก่อน

ถ้าได้บอกอะไรตัวเองเมื่อ 10 ปีก่อน

อู๋: อยากกลับไปเปลี่ยนชื่อวงครับ

Headbangkok: เปลี่ยนเป็นชื่ออะไรครับ

อู๋: เป็น The Years ครับ (หัวเราะทั้งห้อง) คนเรียกผิดบ่อยมาก ๆ เปลี่ยนให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ได้ยิน ก็เห็นคนพิมพ์ทุก ๆ 25 นาทีในชีวิต ให้ทดไว้ว่าเหมือนว่าทุกนาทีจะมีคนเกิดมาบนโลกใบนี้ แล้วทุก 25 นาทีจะมีคนเรียกเป็น The Years บนโลก ฮ่า ๆๆๆ

โบ๊ท: ผู้ประกาศ คนทำอีเวนต์ ผิดกระจุย ฮ่า ๆๆๆ

ต่อ: น่าจะกลับไปเตือนตัวเองว่าวงการนี้มันโหดร้ายนะ ต้องเข้มแข็ง แบบที่พ่อแม่เตือนเราไว้ครับ

โบ๊ท: ผมอยากเรียนดนตรีกับฝึกดนตรีอย่างจริงจัง เพื่อเอามาใช้ในทุกวันนี้ครับ

ความบังเอิญที่ทุกอัลบั้มชื่อต่อเนื่องกัน (Y / YOU / CRY)

อู๋: ไม่เลยครับ ตอนทำอัลบั้ม Y ก็ไม่ได้คิด YOU ก็ไม่ได้คิด แต่ CRY คิดนิดหน่อย คือจริง ๆ แล้วเราอยากให้ชื่ออัลบั้มมันมีตัว “Y” เราคิดได้ตอนอาบน้ำ อยากพูดเรื่องเกี่ยวกับน้ำตาหน่อย เพราะช่วงนั้นเสียน้ำตาบ่อยแค่นั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจให้เป็น Y-YOU-CRY ก็เป็นขึ้นมาเอง

โบ๊ท: เนื้อเพลงร้องไห้ แต่ดนตรีคลี่คลายครับ

อู: อัลบั้มต่อไปน่าจะชื่อ Sandy ครับ เป็น Y-YOU-CRY-SANDY (Why you cry Sandy?) เกี่ยวอะไรกันวะ ฮ่า ๆๆๆ ไม่! เพราะว่าตอนนั้นไปทะเล แล้วอยากทำอัลบั้มริมทะเล เลยพูดเล่น ๆ กันว่าชื่อ Sandy

โบ๊ท: เนื้อเพลงเป็นแบบผู้ชายแสนดี (หัวเราะทั้งห้อง)

วงเมทัลวงโปรดของแต่ละคน

บูม: โอ้โห ว้าว

โบ๊ท: มาทางบูมเยอะ ๆ เลยนะ

ต่อ: เต็มที่ของผมจะเป็น X-Japan ครับ

บูม: เวลาขึ้นรถบูมชอบบนว่า “เปิดเพลงอะไรเสียงดังจัง” ฮ่า ๆ

อู๋: แล้วแต่ช่วงครับ ถ้าช่วงมัธยมผมชอบ Fear Factory, Soulfly, Sepultura นูเมทัลไม่ต้องพูดถึงชอบทุกวงอยู่แล้ว โตมาหน่อยชอบ Static-X, Deftones คือ Deftones ถือว่าเป็นวงที่เรารักมาที่สุดแล้ว ดนตรีไม่เลี่ยนจนเกิน ช่วงทำ The Yers จะชอบสโตเนอร์มาก Queens of the Stone Age, Kyuss แล้วก็ชอบวง Faith No More พอหลัง ๆ มานี่ชอบดูมเมทัลมาก เหมือนแสวงหาความมืดที่สุดบนโลกนี้มันอยู่ตรงไหน มันมีนักร้องหญิงคนนึงชื่อ Chelsea Wolfe, Emma Ruth Rundle ซึ่งเรารู้จักจาก 2 คนนี้ก่อน มันเกี่ยวเนื่อง ไปถึงดูมเมทัล ก็เลยมาชอบ Sun O))), Sleep, High On Fire แล้วก็ Black Sabbath ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในวงทำให้แนวนี้เกิดขึ้นมา

โบ๊ท: ของผมจะเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยครับ เพื่อนฟังพวกเมทัลคอร์กัน ตอนนั้นจะชอบฟังวง As I Lay Dying, Bullet for My Valentine ครับ แต่ที่แกะและซึมซับก็จะเป็น Metallica ครับ ถ้าหนักกว่านั้นจะไม่ค่อยได้ไปครับ แล้วก็ชอบ Racer-X รวมถึงเอ็กซ์ตรีมเมทัลด้วยครับ

บูม: จริง ๆ ก็เริ่มจาก X-Japan เหมือนกัน ตอนนั้นก็ยังไม่ได้เล่นดนตรี มีเพื่อนตีกลองเอามาให้ลองฟัง พอเราฟังก็แบบอะไรวะเนี่ย มันมีเพลงแบบนี้ด้วยหรอ ก็ค่อย ๆ ไล่หาเพลงที่มันเร็ว ๆ ช่วงนั้นก็มี Slipknot, Fear Factory ก็มาฟังนูเมทัล Limp Bizkit, Deftones คล้าย ๆ อู๋ ฟังไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ แตกแขนงไป ตอนนั้นชอบเพลงเมทัลมาก ก็อ่านนิตยสาร Crossroads, Heavy Metal, Music Express ซึ่ง Crossroads จะมีฉบับนูเมทัล อิดิชั่น อ่าน Metal Magazine จนมาเจอพวกวงแบล็กเมทัลทาหน้าขาว ๆ เจอเดธเมทัล จนมาช่วงนึงเราชอบโอลด์สคูลแธรชเมทัลมาก ๆ พวก Sodom, Destruction, Kreator คือเคยดู Sodom ตอนมาไทยด้วย พอฟังไปฟังมาก็เริ่มรู้สึกจำเจ เราก็เริ่มแสวงหาอะไรใหม่ ๆ ฟัง หลัง ๆ แนวแบล็กเกซ/โพสต์ร็อก ชอบ Deafheaven มาก

อู๋: ผมก็ชอบ Deafheaven มาก แม้ว่าจะเป็นแนวแบล็กเกซฮิปสเตอร์ก็ตาม แม้พวกสายแบล็ก สายดูม เค้าแอนตี้กัน แต่เราว่ามันเป็นส่วนผสมที่ลงตัว แล้วฉีกมาก แล้วไม่ต้องไปเน้นคอสตูมอะไร

บูม: ปกติพวกแบล็กเมทัล ซาวด์จะเล่นซาวด์เหมือนอยู่ในป่า เทือกเขา ทะเลสาบ แต่ซาวด์ของ Deafheaven มันกล้าฉีก คอร์ดป๊อปมาก

อู๋: ตอนนี้ชอบอีกวงคือ Full of Hell

บูม: แล้วก็จะมีพวกวงแนวสลัดจ์เมทัล โพสต์เมทัล พวกวงแบบ Eyehategod ก็ชอบครับ

โซโลโปรเจกต์วงใหม่ของ อู๋

อู๋: ดนตรีจะเป็นส่วนผสมของชูเกซกับดูมเมทัลครับ ผมเองอยู่ในกรุ๊ปดูม/สลัดจ์/สโตนเนอร์ มันมีคนตั้งคำถามว่า “เรามีเพลงแนวแบล็กเกซแล้ว แล้วดูมเกซเมื่อไหร่จะมี?” คือตอนนี้เราอินชูเกซมาก ๆ วง My Bloody Valentine เหมือนเป็นญาติเรา Kevin Shields ตอนนี้คือน้าของเรา แต่เกือบ ๆ จะเป็นพ่อแล้ว ฮ่า ๆๆๆ เรารู้สึกว่าพอลงลึกแนวนี้เหมือนได้เจอพื้นที่ของตัวเอง อีกแง่เราชอบอินดี้โฟล์กที่หม่น ๆ มาก ๆ ผสมพวกแบล็กลงไปในนั้น พวก Chelsea Wolfe, Emma Ruth Rundle, Marissa Nadler เรารู้สึกว่าอยากทำเพลงที่มันยังจำกัดแนวไม่ได้ เลยบอกไม่ถูกว่าแนวที่เราเล่นคืออะไร จะมีริฟฟ์แบบดูม เมทัล กีตาร์แบบชูเกซ มีแอมเบียนต์แบบโพสต์ร็อกนิด ๆ หน่อย ๆ เดี๋ยวลองฟังแล้วจำกัดความดูครับ ตอนนี้ทำอัลบั้มเสร็จแล้ว มีทั้งหมด 10 เพลง ออกกับทางสนามหลวงครับ ซิงเกิลแรกน่าจะออกเดือนกันยายน

Headbangkok: ค่ายสนามหลวงว่ายังไงบ้างตอนเอาเพลงไปให้ฟัง

อู๋: ตอนไปยื่นเราก็บอกว่าขอไมเปิดให้ฟังแล้วกัน หนึ่งนาทีทนไม่ได้แน่นอน ฮ่า ๆๆๆ

ขายกีตาร์ไปดู Foo Fighters

ต่อ: ผมเองครับ ตอนนั้นเรียกว่าทุบหม้อข้าวตัวเองไปดูคอนเสิร์ตเลยครับ มันเป็นเฟสติวัลที่เกาหลีครับ มีวง Foals ด้วย Noel Gallagher จำได้ว่าแบบมีวงเจ๋ง ๆ เยอะ ถ้าไม่ไปก็คงไม่มีโอกาสได้ดู

อู๋: แต่คุ้มครับ เป็นคอนเสิร์ตช่วงที่ Dave Grohl ขาหักพอดี ต้องนั่งเล่นบนเก้าอี้ ต่อขายกีตาร์ SG Standard เลยครับ

ต่อ: คุ้มมาก ๆ ครับ

อู๋: คุ้มมากเพราะว่ายุงกัด (หัวเราะทั้งวง)

โบ๊ท: แบบเลือดสาด

อู๋: แต่ผมว่าคอนเสิร์ต Foo Fighters ที่ประเทศไทยสนุกสุดแล้ว เหมือนเป็นอีกวง เหมือนวงเค้าไม่ได้มานานแล้วอัดอั้น

คอนเสิร์ตที่แต่ละคนประทับใจ

โบ๊ท: Nine Inch Nails ครับ ผมไปอู๋ที่เกาหลีมาก่อนมาไทย แล้วก็มาซ้ำที่ไทยอีกทีนึง

อู๋: เรารู้สึกอยากให้คนไทยเห็นโชว์ที่เกาหลีมาก เราตายไปเลยอ่ะ จากที่ฟังมาประมาณนึง เราอาการเดียวกับโบ๊ท แบบอึ้งมาก มันไม่เคยมีใครสะกดเราได้อยู่ขนาดนั้น วิซวลสุดยอดมาก เอาวิดีโอมาถ่ายตัวเองขึ้นเป็นพิกเซลตัวเองข้างบน

โบ๊ท: แอมเบียนต์ซึมเข้าในรูขุมขน

อู๋: แต่หลังจากนั้นมีคอนเสิร์ตที่ขึ้นมาเป็นที่หนึ่งตลอดกาล คือ Queens of the Stone Age เป็นโชว์ที่เรามีความสุขที่สุดบนโลก ไปดูที่ญี่ปุ่นที่ Studio Coast ที่เดียวกับ Annalynn เล่น แล้วก็ใกล้ ๆ เลย My Bloody Valentine รอบสอง เป็นอีกโชว์ที่น้ำตาไม่ไหล แต่ข้างในปั่นป่วน เหมือนถูกคนเอาไม้กางเขนมาสะกดจิต แล้ววงเปิดนอยซ์ประมาณ 10 นาที จริง ๆ ในเพลงมันประมาณ 2 นาทีครึ่ง แค่นึกว่าเสียงกีตาร์กับมิกเซอร์มันสุดได้ขนาดไหน เค้าก็ปรับเท่านั้น ใครทนไม่ไหวก็ต้องเดินออก เราเพิ่งจะเข้าใจว่าการดูคอนเสิร์ตแล้วหูวิ้งเป็นยังไง

บูม: ของผมวง Envy ครับ คือฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอช่วงที่เราฟังเนี่ยซีดีก็หายากแล้ว แต่ละอัลบั้มก็ทำจำนวนจำกัด ตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกก็ไม่มี เวลาไปญี่ปุ่นก็ไปขุ้ยมือสองจนเก็บมาได้ครบ พอได้ข่าวว่า Envy จะเล่นฮ่องกงก็เลยบินไปดู แล้วโชว์ไม่ได้หาดูได้ทั่วไป เพราะทัวร์น้อยมาก อาจจะเดือนละครั้ง พอมันมีโอกาสก็เลยรีบไป พอฟังแล้วความทรงจำในวัยเด็กก็คืนกลับมา อีกวงก็ Mew พอรู้ว่ามีเล่นที่มาเลเซียก็ซื้อตั๋ววันแรกเลย แต่วันถัดมาดันประกาศมาเล่นกรุงเทพ ฮ่า ๆๆๆ เราก็เลยตัดสินใจดูสองรอบเลย แต่โชว์ที่ไทยกับมาเลเซีย เซตลิสต์ต่างกันเลย แล้วที่มาเลเซียจะเอนเตอร์เทนสนุกกว่าด้วย พูดเยอะมาก ซึ่งที่ไทยกลับไม่ค่อยพูดอะไรเลย

ต่อ: ที่จำได้เพราะว่าเป็นคอนเสิร์ตที่รอแล้วคุ้มค่า ตอนนั้นไปเล่นญี่ปุ่นด้วย ก่อนดูคือไม่รู้จักเลย

โบ๊ท: BLACKPINK ปะ

อู๋: Jason Mraz ป่าว

บูม: BTS ป่าว

ต่อ: ไม่ได้ตอบซะที (หัวเราะทั้งวง)

อู๋: มันเป็นวงที่เรากับบูมชอบมาก แต่สองคนนี้ไม่รู้จัก

บูม: หูย วงนี้อย่างสุด

อู๋: คือด้วยความที่เวลาที่วงเล่นมันเสี่ยงมากที่พลาดรถไฟเที่ยวสุดท้ายเพื่อกลับที่พักจาก Summer Sonic ผมก็เลยบอกว่า “ถ้าดูแล้วไม่สนุกตั้งแต่เพลงแรก ห่วยแตก น่าเบื่อ กูออกค่าแท็กซี่เอง” ซึ่งมันแพงมาก และวงนั้นคือ Antemasque คือไซด์โปรเจกต์ของวง The Mars Volta ก็คือมาจาก At the Drive-In อีกที

บูม: ตอนนั้นมือกลองคือ Dave Elitch (The Mars Volta, Killer Be Killed, Infectious Grooves) ซึ่งเราชอบมาก

อู๋: พอเพลงแรกขึ้นเท่านั้น สองคนนี้จ๋อยเลย

ต่อ: นาทีเดียวคือเชื่อแล้ว คือเราไม่ได้คาดหวัง ไม่รู้จัก เรารู้จักแต่ The Mars Volta พอไปดูแล้วประทับใจ

อู๋: Antemasque มันป๊อปขึ้น ฟังง่ายขึ้น เหมือนส่วนผสมระหว่าง The Mars Volta กับ At the Drive-Inแล้วโชว์ที่เราดูโชคดีมากที่ Omar Rodríguez-López มือกีตาร์ของวงใส่เต็ม เพราะบางทีจะแล้วแต่อารมณ์เค้า ดีบ้างไม่ดีบ้างครับ

ต่อ: White Lies ก็ประทับใจมาก เพราะชอบมาก

บูม: ปีที่ไปเล่นเจอแต่วงดี ๆ

อู๋: แล้วก็มี Suicidal Tendencies พักโรงแรมเดียวกันด้วย ลงมาก็เจอมือกลอง Thomas Pridgen ที่เคยตีให้ The Mars Volta

บูม: ตอนนั้นไปถ่ายรูปให้อู๋ ตื่นเต้นมือสั่น ถ่ายออกมาเบลอเลย ฮ่า ๆ

อู๋: เราเคยไปดูแบบไม่คาดหวังเลยนะคือ System of a Down โชว์สุดยอดมาก ๆ ซาวด์ระเบิดระเบ้อมาก ๆ ซาวด์เอ็นฯ เก่งมาก เป็นหนึ่งในวงเมทัลที่ติดท็อปไฟฟ์เลย

วัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตที่แตกต่าง

อู๋: เราว่าแล้วแต่ประเทศนะ ที่หนึ่งนี่คือญี่ปุ่นเลย ทั้งระเบียบ ทั้งมารยาท เรียบร้อย ไม่เดือด หลายคนอาจจะคิดว่าฝรั่งดี แต่บางทีหนักกว่าบ้านเราป่ะ อารมณ์เจอฝรั่งเกเรข้าวสารอ่ะ คือตอนเราไปเบลเยียมเจอคนแบบนี้ทั้งงาน ฝรั่งพอเมาแล้วรั่วก็จะชอบร้องเพลง “Hey Jude” ของ The Beatles กับ “Bohemian Rhapsody” ของ Queen ดังลั่น มีคนนึงร้องเสร็จก็จะร้องตามกันหมด ฮ่า ๆๆๆ แต่ที่ญี่ปุ่นจะสงบมาก แตกต่างกัน ส่วนที่มาเลเซียคนกระโดดกันยับมากที่คอนเสิร์ต Tame Impala จนวงออกปากชม อาจจะเพราะว่านาน ๆ พวกเค้าจะมีคอนเสิร์ตมาเล่นทีเลยใส่กันเต็ม

ทำไม The Yers ต้องชุดดำ

อู๋: เอาง่าย ๆ เลยคือขี้เกียจ ขี้เกียจมานั่งแบบใส่ชุดอะไรกันดี ใส่สีอะไรวะ เหตุผลที่สองคือวงที่เราชอบอย่าง The Cure, Interpol, Editors ใส่ชุดดำหมดเลย ถ้าเกิดเราชอบแนวเพลงนี้ แล้วขี้เกียจนัดด้วย ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีครับ

อัลบั้มใหม่?

อู๋: ตอนนี้เรียกได้ว่า 0% ครับ เพราะเราคุยกับวงไว้ว่าอยากเคลียร์โปรเจกต์เดี่ยวให้จบก่อน เพราะมันค้างมาตั้งแต่ประมาณปี 2014 – 2015 แล้ว พอมันเสร็จเราก็เลยขอเวลาทำอะไรที่เราชอบก่อน แต่ก็ยังรับงานเล่นปกติครับ

ฝากอะไรถึงคนมีบัตรเข้างาน “10 Years”

อู๋: เจอกันครับ

โบ๊ท: สำคัญมาก มันสำคัญกับพวกเรามาก

อู๋: เราโดนคนบางกลุ่มบอกว่าเราทำไม่ได้หรอก กับการเล่นทึ่ GMM Live House มันสำคัญตรงที่ว่าขอพลังทุกคนมาทำให้เค้ารู้หน่อยครับ เรามีกลุ่มของเราที่จะมารวมตัวกันได้

โบ๊ท: ไม่ได้ชนะแค่เรา แต่ชนะไปด้วยกัน มันจะได้มีอะไรดี ๆ แบบนี้มีขึ้นอีกกับวงเพื่อน ๆ วงรุ่นใหม่ จะได้มีกำลังใจครับ

ขายของ

อู๋: แน่นอนครับซิงเกิลแรกเดือนกันยายนนี้กับ ทรยศ ครับ แล้วก็ฝากกดไลค์เพจ Torrayot ด้วยครับ

บูม: ฝากร้าน Stranger Tee ครับ ฮ่า ๆๆๆ


ใครมีบัตร กดบัตรทัน ก็ต้องบอกว่าขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตรของวง The Yers ส่วนใครไม่ทันก็ต้องบอกว่าเสียดายแทน เพราะไม่รู้ว่าโอกาสแบบนี้จะวนมาบรรจบอีกเมื่อไหร่นะครับ

ทาง Headbangkok ต้องขอขอบคุณวง The Yers, คุณมี่ ผู้จัดการวง และพี่ดาว จาก Hall of Fan ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้ด้วยครับ ขอบคุณแชมป์ที่สละเวลามาเก็บภาพให้ด้วยเช่นกันครับ

สำหรับคอนเสิร์ต The Yers “10 Years” จะจัดขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2019 ณ GMM Live House, Central World โดยแบ่งเป็น 2 รอบการแสดง ได้แก่เวลา 17.00 น. และ 21.00 น. ครับ