ท่ามกลางกระแสดนตรีฮิพฮอพครองเมือง ชนิดที่ไปไหนมาไหนก็ได้ยิน และได้กลบกระแสดนตรีร็อกไปแทบหมดจด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีวงร็อกอีกหลาย ๆ วง พยายามต่อสู้และส่งผลงานออกมาให้ได้ติดตาม

หนึ่งในนั้นคือ Paper Planes วงดนตรีร็อกจาก genie records ที่ล่าสุดเพิ่งจะคลอด E.P. ชุดแรกที่ใช้ชื่อว่า Hers ไปหมาด ๆ ถือเป็นความหวังครั้งใหม่ของวงการเพลงร็อกเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวให้น่าติดตาม โดยเฉพาะกับกระแสเปรียบเทียบกับวง Bring Me the Horizon ทุกคำถาม มีคำตอบให้แล้วในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้

ผลตอบรับเพลง “ไร้ความหมาย”

ฮาย: ก็ดีครับ มันเป็นเหมือนกับการกลับมาอีกครั้ง เพราะว่าเราหายไปนาน เราเลยรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นการกลับมาอีกครั้งครับ

ทิ้งช่วงจากซิงเกิลที่แล้วไปปีกว่า ๆ 

ฮาย: ใช่ครับ ซิงเกิลละปีอะไรอย่างงี้ครับ ฮ่า ๆ ก็ด้วยอุปสรรคต่าง ๆ ปัญหานู่นนั่นนี่ คิดว่าการกลับมาปล่อยเพลงครั้งนี้มันต้องต่อเนื่อง ก็เลยทำทั้งอัลบั้มมาเลยครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีสต๊อกเพลงที่เราปล่อยอีกเยอะเลยเป็นเพลงในอัลบั้ม แล้วก็มีเพลงพิเศษประกอบภาพยนตร์

เรื่องอะไรครับ

หยก: ของขวัญแด่คนที่คุณเกลียด จะฉายใน Netflix ครับ 

ฮาย: ใช่ครับ จะฉายบน Netflix น่าช่วงปลายปีคครับ

ที่มาที่ไปของเพลง “ไร้ความหมาย”

ฮาย: เนื้อเพลงเพลงนี้มาจากคำว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แต่ว่าเราเอาตรงนี้มาคิดต่อ ผมคิดว่าคำนี้ใช้ได้ในบางบริบทบางแง่มุม ถ้าเอามาใช้ในเรื่องความรักมันอาจจะไม่สมเหตุสมผล ตรงที่ว่าในเรื่องความรักมันซับซ้อน มันไม่ได้มีปัจจัยเดียวคือเรื่องของความพยายาม หรือว่าใครดี เราเป็นคนดีแล้วเค้าจะรักเรา หรือเราเป็นคนที่เพอร์เฟกต์แล้วเค้าจะรักเรา จริง ๆ มันไม่ตายตัวนะครับ ปัจจัยมันเยอะมาก จริง ๆ ถ้าจะใช้เหตุผลด้วยความรักบางอย่างไม่ได้เลย บางแง่มุมในความรักเนี่ยใช้เหตุผลไม่ได้ มันอยู่ที่ว่าต่อให้เราพยายามแค่ไหน เค้าไมชอบเรา ไม่รักเราเนี่ยหรือว่าเค้ามีคนในใจของเค้าอยู่แล้วเนี่ย เราไม่สามารถเข้าไปแทนที่ตรงนั้นได้เลย มันก็เลยเป็นความย้อนแยงของคำว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่นี่คือความพยายามไม่มีผลกับความรัก ไร้ความหมาย

เป็นประสบการณ์ตรงของใครหรือเปล่า

ฮาย: ประสบการณ์ตรงของผมเองครับ ผมค่อนข้างเป็นหนุ่มจืดมาก่อน แต่ตอนนี้ก็เค็มขึ้นมานิดนึงไม่ได้อาบน้ำ ฮ่า ๆๆๆ

ขั้นตอนการทำดนตรีในเพลงนี้

ฮาย: ก็ขั้นตอนการทำเพลงจริง ๆ ก็คือเริ่มจากลูปคอร์ด ตอนนี้ผมอินกับวิธีการทำเพลงวิธีคิดแบบ EDM มันจะเริ่มจากลูปคอร์ด เริ่มจากการใส่สแตมป์ การนู่นนั่นนี่ หรือว่าพวกเสียงดีดนิ้วที่ได้ยินอยู่ในเพลง คือเราทำให้รู้สึกว่ามันได้ฟีล EDM วางพาร์ตวางอะไรแปลก ๆ จะมีท่อนบิลอัพแล้วก็เข้าท่อนดรอป วิธีคิดมันจะเป็นแบบการวางพาร์ทของเพลงแบบ EDM แต่เพลงนี้มันเริ่มจากกีตาร์ที่เป็นแอมเบียนต์ก่อน เหมือนกับว่าขึ้นจากตรงนี้ก่อน แล้วก็ปรับซาวด์ปรับอะไรให้มันได้แบบที่เราต้องการแล้วก็ค่อยมาวางเมโลดี้

ตอนที่ทุกคนในวงได้ฟังเพลงนี้มีความเห็นอย่างไรบ้าง

ฮาย: ที่จริงมันยังไม่เสร็จ 100% ครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เวลาผมทำเนี่ยคนเริ่มก็จริงแต่ว่าผมจะปลายเปิดไว้ให้เพื่อน ๆ เข้าไปทำต่อ เพราะว่าต้องมีความเป็นตัวเค้า ไม่ว่าจะเป็นคนต้นคิดหรือหยกจะคิดก่อนยังไงมันต้องมีความเป็นตัวเค้าตัวเราเข้าไปด้วย เค้าไม่ได้ดูแค่พาร์ตของตัวเองสองคนนี้ก็จะดูพาร์ตอื่น ๆ ด้วย อย่างเซน คือสมมุติว่าเราทำสิ่งนี้มาแล้ว เค้ารู้สึกว่าปรับตรงนี้มันได้ก็จะเป็นไอเดียเค้า คือเค้าไม่ได้ดูแค่พาร์ตของตัวเอง ไม่ใช่แบบว่าหยกมาเล่นกีตาร์จบ คือทุกคนจะมาช่วยดูพาร์ตของกลอง ดูพาร์ตการร้องด้วยครับ

ทุกคนมีส่วนร่วมในการมองภาพรวมของเพลงทั้งหมด

ฮาย: ใช่ครับ แต่ว่าการวางไดเรกชันจะเป็นผมวางตั้งแต่แรก ให้มันเป็นแนวทางเดียวกัน

ความน่าสนใจของ E.P. Hers

ฮาย: จริง ๆ อยู่ที่การอัดแบบใหม่ตรงที่ว่า ถ้าไม่ชอบอัลบั้มนี้ก็อาจจะเกลียดอัลบั้มนี้เลยก็ได้ ลักษณะเหมือนว่ามีความยืดหยุ่นในแนวเพลงมาก

เซน: ค่อนข้างกว้างครับ

ฮาย: ใช่ ค่อนข้างกว้างครับ เพราะว่าแนวเพลงมันมีการผสมอย่างอื่นลงไปด้วย แล้วก็บางเพลงเป็นร็อก บางเพลงแบบมีส่วนผสมของ EDM มี trao มีอะไรต่าง ๆ มี R & B แต่ว่าความน่าสนใจคือมันเป็นตัวเรา ณ ตอนนี้จริง ๆ มันเป็นสิ่งที่คนอายุ 25ได้เขียนไว้ ณ ช่วงเวลานี้มี มายด์เซตแบบนี้ เพราะฉะนั้น E.P. นี้มันจะเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวของวง ณ ตอนนี้เป็นวัยรุ่นประมาณไหน มีมุมมองความรักเป็นแบบไหน แล้วมันก็เป็นที่มาของชื่ออัลบั้มด้วยครับ แบบของเธออะไรอย่างงี้มาจากผู้หญิงครับ

ใช้เวลาทำ E.P. Hers นานขนาดไหน

ฮาย: ความจริงเรามาอัดเร่งตอนท้ายครับ โดยปกติแล้วเวลาเราทำเพลง เราจะมีเวลาเยอะ จะทำไปเรื่อย ๆ พอมันไม่มีสโคปมันก็จะแตกออกไปเรื่อย ๆ พอเพลงนั้นเข้ามาแล้วชอบหรือว่าพอเราไปเจออะไรใหม่ ๆ ปุ๊บเราชอบเราก็จะเติมเข้าไป แต่เนี่ยมันมีการวางไทม์ไลน์ชัดเจนจากค่ายแล้วก็ตัวเราร่วมกัน เหมือนกับว่าพอเวลามันจำกัดปุ๊บเวลามันก็น้อยลง เราก็เลือกตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปครับ

เซน: ใช่ครับ

หยก: ตอนคิดชื่ออัลบั้ม คิดกันน่ารักดี มีรายชื่อผุดมาเยอะแยะมาก

มีชื่ออะไรแปลก ๆ บ้าง ?

หยก: มีเพลง “สูญ” อะไรอย่างงี้

ฮาย: “ญาติ” ชื่อเพลงญาติ 

หยก: แล้วก็ “อีโก้” ฮ่า ๆๆๆ

ฮาย: มีทั้งชื่อเพลงและชื่ออัลบั้มภายในประมาณหนึ่งชั่วโมง เรารู้สึกว่าเนี่ยความสดของวัยรุ่น เอาที่โดนใจที่สุดในตอนนั้นเลย ไม่งั้นเราคิดแตกแขนงไปเรื่อย ๆ 

เพลงไหนอัดยากที่สุดใน E.P. Hers

ฮาย: เอาพาร์ตร้องผมว่ามันจะมี เพลงนึงอยู่ในอัลบั้มชื่อเพลงว่า “เก็บฉันไว้ทำไม” ผมว่าเพลงนั้นอัดยาก

หยก: ของผมมีสองเพลงก็น่าจะเป็น “ไร้ความหมาย” กับ “เก็บฉันไว้ทำไม” เพลงไร้ความหมายคือเป็นกีตาร์ช่วงแรก ๆ มันเล่นน้อยมาก เก็บฉันไว้ทำไมนี่คือแบบยากตรงแอมเบียนต์ครับ

ฮาย: มันยากตรงที่ว่าซาวด์แอมเบียต์ในเพลงมันเยอะ มีแอมเบียนต์ค่อนข้างเยอะเพลงจะลอย ๆ ครับ

เซน: ของเซนเพลงที่ยากสุดก็คือเพลง “เก็บฉันไว้ทำไม”

ฮาย: อ้าวเหรอ ตอนแรกนึกว่าจะแบบไม่คิดจะยากเว้ย

เซน: ต้องบอกก่อนว่าเพราะทำมานานมากแล้ว คือเพลงที่เราทำเสร็จจะปล่อยเป็นเพลงที่สองใช่ไหม

ฮาย: ใช่

เซน: ก่อนที่จะปล่อย “ซ้ำซ้ำ” แต่ว่าถูกพับเก็บไป

ฮาย: ความจริงมันเสร็จไป 2-3 ปีแล้วนะเนี่ย

เซน: แล้วเราชินกับเวอร์ชั่นเก่า แล้วทีนี้คือเราก็แบบเล่นจนแบบชินมือละเรามาปรับ แล้วตอนอัดต้องนั่งตรงกระเดื่องกลอง เหมือนเพราะว่าเราพอปรับใหม่ปุ๊บเราเน้นความเป็นริทึ่มที่หนักขึ้น

ฮาย: ใช่ เพลงนี้น่าจะยากกันหมดเลยนะ การร้องก็ยาก 

อยากให้ทางวงช่วยรีวิว E.P. Hers ให้ฟังหน่อย

ฮาย: เพลงแรกจะเป็นเพลงที่ชื่อว่า “Hers” เป็นอินโทรมีเนื้อร้องภาษาอังกฤษ แล้วก็จะเล่าอารมณ์รวม ๆ ของแรงบันดาลใจทั้งหมดในอัลบั้มนี้ รวมถึงซาวด์ รวมถึงอะไรต่าง ๆ บรรยากาศในเพลง เพลงนี้จะเป็นการอัดกีตาร์เข้าไปนิดนึง นอกนั้นจะเป็นซาวด์อิเล็กทรอนิกหมดเลย จะเป็นแอมเบียต์แล้วก็ร้อง การดีไซน์ซาวด์ดีไซน์ต่าง ๆ เป็นแทร็กเปิดที่ให้รู้ว่าเหมือนบิวต์อัพ ว่าอัลบั้มนี้เป็นประมาณนี้ ก็จะเข้าแทร็กต่อไป ก็จะเข้าแทร็ก “ซ้ำซ้ำ”

เห็นว่ามีการรีมาสเตอร์?

ฮาย: ใช่คัรับ ซ้ำซ้ำเนี่ยมีการรีมาสเตอร์ตรงที่ว่าอัดร้องเข้าไปใหม่ครับ

แล้วท่อนแร็ปได้ใครมาร้อง?

ฮาย: ผมร้องเองครับ ก็จะร้องอีกวิธีนึง แล้วก็จะมีแบบพวกซาวด์เลเยอร์ร้องเข้าไปใหม่ มีการรีมาสเตอร์ใหม่ ก็อย่างที่หลายคนได้ฟังอันนี้จะมีความแตกต่างกันนิดนึง

เพลง “ไร้ความหมาย”

ฮาย: ไร้ความความหมายก็อย่างที่ทุกคนได้ฟัง มันเป็นเพลงที่เป็นตัวเปิดของอัลบั้มนี้ก็มีความแตกต่างชัดเจน

เพลง “ความคิดถึงที่ส่งไปไม่ถึง”

ฮาย: เพลงนี้เป็นเพลงช้าในอัลบั้ม เป็นฟีลแบบบัลลาดร็อก แต่ก็อย่างที่บอกคงความเป็นแอมเบียนต์อยู่เหมือนเดิม เพลงจะเบาถ้าเทียบกับความหนักของเพลง เพลงนี้จะเบาแล้วก็จะสื่อสารในด้านเนื้อหามากขึ้น ดนตรีทุก ๆ อย่างจะดีไซน์ให้เข้ากับเนื้อร้อง เป็นเพลงที่น่าจะฟังสบายที่สุดในอัลบั้มแต่ก็ยังคงความเป็น Paper Planes อยู่ มีเอกลักษณ์ความแอมเบียนต์มีความลอย

เพลง “เก็บฉันไว้ทำไม”

ฮาย: เก็บฉันไว้ทำไมเนี่ยจะได้ฟีลของโพสต์ฮาร์ดคอร์แบบหน่วง ๆ เพลงนี้แบบทำไว้นานแล้วแล้วตอนนั้นเราอินมาก

หยก: ทุกคนน่าจะชอบ เน้นแมสเสจที่สื่อไป เน้นอารมณ์ของดนตรี

ฮาย: ใช่เพลงนี้ก็ชอบตั้งแต่เขียนตอนแรกเลย ก็จะเป็นเพลงแบบผสมความอิเล็กทรอนิกไปนิดนึงช่วงหลัง ๆ ก็มีความลอย ๆ แบบโพสต์ฮาร์ดคอร์อีโมจะหนักไปทางโพสต์ฮาร์ดคอร์มากกว่า

เพลง “คำตอบเดิม”

ฮาย: เพลงคำตอบเดิมเนี่ยจะเป็น chill trap จะมีความเป็น trap R & B, trap soul อะไรประมาณนั้น เลยน่าจะเป็นเพลงที่แหวก ที่ฉีกที่สุด เพราะเราอยากมีเพลงที่เป็นอะคูสติกอยู่ในอัลบั้ม เรามองว่าการที่แบบว่าพอเป็นอะคูสติกปุ๊บเราต้องมีกีตาร์โปร่ง มันเป็นวิธีคิดแบบเดิม ๆ เราอยากจะฉีกออกมา เราเลยทำใหมันเป็นฟีลนั้น แต่เป็นซาวด์ดีไซน์ chill trap เป็น trap soul พลงก็เลยค่อนข้างฉีกถ้าฟังเพลงนี้เพลงเดียวก็อาจจะรู้สึกแปลก ๆ แต่ถ้าเกิดฟังไล่เรียงมาทั้งอัลบั้มเพลงนั้นจะเป็นเพลงปิดที่ปิดอัลบั้มได้ดี 

ทำให้อัลบั้มนี้ก็จะมีความเป็น EDM ค่อนข้างมากใช่ไหม ?

ฮาย: ใช่ครับ EDM แขนงต่าง ๆ 

ทางวงเริ่มไปได้รับอิทธิพลความ EDM มาช่วงไหน ?

ฮาย: จริง ๆ ก็ประมาณ 2-3 ปีที่แล้วครับ ช่วงหลังปีแรกของวงที่ปล่อยซิงเกิล “ก่อนเสียเธอไป” วงรู้สึกว่าในตอนนี้เรามีอิทธิพลที่แตกต่างจากเดิม เราเลยผสมสิ่งนี้เข้ามา จริง ๆ ในคอนเสิร์ตทั่วไปมันมีแอบใส่เล็ก ๆ เข้าไปแล้วตรงช่วงเบรกดาวน์ จริง ๆ เป็นวิธีคิดของ EDM แต่ว่าสัดส่วนหรือบาลานซ์เนี่ยมันยังไม่เข้มข้นเท่าเพลงอื่น ๆ คราวนี้เราเลยทำเพลงเก็บฉันไว้ทำไมขึ้นมา ตอนนั้นเราอินกับ trap มาก ๆ พวก trap/hiphop ซึ่งตอนนั้นในไทยแบบไม่ได้กระแสมากขนาดนี้เพิ่งเริ่ม ๆ แต่เรารู้สึกว่าเราชอบ ก็เลยได้ทำเพลงนั้นออกมา ก็เอาง่าย ๆ ว่าเริ่มตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของวง Paper Planes ที่ผมเริ่มรู้ตัวเองว่าไปทางไหน

ฮายรับหน้าที่โปรดิวเซอร์เองทั้งหมด ?

ฮาย: ใช่ครับผม โดยปกติจะมีพี่โน่เป็นโปรดิวเซอร์ในเพลงแรก พอเพลงที่สองเราก็คิดเองแต่หลัก ๆ ก็จะเป็นผม

การทำงานกับวงกับการทำงานกับคนอื่นอันไหนยากกว่ากัน

ฮาย: น่าจะทำงานกับคนอื่นเลย เพราะผมรู้สึกว่าวงยังใช้ภาษาเดียวกันได้ แต่บางคนเค้าอาจจะมีภาษาของเค้า เค้าอาจจะไม่ได้เข้าใจ เค้าอาจจะไม่ได้รู้วิธีการทำมาก แล้วก็ต้องแบบวิเคราะห์แปลจากเค้ามาอีกทีนึง แต่สำหรับวงเนี่ยอย่างเช่นอยากได้ซินธ์เสียงประมาณนี้ก็พูดได้เลย เพราะเพลงมันแบบสามารถเขียนได้เลย เขียนกลอง เขียนอะไรอย่างเงี้ย มันทำงานง่าย เพียงแต่ว่ามันจะยากตรงที่ว่าเราต้องคิดไอเดียตั้งแต่แรก เราไม่รู้ว่าวงจะชอบเหมือนเรามั้ย มันก็จะมีความเกร็ง ๆ นิดนึงแต่สุดท้ายก็ชอบหมด วงมันก็ตามใจเราเหมือนกัน

ซน: คือบางอย่างเราทำด้วยกันเนี่ย คือเราอยากจะพูดอะไรสักอย่างนึง มันจะต้องมีใครสักคนนึงเนี่ยบอกว่าอยากได้แบบนี้มันจะตรงกันนิดนึงครับ มันจะมีการสื่อสารร่วมกัน

ฮาย: ใช่มีจุดเชื่อมกันกันอยู่ ว่าแบบ “เออมึงคิดเหมือนกูเลย” จริง ๆ ก็พูดไปเรื่อยแล้วก็รื้อหมดเลย ฮา ๆ บทจะเทก็ทิ้งเลยครับ อย่างเพลง “ไร้ความหมาย” เนี่ยตรงนี้ไม่ใช่แบบนี้ก็เปลี่ยนทิ้งไป ผมก็เลยก็ทำอีกเวอร์ชั่นมาโผล่มาเป็นเวอร์ชั่นนี้ ทุกคนแบบเอา ๆ ก็โอเคแล้วก็จะทำงานง่ายครับ

แล้วแต่ละคนตอนทำเพลงมีปัญหาอะไรที่เจอบ่อยสุด ?

หยก: มันมีช่วงแบลงค์ แบงค์วงแคลช….

ทั้งวง : ฮ่า ๆๆๆ

ฮาย: ช่วงแบบคิดไม่ออกมันแบบเสียเวลา

หยก: มันมีวันที่เราเข้าแล้วก็คิดอะไรไม่ออก แล้วก็เสียเวลาไปกับการเล่นไอ้คูก้า เล่นเกมส์เล่นอะไรกัน

ฮาย: แต่ผมมองว่าคือผมเคยเสียดาย แต่จริง ๆ แล้วก็ได้ใช้เวลาร่วมกัน สองมันเป็นหนึ่งในโพรเซสที่จะต้องเกิดขึ้น การที่เราสมมติว่าเรามีเวลาทำเพลงหกชั่วโมง เราอาจจะแบ่งไปสามชั่วโมงได้เลยนะ แต่ว่าจิตใจเราต้องจดจ่อกับการทำเพลงนะ แต่มันว่างเปล่าก็ไม่เป็นไร นั่นคือช่วงรีบูตส์เครื่องอะไรก็ว่ากันไป หนึ่งในโปรเจกต์การทำงานมันต้องเกิดเรื่องแบบนั้นอยู่แล้ว แต่มันก็แอบเสียดายไม่ได้เกิดงาน แต่สุดท้ายถ้าเครื่องติดก็จะฟิตกันเลย แล้วก็ปัญหาตอนนี้มันก็ไม่มีแล้ว เพราะทุกอย่างมันลงตัวแล้ว คุยกันได้แล้ว มันมีทะเลาะกันบ้าง ถ้าแต่ก่อนก็จะมีปัญหาทะเลาะกันภายในบ้างอะไรอย่างงี้ครับ แบบไอเดียนี้ไม่ลงตัว เรื่องเวลา

เซน: น่าจะเป็นช่วงว่างเปล่าที่รู้สึกว่าตึงสุด มันไม่มีใครพูดอะไรอะ อย่างเพลง “ซ้ำซ้ำ” ช่วงนั้นนี่คือแบบว่าต้องมีช่วงสันทนาการ ตีปิงปอง ต้องแบบแบ่งเวลาไปตีปิงปองกันประมาณ 1-2 ชั่วโมง 

ฮาย: ใช่ แล้วขึ้นมาใหม่ สิ่งพิเศษสำหรับวงคือเขียนว่า Paper Planes ก็จริง แต่ชื่อเพลงมันไม่ได้ตามที่เราปล่อยออกไป มันมีโค้ดลับของมันทุกเพลงเลย อย่างเพลง “ซ้ำซ้ำ” เนี่ยชื่อเพลงว่า “ปิงปอง” เพราะว่าช่วงนั้นเรารีแลกซ์ด้วยกันลงไปตีปิงปอง

เซน: ลงไปตีปิงปอง แล้วก็ “เก็บฉันไว้ทำไม” นี่ก็เล่นเคาน์เตอร์กัน เถียงกันด้วยครับว่าอยากทำเพลงช้าว่ะ เพลงช้าส่วน 44 หรือ 68 ดีวะ ผมก็เลยแบบนั่งคุยกันว่า 44 มันได้อารมณ์เพลงช้ามากกว่าส่งไปได้มากกว่า และก็แบบเอ้อเพลงนี้ 44 เล่นเคาน์เตอร์ก็ใช้ 44 ก็เลยตั้งชื่อ Kug ฮ่า ๆๆๆ

ฮาย: เพลง “ไร้ความหมาย” ตั้งชื่อว่า “Help Dad” ฮ่า ๆ ช่วยพ่อ คุยกันไร้สาระ พูดถึงซาวด์อะไรไม่รู้ ก็เลยบอกพ่อจมน้ำเหรอ

เซน: ก็เลยเขียนชื่อเพลงว่า “Help Dad”

ฮาย: ดูมันฮามาก ๆ ฮ่า ๆๆๆ

แต่ละคนชอบเพลงไหนใน E.P. Hers บ้าง

เซน: ผมถ้าตอนนี้ชอบ “ไร้ความหมาย” รู้สึกว่ามันคือคอนเซปต์ที่เราจะสื่อออกไปในปัจจุบัน แต่ว่าเป็นความร็อกที่ไม่ได้ใช้ดนตรีที่หนักขนาดนั้น แต่ว่าเราเปลื่ยนไปในด้านตัวงานที่ส่งไป แล้วก็เรื่องซาวด์เรื่องอะไรผมรู้สึกว่าในเพลงละเอียดดีครับ

ฮาย: ถ้าให้ผมเลือกเพลงนึง จริง ๆ ผมชอบทุกเพลงแบบ แต่ละเพลงมันทำหน้าที่ต่างกัน แต่ว่าตอนนี้ที่ผมมาอินอยู่เพลงนึงคือเพลง “เก็บฉันไว้ทำไม” เพราะว่ามันเป็นเพลงที่ถูกทิ้งไปนานมากแล้ว และอยู่ดี ๆ มาฟังแล้วแบบน้ำตาจะไหลแบบทำไมถึงชอบวะ แต่รู้สึกว่าตอนนั้นเราทำไปแล้วแบบชอบเพลงนี้อะ พอเวลาซาวด์แอมเบียนต์มันมาพอเข้าท่อนนี้ปุ๊บรู้สึกเหมือนส่งอารมณ์มาก ๆ ก็เลยชอบเพลงนี้แล้วมันเป็นแบบฟีลแบบโพสต์ฮาร์ดคอร์ด้วย มานึกแบบตอนที่เราฟังช่วงนั้นหนัก ๆ 

หยก: เหมือนกับฮายนะ ก็ประมาณนี้ครับ คิดถึงตอนเล่นสดหรือว่าท่อนเบรกดาวน์พวกนั้นต้องบ้า ๆ แน่ ๆ คือมันเป็นแบบท่อนที่ส่งพลังขึ้นมา ส่งอารมณ์ แต่ผมก็มีชอบอีกเพลงนึงจริง ๆ ชอบทุกเพลงแต่ว่าถ้าชอบเป็นพิเศษก็จะเป็น “เก็บฉันไว้ทำไม” กับ “ความคิดถึงที่ส่งไปไม่ถึง”

ฮาย: เพลงช้าทำไมชอบ?

หยก: ถ้าช่วงเวลานั้นกูอกหักจริง ๆ กูฟังเพลงนี้คือร้องไห้

ฮาย: อ๋อ

หยก: เพราะว่าคนเขียนเนื้อมันดี กีตาร์ก็หล่อ มือเบสก็ไม่ต้องพูด ฮ่า ๆๆๆ

ฮาย: อวยกันเองแล้วแหละแบบนี้

หยก: ไม่มันเป็นซิงเกิลที่จะต้องปล่อยต่อไปด้วยครับ

Bhusan Rock Festival เป็นอย่างไรบ้าง ?

ฮาย: เอาในแง่ของคนดูก่อน

หยก: สาว ๆ คนดูนี่คือแบบ… หยอก ๆ คนดูน่าจะชอบเซนกันครับ

ฮาย: เค้าเหมือนกงยู ชื่อกงเย ฮ่า ๆๆๆ

เซน: ยัง ๆ เรารู้สึกว่าคนดูของเค้าอะเหมือนกับให้ความสำคัญกับศิลปินที่กำลังโชว์อยู่ แล้วก็มีสมาธิ

ฮาย: เค้าพร้อมมารับพลังอะไรสักอย่าง 

เซน: แล้วก็เอ็นจอยมาก ๆ 

ฮาย: มันทำให้เราส่งพลังไปแล้วมันถึงเค้าจริง ๆ แม้กระทั่งเราไม่ใช่ภาษาเดียวกันดนตรีคนละแบบ แต่ว่ามันส่งไปถึงคนดูครับ แล้วมันก็สนุกไปด้วยทั้งคนเล่นแล้วก็คนที่ฟัง 

เซน: ผมจำได้ตอนที่ฮายสื่อว่าเพลงนี้เพลงต่อไปคือเพลงของวงเราเองครับ คือเค้าก็แบบเอ็นจอยคือเค้าไม่เคยฟังนะแต่แบบตบมือเฮ

ฮาย: ใช่ เราบอกเค้าเพลงที่จะเล่นเล่นเป็นที่แรก เค้ารู้สึกแบบมันเป็นของที่เรามอบให้เค้าแล้วเราก็เอา “ไร้ความหมาย” ไปเล่นที่แรกก็กลายเป็นว่ามันสนุกเนาะ แล้วก็โปรดักชันของเค้าดีมาก ๆ ครับ ทีมงานดีมาก มันได้บรรยากาศที่เราอยากไปเล่นจริง ๆ แบบตอนเราดู Vans Warped Tour ฟีลแบบนั้นเลยครับ

เซน: ซึ่งปีที่เราไปเล่นเค้าเปิดการขายบัตรเป็นปีแรกด้วย ปกติเป็นงานฟรีครับ ตอนแรกก็แบบวงเราจะมีคนมาดูเยอะป่าวว้า

ฮาย: แล้วคนก็เยอะ

หยก: เสียดาย System of a down

ฮาย: ใช่ครับอันนั้นโดนหลอก ผมว่าคนซื้อบัตรไปเพราะว่าวงนั้น

พอลงเวทีมามีวงอื่นมาพูดคุยอะไรด้วยหรือเปล่า ?

ฮาย: ใช่ มีอยู่ครับ ก็วงที่เล่นก่อนหน้า แล้วก็วงที่กำลังจะขึ้นเล่นแต่เค้าพูดภาษาเกาหลีครับ มีวงสาว ๆ มาคุยกับหยก

หยก: จำไม่ได้ละคุยอะไร เค้าแวะมาทักทายครับ ฮ่า ๆๆๆ

ได้เจอแฟนเพลงท่เกาหลีด้วยไหม ?

ฮาย: มันไม่ทันมี เพราะว่าเราเล่นเสร็จแล้วออกเลย แต่ว่าเราจะไปเจอสนามบินตามสถานที่ต่าง ๆ 

เซน: อย่างเช่นสนามบินก็จะมีแอร์โฮสเตสจำได้ 

ฮาย: ใช่จำได้ แล้วก็มีแฟนเพลงตามมา แฟนเพจบ้างในไอจีมาฟอลอะไรอย่างงี้ครับ แต่ก็คิดว่าจะได้แฟนเพลงมาประมาณนึงเหมือนกันเหมือนได้รู้จักเค้าก็ชอบ

รู้สึกยังไงครับที่มีคนเอาซาวด์ของเราไปเปรียบเทียบกับ Bring Me the Horizon

ฮาย: อ๋อ ผมว่าเป็นเรื่องปกตินะ เพราะว่ามันอยู่ที่ว่าเปรียบเทียบในแง่ไหน ถ้าเปรียบเทียบในแง่แนวประมาณเดียวกัน โทนสไตล์วงคล้าย ๆ กันไม่ค่อยซีเรียสครับ มันเป็นเรื่องปกติเพราะว่าในแต่ละแนวหรือแต่ละวงมันจะมีกลุ่มก้อนซาวด์ประมาณนี้วงประมาณนี้ แต่อยู่ที่ว่าวงไหนจะดึงเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองได้มากที่สุดในตอนนี้ ซึ่งการเอาไปเปรียบเทียบมันไม่ผิดครับ เพราะว่ามันเป็นไปได้ แต่ว่ามันก็จะมีอีกแง่ที่แบบเป็นแง่ของการละเมิดลิขสิทธิ์

ความแตกต่างระหว่าง Inspiration กับ Copy

ฮาย: ผมว่าถ้าคิดแบบเร็วที่สุดในตอนนี้มันน่าจะเป็นเรื่องของวิธีคิด สมมติว่าเราจะทำเพลงขึ้นมาเพลงนึง แล้วก็การก็อปเนี่ยเหมือนกับว่าเราใช้เพลงนั้นหรือว่ารูปแบบที่เค้าคิดมาเลยเนี่ยเอามาตัดวาง คือเหมือนเราไม่ได้คิดเพิ่มเติม แต่เราแค่เอามาตัดแล้วก็วางลงไปหรือว่ามันมีความใกล้เคียงกับแบบนั้นมาก ๆ นิดเดียว ซึ่งมันจะอ้างอิงไปถึงเรื่องของลิขสิทธิ์สากลโลกด้วยว่าบิดทอนประมาณเท่านี้ ผมว่าใช้เป็นเกณฑ์กลางกรอบบาง ๆ ได้ ส่วนแรงบันดาลใจผมว่าคือลักษณะการใช้วิธีคิดมาปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้มันน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สมมุติว่าเราชอบวงร็อกวงนึง เราเรียนรู้วิธีคิดของเค้าเองเช่น เค้าจะมีพวกซินธิไซเซอร์หรือว่าการผสมแบบนี้เราก็เรียนรู้วิธีคิดของเค้าครับ อย่างเช่น เราเรียนรู้วิธีคิดว่า “อ๋อ เนี่ยงานนี้มันเป็นแบบนี้ทำซาวด์ที่แบบว่าใส่ออร์เคสตรา” แต่เราไม่ได้แบบไปก็อปโน๊ตเค้ามาอะไรอย่างงี้ครับ เราเหมือนเอามาเป็นกรอบบาง ๆ ของเราแล้วเราผสมความเป็นตัวเองเข้าไป ก็คือการพัฒนาครับ เหมือนกับเราเอาสิ่งที่เค้าพูดมาแล้วมาวาง แต่ว่าพูดใหม่หรือทำใหม่ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นเราใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ซึ่งจริง ๆ เมืองนอกแทบไม่ซีเรียสเพราะว่ามันมีคำแนะนำว่าเราซื้อแผ่ซีดีเพลงนี้ไปสำหรับคนที่ชอบวงไหน เค้าจะเขียนชัดเจนเลยว่าแบบบางคนที่ชอบวงนี้แม้แต่ที่ไม่ใช่ค่ายของวงนั้นก็ตาม สมมติว่าซีดี Paper Planes สำหรับคนที่ชอบแบบ Bring Me the Horizon ชอบแบบ coldrain อะไรอย่างงี้

หยก: พวกแบบ Spotify, Apple Music 

ฮาย: อ่า ใช่อะไรประมาณนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่มีวงคล้าย ๆ กัน

มีอะไรอยากจะบอกคนที่เข้าใจผิดเราอยู่จนถึงทุกวันนี้ไหม

ฮาย: ผมว่าความยากมันคือการไปเปลี่ยนเค้านี่แหละครับ เราไม่รู้ว่าเค้ามีคนแบบไหน หรือว่าอะไร แต่ว่าผมพยายามมองว่ามันไม่สำคัญต่อเพลงมาก เพราะว่าถ้าเราคิดว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีไดเรกชั่นที่ชัดเจน แล้วเราก็มุ่งไปข้างหน้าพิสูจน์ตัวเองเลยครับ สุดท้ายแล้วคือเราไม่รู้ว่าเค้าอยู่ในระดับไหน ถ้าเค้าเป็นระดับแบบ hater ต่อให้เราอยู่สูงกว่านี้เค้าก็ยังเกลียดเราอยู่ดี เราก็ต้องยอมรับข้อเสียให้ได้ แต่ว่าผมว่าปล่อยผ่านดีกว่า แล้วสิ่งที่สำคัญคือเราต้องแคร์แฟนเพลง ผมรู้สึกว่าปล่อยผ่านคนพวกนี้ได้ แต่เราไม่ความปล่อยผ่านแฟนเพลง มันเกิดอะไรขึ้นเราควรจะอธิบายให้พวกเค้าเข้าใจว่าโอเคคุณเชื่อมั่นในตัวเราได้นะ ในการที่คุณจะเลือกวงสักวงมาเป็นวงที่ชอบเนี่ยแล้วมั่นใจว่า Paper Planes ไม่ได้ก็อปแบบนั้น แล้วก็มีวิธีคิดเป็นของตัวเองและก็ตั้งใจทำผลงาน แล้วก็ตั้งใจให้คุณเข้ามาทำความรู้จักกับเราจริง ๆ และก็มีวงเราเป็นวงที่ชื่นชอบ เราอยากให้วงเราเป็นหนึ่งในวงที่คุณชื่นชอบจริง ๆ แล้วก็มุ่งหน้าต่อไปครับ

มีอะไรอยากจะขอบคุณแฟนเพลงที่เข้าใจเราบ้างไหม

ฮาย: จริง ๆ ก็ต้องขอบคุณนะ ผมว่าจริง ๆ คนที่เข้าใจไม่ใช่แฟนเพลงบางคนหรือแม้แต่คนแต่งเพลงอยู่แล้วก็เข้าใจ เค้าไม่ได้หลับหูหลับตาที่จะรักเรา เค้ามีวิธีคิดทัศนคติที่ดี ผมว่ามันก็เป็นโชคดีของวงที่ได้แฟนเพลงประมาณนี้ ไม่ว่าเราจะปรับเปลี่ยนอะไรหรือยังไงเติบโตไปเป็นแบบไหน เค้าพร้อมที่จะซัพพอร์ตเราเสมอ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็อยากขอบคุณพวกเค้า เพราะว่าเค้าเป็นส่วนนึงที่จะทำให้เครื่องบินกระดาษลำนี้บินต่อไปได้ เค้าเหมือนเป็นลมที่คอยแบบพยุงเรา ส่วนความเป็นตัวเองของเราเนี่ยเราก็สร้างจากตัวเรา ถ้าเค้าชอบเหมือนเรามันคือจบเลย

เซน: ก็รู้สึกอยากขอบคุณครับที่มีคนที่เห็นค่าจริง ๆ เราตั้งใจทำมาก เห็นค่าในสิ่งที่เราทำ แล้วก็จะให้ความสำคัญกับเค้าเหมือนกัน

หยก: ขอบคุณครับ ขอบคุณที่คอยซับพอร์ตคอยสนับสนุนพวกเรา แม้ว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น เค้าก็ยังมั่นใจในตัวเรายังรักและซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ

ฮาย: ใช่เราก็จะทำตัวให้สมกับที่เค้าเลือกเรา Paper Planes เป็นวงที่ชอบ

E.P. Hers ใครอัดในพาร์ตกลองให้ ?

ฮาย: อ๋อ พี่ตั้มครับ พี่ตั้มแชมป์ Overdrive Drum Fact 2

ทางวงจะมีการเพิ่มสมาชิกมือกลองกลับมาเป็นถาวรด้วยไหม ?

ฮาย: ในอนาคตไม่แน่ครับ แต่ว่า ณ ตอนนี้คือพวกเราแฮปปี้กับสามคนมาก ๆ เพราะรู้สึกเราอยากนำเสนอแบบใหม่ด้วยว่าจริง ๆ แล้วสามคนก็คือวงร็อกได้ เป็นวงได้ไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกครบ อยากนำเสนอว่าเนี่ยวงร็อกสามคน

เป้าหมายต่อไปของ Paper Planes

ฮาย: ก็คงทำให้วงมีฐานแฟนเพลงมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะมีงานมากยิ่งขึ้น แล้วก็ขยับสเกลงานให้มันใหญ่มากยิ่งขึ้น แล้วก็ทำเพลงต่อไปอะไรประมาณนี้ครับ

พูดถึง Headbangkok

ฮาย: จริง ๆ วันนี้ก็คุยกันอยู่เนอะเรื่องการเจริญเติบโตของ Headbangkok

หยก: ก็ต้องยินดีกับ Headbangkok ด้วยครับ

เซน: ก็ต้องเรียกว่าเป็นสื่อหลักของแนวเพลงร็อก

ฮาย: ก็ตอนแรกคืออันนี้ก็เป็นเหมือนกับว่า ด์เค้าเรียกว่าอะไรอะ ตอนแรกทีม Headbangkok ยังไม่ได้เป็นสื่อกว้างขนาดนี้เป็นกลุ่มอันเดอร์กราว เป็นสื่อหลักของคอเพลงร็อก ผมว่าน่าจะโตขึ้น คือมันเรียนรู้อย่างนึงนะว่าแบบการที่เราทำต่อเนื่องคือเราไม่หยุดอะไม่ว่าจะยังไงมันต้องมีผลลัพธ์ที่ดีสักวันนึง สักแง่นึง แต่ว่ามันคนละแง่กับความพยายาม เพราะว่ามันเป็นเรื่องความรักอย่างน้อย ๆ ถ้าเราพยายามแม้แต่ในเรื่องความรักก็ตามถ้าเราแบบพยายามไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยถ้าเค้าไม่รักเราอย่างน้อยเราก็ได้เรียนรู้กับความรักครั้งนั้น เราก็ยังได้แบบว่าความพยายามไปถึงจุดนึงก็ยังรู้ตัวว่าคือเราก็เข้มแข็งขึ้นนะเราก็ยังแบบมีความพยายามอะไรอย่างงี้ แต่ของ Headbangkok คือมันพยายามมาเรื่อย ๆ แล้วแบบต่อเนื่องสุดท้ายมันก็โผล่ขึ้นมา

หยก: แล้วมันก็เริ่มแบบเห็นผล

ฮาย: เออมันก็เห็นผล เชื่อว่ามีสปอนเซอร์นานแล้วนะ

เซน: Headbangkok เป็นสื่อใหญ่ดนตรีทางร็อกที่ไม่กี่สื่อในตอนนี้ที่แบบลึก และรู้สึกได้เลย ซึ่งแสดงได้ว่าสื่อที่จะเติบโตขึ้นได้มันต้องมีคุณภาพมาก

ฝากผลงานและช่องทางการติดตาม Paper Planes

หยก: ก็ E.P. Hers สามารถเข้ามาซื้อที่ตึก Gmm Grammy ชั้น 33 ราคาแค่ 199 บาทเอง แล้วก็เพลง “ไร้ความหมาย” ก็สามารถฟังได้ทุกช่องทางสตรีมมิ่ง และมิวสิกวิดีโอในยูทูป เพจเป็น Paper Planes และก็ @paperplanesofficial ในไอจีครับ และก็มีกรุ๊ปอยู่ใน Facebook เรียกว่ากลุ่มลับที่จะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น

ฮาย: เอาไว้ติดต่อกับกับแฟนเพลง เป็นคอมมูนิตี้เป็นชาวเครื่องบินกระดาษ แฟนเพลงตัวจริงจะมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น

หยก: ชื่อกลุ่มว่า Paper Planes Family ครับ

ทาง Headbangkok ต้องขอบคุณวง Paper Planes และ genie records ที่อำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ขอบคุณ Bevbar Care แยกบางพลัด ที่อำนวยความสะดวกสถานที่ด้วยครับ