พงษ์พันธ์ พลสิทธิ์ หรือที่ทุกคนในวงการเพลงไทยรู้จักกันในชื่อ โอ๊ค Big Ass มือเบสมากประสบการณ์ มากฝีมือ ผู้คอยคุมจังหวะจะโคนภาคริธึมให้กับวงมาเป็นเวลาเนิ่นนาน

นอกจากการเป็นมือเบส โอ๊ค (หรือพี่โอ๊คสำหรับพวกเราทีมงาน Headbangkok) ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจอีกมาก ทั้งการเป็นโปรดิวเซอร์ ผู้สร้างงานศิลปะ ผ่านการเล่นดนตรีในต่างแดน รวมถึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกชีพวง Oblivious ที่เพิ่งกลับมาปล่อยเพลง Blacksmith” ให้ฟังกันไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนด้วย จากหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำมา น่าจะพอพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเขาคนนี้ประสบความสำเร็จ

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นเดียวกันกับศิลปินท่านอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะผ่านอะไรมาบ้าง คำตอบถูกรวมเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ Wazzup Rocker ชิ้นนี้แล้วครับ

  • เรื่อง: ธนเจต วินัยกุลพงษ์
  • ภาพ: พรพินิจ ปรีดานนท์

วัยเด็กกับดนตรีร็อก

จริง ๆ แล้วผมโตมากับที่บ้าน คือคุณพ่อคุณแม่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง เป็นคนที่ชอบฟังเพลง ชอบเปิดวิทยุฟัง ส่วนใหญ่เป็นเพลงสากล ผมเป็นน้องคนสุดท้อง ก็จะได้รับอิทธิพลการฟังเพลงมาจากทั้งพ่อและแม่ รวมถึงพี่ชายคนโตด้วย คุณพ่อจะชอบเปิดแนวโฟล์ก พวก Lobo, Simon & Garfunkel และ The Carpenters พอโตขึ้นมาหน่อยพี่ชายก็ฟังเพลงร็อกที่หนักขึ้นพวกวง Kiss, UFO, Black Sabbath, Deep Purple หนักขึ้นมาหน่อยเป็น Guns N’ Roses จนพอเราเป็นวัยรุ่นเราก็เริ่มที่จะฟังเพลงหนักขึ้นมาอีก เป็นช่วงที่ Metallica ทำอัลบั้มอยู่เป็นยุคแธรช จำได้ว่าชุดแรกที่ฟังคือ And Justice for All แล้วก็มาฟังชุดปกดำ แล้วค่อยมาย้อนฟังงานเก่า ๆ ของ Metallica

ยุคนั้นพวกแธรช พวกสปีดเมทัล ค่อนข้างคึกคักมาก ไม่ว่าจะเป็นพวก Anthrax, Sepultura, Pantera อะไรอย่างงี้ ยุคนั้นก็จะเป็นยุคเทปพีค็อก ไม่แน่ใจว่าเกิดทันกันมั้ย (หัวเราะ) เค้าขายเทปผีกัน ตอนนั้นก็มีตังค์น้อยที่จะซื้อเทปลิขสิทธิ์กัน เราสามารถซื้อเทปสามม้วนได้แทนที่เราจะได้ไปซื้อเทปม้วนเดียว (หัวเราะ) แต่ถ้าอันไหนที่เราอยากเก็บก็ยอม แรก ๆ จะซื้อพวกรวมฮิตยุค ’70s และ ’80s พวก Black Sabbath, Uriah Heep, Led Zeppelin เราก็จะโต ๆ มากับการฟังเพลงพวกนี้ซะเยอะ

เริ่มต้นจับเครื่องดนตรี

พี่ชายผมเป็นนักดนตรี เราก็ได้ตรงนี้มาจากเค้า ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง วิธีการเรื่องจับเครื่องดนตรี พี่ชายผมเล่นกีตาร์ เค้าก็เริ่มสอนให้เราเรียนรู้เรื่องจับคอร์ด หลังจากนั้นก็เริ่มหาซื้อหนังสือมาดูเปิดอ่าน แล้วก็เริ่มที่จะสนใจเรื่องดนตรีมากขึ้น

ความฝันอยากเป็นนักดนตรี

ช่วงเรียน ปวช. ที่ช่างศิลป์ ช่วงนั้นจะเริ่มหาเพลงที่หาฟังไม่ได้ทั่วไป เราจะเริ่มจะหางานพวกอันเดอร์กราวด์ในยุคนั้นมาฟัง งานที่มีวิธีคิดแตกต่าง อย่างยุคนั้นที่จำได้ก็จะเป็นวง เนื้อกับหนัง ยุคนั้นเพลงทั่วไปเราก็จะได้ยินจากทีวี วิทยุทั่วไป แต่ด้วยความที่เราเรียนศิลปะ เราก็รู้สึกอยากฟังอะไรที่แตกต่าง แล้วด้วยความที่แบบ เราก็มีความรู้สึกว่าอยากจะมีวิธีคิดที่แตกต่าง เราก็เลยลองฟังเพลงที่มันดูยากขึ้น ที่มันไม่ได้พูดถึงความรัก ไม่ได้พูดถึงชีวิตวัยรุ่น เราก็อยากฟังงานที่มันซีเรียสมาก หาฟังได้ยาก และงานที่ไม่ซ้ำกับในตลาดตอนนั้น เราก็จะเลือกฟังพวกเพื่อชีวิต แล้วก็งานร็อกอันเดอร์กราวด์ตอนนั้นอย่าง ดอนผีบิน หิน เหล็ก ไฟ หรือดิโอฬารโปรเจกต์ยุคแรก ๆ

จนมากระทั่งมาเจอเพื่อน ๆ วง Big Ass ตอนนั้นยังไม่ได้มีชื่อวงนี้นะครับ ตอนนั้นช่วง ปวช. ปีสอง-ปีสาม เราก็จะไปขลุกอยู่บ้านอ๊อฟ (พูนศักดิ์ จตุระบุล มือกีตาร์) เหมือนตอนนั้นมือเบสเค้าออกพอดี กำลังมองหามือเบสใหม่ เราก็เลยต้องมาเล่นเบส ได้เริ่มจับเบสมากขึ้น ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มอยากจะเป็นนักดนตรี เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย เราอยากจะซีเรียสกับมัน

จริง ๆ ตอนมัธยมก็เคยมีวงมาก่อน แต่เพื่อน ๆ Big Ass เป็นเพื่อนที่เราอยากจะเล่นกับเค้ามากที่สุด เค้ามีความตั้งใจเป็นนักดนตรีสูงมาตั้งนานแล้ว คือเราก็อยากจะเจอคนที่จริงจังในการทำงานหรือเล่นดนตรีแบบนี้ ปกติจะเจอแบบ เฮ้ย กูไม่ว่างเว้ย ต้องเรียนหนังสือ อะไรแบบนี้ แต่ว่าในตอนนั้นเพื่อน ๆ Big Ass มีความตั้งใจสูงมากๆจริง ๆ เค้าอยากจะเล่นดนตรีที่มันแตกต่าง ในยุคนั้นไปประกวดวงส่วนมากจะเอาเพลงแจ๊สไปประกวด แต่เราเอาเพลง One” ของ Metallica ไปประกวด เอาเพลงยาก ๆ ของ Metallica ยุคนั้นมาประกวด แต่สุดท้ายก็ตกรอบ (หัวเราะ) แต่ถ้าพวกวงที่เอาแนวแจ๊ส แนวฟิวชัน แนวโปรเกรสซีพร็อกไปประกวดจะเข้ารอบ คือเราจะเน้นเล่นเป็นทีมเวิร์ก ยุคนั้นส่วนมากเค้าจะยังไม่ค่อยเก็ต

ชีวิตในอเมริกากับวงกรันจ์ฝันสลาย

วันหนึ่งผมต้องแยกกับวง Big Ass ไปอยู่ที่อเมริกา นั่นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในการเริ่มหันมาฟังดนตรีที่แตกต่างมากขึ้น ได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับนักดนตรีเมืองนอก ได้มาทำเพลง เราก็ตั้งใจจะเป็นนักดนตรีเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งตอนนั้นเราเล่นแนวกรันจ์ ช่วงนั้นกำลังดัง โดยเฉพาะซีแอตเทิลซาวด์ เราก็จะเล่นแนวคล้าย ๆ กับ Pearl Jam, Soundgarden แล้วก็พวกสโตนเนอร์ร็อก งานของนักร้องมือกีตาร์ Queens of the Stone Age และอีกหลาย ๆ วง

ก็เริ่มทำเพลงกับฝรั่ง ได้เรียนรู้วิธีคิด คือเค้าจะไม่คิดถึงการเล่นคัฟเวอร์เลย เค้าจะพยายามทำอะไรก็ตามที่เป็นตัวเค้ามากที่สุด พยายามสลัดทุกอย่างออกไปเพื่อที่สร้างงานให้เป็นตัวเองมากที่สุด ตอนนั้นก็เล่นไปทั้งหมด 3 วง ที่จำชื่อวงได้วงนึง คือ Drunk Store Cowgirl ก็มีโอกาสทำเพลงในลักษณะสไตล์อินดี้ คือ ทำเองขายเอง แล้วก็ออกไปหางานเล่นเอง จะมีรถตู้อยู่คัน จะลงทุนซื้อเครื่องดนตรี ลำโพง มิกซ์เซอร์เองทั้งหมด แพคลงไปรถตู้ ขับออกไปนอกเมืองเล่นตามร้านต่าง ๆ มีคนดูบ้าง ไม่มีบ้าง บางงานตอนวงเราเล่นคนก็เดินออกหมดก็มี ก็เจอมาทุกสภาพ หรือบางทีไปเล่นตามร้านเถื่อน ๆ พวกไบค์เกอร์ ตีกันบ้าง ก็สนุกดี ได้ประสบการณ์

แต่วงก็อยู่ไม่นานไม่รู้ว่าเพราะด้วยวงหรือด้วยคน เพราะความคิดของแต่ละคนแข็งมาก ไม่มีใครยอมใคร เป็นตัวของตัวเองสูง พอตั้งวงมาซักพักก็แตก เราก็แอบคิดแบบ “แม่งจะไปรอดมั้ยเนี่ยอาชีพนักดนตรี” เราก็รู้สึกท้อ อยู่เมืองนอกมา 8 ปี เล่นดนตรีกับฝรั่งมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เราเจอวงแต่แบบไม่ค่อยสามัคคีกัน เราก็ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองด้วย ไม่มีครอบครัวสนับสนุน ถ้าจะมุ่งหน้าดนตรีอย่างเดียวก็ต้องสละเยอะเหมือนกัน

แต่ก็โชคดีที่ได้มีโอกาสวงใหญ่ๆหลาย ๆ วงเช่น System of a Down ช่วงนั้นดังมาก วง Mudvayne วง Nothingface วง Disturbed แล้วก็ Stone Temple Pilots เราทึ่งแบบพวกวงฝรั่งเวลาเล่นสดมันทรงพลังมาก ผมเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงอยากดูคอนเสิร์ตกัน มันต่างจากที่เรานั่งฟังซีดี มันซึบซับพลังที่เค้าส่งออกมายังคนดู ผมประทับใจ Scott Weiland นักร้องนำวง Stone Temple Pilots มาก เค้าสุดยอดมาก ๆ

เริ่มต้นชีวิตกับวง Big Ass อีกครั้ง

ก็มีอยู่วันหนึ่งมีเสียงกริ๊งโทรศัพ์มาถามว่า “เฮ้ย มึงยังเล่นเบสอยู่นี่หว่า มึงกลับมาเล่นดนตรีด้วยกันมั้ย” ก็เป็นหมู (อภิชาติ พรมรักษา มือกีตาร์อีกคน) โทรมาหาจากประเทศไทย เป็นจังหวะที่เรากำลังอยากจะกลับไปที่ไทยพอดี พูดตรง ๆ ว่าเราเบื่อ พอดีตอนนั้นเราก็ได้แฟนเป็นคนไทย แต่ตอนนั้นไม่รู้จริงๆว่า Big Ass ไปถึงไหนแล้ว แต่ก็รู้ว่าวงได้ออกเทป แล้วเพื่อนมันก็ส่งเพลงมาให้ฟังตลอด เราติดตามแบบดีว่ะ มึงได้ออกเทป เจ๋งว่ะ ดีใจกับเค้าที่ได้ทำตามความฝันให้เป็นจริงได้ จนกลับมาก็ตกลงกันว่าจะลองมาลุยกับเพื่อน ๆ ในวงดู ซึ่งตอนนั้นก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่ากูจะรอดมั้ย เพราะเราเองไม่ได้กลับมาไทยเลย 8 ปี เราแทบจะเป็นคนที่นู่นไปแล้ว ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งอะไรต่าง ๆ เหมือนเราเริ่มต้นใหม่ ก็กลับเข้ามาร่วมวง Big Ass เป็นช่วงก่อนชุดที่ 3 คือชุด My World ตอนนั้นเดโมเสร็จแล้ว เป็นจังหวะที่ต้องเข้าห้องอัดพอดี เราก็ได้ไปอัดไปห้าเพลง อีกห้าเพลงอ๊อฟเป็นคนอัด

ตอนนั้นเอาจริง ๆ ก็ไม่รู้เลยว่าจะมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะว่าตอนนั้นวงก็ถูกค่ายกดดันเหมือนกัน สองชุดแรกก็ไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะมีเพลงดังที่ออกมาอย่างเช่น “ก่อนตาย” และ “ทางผ่าน” แต่ถ้าพูดถึงยอดขายกับโชว์ก็ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับวงอินดี้ในยุคนั้น หรือวงที่ดังในยุคนั้น เพื่อนก็บอกว่าถ้าไม่รอดก็กลับเมืองนอกแล้วกันนะ (หัวเราะ)

แต่ผมว่าชุด My World คือชุดที่ลงตัวที่สุดในยุคนั้นนะ มันมีทั้งความเรียบง่าย ความฟังง่าย และความลงตัวของเพลงอยู่ มันทำให้อัลบั้มนั้นมันทำงานได้อย่างมีศักยภาพมาก จนกระทั่งได้ย้ายมาอยู่กับ Grammy พอมาเข้าชุด Seven ก็จะมีเพลงดังที่เราได้ยินกันอย่าง “เล่นของสูง”, “ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็ก”, “คนไม่เอาถ่าน” จนอยู่มาถึงปัจจุบันครับ

ต่างชาติ vs. คนไทย

ผมว่ามันไม่แตกต่างที่ระบบนะ มันแตกต่างที่คนมากกว่า ถ้าคนในวงพร้อมใจที่จะร่วมมือการทำงานเพลง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันดีอยู่แล้ว ถ้าคนนึงจะเอาอย่างโน้น คนนึงจะเอาอย่างงี้ มันก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ โชคดีที่ Big Ass เป็นวงที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันสูง เรารู้หน้าที่ซึ่งกันและกันว่าควรจะทำอะไร มันทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราตั้งใจทำงานมันจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ผมได้เรียนรู้จากทุกคนในวงไม่ว่าจะเป็นกบ (ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง) อ๊อฟ หมู ในการทำงาน ตอนแรกเรามาถึงเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้สึกปรับตัวยากในการทำงาน คือเราฟรีสไตล์มา แต่กับ Big Ass มันเป็นขั้นเป็นตอนมีระบบ มันใช้เวลาในการเรียนรู้เหมือนกัน ต้องขอบคุณเพื่อนๆในวงมากๆที่เข้าใจ ให้โอกาสเราและให้เวลาเราปรับตัวครับ

จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง

จริง ๆ แล้วผมก็สนใจอยู่แล้วนะเรื่องเบื้องหลัง คือเราเห็นเพื่อนทำเบื้องหลังมาตลอด ทั้งอ๊อฟ กบ หมู ที่แบบทำเพลงแล้วก็ทำงานเบื้องหลังให้ศิลปินดัง ๆ มากมาย เราก็ศึกษางานส่วนนี้มาตลอด จนกระทั่งเราได้เริ่มมาโปรดิวเซอร์ให้กับวงใน Hot Wave ตอนแรกก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะทำได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันต้องมีความรู้รอบตัวเหมือนกันในการทำงาน ต้องมีทักษะทำงาน มีจิตวิทยากับวงในการอยู่กับวง เข้าใจวง หรือจะเป็นเรื่องของการดูเรื่องของเพลง ระบบการทำงาน การจัดสรร การจัดการทุกอย่าง แต่ก็โชคดีที่เรามีคนเก่ง ๆ รอบตัวเราอยู่แล้ว เราก็ใช้โอกาสนี้ในการถาม ก็โชคดีที่เพื่อนเค้าก็ให้ความรู้กับเราหลายอย่าง ก็ทำให้เรามั่นใจว่า เฮ้ย ต้องทำได้

ปีนั้นก็ทำวงเข้ารอบ แล้วก็ทำซิงเกิลไปให้วง Not Sleep พอมาเปิดห้องซ้อม สังกะสี Studio ก็เริ่มมีวงเข้ามาขอคำปรึกษา เราก็เริ่มได้ลองโปรดิวซ์งานจริงจังมากขึ้น

ห้องซ้อมสังกะสี Studio

มันเกิดจากกบหาห้องซ้อมกลองแล้วก็มาถามแบบ “เออ ถ้าเปิดห้องซ้อมมึงเอาด้วยมั้ย” ก็แบบ “ลองดูวะ” ก็เลยมาได้ตรงนี้

เจ้าของที่ก็อยากให้เราทำมาตั้งนานแล้ว ตอนแรกตั้งใจเพื่อซ้อมกันเองเฉพาะวง Big Ass หรือเพื่อน ๆ ที่รู้จักกัน แต่พอทำแล้วรู้สึกไม่สุดไม่ได้ว่ะ มันต้องเต็มที่กับตรงนี้ ก็เลยตั้งใจที่จะทำตรงนี้เพื่อจะให้วงอื่น ๆ มาใช้บริการด้วย

สมาชิกคนที่ 6 ของ Oblivious

คือผมรู้จักกับเมย์ (ณัฐนนท์ ศรีศรานนท์ มือกลอง) เป็นการส่วนตัวอยู่มานานแล้ว มันเริ่มจากงาน Rock Alarm เมื่อปีที่แล้ว เมย์ก็ชวนเรามาช่วยทำโปสเตอร์งานให้หน่อย ให้คิดคอนเซปต์มาให้ แล้วเค้าก็ชอบ เป็นรูปหัวใจกับนาฬิกา

แต่ตอนนั้นเราก็แปลกใจที่อยู่ดี ๆ เค้าก็อยากจัดงาน เค้าบอกว่า “ผมกลับมาซ้อมกับ Oblivious แล้ว แต่ยังไม่มีที่เล่น” ตอนแรกผมก็คิดว่ามีเฉพาะแค่วง Oblivious เล่น แต่ปรากฏว่ามีวงอื่น ๆ มาเล่นด้วย ช่วงนั้นวงก็มาซ้อมที่สังกะสีบ่อย มีอยู่วันนึงเราก็อยากหาคอนเทนต์ลงเพจสังกะสีซะหน่อย เราขอเข้าไปอัดคลิปหน่อย ก็เลยเอาโกโปรเข้าไปอัดตอน Oblivious ซ้อม เป็นครั้งแรกที่เราได้ดูวงนี้เล่นสดในห้องซ้อมด้วย เราก็แบบ “พวกมึงไปอยู่ไหนกันมาวะเนี่ย มึงเล่นกันแบบโคตรเดือด” คือเราเคยเจอ Oblivious นานแล้วตามงาน น่าจะย้อนไปซักสิบกว่าปีได้ ช่วงอีโมกำลังเฟื่องฟู เคยเจอพวกมันแต่ไม่กล้าคุยกับพวกนี้ว่ะ แม่งน่ากลัว เดี๋ยวแม่งแซว สักเต็มตัวเลยแต่ละคน แต่งตัวกันแบบ… แต่ละคน จะต่อยกูปะวะ (หัวเราะ)

จริง ๆ ผมก็เคยคุยกับบอย (ธนวัตน์ ไตรยัญสุวรรณ อดีตมือเบส) นะ พอหลังจากนั้นก็มาเจอเมย์ในอีกแบบ ในฐานะมือกลองลาบานูน ก็ได้คุยกันมากขึ้น พอเอาคลิปลงในเพจปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก คนแชร์เยอะมาก ตื่นเต้นกันมาก ดีใจกันมาก ที่เห็นวง Oblivious กลับมาจะเล่นงาน Rock Alarm

วันนั้นเรารู้สึกว่าวงนี้แม่งเจ๋งว่ะ เพลงก็ดี ดนตรีก็มัน ทำไมกลับไม่ทำต่อ เราก็เก็บความสังสัยไว้ในใจ แต่หลังจากนั้นได้คุยกับวงมากขึ้นก็ได้รู้เรื่องราวว่าทำไมวงถึงเบรกไป ก็เลยสนิทกับวงมากขึ้น จนกระทั่งวันงาน Rock Alarm ครั้งแรก เราตกใจมาก คนมาเยอะเกิน มาเยอะเกินความคาดหมาย เจ้าของร้าน Parking Toys ยังแปลกใจจัดงานมาไม่เคยเห็นคนมาเยอะขนาดนี้ คือคนแน่นมาก แทบไม่มีอากาศให้หายใจ คนมาจากไหนเยอะแยะ เรายืนตรงบาร์ยังขยับตัวไม่ได้ พอ Rock Alarm สำเร็จเกินคาด เมย์ก็มาคุยว่าอยากทำซิงเกิลต่อ อยากจัด Rock Alarm อีกครั้งในปีหน้า มันทำแล้วรู้สึกดี วงเจอเหตุการณ์ประทับใจแบบนี้ก็อยากกลับมากันหมด ทั้งวงก็เลยมาคุยกับผมให้มาช่วยโปรดิวซ์งานให้ ก็คุยกันช่วงประมาณสิงหาฯ หรือกันยาฯ ปีที่แล้วว่าจะทำซิงเกิลใหม่กัน ให้วงมีอะไรเคลื่อนไหวบ้าง ให้รู้ว่าพวกเค้ายังอยู่ เพื่อที่จะต่อยอดไป Rock Alarm ปีหน้าครับ

ความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับ Oblivious

ตอนแรกเราก็ไม่มั่นใจนะว่าจะทำได้ คือมันยากเพราะต่างคนต่างมีภาระส่วนตัวเยอะ การเจอกันก็ลำบาก แต่มันก็ค่อยเป็นค่อยไป เราก็พยายามประกอบร่างให้มันเป็นไปได้ เราก็เข้าใจว่าเมย์เองก็ต้องไปเล่นกับลาบานูนตลอด เวลาก็น้อย ร็อกเองก็ต้องไปดูงาน จะมาได้เฉพาะวันที่ 15 ของเดือน อาร์ตเองก็มีวง Last Fight for Finish อยู่ อุ้ย (วรานนท์ ลียะวัฒนกุล มือกีตาร์)กับโช (โชติก รัตนเลขา มือเบส)เองก็มีงาน ก็แบบจะมาเจอกันยังไงวะ ผมก็พยายามนัดเจอที่สังกะสีให้บ่อย แล้วก็เริ่มที่จะแจม ทางวงเองก็เริ่มที่จะอัพเดตส่งเพลงมาให้ฟังตลอด ผมก็เริ่มใช้เวลาประกอบร่างแต่อาจจะใช้เวลานานหน่อย ก็ใช้เวลา 6 เดือนได้จนประกอบร่างได้ แล้วมีช่วงนึงที่ร็อกแจ้งว่าติดภารกิจที่บ้านอาจจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ ก็เลยไปชวนโน้ต (ณรงค์ แสงเพชน มือกีตาร์อีกคน) มาช่วยอัดเพลงให้จนได้กลายมาเป็นสมาชิกวง แรก ๆ ก็ขรุขระนิดนึง ด้วยความรู้สึกของทางวงเองก็ไม่มั่นใจว่าทำได้หรือเปล่าเพราะหายไปนาน กลัวว่าทำไปจะเก่าไปมั้ย จะโอเคมั้ย แต่เราก็บอกตลอดว่า ไอ้สิ่งที่เห็นบนเวทีเราเชื่อว่าคือสิ่งที่แฟน ๆ รออยู่นะ เพลงที่ทำออกมาจะเป็นยังไงก็ตาม ต้องเป็นตัวเองมากที่สุด ชัดเจนมากที่สุด สิ่งที่เราทำให้คือทำให้สิ่งที่เค้ามีอยู่ออกมาดีที่สุด เราก็เลยเชื่อว่ามันต้องสำเร็จ มันต้องทำได้ เราก็พยายามทำให้มันลงตัวมากที่สุด ซาวด์เพลงก็ลองให้คนอื่นฟัง ลองคิดคอนเซปต์เพลง แล้วก็ลองไปปรึกษาเหนือวงศ์ (เหนือวงศ์ ต่ายประยูร นักแต่งเพลงจาก Mango Team) เพราะเค้าเคยทำงานเขียนเนื้อเพลงให้ Oblivious มาก่อน ก็ค่อยเป็นค่อยไปครับ

ทำงานเบื้องหลังกับศิลปินอื่น

ผลงานอื่น ๆ ก็จะมีของ โก๋เอ็ม Buddha Bless ก็จะเป็นอีกแนวนึงออกไปทางอินดัสเทรียล ออกไปทางอัลเทอร์เนทีฟร็อก แล้วก็จะมีวง Boyz At Work วงจากมหิดลฯ ก็จะเป็นร็อกยุคเก่าแบบ ’70s ครับ

เบื้องหน้า vs. เบื้องหลัง

ถ้าเป็นกับ Big Ass ทุกคนจะช่วยกันคิดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่อ๊อฟจะเป็นโปรดิวซ์เซอร์ให้กับวง ก็จะมีอ๊อฟ มีกบ ที่มองภาพรวมให้กับวง อย่างทำเพลงข้า เจ๋ง (เดชา โคนาโล นักร้องนำ) ก็จะไปคิดเมโลดี้ที่เป็นแนวของเจ๋ง เราก็จะทำงานในส่วนเรา แต่พอเป็นโปรดิวซ์เซอร์มันต้องมองภาพรวมทุกอย่างว่าเพลงจะเป็นยังไง จะต้องพูดถึงเรื่องอะไร ต้องมองว่าในช่วงชีวิตเค้าตอนนี้ควรจะพูดถึงเรื่องอะไร

อย่างเพลง “Blacksmith” เนี่ย มันเป็นเพลงที่ใช้เวลา 11 ปีในการเขียน เอาประสบการณ์ทุกคนมาใช้ ความหมายของเพลงมันคือคนที่ผ่านอะไรมามากมายจนชีวิตและจิตใจแข็งแกร่งมากขึ้น เราเลยรู้สึกว่าเพลงนี้มันเหมาะกับ Oblivious มากในเวลานี้ มันพูดถึงตัวของทุกคนได้ดีที่สุด ซึ่งอันนี้น่าจะเป็นความรู้สึกที่เราทำแต่ละวง ที่เรามองว่าเค้าอยากพูดเรื่องอะไรมากที่สุด เอาเค้าเป็นหลัก แล้วก็ดันตรงนี้ออกมาให้ชัดเจน

อีกหนึ่งมุมกับการผลิตงานศิลปะ

ผมเรียนจบที่ช่างศิลป์ครับ เรียนจบมาก็พอได้ใช้บ้าง ตอนอยู่เมืองนอกก็วาดรูปขาย พอตอนกลับมาก็ลองมาทำงาน ด้านแอร์บรัชบ้าง หลังจากนั้นเริ่มอิ่มตัวกับการทำงานให้คนอื่น เราก็เริ่มวาดรูปลงอินสตาแกรมส่วนตัว เราใช้ IG เป็นแกลเลอรี จนเริ่มไปเข้าตาคนสนใจ เริ่มเอาไปสักบนร่างกายบ้าง เริ่มเอาไปลงในหน้าเพจบ้าง แล้วก็มีงานที่ตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำ Bodyslam) เอาไปใช้งานก้าวคนละก้าว เอาไปเป็นโลโก้ ก็มีคนสนใจงานของเรามากขึ้นเอาไปทำโปสเตอร์บ้าง ลงบนเสื้อบ้างครับ ซึ่งปกติแล้วผมจะตื่นเช้ามามีเวลา 2 ชั่วโมงต่อวันวาดรูป ปกติจะใช้เวลาไม่นาน บางทีถ้าองค์ลงก็สองชั่วโมงเสร็จ ถ้าแบบไม่เสร็จก็ไปต่ออีกวัน มันเหมือนเป็นการปลดปล่อยอีกด้านหนึ่ง เวลาที่เราอยากจะพูดในสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายให้ภาพมันอธิบาย

ความเชื่อมโยงระหว่างภาพวาดกับเสียงเพลง

มันอาจจะต่างกันที่การทำเพลงมันจะมีคนมีส่วนร่วมในการทำงานค่อนข้างเยอะ แต่กับงานศิลปะมันจะออกมาจากตัวเราเอง แต่วิธีคิดมันไม่ต่างกัน เพราะเพลงๆนึงจะต้องมีจุดเริ่มต้น จุดเด่นของเพลง และจุดจบของเพลง – ภาพ ๆ นึงก็เหมือนกัน มันจะต้องมีจุดที่เป็นองค์ประกอบที่เด่นสำหรับที่จะให้เรามอง มีองค์ประกอบของภาพที่ทำให้ภาพมันสมบูรณ์ มันก็ไม่ต่างกันมาก เพียงแต่วิธีการทำงานมันจะต่างกันเท่านั้นเอง แต่วิธีคิดไม่ค่อยแตกต่างกัน

ผลงานใหม่ของ Big Ass

ประมาณปลาย ๆ ปีน่าจะมีซิงเกิล ช่วงนี้ทุกคนก็มีงานส่วนตัวกันหมด กว่าจะกลับมารวมตัวก็คงจะช่วงกลางปี เริ่มทำเพลงกันครับ

คติประจำตัวในการทำงาน

ทำอะไรก็ได้ครับที่เรามีความสุข คือทุกวันนี้รู้สึกโชคดีมาก อะไรก็ตามที่เราทำเรารู้สึกไม่ใช่งาน เรารู้สึกสนุก มีความสุขไปกับมัน มีคนถามว่าพี่ไม่เหนื่อยหรอ ตื่นมาลงภาพใน IG เดี๋ยวก็มาอยู่ห้องซ้อม มาอยู่กับพวกผมถึงตีสอง เราก็รู้สึกว่าไอ้สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ได้ถูกใครบังคับ เรารู้สึกว่าเราทำเพราะมีความสุขไปกับมัน ผมว่าน่าจะเป็นแค่นั้นที่ทำให้เราไม่เหนื่อย ทำให้เราอยากทำอะไรใหม่ๆทุกวัน อยากจะคิดเพลง อยากจะโปรดิวซ์เพลงให้มันใหม่ ๆ ขึ้น แตกต่างขึ้น อยากจะวาดรูปฉีกจากสิ่งที่เราเคยทำมา

ข้อคิดที่อยากฝากนักดนตรีรุ่นใหม่

คือเด็กสมัยนี้เก่งเยอะมาก แต่ความอดทนน้อยลง การที่จะไปถึงจุดที่เราต้องการได้ มันต้องใช้ทั้งความขยันและความอดทน ถ้ารู้ตัวว่าไม่เก่งก็ต้องซ้อม ก็ต้องตามคนที่เก่งให้ทัน เราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

แต่สำหรับคนที่เก่งแล้วก็อย่าหยุดนิ่ง มันมีอะไรมากมายที่เราสามารถให้ได้เรียนรู้ ยิ่งยุคนี้ยิ่งโชคดีมากมีทั้งอินเทอร์เน็ตและยูทูบที่เข้าไปดูอะไรก็ได้ มันมีตำรา มันมีหนังสือที่แตกต่างไปจากยุคเรา อย่างยุคเรากว่าจะหาแท็ปเพลงมาได้ต้องไปประตูน้ำ ไม่ใช่ของจริงด้วย เวลาจะแกะเพลงทีไม่มีแทปก็ต้องมานั่งกรอเทป ยุคนี้มีทุกอย่างที่อยากจะเรียนรู้

เด็กรุ่นนี้โชคดีนะ แต่ขอให้มีความอดทนและมีความเห็นใจซึ่งกันและกัน ผมว่าวงดนตรีเนี่ยถ้าเก่งทุกคนมันก็ดีนะ แต่ถ้าเก่งแล้วอยู่กันไม่ได้มันก็ไม่มีประโยชน์

ช่องทางการติดตามผลงาน

ติดตามได้ที่อินสตาแกรม polasitoak และเฟซบุ๊กเพจ สังกะสี Studio ตอนนี้เราพยายามจะทำคอนเทนต์อัดคลิปวงที่ซ้อมไปลงเพจ จะได้เป็นพื้นที่ให้กับวงได้ปล่อยผลงาน ก็มาที่นี่กันได้ครับ


เป็นอีกหนึ่งบุคลากรทางดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่งกับการค้นหาความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับตนเองเสมอ และนี่คือตัวอย่างที่ดี สำหรับผู้ที่กำลังตั้งเป้าหมายเพื่อไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นกัน หมั่นทำตัวเองให้เป็นแก้วเปล่า เพื่อคอยรับความรู้ที่เติมเข้ามาให้ได้ไม่มีวันหมดตลอดชีวิตของเรากันนะครับ!