ในอดีตของวงการเพลงไทย มีวงดนตรีแนวเมทัลที่เริ่มต้นจากระดับ ‘ใต้ดิน’ เพียงน้อยวงเท่านั้นที่สามารถผุดขึ้นมาและประสบความสำเร็จกับตลาด ‘บนดิน’ เป็นวงกว้างได้ หนึ่งในนั้นคือ Ebola วงดนตรีนูเมทัล/ร็อกที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมาแล้วถึงกว่า 23 ปี ผ่านเวทีน้อยใหญ่มาหลายหลาก รวมถึงการแจมกับ Linkin Park และล่าสุดก็เพิ่งได้ก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่น ทั้งภายใต้แบรนด์ Speaker Warg ของพี่เอ๋ นักร้องนำ รวมถึงเพิ่งมีไลน์กางเกงยีนส์คอลเลกชันใหม่ที่ร่วมทำกับแบรนด์ Jack Russel ด้วย

ส่วนในด้านงานเพลง แม้ Ebola จะมีช่วงเวลาของการทดลองทำเพลงแนวทางใหม่ ๆ และอาจไม่ถูกใจแฟนเพลงสายหนักในวันวานอยู่บ้าง แต่ในยุคหลังสุดกับซิงเกิลอย่าง “Down in the Wire” ทางวงก็นำบรรยากาศเก่า ๆ มามอบให้แฟนเพลงยุคเก่าและยุคใหม่ได้มันกันอย่างเข้มข้นไม่เสื่อมคลาย

Wazzup Rocker วันนี้เรามาพร้อมกับหลากหลายเรื่องราว ทั้งดนตรี ชีวิต และเกร็ดความคิดที่น่าสนใจจากสมาชิก Ebola ทั้งวงแบบครบ ๆ พร้อมแล้วไปอ่านบทสัมภาษณ์กันต่อได้เลยครับ


การร่วมงานกับ Jack Russel

กอล์ฟ: จริง ๆ เค้าคงอยากลองทำอะครับ คุณออฟ เป็นรุ่นที่สองของกิจการ เพิ่งจบมาร่วมบริหารกับพ่อเค้า เค้าก็เลยอยากลองทำเป็นมิวสิคแบรนดิงพ่วงกับผลิตภัณฑ์เค้า ก็เลยติดต่อมาทางคุณหมีผู้จัดการวงเรา ก็คุยกันประมาณหนึ่งก่อน แล้วก็ช่วยกันดูแบบจนลงตัวก็เลยลุย

ความพิเศษของกางเกนยีนส์ Jack Russel x Ebola Limited Edition

เอ๋: มีความพิเศษอยู่ 3 จุดครับ จุดแรกก็คือกระเป๋ากางเกงด้านหลังจะมีโลโก้ตัว ‘E’ ของ Ebola แบบในอัลบั้ม Pole โลโก้มันจะคล้าย ๆ กับตัวเชื้อโรคอีโบล่า อีกจุดนึงคือขอบกางเกงสีแดงจะเขียนว่า We Are Ebola

กอล์ฟ: เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเพจของ Jack Russel ได้เลยครับ

จุดเริ่มต้นของเพลง “Down to the Wire”

กอล์ฟ: เราก็ตั้งโจทย์เพลงนี้ไว้ให้มันเป็นเพลงเร็ว อยากให้มันกลับไปให้มันเป็นนูหน่อย แล้วก็มาได้เอ้ Botcash มานั่งคุยกัน ก็เริ่มตั้งลำ ตั้งเดโมกัน จนพัฒนามาเรื่อย ๆ ครับ คือเรารู้จักกับเอ้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว และตั้งแต่ที่เราเข้ามา Me Records อย่างซิงเกิล “หักคอเทวดา” ก็จะมีใช้เสียงสังเคราะห์ ซึ่งเราคิดตรงกันว่าอยากจะให้มันมีซาวด์แบบนี้ มีเสียงซินธ์ ให้มันดูอินดัสเตรียล ให้มันดูย้อนกลับไปหน่อย แต่พอเป็นเพลงนี้เราค่อนข้างจะย้อนกว่า ให้มันดูดิบ ๆ ดูอันเดอร์กราวด์ พวกริฟฟ์ พวกอารมณ์ แล้วเอ้ก็เติมความใหม่เข้ามาใส่ มันก็เป็นสูตรที่น่าสนใจ น่าลองดีครับ

การใช้ซาวด์สังเคราะห์ในเพลงทำให้ขั้นตอนยากขึ้นหรือไม่

กอล์ฟ: ก็ไม่ได้ยากมากครับ เราแค่เอาโครงเพลงของเรามา แล้วเอ้ก็คงเข้าใจว่าท่อนไหนควรใส่มากใส่น้อย อยู่ตรงไหนแล้วโอเค เราคุยกันมาก่อนแล้ว

การร่วมงานกับเบน อดีตนักร้อง Silly Fools กับพาร์ตของเนื้อเพลง

เอ๋: จริง ๆ แล้วตอนแรกเพลงนี้เราอยากทำเพลงภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะเราทำมาหมดแล้วทั้งไทยทั้งหมด ไทยครึ่งอังกฤษครึ่ง งั้นเรามาลองทำภาษาอังกฤษล้วน ๆ ทั้งเพลงเลยดีไหม เผื่ออนาคตเราไปเล่นต่างประเทศ มันก็น่าสนุกดีนะ เวลามีเพลงฝรั่ง เหมือนน้อง ๆ Annalynn ทำให้คนมันสื่อสารกันได้รู้เรื่อง เราก็อยากทำแบบนั้นดูบ้าง ก็เลยลองคุยกับพี่เบนดูครับ

กอล์ฟ: ถ้านึกถึงคนที่ร้องเพลงภาษาอังกฤษแล้วเป็นร็อกผมก็นึกถึงพี่เบนครับ

เอ๋: เค้าน่าจะเข้าใจได้ดีที่สุด ก็เลยทำเพลงภาษาอังกฤษทั้งหมดดีกว่า แต่สุดท้ายทำเสร็จปุ๊ป เราก็รู้สึกว่าบางทีมันน่ามีภาษาไทยด้วย ขอเป็นท่อนเวิร์สเป็นไทย แล้วฮุคเป็นภาษาอังกฤษเหมือนที่ตั้งใจไว้ดีกว่า แต่จริง ๆ ในเพลงนี้ภาษาอังกฤษประมาณ 70% ด้วยซ้ำ ตั้งใจให้เพลงมันสนุกแบบ Ebola ดั้งเดิมจริง ๆ แบบที่เคยทำภาษาไทยผสมกับภาษาอังกฤษ ส่วนตัวเวลาร้องภาษาอังกฤษท่อนฮุคมันอินกว่า มันมันกว่า มันเข้าปากกว่า

กอล์ฟ: จริง ๆ ก็เป็นภาษาไทยก็ได้ แต่บางคำอาจจะไม่ค่อยเข้า คำไม่ค่อยแรงตะโกนมันก็ดูแปลก ๆ

เอ: พวกพืช ผัก ผลไม้

เอ๋: ร้องตะโกนว่า กล้วย! ทุเรียน! ไรงี้หรอ

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

กอล์ฟ: โหดว่ะ ฮ่า ๆ

เอ๋: ไอ้ที่อยากให้พูดก็ไม่พูดนะ สาระไม่มีตลอด ฮ่า ๆ

กลับมาใช้เสียงสำรอกทั้งเพลงอีกครั้ง

เอ๋: โห โคตรเหนื่อย ตอนแรกสนุก เพราะเราคุยกับกอล์ฟตลอดว่าอยากทำเพลงหนัก ๆ จะได้ร้องตะโกนเป็นหลัก แบบเป็นพวกบ้าพลังไง แต่พอถึงเวลาจริง ๆ กลายเป็นว่าด้วยอายุ 43 แล้ว พอตะโกนคอนเสิร์ตแรก ME Dna 3 โคตรเหนื่อยเลย หน้าจะมืดเอา รู้สึกแบบเห้ยเราแก่ขนาดนั้นเลยหรอร้องเพลงตะโกนทั้งเพลงไม่ไหว

กอล์ฟ: แต่น่าจะเป็นเพราะเราเล่นมาหลายเพลงแล้วไง พอมันเล่นเหนื่อย เหงื่อ ร้อน เราไม่ได้เล่นเพลงนี้เป็นเพลงแรกไงครับเรามาเล่นเพลงหลัง ๆ ก็เป็นเพลงบิลด์ช่วงท้ายให้พีก

เอ๋: ผมเป็นคนบ้าตะโกนไง มันก็มีความสุขดีนะ พอได้ตะโกนเยอะ ๆ มันก็รู้สึกมันส์ดี เต็มดี แล้วผมเป็นคนเครื่องร้อนช้า เพลงที่สองจะเริ่มคึกละ ก็คุยกับพันธุ์ไว้ว่าจะเอาเพลง “Down to the Wire” เป็นเพลงแรกเลย เพราะอินโทรผมชอบดี

กอล์ฟ: เปิดมาตะโกนเลย เดี๋ยวมึงก็ร้องเพลงอื่นไม่ไหว

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

เอ๋: จำได้ว่าตอนซาวด์เช็กเพลงนี้เพลงแรกที่ภูเก็ต หลังจากนั้นเสียงหายเลย แบบ… อะไรวะเนี่ย

กอล์ฟ: อยู่ดี ๆ เล่นไม่ได้วอร์มไง เดี๋ยวพังอีก ฮ่า ๆ

เสียงตอบรับต่อเพลง “Down to the Wire” จากต้นสังกัด

เอ๋: ค่ายผมน่ะ โรคจิต ฟองเบียร์เป็นคนบอกว่า “พี่เพลงหน้าขอดิบ ๆ เถื่อน ๆ ขอแบบเกรี้ยวกราด” โห แบบนี้ก็เข้าทางเราเลยดิ ชอบอยู่แล้ว

กอล์ฟ: ฟองเบียร์เค้าค่อนข้างจะปล่อยให้อิสระ บอกให้วงทำงานให้เต็มที่ เค้าก็ช่วยผลักดันอีกที

เสียงตอบรับจากแฟนเพลง

เอ๋: จริง ๆ แล้วเราไม่ได้คาดหวังเลยนะ เหมือนตอนทำเพลง “หักคอเทวดา” เราก็มีความสุขมาก ๆ แล้ว คือตอนนั้นแฟนเพลงรุ่นเก่าก็มาคอมเมนต์ว่า “อยากได้แบบนี้ที่เป็น Ebola จริง ๆ” เราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นช่วงเวลาที่เราไม่ได้ทำเพลงแบบนั้น พอมีคอมเมนต์แบบนี้ออกมาเราก็โคตรมีกำลังใจ พอถึงเวลาเอาเพลง “Down to the Wire” ไปเล่น คนถึงแม้จะร้องไม่ได้แต่ยืนดู แล้วก็กระโดดกัน ดูเค้ามีความสุข

กอล์ฟ: อุปทานหมู่ เห็นข้างหน้าเต้นแม่งเต้นด้วย

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

เอ๋: แบบเจ๋งว่ะ เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ แบบเออ ๆ มาถูกทางแล้ว อย่างน้อยก็ตอบโจทย์ตัวเองว่าเราควรทำอะไรที่เป็นแบบนี้

กอล์ฟ: อันนี้ในมุมผมนะ อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ทำเพลงประมาณนี้นานแล้ว คนอาจจะคิดถึง อารมณ์คิดถึง แต่ถ้าเราทำบ่อยอาจจะไม่คิดถึงก็ได้ ฮ่า ๆๆ ก็นานาจิตตัง พอนาน ๆ ทำทีก็จะมีความรู้สึกอยากถวิลหา

เอ๋: อยากถวิลหา ฮ่า ๆๆๆ เค้ารู้เลยมึงเกิด พ.ศ. ไหน กูอายแทนเลย ฮ่า ๆๆๆ

เข้ามาร่วมงานกับ Me Records ได้อย่างไร

เอ๋: จริง ๆ เค้าก็ทาบทามเรามาได้พักใหญ่แล้วครับ ตอนแรกเราก็ยังไม่มั่นใจว่าเค้าจะยังไง เพราะเค้าก็ยังใหม่ เราก็ยังตัดสินใจอยู่ว่าจะยังไงดี

กอล์ฟ: ตอนนั้นเราออกจาก genie records กลับมาอยู่กับ Warner Music Thailand ช่วงนั้น Me Records เพิ่งเกิดพอดี ทางพี่หรั่งกับพี่ต้น Silly Fools ก็ชวนไปอยู่ด้วย ผมก็รู้จักฟองเบียร์มาบ้าง แต่ตอนนั้นเราก็ติดสัญญากับ Warner อยู่นิดหนึ่ง มันเป็นช่วงท้ายแหละ เราก็เลยรอให้มันจบสวยหรู เราก็ไม่อยากให้ข้ามหน้าข้ามตา ให้เป็นไปตามกฎกติกาและมารยาทครับ

ซิงเกิลใหม่และอัลบั้มชุดใหม่ของ Ebola?

กอล์ฟ: จะมีออกมาเป็น อี.พี. เรียบร้อยแล้วก็จะปล่อยอีกครับ ส่วนซิงเกิลใหม่จะเริ่มทำช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายนครับ เดี๋ยวรอติดตามครับ

ย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของ Ebola

เอ๋: มันก็เหมือนวงดนตรีทั่ว ๆ ไป คือเราก็เป็นเพื่อนกันมา เรียนด้วยกันมา ผม โอ๋ น้องชายผม พี่กอล์ฟ พี่พันธุ์ ทั้ง 4 คนเรียนที่เดียวกันคืออาชีวะเสาวภา แล้วก็มาเจอพี่เอ ตอนที่มาเรียนมหาวิทยาลัยราชภ้ฏธนบุรี

กอล์ฟ: เราก็เล่นกันไปเรื่อย ๆ ครับ เล่นคัฟเวอร์กัน อยากเล่นกัน

เอ๋: เล่นเพราะว่าอยากเล่น ตอนนั้นเราคิดว่าการเล่นดนตรีมันสนุก มันดูเท่ดี ถ้าเราได้ทำอะไรแบบนี้มันก็มีความสุขดี ได้เล่นดนตรีได้ซ้อมกับเพื่อน ก็เหมือนเด็กทุกคนที่เล่นดนตรี จนมาวันนึงไอสิ่งที่เราทำมันมีคนเห็น มันก็ยิ่งดีใหญ่ มีคนมาดูเรา มีคนให้โอกาสเรา เราโชคดีอย่างที่ได้ผู้ใหญ่ที่ดีหลาย ๆ คนที่ช่วยผลักดันเรา

กอล์ฟ: ไม่ว่าจะอันเดอร์กราวด์ อยู่บนดิน ทุกช่วงเวลา ก็จะมีพี่ มีเพื่อนมาช่วยตลอด อย่างเช่นพี่รัตน์ โกบายาชิ ( Silly Fools, Ex- Dezember) เหมือนมีคนคอยมาส่งเราให้ไปได้เรื่อย ๆ ก็ต้องขอบคุณด้วยครับ

เอ๋: มีพี่รัตน์ มีเพื่อนพี่รัตน์มาช่วยตลอด สมัยก่อนทำเพลงมันยากกว่าตอนนี้นะ ด้วยความที่แบบมันไม่มีโซเชียลอะไร อย่างตอนเราเล่นงาน Demonic ครั้งแรก ปี 1997 เราก็แบกลังเทปไปเลย เล่นเสร็จไปตะโกนแหกปากขายกัน ไปฝากร้านน้องท่าพระจันทร์ ร้านพี่เปี๊ยกดีเจสยาม ไปบอกว่า “พี่ครับฝากขายหน่อยครับ” ยุคนั้นมันก็สนุกดีกับการต่อสู้ สมัยนี้มันก็จะเป็นการต่อสู้ในโลกโซเชียล

กอล์ฟ: ก็เป็นวิธีของยุคนี้ มันก็ต้องสู้ต่อไปครับ

การอัดเพลงในยุคนั้น

เอ๋: อันนี้โคตรมันส์เลย ยืมของชาวบ้านกันสนุกเลย ฮ่า ๆ

พันธุ์: อัลบั้มแรกยืมแล้วไปอัดกันที่บ้านพี่รัตน์เลย อัดในห้องนอนแกเลย เอากลองไปตั้ง

กอล์ฟ: แอมป์ตัวเล็ก ๆ เอฟเฟกต์ ไมค์จ่อ เครื่องแฮงก์

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

พันธุ์: เทปยังปั๊มกันเอง ปกนั่งก็ทำกันเอง

กอล์ฟ: ตัดเอากระดาษไปถ่ายเอกสาร พ่นสเปย์ทำปกกันเอง

เอ๋: พอตอนหลังเริ่มทำห้องซ้อมที่บ้านพันธุ์ก็แบกอิฐ แบกปูนกัน ต่อห้องกันเอง ฮ่า ๆ

พันธุ์: เอาลังไข่กระดาษมาทากาวเหม็นกาวกัน

กอล์ฟ: เด็ก ๆ ไม่ค่อยมีตังค์จะซ้อมบ่อยก็ไม่ไหว แบบนี้ก็ดีกว่า

โอ๋: ห้องนี้ทำให้เราทำอัลบั้ม In My Hate เสร็จเลยนะ ถ้าเราไปนั่งทำห้องซ้อมก็น่าจะไม่เสร็จ

เอ: เราซ้อมจนได้รางวัลเลยนะ ได้รองเท้าแตะบนหลังคา

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

เอ: ติดลังไข่กันไม่ได้ซับเสียงเลย ไม่ได้กันเสียงเลย

เอ๋: ซอยเล้าไก่มิวสิค

เอ: สุดท้ายก็ต้องเลิกไป เพราะบ้านตรงข้ามเค้ามีลูกอ่อน

เอ๋: อย่างตอนเราไปซ้อมห้องแถวท่าพระ ขนาดเป็นห้องที่ตีสองกระเดื่องได้นะ ยังบอกให้เบา ๆ หน่อยมันเสียงดัง ฮ่า ๆ

ยอดขายอัลบั้ม In My Hate

กอล์ฟ: ก็โอเคระดับนึงนะ ก็น่าจะอยู่ในระดับพันอัพ อันนี้ผมไม่ชัวร์นะน่าจะอยู่ที่ประมาณสามไม่น่าเกินนั้น เพราะเมื่อก่อนต้องปั๊มประมาณนั้นเพราะมันแพงมาก

โอ๋: เราไม่ได้รู้หรอกว่ามียอดขายเท่าไหร่ แค่รู้ว่าได้ทำแล้ว สนุก แล้วก็มีเริ่มเล่นที่นู่นที่นี่

เอ๋: มีแฟนเพลงเขียนจดมายเข้ามาหาที่บ้าน โคตรมันส์เลย

พันธุ์: เหมือนหนังแฟนฉัน

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆ

พันธุ์: ต้องตั้งใจนะ ถึงจะเขียนเข้ามาได้ จากมาเลเซียก็มี

กอล์ฟ: เราก็ดูตามวงรุ่นพี่อย่าง Dezember, Growning Pain, Heretic Angels จะมีใส่ที่อยู่ไว้ให้แฟนคลับติดต่อ มีเมลด้วย เราก็ต้องมีบ้างดิวะ ผมจะแกะอ่านก่อนเพราะจะมาที่บ้านผม ผมก็ใส่กล่องไว้แล้วให้เพื่อน ๆ มาอ่านต่อ

เอ: มันก็เหมือนการวิจัยนะ ว่ามีคนฟังเพลงเรามากขนาดไหน มีคนสนใจเขียนเข้ามาหา

แฟนเพลงทียังติดตามมาตั้งแต่ช่วงนั้น

เอ๋: ถ้าเป็นแฟนเพลงที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่ตอนนั้นก็ยังมานะ อย่างวันนี้ก็มีอุ้มลูกมา 2 คน เราจำได้เมื่อก่อนเค้าสะพายกล้องมากับเพื่อนสองกล้อง มาถ่ายรูปพวกเรา ตามมาดูเราทุกคอนเสิร์ต ตั้แต่สมัยเล่นที่ถนนสีลม เล่นที่เอยูเอ

โอ๋: เค้าก็มาดูเราจนได้แฟนจากคอนเสิร์ต คนที่เค้าแต่งงานด้วยก็คนที่มาดูคอนเสิร์ต

เอ: มาดูจนได้ครอบครัว

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆๆ

โอ๋: เป็นยุคแรก ๆ เลยที่เค้าตามมาดูเลย

รวมถึงอาร์ต Sudden Face Down ด้วย?

เอ๋: อาร์ตนี่แม่งแบบที่สุดแล้ว เอาตั้งแต่มันยังไม่ได้เล่นดนตรีเลย ตั้งแต่ยังไม่ได้ถ่ายรูป มันก็มาตามดู จนสุดท้ายไปทำวง Sudden Face Down เราก็คิดมันก็ตลกดีนะ มึงได้รับอิทธิพลเราไปเต็ม ๆ อย่างเรื่องการเขียนเพลง เหมือนไปจุดประกายให้มัน มันก็ได้ทำสิ่งที่มันอยากทำ

กอล์ฟ: เห็นตั้งแต่ขาสั้น ม.ปลาย เป็นเรื่องดีนะ เป็นแรงบันดาลใจให้กัน คนชอบดนตรีไม่ผิดนะถ้าอยากทำดนตรี

คอนเสิร์ตแรกของ Ebola

กอล์ฟ: น่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยราชภ้ฏธนบุรี

เอ๋: ถ้าเป็นทางการที่สุดก็น่าจะเป็น Demonic ที่เหลือก็จะมีเล่นในผับ X-Rock ช่วงแรก ๆ จะเล่นคัฟเวอร์ Sepultura เป็นหลัก

กอล์ฟ: พอเล่นคัฟเวอร์ไปซักพักพี่รัตน์ก็บอกว่าลองทำเพลงกันเองมั้ย จุดประกายให้ คอยตั้งลำให้ แกก็มาช่วยดูให้หลายเรื่องจนถึงงานเสร็จ

เอ๋: แกมาช่วยเขียนเพลงด้วย

โอ๋: แกก็ดูเราตลอด เจอแกครั้งแรกคืองาน Pain of Death ครั้งที่ 2 ตอนไปออดิชัน ก็เลยได้รู้จักพี่รัตน์ครับ

จุดเปลี่ยนของ Ebola กับอัลบั้ม Pole เพลงถูกเปิดตามคลื่นวิทยุ

กอล์ฟ: ก็น่าจะเป็นชุดนี้ครับ

พันธุ์: วัน ๆ นั่งรอฟังเพลงตัวเอง

เอ๋: โห โคตรขนลุกเลยอะ มีช่วงนึงเรานั่งทำงานใน Tower Records กำลังนั่งยิงป้ายราคาอยู่ แล้วในห้องสตาฟเปิดวิทยุดีเจประกาศว่า “เอาล่ะครับ วันนี้เรามีศิลปินใหม่มาแนะนำ วง Ebola” แบบ “เย็ดเข้!” นั่งกับเพื่อนอยู่โคตรสนุกอะ

กอล์ฟ: หลังจากนั้นก็มีคลื่นฮ็อตเวฟ มีคอนเสิร์ต เล็ก ชิ้น สด ของ Fat Radio ชื่อ Ebola on Ground ครับ

ความทรงจำกับการเล่นเปิดให้ Linkin Park เมื่อปี 2004

เอ๋: คือแบบเราไม่คิดว่าจะได้ไป เพราะเรารู้สึกว่าเป็นวงที่มีชื่อเสียงน้อยสุดในวงเปิด ตอนนั้นก็จะมีวง Scrubb ไปเล่นด้วย แล้วเราเป็นวงสุดท้ายก่อน Linkin Park ขึ้นเล่น จำได้ตอนซาวด์เช็กโดนฝรั่งด่าด้วยโคตรฮา แบบ อะไรวะ ฟังไม่รู้เรื่อง เร่งเวลาเราเหลือเกิน ฮ่า ๆ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เราไม่คิดว่าจะได้เล่นคอนเสิร์ตใหญ่ ขึ้นไปแบบคนดู 35,000 คน ยังขนลุกมาจนทุกวันนี้ เราเคยเล่นแต่คนดูน้อย ๆ ขึ้นไปแบบนี่คืออะไร ขาสั่นพูดอะไรไม่ออก แต่พอดนตรีเริ่มรัน มันก็ไปของมันเรื่อยเปื่อย เราก็ด่าของเราเหมือนเดิม ฮ่า ๆ ตอนนั้น Linkin Park ดังมาก ดังเกินวงนูเมทัลไปแล้ว เหมือนวงบอยแบนด์เลย แล้วใครจะมาฟังวงกูวะ แต่สุดท้ายก็จบลงอย่างสวยงาม

เผชิญหน้าและเกือบได้ขึ้นไปแจมกับ Linkin Park

เอ๋: เราก็ได้เจอ Chester เจอ Mike เจอสมาชิกทั้งวง พี่โอ๋เจ้าหน้าที่ค่าย Warner Music Thailand มาบอกว่า “พวกเค้าไม่คิดว่าจะมีวงแบบนี้ในไทย” หลังจากนั้นทางเชสเตอร์ก็เอาเสื้อวง R.A.M.B.O. ที่เราแลกไปใส่เล่นไต้หวัน หลังจากนั้นเราก็ส่งเสื้อ Ebola ไปให้เค้าอีกรอบ แล้วทางวอเนอร์บอกด้วยว่า Linkin Park อยากได้วงเอเชียไปเปิดให้เค้าใน Souteast Asia เราตื่นเต้นมากนะ มันมาไกลจริง ๆ ว่ะ เราแค่วงบ้าน ๆ แต่วงระดับโลกสนใจ มันเจ๋งดี แล้วมีอีกเรื่องนึงคือตอนนั้นเราไม่รู้ก่อนว่าทางวงอยากให้พวกเราขึ้นไปแจมเล่นเพลงคัฟเวอร์ของ Nine Inch Nails คือตอนนั้นมันเป็นซีนที่เค้าจะเอาวงระดับโลคอลขึ้นไปแจม แต่เราไม่รู้ไง ไม่มีใครบอกอะไรเราเลย พอเล่นเสร็จก็เมาแล้วกันเละเทะ ทุกคนปลดปล่อย แบบ เย้ สบายแล้ว ไม่มีความกดดันแล้ว เอก็กินเหล้า ดูดบุหรี่ สนุกสนานกันไป

กอล์ฟ: นายกินเหล้าดูดบุหรี่ด้วยหรอ

เอ: จำไม่ได้แล้ว ความจำเสื่อม

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

เอ๋: ทุกวันนี้ยังเสียดาย ขึ้นไปก็จบแล้ว จะได้มีซีนเท่ ๆ เล่นกับ Linkin Park ร้องกับ Chester แต่ยังไงก็เป็นคอนเสิร์ตที่ผมประทับใจที่สุด วงเราก็เป็นวงที่ Linkin Park รู้จัก จากวงบ้าน ๆ เอาอิฐ เอาปูน มาก่อห้องซ้อมกันเอง ถ้าหลังจากวันนั้น Ebola ยุบวงหรือผมโดนรถชนตายผมก็มีความสุขแล้วแหละ แค่นั้นพอแล้ว เกินความคาดหมายแล้ว

23 ปีกับไลน์อัพชุดเดิม

เอ: ไม่มีที่ไป

ทั้งวง: ฮ่า ๆๆๆ

เอ๋: ผมว่ามันเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อน สุดท้ายคำว่าเพื่อนมันก็พาไปเรื่อย ๆ แค่ขอให้ได้เล่นดนตรีกับเพื่อนก็มีความสุขแล้ว มันดีที่สุดมาแล้ว มันแย่ที่สุดมาแล้ว ไม่มีอะไรเกินคาดหมายที่เราคิดไว้แล้ว แค่ทุกวันนั้ยังมีงาน ยังอยากมีคนฟังเพลงอยู่ หรือปล่อยเพลงไปแล้วได้มีคอมเมนต์ดี ๆ กลับมา แค่นี้ก็เป็นพลังให้เราอยากออกไปเจอแฟนเพลงแล้ว แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

มองว่าทางวงประสบความสำเร็จตามเป้าหรือไม่

กอล์ฟ: จริง ๆ ก็อยู่ในเส้นทางที่เราวางไว้ ถ้าบอกว่าเกินเป้ามั้ย มันก็เกินแล้วแหละครับ แต่ก็ยังมีไฟอยากทำนู่นทำนี่อยู่ตลอด ก็ผ่านอะไรที่มันดี ๆ มาเยอะพอสมควรครับ

ข้อคิดฝากถึงนักดนตรีรุ่นใหม่

เอ๋: เด็กสมัยนี้เก่งอยู่แล้วไม่ต้องฝากอะไรมาก ขอแค่รักกันไว้ เหนียวแน่นกันไว้ ในระหว่างทางมันต้องมีอยู่แล้วที่ทะเลาะกันบ้าง คุณต้องมองว่าแล้วที่ผ่านมาคุณเจออะไรกันมาบ้าง แล้วอนาคตคุณมองไว้ว่าอย่างไรบ้าง คุณยังอยากอยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้ต่อไปไหม สุดท้ายมองที่ตัวคุณเองว่าอยากทำอะไร ถ้าคุณเลือกที่จะเป็นนักดนตรีแล้ว ที่ตรงนี้มันไม่ได้ประสบความสำเร็จง่าย ๆ อยู่แล้ว มันต้องใช้เวลาในการทำงาน ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่แค่วงการนี้ แต่มันเป็นทุก ๆ วงการ

ฝากผลงานของ Ebola

กอล์ฟ: ก็ฝากซิงเกิลล่าสุดนะครับ “Down to the Wire” และติดตามข่าวสารพวกเราได้ที่แฟนเพจ Ebola – Thai Rock Band ของเรา แล้วรองานใหม่ ๆ ของพวกเราด้วยครับ

เอ๋: ปีนี้น่าจะมีอะไรมาให้ทุกคนได้เก็บกับด้วยครับ ถ้าไม่มีซีดีมันจะรู้สึกแบบจับต้องไม่ได้ครับ


ป็นบทสัมภาษณ์ที่พูดคุยกันสนุกมากจริง ๆ ครับ รู้สึกว่าครึ่งชั่วโมงที่ได้สัมภาษณ์มันดูน้อยไปจริง ๆ ไว้มีโอกาสคงได้มาสนทนาภาษาชาวร็อกกันอีกครั้งนะครับ ส่วนใครที่อยากชม Ebola ถล่มเวทีไปเจอกับพวกเค้าได้ที่งาน Rock Alarm ครั้งที่ 2 วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ที่ Live Arena, RCA บัตรราคา 390 บาทเท่านั้น และวันที่ 25 พฤษภาคม กับงาน Paradise Fest ครั้งที่ 5 ณ 8 Speed Track เขาใหญ่ ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณพี่หมี ผู้จัดการวง Ebola ที่ช่วยอำนวยความสะดวกกับทาง Headbangkok ขอบคุณแฟนสำหรับรูปถ่ายระหว่างการสัมภาษณ์ด้วยครับ