ขึ้นชื่อว่าดนตรีก็เปรียบเสมือนภาชนะว่างเปล่าหนึ่งใบ ที่เราจะสามารถเติมบางสิ่งบางอย่างไม่ว่าจะเป็นของแข็งหรือว่าของเหลวลงไปในนั้นเพื่อให้เกิดภาพใหม่ ๆ แตกต่างไปจากเดิม เช่นเดียวกับวง Naked Eye ร็อกเลือดใหม่จาก Grammy Gold ที่หยิบเอาภาษาอีสานมาเป็นตัวเล่าเรื่อง สร้างความแปลกใหม่และเพิ่มความน่าสนใจให้กับดนตรีร็อกให้มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น

แม้จะเป็นวงใหม่ต่สมาชิกหลักในวงนี้ต่างมากประสบการณ์ นำทีมโดย เม้ง ชิตกร ปิติธีรเศรษฐ์ มือกีตาร์ที่ฝากผลงานไว้กับวง No More Tear, Sound of Desolate, Page Up, Starbox และอีกมากมายหลายวงมาแล้ว, ปาล์ม จิตตพันธุ์ จิตร์แก้ว มือเบส ฝากผลงานไว้กับวงร็อกชื่อดังมาก่อน รวมถึงพฤกษ์ รัชฎา วิทวุฒิศักดิ์ มือกลอง ก็เป็นอีกคนที่ร่วมงานกับพี่แมว จิระศักดิ์ ปานพุ่ม ทั้งหมดนี้ถูกนำมาร่วมงานกับเน็ค นฤพล ใยอิ้ม นักร้องนำที่นำมาภาษาอีสานอันมีเอกลักษณ์เข้ามาสู่ Naked Eye

และนี่คือบทสัมภาษณ์ในการทำความรู้จักตัวตนและที่มาที่ไปของพวกเค้าให้มากยิ่งขึ้นครับ

Naked Eye มารวมตัวกันได้ยังไงครับ

เน็ค: Naked Eye มารวมตัวกันจากการที่เราอยากนำเสนออะไรใหม่ ๆ ของทางด้านภาษาและก็ทางด้านดนตรีมาผนวกกันว่าการทำดนตรีเพลงแนวนี้มันจะไปกันได้ไหมครับ

เม้ง: คือจริง ๆ มันเป็นโปรเจกต์ที่เราอยากทำวงร็อก แต่อยากไม่เหมือนใคร ก็เลยได้คุยกับพี่อีกคนนึงว่าอยากทำร็อกสไตล์แบบนี้นะ แต่วิธีการร้องไม่อยากให้มันเหมือนใครเลยอยากให้เป็นเอกลักษณ์ของวง พี่เค้าก็เลยชวนเน็คมาก็เลยได้มาเป็น Naked Eye 

ไอเดียในการทำเพลงร็อกกับการนำภาษาอีสานมารวมกันเริ่มมาจากใครเป็นคนแรกครับ

เม้ง: จริง ๆ ก็มาจากการคุยกัน อย่างที่บอกเราอยากทำวงร็อกแต่ไม่อยากเหมือนใคร เลยหาวิธีว่าจะยังไงดีก็เลยได้มาเป็นเน็ค ก็เอามาร้องดู มีพี่คนนึงพี่โจแกก็ชวนเน็คมา บอกว่าเม้งเอานักร้องคนนี้มาลองผนวกกับดนตรีของมึงดูสิ มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้

แล้วชื่อวงใครเป็นคนตั้งให้ครับ

เน็ค: ชื่อวงต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วคำว่า “เน็ค” มันเป็นชื่อของผม เน็คเก็ท-อ้าย มันเป็นเหมือนทับศัพท์ใช่ไหมครับ เน็คกับพวกอ้าย ๆ ถ้าเป็นภาษาอีสานนะครับมันจะแปลเป็นประมาณนี้ แต่จริง ๆ แล้ว Naked Eye ถ้าแปลตรงตามภาษาอังกฤษเลยก็จะแปลว่าตาเปล่า

เม้ง: ใช่ครับ ตาที่ว่างเปล่า

ช่วยแนะนำหน่อยก่อนหน้านี้เน็คมีผลงานอะไรมาบ้างครับ

เน็ค: แต่ก่อนเลยเน็คก็จะทำผลงานเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นแนวทางของตัวเอง ในทางภาษาอีสานซะมากกว่าการทำวงดนตรีตรงนี้ แต่ก่อนเลยร้องเพลงลูกทุ่งอีสาน อินดี้ลูกทุ่งอีสานเลย บางทีแอบมีหมอลำด้วย ไปแบบนั้นเลย ชีวิตเน็คมันผ่านอะไรมาเยอะแยะมากเลยในการร้องเพลง ซึ่งมันก็เปลี่ยนแนวมาเรื่อย ๆ ลองทำแบบนั้นดูซิ ลองทำแบบนี้ดูซิ ตั้งแต่เข้ากรุงเทพมาก่อนเป็นนักร้องก็อยู่เซเว่น แล้วก็มาร้องเพลงแล้วก็มาประกวด พอมาประกวดร้องเพลงก็ได้ทำเพลง พอได้ทำเพลงก็ลองผิดลองถูกมาหลายรอบมากครับ หลายครั้งหลากหลายผลงานมากในบ้าน Grammy Gold ของผม แต่ก็เรียกได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่พอวันนี้ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เรียกว่ามันพิเศษและมันตรงกับความเป็นผม ซึ่งตอนผมชอบเพลงแนวนี้มาก ผมชอบแบบว่าเพลงเพื่อชีวิต ผมชอบเพลงร็อก ๆ ผมฟัง Retrospect เลยนะแต่ก่อน ผมชอบดนตรีแบบนี้อยู่แล้ว และพอดีมีพี่โจบอกลองทำแบบนี้ดูไหม ผมก็เอากลับไปคิดนะว่ามันจะดีไหมวะ มันจะเข้ากับเราไหมวะ แต่ปรากฎว่าพอทำดนตรีมาบวกกับเสียงร้องที่มันเป็นออกแนวอีสาน ๆ ซึ่งมันไม่เหมือนวงร็อกใด ๆ ในประเทศไทยที่เค้าทำกันในตอนนี้ครับ ผมก็มองว่ามันเป็นจิ๊กซอว์ที่ลงตัวพอสมควรในความคิดผม และผลตอบรับมันก็โอเคมาก ๆ นี่คือที่มาของผมครับ

เน็คเริ่มร้องเพลงตั้งแต่กี่อายุเท่าไหร่ครับ

เน็ค: เน็คเริ่มร้องเพลงมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนั้นขึ้นเวทีแถวบ้านเลย พ่อพาขึ้นวงดนตรีหมอลำ นั่นแหละครับร้องเพลงมาตั้งแต่ 5 ขวบ หลังจากนั้นก็ร้องมาเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 18 ปี อยู่กับแบบนี้มาตลอดพ่อพาไปร้องเพลงตามงานวัด ตามงานคอนเสิร์ต นู่นนี่นั่น หลังจากจบม.6 อายุ 18 ปี ผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงผมไม่ได้เรียนต่อ เพราะว่าน้าอยากให้ทำงานเซเว่นช่วย แกซื้อแฟรนไชส์เซเว่นมันต้องมีคนที่ไว้ใจได้ดูแลตรงนั้น ผมก็เลิกร้องเพลงเลยนะตอนนั้น ไม่มีความคิดว่าจะตามฝันของตัวเองต่อก็คือพอแล้ว พอใจกับตรงนี้แล้ว ตอนนั้นคือมันไม่มีความกระตือรือร้นที่จะร้องเพลงแล้ว แต่ผมก็ไปประกวดร้องเพลงจนได้มาจนถึงทุกวันนี้ครับ

เน็คเป็นคนจังหวัดอะไรครับ

เน็ค: เป็นคนจังหวัดสุรินทร์ครับ

ก่อนหน้านี้เน็คเคยฟังผลงานพี่ ๆ ในวงมาก่อนไหมครับ

เน็ค: อันนี้ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าด้วยสายงานของผมเนี่ย เพลงของผมที่ทำกันมันคนละทางกันเลยครับ ถ้าเหมือนเลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวา เราก็เหมือนคนนึงซ้ายคนนึงขวาไปเลย มันไม่มีทางมาบรรจบกันได้เลยครับ เป็นทางคู่ขนาน ผมก็เลยไม่รู้จักพี่ ๆ ทุกคนเลย พอมาตอนแรกเลย ผมแบบเค้าแต่งตัวเท่จังวะ ฮ่า ๆ คือผมอะอยากแต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่แนวเพลงของเรา ผมมันโดนตีกรอบไว้ว่าเราเป็นได้ประมาณนี้นะห้ามเกินนี้ ต้องลุคประมาณนี้ คือแบบมาถึงเลยผมเห็นพี่เม้งใส่รองเท้าใส่ถุงเท้าสีอะไรวะเนี่ย โอ้โห ฮ่า ๆๆๆ

เม้ง: มึงด่ากูป่ะเนี่ย ฮ่า ๆ 

เน็ค: เนี่ยทุกวันนี้เวลาผมไปไหนผมเห็นถุงเท้าวางขาย เอาสีนี้แหละวะ สีชมพู สีอะไรวะ แล้วคือสะท้อนสงสะท้อนแสง กางเกงวูบวาบ ๆ พี่เม้ง พี่ปาล์มเขาแต่งตัวจะมีแนวคนละคนเลยครับ ผมก็เฮ้ยเราต้องมีแนวเป็นของตัวเองบ้าง เวลาผมไปเจออะไรแบบผิดหูผิดตาไปจากคนปกติเค้าใส่กันอะครับ 

เม้ง: แสดงว่ามึงว่ากูไม่ปกติเหรอ 

เน็ค: ไม่ใช่ ๆ ฮ่า ๆ คือแบบว่ามันผิดไปจากคนทั่วไปที่เค้าใช้ชีวิตปกติอะครับ คือมันมีสไตล์ด้วย แต่งตัวแล้วมีสไตล์ครับผม เดี๋ยวนี้ทุกวันนี้คือผมมีฐานแฟนคลับที่อยู่กับเพลงลูกทุ่งส่วนหนึ่ง วันนั้นผมแต่งตัวไปกางเกงสีเหลืองข้างหลังเป็นสีดำ ใส่ถุงเท้าสีส้มหรือว่าสีแดง เค้าแปลกตาครับ เค้าบอกเฮ้ยทำไมแต่งตัวแบบนี้ แต่เค้าก็ชอบนะครับอะไรที่แปลกใหม่ ซึ่งผมชอบอยู่แล้วแต่ว่ามันแต่งไม่ได้ แต่พอได้มารวมกับพี่ ๆ ผมก็ว่าเปิดโลกทัศน์ใหม่ของผมแล้วแหละ นี่จะพาผมไปบางนาอยู่ พาไปดูแฟชั่นอะไรสักอย่าง

พอได้เข้ามาในวงแล้วเน็คได้ไปรู้แบล็คกราวผลงานของพี่ ๆ บ้างไหมครับ แล้วรู้สึกยังไงบ้า

เน็ค: ไปดูครับ โอ้โหมันเป็นร็อกที่แบบว่า แต่ส่วนมากจะทำเป็นภาษาอังกฤษก็ฟังไม่รู้เรื่อง ฮ่า ๆ รู้แค่ว่าดนตรีมันมาก แล้วล่าสุดผมไปดูเอมวีมาที่ถ่าย เท่มากแล้วมันดูมีสไตล์ ซึ่งเอามานำเสนอให้พ่อแม่พี่น้องอีสานหรือเด็กบ้านนอก ๆ ที่ต่างจังหวัดกับความเป็นเน็ค มันน่าจะเข้าถึงคนกลุ่มนั้นได้ง่าย คนกลุ่มนั้นน่าจะเปิดใจมาฟังเพลงแนวนี้ เพราะว่าตอนสมัยเด็ก ๆ เน็คก็เปิดใจฟังเพลงแนวนี้เหมือนกัน แล้วมันก็อินกับเพลงประมาณนี้ด้วย ซึ่งเพลงประมาณนี้ผมว่ามันหายไปจากวงการเพลงอีสานมานานมากแล้ว

การที่ได้มาร่วมงานกับพี่ ๆ รู้สึกยังไงบ้าง

เน็ค: เป็นกันเองมาก ๆ ครับ ทีแรกผมเกร็งเพราะว่าด้วยความที่พี่โจบอกว่าเฮ้ยเนี่ยต่อไปต้องตั้งใจ ตั้งใจ 10 ต่อไปมึงต้องตั้งใจ 20 แล้วนะ มึง 100 มึงต้อง 120 เพราะว่าพี่ ๆ ที่มาทำดนตรีหรือว่ามารวมตัวกับมึงเนี่ยเป็นคนที่มีประสบการณ์ทางด้านดนตรีมาก ๆ และเค้ามีความเป็นมืออาชีพแล้ว เพราะฉะนั้นในเมื่อคนที่ร่วมงานกับเราเป็นมืออาชีพ เราก็ต้องทำตัวเป็นมืออาชีพด้วย ซึ่งตอนแรก ๆ ผมก็เกร็ง แต่พอได้อยู่ได้พูดคุยกัน วันนั้นถ่ายรูปกันวันแรกผมจำได้เลยหลังจากถ่ายรูปเสร็จเราก็มานั่งคุยกัน แล้วผมก็ยังเกร็งอยู่ แต่หลังจากนั้นคุยไปคุยมาการใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์อาจจะแตกต่างกัน เพราะว่าพวกแต่ก็จะมีแนวเป็นของเค้า พอได้เริ่มคุยกันเฮ้ยพี่ ๆ ก็เหมือนกับเรา ฮ่า ๆ ก็คือน่ารักครับ อยู่ด้วยแล้วมีความสุขแบบนี้

แล้วสมาชิกคนอื่น ๆ ได้ทำงานร่วมกับเน็คแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ

เม้ง: มันก็เหมือนอีกทางนึงที่เน็คบอก เหมือนเน็คเค้าอยู่ทางซ้ายผมอยู่ทางขวา แล้วอยู่ ๆ ต้องวนมาเจอกัน คือตอนแรกมันก็ต้องจูนกันเพราะว่าครั้งแรกที่คุยกันมันก็ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าตกลงมันจะรวมกันยังไง จะเป็นยังไงได้ เน็คเค้าเป็นเด็กที่ เค้าไม่ได้ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คือเค้ามีอะไรเค้าสามารถใส่เค้าไปได้เยอะ คือเค้ารับตลอดมันก็เลยทำงานได้ง่ายขึ้น จริง ๆ ทำงานมากก็ยังไม่มีอะไรติดขัด โอเคครับน้องเน็คเด็กน่ารัก

พฤกษ์: อย่างที่ผมกับพี่เม้งทำเดโม่ก็ฟังกันแต่ดนตรีครับ ในเดโม่มีแค่ดนตรีอย่างเดียว แต่พอเน็คอัดร้องใส่เข้ามาในเดโม่ปุ๊บมันก็โอเคดีกว่าที่คิด แต่เราก็คิดว่าภาษาอีสานกับดนตรีร็อกมันจะเข้ากันไหม แต่ผมลองฟังมันก็เป็นอะไรที่ใหม่และรู้สึกดีจริง ๆ ครับ

ปาล์ม: ดีครับเพราะเค้าเป็นคนน่ารัก เพราะว่าจริง ๆ เม้งกับพฤกษ์ก็พูดกันไปหมดแล้ว ส่วนตัวผมว่าทำงานกับเค้าง่าย

ในฐานะที่พี่เม้งเป็นโปรดิวเซอร์เพลงนี้ การทำงานเป็นยังไงบ้างครับ แตกต่างจากที่ผ่านมามากแค่ไหน

เม้ง: จริง ๆ มันก็ไม่ได้ต่างกัน มันแค่วิธีการคิดนิดเดียวเองครับ ว่าแบบอาจจะสมัยก่อนเราทำสไตล์ที่มันชัดมากและมันเป็นเฉพาะกลุ่มจริง ๆ แต่นี่มันเหมือนเปิดกว้างขึ้น เป็น culture ของคนไทยเลย คือมันเป็นภาษาที่คนไทยพื้นบ้านเค้าฟังกัน ถ้าถามว่าเรื่องการทำงานมันต่างกันไหมมันก็ไม่ได้ต่าง วิธีการทำงานก็เหมือนเดิม ก็มีดนตรีเสร็จทำเมโลดี้ ทำเมโลดี้เสร็จเขียนเนื้อร้อง เขียนเนื้อร้องเสร็จก็มาลองเทสเรื่องที่การอัดร้อง 

มาพูดถึงเอ็มวี “บักหน้าโง่” บ้าง คอนเซปต์เป็นมายังไงครับ

เน็ค: คอนเซปต์เอมวีมันเล่าถึงตามเนื้อเพลงเลย คือผู้ชายคนนึงรู้สึกผิดกับผู้หญิงคนนึงที่แต่ก่อนเราเคยรัก แล้ววันนึงผู้ชายคนนั้นก็คือตัวผมเล่าเรื่องนะครับ ว่าอยากกลับไปคืนดีกับผู้หญิงคนนั้นมาก แต่ตอนที่จะกลับไปแล้วกลับไม่เห็นผู้หญิงคนนั้น คือมันเห็นอยู่ในความรู้สึกของเรา แต่จริง ๆ แล้วเค้าไม่ได้อยู่กับเราแล้ว

เม้ง: ชีวิตจริง?

เน็ค: ชีวิตจริงก็ประมาณนั้น คือในเอมวีได้แต่มองนึกว่าเค้ามองเห็นเรา แต่เค้ากลับไม่เห็นเรา เราเห็นเค้าอยู่คนเดียวอยู่ในจินตนาการ

กระแสตอบรับเพลงบักหน้าโง่ดีมากรู้สึกยังไงบ้างครับ

เน็ค: ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนที่เข้าไปฟังเพลงนี้ด้วยนะครับ ซึ่งต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่ต่อใจพวกเรามาก ๆ เลยนะ ผมทำเพลงมาหลายเพลงมาก ๆ ในบ้าน Grammy Gold มันไม่เคยได้รับผลที่ดีขนาดนี้เลย ปกติแล้วเพลงผมที่ปล่อยมาล่าสุดก่อนที่มาทำผลงานเพลงนี้ใช้เวลาประมาณเดือนนึงมันถึงจะได้ 2 ล้านวิว แต่ตรงนี้ 2 ล้านวิวแล้วอาทิตย์กว่า ๆ กำลังจะเข้า 2 อาทิตย์ ประมาณ 10 วันเราได้ 2 ล้านวิวตรงนี้ ก็ต้องขอบคุณกระแสการตอบรับมาก ๆ ซึ่งมันเป็นพลังที่จะสามารถทำให้เราได้ก้าวต่อไปในงานต่อไปได้ดี เพราะว่าคือทำออกไปแล้วคนชอบมันมีความรู้สึกที่ว่าต้องทำต่อ ต้องทำให้ดีกว่านี้ และเราจะทำให้ดีกว่านี้ในผลงานต่อไปครับ

แล้วสมาชิกแต่ละคนคาดหวังกับโปรเจกต์นี้มากแค่ไหนครั

พฤษก์: หวังว่าจะไปได้ไกลแล้วก็หวังว่าจะถูกใจคนฟัง อยากให้คนฟังเปิดรับอะไรใหม่ ๆ ที่พวกเราอยากจะนำเสนอ

เม้ง: จริง ๆ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากอยากให้ทุกคนมีความสุขกับเพลงที่เราอยากนำเสนอ อยากให้ทุกคนเอาแง่คิดที่สอดแทรกเข้าไปเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างน้อย ๆ ฟังเพลงแล้วเป็นกำลังใจดำเนินชีวิตต่อไป สู้ชีวิต คือก็คาดหวังแค่นั้นครับ อยากให้ทุกคนได้รับพลังงานที่เราต้องการส่งไป พาร์ตดนตรีจริง ๆ ก็คาดหวังอยากให้ลองฟังสักนิดนึง ไม่เหมือนกับฟอร์แมตเดิม ๆ จากที่ทุกคนอาจจะคุ้นเคยกัน ก็อยากให้ลองเปิดใจรับฟังดู ดนตรีแบบตะวันตกมันจะเข้ากับภาษาอีสานได้

เน็ค: เรานำเอาเรื่องราวของการใช้ชีวิตของคนอีสานมาสู่ อย่างผลงานเพลงต่อไป “เฮ็ดเพื่อคนที่ฮัก” เนี่ย ไม่ได้ทำเพื่อคนที่เรารัก ไม่ได้ทำเพื่อแฟนอย่างเดียว เพื่อพ่อเพื่อแม่ คนที่อยู่ด้านหลัง Naked EYE จะมองทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้แล้วนำมาเล่าสื่อสารในผลงานเพลงต่อไป ซึ่งก็อย่างที่พี่ ๆ ได้พูดไป อยากให้ทุกคนเปิดใจยอมรับ เพราะว่าต้องยอมรับจริง ๆ สิ่งนี้เป็นสิ่งใหม่มาก ๆ คือผมเป็นคนอีสาน คนภาคอีสานเลย แล้วผมมาอยู่ภาคกลางนานแล้ว แต่ผมไม่เคยสัมผัสกลิ่นอายของดนตรีแบบนี้ การร้องแบบนี้ซึ่งมันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ ผมก็กลัวคนที่เค้าฟังแล้วรู้สึกว่าเฮ้ยทำอะไรกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อปล่อยเพลงบักหน้าโง่มาแล้วผลตอบรับมันไม่ใช่แบบนั้นเลย มันเป็นผลตอบรับที่บวกมาก ๆ บวกทางจิตใจ มันทำให้เรามีแรงสู้ต่อ ผมก็เลยเริ่มมั่นใจแล้วว่าถ้าเราทำผลงานแบบนี้ออกไปเรื่อย ๆ คนจะเริ่มเชื่อ เริ่มศรัทธา เริ่มเชื่อว่า Naked Eye ทำเพลงแบบนี้ประมาณนี้ แล้วสักวันนึงผมก็เชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จ มากน้อยเท่าไหร่ผมไม่รู้แต่ผมคิดว่าสักวันนึงมันจะเป็นของเรา แล้ววงเราจะไปอยู่ในใจของทุก ๆ คน

ปาล์ม: ส่วนตัวผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรขนาดนั้น ผมรู้สึกว่าผมก็อยู่กับเม้งมาตั้ง 10 กว่าปีแล้ว ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ผมรู้สึกว่าผมทำงานตรงนี้คือดนตรีที่ผมรัก และทุกคนก็นักดนตรีเหมือนกันหมดคือทำด้วยความรัก ยังไงก็ฝากพวกเรา Naked EYE ไว้ด้วยครับ

สุดท้ายฝากผลงาน ช่องทางการติดตาม Naked EYE ด้วยครับ

เน็ค: ครับผม ล่าสุดผลงานที่เราปล่อยออกไปในยูทูบของช่อง Grammy Gold ก็จะเป็นผลงานเพลงบักหน้าโง่ ยังไงก็ฝากไว้ด้วยตอนนี้ ยอดวิวก็ขึ้นเรื่อย ๆ มีความสุขมาก ๆ เลยผมมีความสุขจริง ๆ กับผลตอบรับที่เราได้รับ ก็ฝากไว้ด้วยครับ Naked EYE กับเพลงบักหน้าโง่ที่ปล่อยออกไป และก็เร็ว ๆ นี้จะมีโปรเจกต์พิเศษทาง LINE TV ก็ฝากไว้ด้วยในวันที่ 16 ธันวา แล้วก็ซิงเกิลใหม่ในเดือนมกรา แต่วันที่ยังไม่รู้ เรายังไม่ได้ถ่ายเอ็มวีกัน แต่ก็น่าจะเป็นเดือนมกรา ซึ่งต้องบอกว่าช่องทางการติดตามพวกเราไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter แม้กระทั่ง Tiktok เราก็มีเป็นของตัวเอง เพียงพิมพ์คำว่า Naked EYE ลงไปในช่องค้นหาก็จะเจอเราในทุก ๆ ช่องทางยังไงก็ฝากไว้ด้วยครับ

เม้ง: ก็ขอฝากน้องเน็ค แล้วก็วง Naked EYE ด้วยครับ