หากพูดถึงโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ที่มีฝีไม้ลายมือน่าจับตามอง ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ ต้องเป็นชื่อที่ติดอันดับต้น ๆ ของคนฟังเพลงทั้งสายร็อกและไม่ร็อกกันแน่นอน ด้วยผลงานมาตรฐานสูงที่ฝากไว้กับศิลปินชื่อดังหลายคณะ อาทิ Retrospect, Sweet Mullet หรือ Wonderframe ก็ทำให้ต้องว่ากันตามตรงว่า ฮายคือหนึ่งในคนเบื้องหลังที่มาแรงที่สุดคนหนึ่งของวงการเพลงยุคนี้

นอกจากการเป็นคนเบื้องหลัง ฮายยังเป็นนักร้องนำวงร็อกชื่อว่า Paper Planes และเป็นเจ้าของหัวใจของนักร้องหญิงชื่อดังอย่าง เบียร์-ภัสรนันท์ อัษฎมงคล หรือ เบียร์ The Voice ที่ทำให้ใครหลายคนอิจฉาจนต้องออกมาคอมเมนต์หยอกเย้า (และล้ำเส้นไปจนเป็นดราม่าในหลายต่อหลายครั้ง)

กว่าจะก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ฮายอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย และเราก็คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะตีแผ่ความเป็น ธันวา เกตุสุวรรณ ให้คุณผู้อ่าน Headbangkok ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น

ความพิเศษคือ ช่วงท้ายเราได้ หยก มือกีตาร์วง Paper Planes ที่ติดตามฮายมาเก็บภาพการสัมภาษณ์ในวันนี้มาร่วมตอบคำถามเกี่ยวกับวงด้วย จะเป็นยังไง เรียนเชิญอ่านบทสัมภาษณ์ไปพร้อม ๆ กันได้เลยคร้าบ


THIS IS
“TUNWA KETSUWAN”

ชีวิตในวัยเด็กของฮาย

ก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไปครับ ผมเองคลุกคลีกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเล่นกีตาร์ ส่วนน้าก็เคยออกอัลบั้ม แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ถึงความชอบตัวเองเพราะยังเด็กมาก ก็ลองตีกลอง ลองฟังนู่นนี่ในห้องอัดไปเรื่อยครับ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจดนตรี

จุดเริ่มต้นที่หันมาสนใจดนตรีคือช่วง ม.1 ครับ คือช่วงนั้นเห็นพี่เค้าเล่นกีตาร์ก็อยากเล่นเป็นบ้าง ก็เลยไปยืมกีตาร์รุ่นพี่มาฝึก พอฝึกไปเรื่อย ๆ เราก็เริ่มตั้งเป้าหมายทีละขั้น ตอนแรกก็คือเล่นให้เป็นก่อน พอเล่นเป็นแล้วก็อยากตั้งวงในโรงเรียนเพื่อเล่นโชว์ในโรงเรียน เพราะตามเทศกาลต่าง ๆ วงที่อยู่ในชมรวมก็จะมีโอกาสได้เล่น

แต่วงเราตอนนั้นไม่โดดเด่นมากก็เลยไม่มีโอกาสได้เล่น แต่เราก็ยังคงเล่นดนตรีต่อ ฝึกจริงจังมากขึ้น ตอนนั้นเราก็จะมีอีโก้ของเราแบบว่า “ทำไมถึงไม่ได้เล่น” มีความสงสัย เลยอยากที่จะพัฒนาตัวเองให้กระโดด จนเราฝึกจนมีทักษะมากขึ้น หลังจากนั้นเราก็ข้ามขั้นไปเลยเพราะถูกดึงไปเล่นวงที่เล่นในผับ

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต

ช่วงนั้นก็ต้องเริ่มหาเงินใช้เองครับ เพราะพ่อกับแม่เสีย เป็นช่วงที่ลำบากมากเพราะอยู่ตัวคนเดียวเลยครับ แต่จริง ๆ แล้วที่บ้านสนับสนุนเราได้

แต่ด้วยความดื้อของเราที่อยากหาเงินใช้เองไม่ใช่เงินที่บ้านเลย ก็เลยออกไปหาเช่าห้องกาก ๆ อยู่เอง เคยถึงขนาดไม่มีเงินจนต้องไปนั่งหาเศษเหรียญตามหลังทีวี หรือซอกเตียงที่เราทำหล่นเพื่อเอามาซื้อมาม่ากิน มีเงินยืมรุ่นพี่บ้าง พอเราเล่นดนตรีเสร็จก็เอามาคืนเค้าครับ

ตอนเริ่มเล่นดนตรีก็ออกจากโรงเรียนไปเลย เพราะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นกับชีวิตในตอนนั้น เรารู้สึกว่ามันไม่ได้มีกรอบในชีวิตเยอะแล้ว ไม่ได้มีความคาดหวังว่าจะต้องเรียนจบ ทางยายผมเองก็โอเคเพราะมั่นใจว่าเราดูแลตัวเองได้แล้วครับ

ช่วงนั้นรู้สึกท้อบ้างไหม?

ตอนนั้นมันยังมีไฟอยู่ครับ มีท้อบ้างแต่แป๊ปเดียว จะปลุกตัวเองได้เร็ว ช่วงนั้นก็เล่นทั้งผับ ทั้งลานเบียร์ เล่นทุกแนวทั้งสากล ไทย ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต ตอนนั้นคิดอย่างเดียวต้องออกไปเล่นให้ได้เงิน และฝึกทักษะตัวเองบนเวทีในฐานะมือกีตาร์

กับวงการอันเดอร์กราวด์ไทย

ตอนนั้นเราเหมือนกับว่าฟังเพลงแตกต่างกับคนอื่นในวงอยู่แล้ว เราเองมีความชื่นชอบเพลงร็อก เพลงนอกกระแสอยู่แล้ว เลยมีความอยากทำเพลงแบบนั้น แล้วก็มีกลุ่มเพื่อนที่ฟังเพลงแบบเรา ตอนนั้นก็เลยเริ่มทำวงแนวเดธคอร์ เป็นสิ่งที่ชอบที่สุดแล้วในตอนนั้น

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในการทำงานเบื้องหลังด้วย เพราะการที่จะเข้าไปอัดเพลงในสตูดิโอมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เราก็เลยเริ่มหัดที่อัดเพลง เลยได้เรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์มิวสิกไปด้วยครับ

สิ่งที่ได้รับจากวงการอันเดอร์กราวด์

ความสนุก ความสะใจ และความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะแง่ของการทำเพลง แฟชัน สังคม คือตอนนั้นมันสุดมาก มันเหมือนกับว่าสุดไปทางใดทางนึงเลย การแสดงออกของแต่ละคนเหมือนมาจากอีกโลกนึงเลย เท่าที่ผมเข้าใจนะ เพราะในวันปกติทุกคนจะมีชีวิตประจำวัน ออกไปทำงาน บางคนเรียน เหมือนเป็นตัวเองอีกโหมดนึง

แต่พอมางานอันเดอร์กราวด์ ทุกคนได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาได้เต็มที่ เราเลยได้เจอความเป็นตัวเองบางอย่างจากตรงนี้ ช่วงนั้นกระแสอันเดอร์กราวน์ค่อนข้างรุนแรง วงที่ทำเพลงแนวประมาณนี้ค่อนข้างมีตัวตน

แรงบันดาลที่ทำให้อยากมิกซ์เพลงอย่างจริงจัง

อันดับแรกก็แค่อยากทำเพลงของตัวเองครับ แค่อยากอัดเพลงของตัวเองให้ได้ ช่วงนั้นมันไม่มีเงินเข้าห้องอัด ณ ตอนนั้นการทำเพลงด้วยตัวเองมันก็เริ่มทำได้ง่ายแล้ว ถึงมันยังไม่ง่ายเท่าตอนนี้แต่มันก็ง่ายกว่ายุคสมัยก่อน ทุกอย่างที่ผมเริ่มทำก็จะเริ่มมีเป้าหมายใหม่ คราวนี้มันเป็นเริ่องของซาวด์ จะมีความสนใจก็จะแบบ เอ๊ะ ทำไมพลงของต่างประเทศทำไมเพลงของเค้ามันดูส่งข้อความได้ชัดเจนมากกว่า ทำไมเสียงกลองแน่นกว่า ทำไมกีตาร์ดูแน่นกว่า มันดูเป็นเพลงที่อยู่บนแผ่น ก็เลยเริ่มศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ จากยูทิวบ์ คือในนั้นมันมีคนสอนไว้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นสอนเบส กลอง หรือคอมพิวเตอร์มิวสิก เราสามารถเลือกเสพ เลือกมาปรับใช้ได้

ผมก็มองว่าไม่ยากถ้าเรายังเรียนรู้อยู่ บางแง่อาจจะสู้มหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่บางแง่มันได้เปรียบตรงที่ว่าถ้าเราเลือกจะเรียนคอมพิวเตอร์มิวสิกเลยเราก็สามารถอยู่กับมันได้ทั้งวัน ไม่ต้องแชร์ไปคลาสอื่น มันก็เลยทำให้มีเวลาให้มันเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วพอเราเริ่มสนุกด้วยมันก็ยิ่งช่วยส่งเสริมเข้าไปใหญ่ครับ

การเข้ามาร่วมงานกับพี่ โน่-ดนัย คงสินธุศักดิ์

ตอนนั้นเริ่มทำคอมพิวเตอร์มิวสิกไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรับอัดวงใกล้ ๆ กันเองแบบยังไม่ได้คิดเงิน หรือคิดน้อยมาก เพื่อจะได้เจอปัญหาหลาย ๆ รูปแบบ คือผมเป็นคนที่ไม่ได้เรียนรู้กว้างมาก แต่เรียนรู้เพื่อเลือกใช้ พอเจอปัญหาปุ๊ปผมจะจำได้เร็วกว่าไปเรียนรู้กว้าง ๆ แล้วเอามาใช้

พอทำไปเรื่อย ๆ เราก็อยากพัฒนาทำงานขั้นต่อไปให้อยู่ในระบบจริง ๆ แล้วบังเอิญมีรุ่นพี่แคปสเตตัส “รับเด็กฝึกงาน” บนเฟซบุ๊กของพี่โน่มาให้ดู ตอนนั้นผมก็ลังเลเพราะไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เพราะการฝึกงานมันต้องใช้เอกสาร แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่าถ้ายังมัวแต่อายอยู่เราก็จะไม่ได้พัฒนาตัวเอง ก็เลยทักไปหาพี่โน่เลยว่าใช้โปรแกรมนี้อยู่นะครับ อยากเข้าไปเรียนรู้งานและพัฒนาตัวเองจริง ๆ หลังจากนั้นก็เงียบไปยังไม่มีการตอบตกลงอะไร จนเวลาผ่านไปพี่โน่มีโอกาสได้ฟังผลงานของผม พี่โน่ก็เริ่มสนใจมากขึ้น เรียกไปฝึกงาน เริ่มจากให้เก็บสาย ต่อสายไฟ ยกกลอง กดอัดเพลง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ได้เข้าไปร่วมงานกับพี่โน่ครับ

ใช้เวลานานขนาดไหนกว่าพี่โน่จะไว้ใจ

คร่าว ๆ ประมาณปีนึงได้ครับ พี่โน่มีการขยายสตูดิโอไปที่บ้านตัวเอง ช่วงแรกก็ยังทำงานควบคู่ของเราไปด้วย พอพี่โน่เห็นแล้วว่าเราทำงานตรงนี้ได้เยอะและมีความเฉพาะทาง พี่โน่ก็เลยให้ลองดูไหมให้ลองทำซาวด์ให้ Retrospect ผมเองก็พร้อมทำมาก เพราะผมเองก็เติบโตมากับเพลงของ Retrospect ก็เลยตอบตกลงทันที ตอนนั้นทำด้วยความสนุกอย่างเดียว รู้สึกชอบมาก ๆ ทำเสร็จก็เอามาให้ที่วงกับพี่โน่ฟัง ซึ่งพวกเค้าก็ชอบกันมาก ๆ ก็เลยเป็นโอกาสได้แจ้งเกิดกับการมิกซ์เพลงบนดินครับ ซึ่งเพลงนั้นก็คือเพลง “หักหลัง” ในแง่ของเบื้องหลังก็มีคนเข้ามาติดตามมากขึ้น ก็เลยได้งานมิกซ์ตามมาค่อนข้างเยอะครับ

ความแตกต่างระหว่างการทำงานด้วยตัวเองกับพี่โน่

แต่ก่อนเราเคยคิดว่าเวลาทำงานให้วงไหนซักวงหมายความว่าพวกเค้าน่าจะชอบความเป็นตัวเรา ผมก็เลยใส่ความเป็นเราลงไปค่อนข้างเยอะ คิดว่ามันคือเอกลักษณ์ของเรา แต่พอมาทำงานกับพี่โน่และทำงานกับวงใหญ่ ๆ มากขึ้น พี่โน่แนะนำว่าจริง ๆ มันใส่ความเป็นตัวเราลงไปได้ แต่ความเป็นวงมันก็ต้องมีอยู่

พอมาช่วงหลัง ๆ เราก็เลยลดความเป็นตัวเองลง และให้ใจความหลัก ๆ ของวงโฟกัสที่เค้ามากยิ่งขึ้น มันก็เลยจะเป็นตัวเราผสมลงไปน้อยลง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นการช่วยผลักดันกันมากขึ้นครับ ด้วยเหตุนี้ทำให้เราทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นทั้งร็อก หรืออิเล็กทรอนิกบ้าง มันก็เปลี่ยนไป การทำงานก็เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

พัฒนาตัวเองจนกลายมาเป็นโปรดิวซ์เซอร์ได้ยังไง

จริง ๆ งานโปรดิวซ์ผมก็แอบ ๆ ทำมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ชัดเจนมาก ในงานใต้ดินก็โปรดิวซ์ค่อนข้างเยอะ แต่พอมาเป็นบนดินปุ๊ปกับวง Retrospect ผมเองก็โอกาสได้ทำเป็นโค-โปรดิวเซอร์ และมีส่วนร่วมช่วยเขียนเพลง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับพี่โน่ครับ ส่วนที่เริ่มเห็นชัดคือการเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Wonderframe ซึ่งส่วนตัวก็รู้จักกัน เป็นเพื่อนอยู่แล้ว รวมถึงเฟรมก็รู้จักกับหยก (มือกีตาร์ Paper Planes – ผู้เขียน) และตอนนั้นเราเริ่มสนใจการทำเพลงแนวอิเล็กทรอนิคมาก ๆ เราอยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำ เรารู้สึกว่าพลังงานของมันเทียบเท่ากับเพลงร็อกเหมือนกัน อย่างเช่นเพลงแนวดับสเต็ป และวงร็อกหลาย ๆ วงก็ขยับไปทำแนวอิเล็กทรอนิคกัน มันก็เลยยิ่งน่าค้นหา

ก็เลยมีทำเพลงเก็บไว้เป็นไซด์โปรเจกต์ 1 เพลงแต่ปล่อยไม่ได้เพราะเรามีสัญญากับ genie records จนได้มาเห็นสเตตัสของเฟรมบนเฟซบุ๊กที่เล่าถึงความท้อแท้ของตัวเองเกี่ยวกับงานวงการเพลงที่เดินทางมานาน เราก็เลยเห็นว่ามันเป็นจังหวะที่ดีให้เพลงมันได้ทำงาน ก็เลยลองชวนเฟรมมาทำด้วยกัน ซึ่งเฟรมได้ฟังก็ชอบ เลยให้เฟรมแต่งเนื้อมา แต่ตอนแรกยังไม่เข้า ก็เลยให้เฟรมลองร้องอิมโพรไวส์ไปเรื่อย ๆ จนอยู่ดี ๆ เฟรมก็ร้องออกมาท่อนนึงว่า “อยู่ดี ๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ” เราก็รู้สึกได้เลยว่ามันคือฮุกเด็ดเพราะฟังติดหูมาก พ่อเฟรมเองก็บอกว่าท่อนนี้ดีนะลองเอาใส่เพลงดู เราก็เลยมาวางลงในท่อนแรก เป็นท่อนฮุกไหม ก็ลองมาปรับเมโลดี้ ไปใส่ท่อนแร็ปมาเพิ่ม ก็มาช่วยปรับกันจนกลายเป็นเพลง “อยู่ดี ๆ ก็…หาย” ก็เลยลองไปส่งพี่โน่ ซึ่งพี่โน่ก็สนใจผลงานของเฟรมที่ชอบคัฟเวอร์เพลงลงยูทิวบ์อยู่แล้ว

จนสุดท้ายเฟรมเลยได้เซ็นสัญญากับทาง Wayfer Records ผมก็เลยได้เป็นโปรดิวเซอร์ในฐานะเพลงบนดินอย่างเป็นทางการ ซึ่งเพลงนี้กระแสดีมาก ๆ ทั้งตัวเฟรมเอง ตัวเพลง รวมถึง Youngohm ที่มาฟีตในเพลงนี

มิกซ์ มาสเตอร์ และโปรดิวเซอร์ ชอบงานส่วนไหนมากที่สุด

จริง ๆ ผมยังชอบการมิกซ์อยู่นะ เพราะมันไม่ตายตัว เหมือนว่าเรามีทฤษฎีกับเครื่องมือเหมือนเดิม แต่มันเปลี่ยนวิธีคิดไปได้เรื่อย ๆ เช่นเรามีกรรไกรซึ่งปกติมันใช้เพื่อตัด แต่เราอาจจะปรับเอามาเป็นทิ่มอะไรประมาณนี้ได้ มันสอดคล้องกับเรื่อง Arrange ด้วย มันเลยสนุกเข้าไปใหญ่ครับ

รู้สึกอย่างไรที่ผลงานเราคุณภาพเสียงต่ำบนแพลตฟอร์มสตรีมมิง

อย่างแรกผมก็โทษตัวผมเองก่อนครับ เพราะสตรีมมิงมันมีมาตรฐานกลางอยู่แล้วครับ หลาย ๆ คนจะพูดว่า เฮ้ย เอาเพลงไปลงสตรีมมิงเสียงมันดร็อปหมด แต่อย่าลืมว่าผลงานของทุกคนที่นำไปลงก็จะเจอแบบเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นสิ่งแรกต้องโทษตัวเองก่อนว่าทำได้ดีขนาดไหน เราเข้าใจแพลตฟอร์มมันมากขนาดไหน

อย่างเช่น จะเอาไปลงยูทิวบ์เราเข้าใจไหมว่าการที่เราอัพไปเลเวลหรือความดังเท่านี้มันจะถูกลดลงนะ เราควรจะเผื่อตรงไหนไป ถ้าเราเข้าใจทุกแพลตฟอร์มเราก็จะได้เปรียบ ซึ่งหมายความว่าเราทำการบ้านมาดีด้วยครับ

สรุปถ้ามันไม่ดีก็ต้องโทษที่ตัวเราครับ

ไอดอลของฮาย

ถ้าโปรดิวเซอร์ของไทยก็คือพี่โน่ กับพี่ อ๊อฟ Big Ass ครับ แล้วก็ พี่จิ๊บ คริสปี้ซาวด์ คนนี้คือเก่งมาก ๆ แล้วเค้าอัพเดทตลอดเวลา มีแนวความคิดแบบวัยรุ่นตลอดเวลา พี่โน่ก็เหมือนกันครับ คืออายุเค้าก็ประมาณนึงแล้ว ฮ่า ๆ แต่เค้าสามารถใช้วิธีคิดและเข้าใจเด็กได้ครับ ผมว่าใครที่ยังเปิดรับอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ มันก็จะพัฒนาตัวเองได้ครับ

ส่วนเมืองนอกจะชอบการมิกซ์ของ Charles Moniz ที่อยู่เบื้องหลังเพลง “Versace on the Floor” ของ Bruno Mars ส่วนสายร็อกจะเป็น Joey Sturgis อันนี้ชอบตั้งแต่ผมยังเด็ก ๆ เลยครับ และ Taylor Larson อดีตมือกีตาร์ From First to Last ด้วยครับ

ผลงานส่วนตัวของเราที่ชอบมากที่สุด

ถ้าเป็นของผมที่รู้สึกชอบจะมี Like a Secret Seen เป็นความรู้สึกตอนนั้นที่แบบมิกซ์แล้วชอบมาก แต่มาฟังตอนนี้ไม่รู้จะดีหรือเปล่าครับ ฮ่า ๆ แต่จริง ๆ ก็ชอบทุกงานครับ แต่จริง ๆ ชอบเพลง “555 (ToT)” ของ Wonderframe ด้วยเหมือนกันครับ

กับบทบาทนักร้องนำวง Paper Planes

ก็เริ่มต้นมาประมาณ 2 ปีครับ ตอนแรกก็เล่นกีตาร์มาตลอด แต่พอมาทำ Paper Planes ก็อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ สนุก ๆ ตอนแรกก็จะเล่นกีตาร์เหมือนเดิมครับ ไป ๆ มา ๆ โปรเจกต์มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ คราวนี้มันไม่มีนักร้องตรงสายที่เราอยากทำ ตอนแรกก็อัดเดโม่เพลง “Sorry” ของ Justin Bieber ไปก่อน แต่คนในวงก็เห็นว่า เออมึงก็พอร้องได้ งั้นมึงก็ร้องเองเลย คือทุก ๆ คนไม่มีใครอยากร้องเลย เพราะมันเสี่ยงที่จะทำสิ่งที่ไม่ถนัดครับ สุดท้ายผมก็เลยได้กลายมาเป็นนักร้องให้กับวง Paper Planes ครับ

ความสัมพันธ์กับเบียร์ The Voice และแรงกดดันบนโลกออนไลน์

View this post on Instagram

😘❤️ in shibuya

A post shared by 🍪Bizcuitbeer🎶🎸 (@beerpassaranan) on

จริง ๆ แล้วผมมองที่ตัวเองก่อน ว่าดราม่าที่เกิดขึ้นเนี่ยเราควรปรับไหม มันคือข้อเสียเราหรือเปล่า ซึ่งถ้ามันเป็นข้อเสียของเราจริง ๆ เราก็จะลองเอามานั่งคิดต่อ แต่พออ่านคอมเมนต์มันจะค่อนข้างไม่มีสาระ อ่านแล้วจะรู้สึกขำ ๆ มากกว่าครับ มันเป็นแง่ที่แบบเค้าไม่ชอบส่วนใดส่วนนึงของเรา เช่นเรื่องภายนอก อัตลักษณ์ รอยสัก สีหน้าของเรา หาว่าดึงหน้าบ้าง

จริง ๆ ผมมองว่าคำว่าดึงหน้ามันดูเป็นแง่ลบเกินไป มันอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสรู้จักคนดี ๆ ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงคือมีอยู่คนนึงเวลาเจอจะดึงหน้าตลอด แต่พอได้รู้จักกลับกลายเป็นว่าเค้านิสัยดีมาก ๆ ครับ ผมก็เลยไม่อยากเห็นคนมาทะเลาะกันว่าแบบไอนี่ดึงหน้าใส่กู ส่วนตัวจริง ๆ ตอนนี้ผมจัดฟันอยู่ เวลายิ้มไม่ค่อยมั่นใจ ก็เลยไม่ค่อยอยากจะยิ้มครับ

เจอกับเบียร์ได้ยังไง

จริง ๆ ผมก็ทำงาน ทำเพลงอยู่ด้วยกัน ก็เลยรู้จักกันมาเรื่อย ๆ ก็มีทำผลงานเพลงคัฟเวอร์ออกมาสนุก ๆ ด้วยครับ ก็จะมีซิงเกิลใหม่ที่ทำให้เบียร์ด้วยครับ

มีอะไรอยากจะฝากถึงคนที่ไม่เข้าใจคนมีรอยสัก

ผมมองว่ามันคือความเป็นตัวตนของเค้า มันเป็นสิ่งภายนอก จริง ๆ แล้วคนที่สักมันวัดไม่ได้เลยว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี ถึงจะเป็นรอยสักจากคุกก็ตาม ซึ่งมันวัดอะไรไม่ได้เลยครับ ผมมองว่ามันเป็นความชอบส่วนตัวมากกว่า เราแค่ต้องเคารพในสิทธิส่วนบุคคล และเลือกแสดงออกให้เหมาะสม ผมสังเกตตลอดว่าคนที่สัก ๆ ฟังเพลงหนักส่วนมากไปได้ดีตลอดครับ ผมเข้าไปทำงานในค่ายก็เจอแต่รุ่นพี่ คนรู้จักกันมาทำงานกันหมดครับ


WHAT’S UP
“PAPER PLANES”

ผ่านงานใหญ่ ๆ อย่าง G19 กันมาแล้ว ตอนนี้ยังตื่นเต้นเวลาเล่นสดอยู่หรือไม่

หยก: มันก็ยังตื่นเต้นอยู่ทุกงานครับ งานเล็ก งานใหญ่ก็ตื่นเต้นหมดครับ

ฮาย: สำหรับผมมันคนละแบบครับ อย่างงาน G19 กับงานเสือดำของ Retrospect มันจะรู้สึกกดดัน เพราะหนึ่งคือวงเรายังเล็ก และผมก็เพิ่งมาเริ่มทางนักร้อง อย่างงานเสือดำผมกดดันมาก ก่อนเล่นไม่ได้นอนเลย ก่อนโชว์ผมหนีเข้าไปร้องไห้ในห้องน้ำเพราะกดดันจริง ๆ แถมมีความคิดลบ ๆ ในหัวด้วย ทางค่ายเองก็คาดหวังสูง แต่พอหลังจากงานนั้นคือ Rock Alarm รู้สึกว่าผ่อนคลายและสนุกมากขึ้นครับ

ความคืบหน้าของซิงเกิลใหม่

ฮาย: เร็ว ๆ นี้จะมีการอัพเดตข่าวสารใหม่ ๆ ของวงยังไงฝากติดตามด้วยครับ ซึ่งเราเองก็มีเพลงเก็บไว้หลาย ๆ เพลงอยู่แล้ว มีบางเพลงที่เก็บไว้เอามาแก้ใหม่ก็มีครับ เพราะเราได้อินพุตเข้าใหม่ ๆ เรื่อย ๆ แต่ยังไงก็ยังอยากทำอัลบั้มเต็มครับ

การทำงานกับค่ายใหญ่ถูกจำกัดความอิสระหรือเปล่า

ฮาย: เค้าก็ให้เป็นตัวเราครับ ค่ายคงเรียนรู้มาหลาย ๆ อย่างว่าการเป็นวงแมสอาจจะไม่ใช่เป็นวงที่ประสบความสำเร็จ แต่อาจจะเป็นวงที่มีความเป็นมีเอกลักษณ์สูงก็ได้ครับ

ฝากผลงานด้วยครับ

ฮาย: ตอนนี้กำลังทำผลงานอยู่ ยังไม่ได้หายไปไหนครับ วงจะพยายามนำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รักมาใส่ผลงานให้มากขึ้น อยากใส่ความเป็นตัวเองให้มากที่สุด เผื่อวันนึงมีคนผ่านมาฟังแล้วชอบเค้าจะได้รู้ว่านี่แหล่ะคือตัวตนของ Paper Planes จริง ๆ ครับ


หลายคนคงสังเกตเห็นว่า หยกตอบแค่คำตอบเดียว… ใช่ครับ วันนี้มาในโหมดพูดน้อย…

ทาง Headbangkok ต้องขอขอบคุณฮายและหยกมาก ๆ ที่สละเวลามานั่งพูดคุยเพื่อให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนของเค้ามากยิ่งขึ้น หวังว่าสิ่งเหล่านี้จะมอบแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มีฝันได้มุ่งมั่นและพยายามทำมันให้สำเร็จ ดั่งคำคมที่ว่า “มีด อีโต้ และดาบ” (คมพอมั้ย? ฮ่า ๆ ) และขอบคุณ แชมป์-พรพินิจ ปรีดานนท์ ตากล้องหน้ามนคนลาดพร้าวที่มาช่วยลั่นชัตเตอร์ให้ด้วยนะครับ