หากจะให้พูดถึงหนึ่งในไอคอนหญิงแห่งยุคอีโม คงหนีไม่พ้นชื่อของ ฟักแฟง-ไปรยา มาลาศรี นักร้องนำวง No More Tear หรือชื่อเก่าคือ Imaginary Lie อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสีสันของเส้นผม การแต่งตัวที่จัดจ้านสะท้านเด็กอีโม รวมไปถึงความน่ารัก ทำให้เกิดกระแสจนสาว ๆ ลุกขึ้นมาแต่งตัวกันทั่วบ้านทั่วเมือง อีกทั้งยังมีซิงเกิลดังติดชาร์ตมากมาย เช่น “รักเคยดีกว่านี้”, “ฉันเป็นดีเจให้เธอ” และ “ความพยายาม”

แต่แล้วฟักแฟงก็ได้ห่างหายไปจากวงการดนตรีพักใหญ่ จนหลายคนเริ่มไม่แน่ใจว่าจะเห็นการกลับมาของเธอหรือไม่ แต่สุดท้ายก็หวนคืนมาจับไมค์อีกครั้ง พร้อมส่งซิงเกิลใหม่ “ต้องคำสาป” ออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังกันแล้ว กลับมาทั้งทีก็เป็นโอกาสที่ดีที่ทาง Headbangkok ได้ไปนั่งพูดคุยกับฟักแฟงถึงออฟฟิศ genie records ที่ตึกแกรมมี่ เพื่อนำคำถามที่หลายคนสงสัยมาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

เรื่อง: ธนเจต วินัยกุลพงค์ / ถอดเทป: ธาริณี สกุลจิตประเสริฐ


ชีวิตช่วงที่ห่างหายไปจากวงการดนตรี

ก็คือไปใช้ชีวิตในแบบอื่นเลยค่ะ เพราะปกติเกิดและโตที่กรุงเทพฯ คืออันนี้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดเลย แทบไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ แล้วเอาเงินเก็บ ๆ ที่มีอยู่ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง คือ พยายามเปิดโลกทัศน์ทำกิจกรรมใหม่ ๆ ค่ะ

สิ่งที่คิดถึงที่สุดในช่วงที่ห่างหายไปจากวงการดนตรี

คิดถึงอะไรในวงการดนตรีมากที่สุด คิดถึงโมเมนต์การแต่งเพลงนี่แหละค่ะ เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราชอบที่สุดแล้ว ในช่วงเวลาของการแต่งเพลง แล้วก็โมเมนต์เวลาเล่นคอนเสิร์ต เจอแฟนเพลงค่ะ

คอมเมนต์ส่วนมากมีแต่ความคิดถึงของแฟนเพลงทั้งนั้นเลย รู้สึกอย่างไรบ้าง

ดีใจค่ะ อ่านแล้วก็แบบว่าเป็นพลังให้เราทำงานต่อไป รวมถึงใช้ชีวิตต่อ ๆ ไปจากนี้ด้วย คือทุก ๆ ครั้งที่เราทำเพลงค่ะ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะต้องดังมากหรือว่าจะต้องได้เงินมาก เวลามีแฟนเพลงคนรอบข้างพูดกับเราว่าเพลงเพราะดีนะ เพลงดี เรารู้สึกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดแล้ว

อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้กลับมาคืนวงการดนตรีอีกครั้ง

คอนเสิร์ต g19 เลยค่ะ เพราะว่าเหมือนกับเราก็อยู่ตามประสาของเราไป แล้วทีนี้พี่เค้าก็โทรมาชวนว่าจะมีคอนเสิร์ต g19 นะ เล่นไหม เพราะว่าตอน g16 เราก็เล่นไปแล้ว ทีนี้พอมา g19 เนี่ย เราก็เคยเป็นส่วนนึงใน genie records มาก่อน เค้าก็เลยพยายามอยากให้เรามามีส่วนร่วมด้วย แล้วก็มาเล่นกับวง The Yers เหมือนเดิม เราก็ใช้เวลาในการตัดสินใจอยู่นานเพราะว่าคอนเสิร์ตมันสเกลใหญ่มาก มันใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ และเราก็ห่างหายไปนาน เราไม่รู้ว่าเราจะทำได้ไหม ไม่รู้ว่าจะออกมานอกเวทีเราจะร้องเพลงได้ไหมเนี่ย ก็แบบไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกเค้าว่า “โอเค ทำ” เพราะว่าตลอดเวลาชีวิตในการทำเพลงของเรา เราก็ทำเพลงและก็เล่นดนตรีด้วยความรู้สึกที่ว่าทำวันนี้ให้มันดีก่อน ส่วนผลออกมาจะดีจะร้ายยังไงก็ช่างมัน ขอให้ทำวันนี้ให้ดีก่อน แล้วก็นั่นแหละออกไปร้องอย่างงั้นแหละ ฮา ๆ

ความรู้สึกที่เห็นแฟนเพลงต้อนรับเรา

โคตรดีใจค่ะ พยายามจะเดินให้มันรอบเพื่อที่จะเห็นหน้าของทุก ๆ คน ที่เค้ามาดูคอนเสิร์ตนะคะ อาจจะไม่ใช่แฟนเพลงเราก็ได้ หรืออาจจะมีบางคนปะปนอยู่ในนั้น แต่เราคิดถึงโมเมนต์นั้นที่ได้มองคนดู แล้วก็เค้าก็ร้องเพลงไปกับเราค่ะ

เพลง “ต้องคำสาป” มีที่มาที่ไปของเพลงยังไงบ้าง

ก็สำหรับเพลง “ต้องคำสาป” จริง ๆ แล้วก็คือทุกเพลงที่เราแต่งหรือไม่ก็ร้อง มันมักจะมีส่วนที่ออกมาจากชีวิตจริงของเรา ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรือความรู้สึกเก่า ๆ ที่ยังคงจำได้อยู่ แต่สำหรับเพลงนี้คือ เราก็คือนั่งเงียบ ๆ อยู่ในห้องตอนดึก ๆ เหมือนปกติที่แต่งเพลง และก็นึกถึงว่าถ้าเป็นเพลงช้าตอนนี้เราอยากพูดถึงเรื่องอะไร ก็หลังจากที่ตอนนี้เราก็เริ่มไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ก็เริ่มแบบอายุมากขึ้น แต่สิ่งนึงที่เรายังรู้สึกคือความรักของเราที่ผ่านมาทำไมมันแบบอกหักตลอด ถึงแม้ว่าเราจะทุ่มเทให้กับความรักเต็มที่แต่สุดท้ายก็อกหักเสียใจตลอด ก็เลยมาเขียนเป็นเพลงว่าค่อนข้างจะน้อยใจว่าแบบ เฮ้ย หรือว่าเราต้องคำสาป ต้องอกหักเสียใจไปตลอดชีวิตวะเนี่ย เป็นฟีลน้อยใจมากกว่า

ดนตรีเพลงนี้และก็มีส่วนเขียนด้วย ใช้เวลานานขนาดไหนกว่าเพลงนี้จะเสร็จสมบูรณ์

ตอนแต่งเมโลดี้ไม่นาน แล้วก็อัดใส่โปรแกรมและก็ทำเป็นเดโมขำ ๆ ส่งให้พี่อู๋ The Yers เค้าฟัง แล้วก็มานั่งแต่งเนื้อเพลง คือพี่อู๋เค้าจะไม่มาเริ่มเนื้อเพลงให้เราก่อนค่ะ คือเราจะต้องคิดคอนเซปต์มาก่อนว่าอยากได้แบบไหน แล้วก็แต่งทั้งหมดรวม ๆ ไปก่อน แล้วก็มานั่งรวมหัวกับพี่อู๋มาแก้ไขให้มัน… เค้าเรียกว่าอะไร ตบให้มันดีขึ้นอีกทีนึงค่ะ

ปกติจะแต่งเนื้อหรือว่าดนตรีมาก่อน

จะเป็นเมโลดี้ก่อนตลอดเลยสำหรับเรา เราจะอยู่ดี ๆ จะฮึมฮัมเมโลดี้อะไรขึ้นมาได้ เสร็จแล้วก็จะอัดเก็บไว้ในมือถือ และพอกลับมาถึงบ้านปุ๊บฟังใหม่และก็พยายามปะติดปะต่อให้มันครบท่อนเงี้ยค่ะ ทำเป็นดนตรีคร่าว ๆ เพื่อที่พี่อู๋เค้าจะได้รู้ว่าเราอยากได้เป็นอารมณ์เพลงแบบไหนไม่ต้องเดาเองทั้งหมด ฮา ๆ

การทำงานร่วมกับอู๋ The Yers

ก็ราบรื่นดีค่ะ เพราะมันเริ่มจากว่าเราเล่น g16, g19กับเค้า ทาง genie เค้าก็เลยรู้สึกว่า เออ สองคนนี้น่าจะทำงานร่วมกันได้ เพราะว่าในแง่ของแนวทางดนตรี การใช้ภาษาต่าง ๆ มันค่อนข้างจะไปในทางเดียวกัน แล้วก็รู้สึกว่าพอทำงานไปด้วยกันแล้วรู้สึกโชคดีที่ได้พี่อู๋เป็นโปรดิวเซอร์ เพราะว่าเราต่างคนต่างก็รับฟังเหตุผลกันค่ะ แล้วก็ร่วมงานกันได้อย่างราบรื่น

ตอนอัดเพลง “ต้องคำสาป” กี่เทค

คือถ้าพูดถึงเรื่องของการอัดเสียง มันกดดันตั้งแต่เราเริ่มกลับมาทำเพลงแล้ว เพราะว่าไม่ได้ร้องเพลงจริงจังเลยมา 5 ปี แล้วคือเทคนิคต่าง ๆ เราก็ค่อนข้างที่จะลืมไปหมดแล้ว ก็เลยเอาเป็นว่าตัดใจจากเรื่องเทคนิคแล้วก็คิดถึงว่าเพลงนี้เราพูดถึงเรื่องอะไร แล้วก็ปล่อยให้อารมณ์มันพาไป ส่วนเสียงมันอาจจะไม่ได้เป๊ะเพอร์เฟกต์มากก็ไม่เป็นไร ขอแค่ว่าอารมณ์ของเพลงมันได้เท่านั้นละกัน

คอนเซปต์ MV เพลง “ต้องคำสาป”

คอนเซปต์ MV พี่ผู้กำกับเค้าก็เป็นไปตามเนื้อเพลงเลยค่ะ คือว่านางเอกก็เล่าตามสิ่งที่เราเล่านี่แหละ ว่า โอเค เคยเจอกับรักที่อกหักเสียใจมาหลายครั้ง และก็มาเจอกับพระเอกซึ่งเหมือนกับเป็นแฟนคนใหม่ แล้วทุกอย่างจะดูราบรื่นด้วยดี มีการตั้งความหวังว่าอาจจะลงเอยด้วยกัน แต่สุดท้ายแล้วก็ผิดหวังอยู่ดีก็เลิกลากันไปอยู่ดี เหมือนกับว่าคำสาปนั้นมันก็ยังอยู่ค่ะ

ในฐานะเคยผ่านทั้งงานใต้ดินและบนดินมาแล้ว ชอบแบบไหนมากกว่ากัน

มันก็คนละฟีลเลยค่ะ แต่เราจะไม่บอกว่าอันไหนมันดีกว่า เพราะเรามีความรู้สึกว่ามันดีทั้งสองอย่าง คือตอนที่เรายังอยู่ใต้ดินเราก็ มีบ้าร้อยเปอร์เซนต์ก็เลยใส่ร้อยเปอร์เซนต์ คือไม่ต้องสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น เราก็โอเคมีแฟนคลับกลุ่มเล็ก ๆ ที่เค้าแบบชอบเราอย่างจริง ๆ แล้วพอมาอยู่เป็นพอเป็นค่ายบนดินปุ๊บ มีคอนดิชั่นของการทำสิ่งต่าง ๆ เยอะขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้นฐานแฟนเพลงกว้างขึ้น แต่เราบอกได้เลยว่าความสุขมันยังมีเหมือนเดิม เพราะเราโชคดีด้วยที่ได้อยู่ค่าย genie records เพราะว่าเค้าค่อนข้างจะตามใจศิลปินมาก ๆ เพราะว่าในค่ายอย่างที่รู้กันว่าในค่ายมีทั้ง Sweet Mullet, Retrospect คือทุก ๆ คนยังได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ คือไม่มีใครมาบอกว่า เฮ้ยอันนี้ต้องแต่งตัวอย่างนี้นะ อัลบั้มนี้แต่งงี้นี้สิ ไม่มีใครมาบอกคือเราตัดสินใจเองทุกอย่างนี่ก็คือโชคดีมากค่ะ

ยังมีแฟนเพลงจากยุค Myspace ตามฟักแฟงจนถึงทุกวันนี้อยู่ไหม

มีค่ะ คือมีเยอะมากไม่ว่าจะที่คอมเมนต์เรามาหรือว่าจะเป็นบังเอิญเจอตัวจริงกัน เค้าก็จะบอกว่า ติดตามตั้งแต่พี่เป็นวงยังไม่ใช่ No More Tear เลยนะ เราก็แบบดีใจมากเลย

(คำถามจากแฟนเพลง #1) ช่วงนี้ฟักแฟงยังฟังเพลงร็อกหนัก ๆ อยู่บ้างไหม

มีอยู่บ้างค่ะ มีอยู่บ้างก็จะเป็นเพลงตั้งแต่สมัยก่อนนู้นที่ฟังก็ยังฟังอยู่ แต่ก็เปิดใจรับฟังเพลงทั่ว ๆ ไป เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ลงลึกฟังเพลงลึกอะไรสักเท่าไร มีอะไรผ่านเข้าหูมาฟังหมด

วงโปรดสายหนักของฟักแฟง

จะเป็น Finch, Story of the Year แล้วก็ Taking Back Sunday จะเป็นยุคที่ค่อนข้างอีโม สครีมโม แล้วก็ Underoath ด้วยค่ะ

มีหลายคนหลายคอมเมนต์ อยากเห็นฟักแฟงกลับมาแต่งตัวทำผมเหมือนยุคอีโมอีกครั้ง จะมีโอกาสจะได้เห็นอีกไหม

ฮา ๆ เราอยากทำ ต่ว่าเราอายุ 30 แล้ว เราก็แบบด้วยหน้าที่การงานที่เราทำอยู่เราไม่สามารถทำแบบผมสีอย่างนั้นได้ แต่ว่าเราว่าความร็อกมันอยู่ในสิ่งที่เราเป็นมากกว่า การพูดจา นิสัยของเรา บุคลิกของเรา เราว่าเราเป็นยังไงก็เป็นอย่างงั้น ถ้าเกิดได้มาทำความรู้จักกับเราจะรู้เลยว่าเราเป็นคนแบบเนี้ย เคยเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างงั้นอยู่ ถึงแม้ว่าภายนอกเราจะเปลี่ยนแปลงยังไง แต่ว่าจริง ๆ ในใจเรามันยังเหมือนเดิม

ช่วงนั้นรู้สึกยังไงบ้างครับที่อยู่ดี ๆ ตัวเองกลายเป็นไอคอนเด็กผู้หญิงลุกขึ้นมาแต่งอีโมตามกันเต็มไปหมด

เรารู้สึกดีค่ะ จนถึงทุกวันนี้เราก็รู้สึกดีเวลาได้เห็นวัยรุ่นเค้ากล้าแสดงออก กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองชอบค่ะ ชีวิตคนเรามันมีสิทธิ์ที่จะแบบมีความสุขและก็ได้เต็มที่สักช่วงนึงของชีวิตยังดี

(คำถามจากแฟนเพลง #2) จะได้ฟังฟักแฟงว้ากอีกไหม

โห ยากนะตั้งแต่เราตัดสินใจมาอยู่ค่ายบนดิน จริง ๆ ตอนนั้นที่พี่อ๊อฟ Big Ass เค้าเป็นโปรดิวเซอร์ เค้าก็ถามแล้วว่าอยากจะว้ากอยู่ไหมหรือว่าไม่ว้ากแล้ว เราก็ตัดสินใจว่าไม่ดีกว่า เพราะถ้ายังว้ากอยู่เราคิดว่าทุกวันนี้เราไม่น่าจะร้องเพลงได้แล้ว

(คำถามจากแฟนเพลง #3) โอกาสการกลับมารวมตัวของ No More Tear

อันนี้เป็นเรื่องของอนาคต ยังไม่ได้แพลนเลย เพราะที่ตอนนี้กลับมาทำงานเดี่ยว คือเราก็ร้างราจากงานเพลงมาตั้ง 5 ปีแล้วค่ะ แค่กลับมาทำตรงนี้เราก็แบบปัดฝุ่นหนักมาก คิดแล้วคิดอีก เฮ้ยขั้นตอนการทำเพลงของเรามันยังไง ที่ผ่านมาพยายามแบบรำลึกกว่าจะส่งให้พี่อู๋ได้รำลึกอยู่หลายสัปดาห์อยู่ แต่พอนึกได้ปุ๊บนี่ส่งตู้มทีเดียว 4-5 เพลงเลย ฮา ๆ

เพลงที่จะทำต่อไปในอนาคตจะออกมาเป็นในลักษณะไหน

โอ้ อันนี้เป็นคำถามที่ดี คืออย่างเพลงนี้ เราบอกพี่เค้าอู๋ว่า เราอยากยืนพื้นให้เป็นป๊อบ แต่ด้วยเนื้อหาของเพลงเพลงนี้ เพลง “ต้องคำสาป” เนี่ยมันค่อนข้างเข้มข้นจริงจัง เราก็เลยทำเป็นป๊อบผสมร็อก แต่เพลงอื่น ๆ แน่นอนเนื้อหามันไม่เหมือนเดิม เราคงไม่พูดเรื่องรักอกหักทุกเพลง เราก็จะเอาแนวเพลงอิงตามเนื้อหาของเพลง คือไม่อยากจะไปกำกับว่าต้องเป็นร็อกทั้งหมด จะต้องเป็นป๊อบทั้งหมดหรืออะไรทั้งหมด จะพยายามอิงไปตามเนื้อหาของเพลงให้มันเข้ากันได้มากกว่า

ช่องทางการติดตามผลงาน

สำหรับเฟซบุ๊กเพจก็จะเป็น Fukfang NO MORE TEAR ค่ะ แล้วก็ถ้าเป็นอินสตาแกรมก็จะเป็น @fukfangnmt ค่ะ


คุยกันพอหอมปากหอมคอ ก็น่าจะทำให้หลาย ๆ คนหายคิดถึงฟักแฟงไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ทาง Headbangkok ต้องขอบคุณพี่ฝน แห่ง genie records ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยนะครับ