slipknotmaskscloser1

คอรีย์ เทย์เลอร์ ฟรอนต์แมนของ Slipknot บอกว่าการห่างหายจากการทำผลงานใหม่กว่าหกปีนับตั้งแต่อัลบั้ม All Hope is Gone เมื่อปี 2008 นั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในการให้เวลากับทางวงเพื่อเผชิญหน้ากับการเสียชีวิตของพอล เกรย์ มือเบสของวง และก็เป็นเวลาสำหรับพวกเขาในการสร้างแรงบันดาลใจสำหรับการทำอัลบั้มใหม่ที่ดีพอจะปล่อยออกมาด้วย

“ผมคิดว่าการพักวงตอนนั้นมันสำคัญในสองระดับ” คอรีย์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร DIY “หนึ่งก็คือ เราต้องการเวลาสำหรับความเศร้าโศก และการพยายามทำใจกับความจริงที่เกิดขึ้น และนี่คือสิ่งที่มันเป็นไป พวกเราทุกคนเผชิญหน้ากับการต่อสู้ภายในตัวเองกันทุกคน สิ่งเหล่านั้นมากมายมันอยู่ในอัลบั้มนี้ ในทางหนึ่ง เราต้องการเวลาสำหรับการเยียวยา แต่ในอีกทางหนึ่ง พวกเราก็ไม่ต้องฝืนทำสิ่งที่เราไม่อยากทำด้วย พวกคนภายบอกกับเราว่า ‘พวกคุณต้องออกไปทำอะไรซักอย่างได้แล้วนะ’ แต่พวกเรายังไม่รู้สึกว่าอยากทำแบบนั้น เรากำหนดโชคชะตาของตัวเองและควบคุมทิศทางชีวิตของเราเองเสมอมา เรารู้ว่าเราจะไม่มีทางถูกผลักไสไปทำอะไรที่เรารู้สึกว่าพวกเรายังไม่รู้สึกอยากจะทำ ไม่ว่าจะเป็นแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม และในจุดเดียวกันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวอะไรที่เราต้องการจะเล่ามันออกมาด้วย การใช้เวลาตรงนั้นปล่อยให้พวกเราเป็นไปตามธรรมชาติเพื่อที่จะมาถึงจุดที่เราอยากจะไปต่อและอยากทำดนตรีอีกครั้งมันเป็นอะไรที่สำคัญมาก ไม่ใช่แค่สุขภาพของดนตรีอย่างเดียว แต่เพื่อสุขภาพของวงดนตรีวงนี้ด้วย”

อัลบั้ม .5: The Gray Chapter ที่เพิ่งวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปเมื่อวานนี้ถือว่าเป็นอัลบั้มใหม่ของ Slipknot ที่แฟนเพลงจับตารอมากที่สุด เพราะมีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความหนักในด้านดนตรีและอารมณ์ที่สื่อออกมาด้วย

“เมื่อคุณแก่ตัวลง ความรุนแรงที่คุณเข้าถึงในดนตรีมันก็เปลี่ยนไป จริง ๆ นะ” คอรีย์บอกกับ DIY “แต่ในอัลบั้มนี้ มันก็ไม่ใช่การท้าท้ายอะไรนักหรอกเพราะว่าเราไม่ได้ดึงเอาอะไรเก่า ๆ กลับมาใช้ เรามักจะพยายามไปให้เหนือกว่าและมากกว่าเดิมเสมอ ๆ เพรางั้นสำหรับพวกเราแล้ว มันก็เป็นแค่การทำให้มันใจว่าเนื้อเรื่องของเพลง ไม่ว่าจะเป็เพลงอะไรที่เราทำกันอยู่ก็ตาม จะต้องสื่อถึงอารมณ์นั้น ๆ ได้ดี”

เขากล่าวต่อไป: “อัลบั้มนี้ไม่ได้มีคอนเซปต์ในตัวมันเอง แต่มันเป็นเรื่องราวของพวกเราในสี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเพลงอย่าง ‘Goodbye’ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวันที่พวกเรานั่งกันอยู่ในบ้านของผม, วันที่พวกเราเสียพอลไป รวมถึงความโศกเศร้าที่หยั่งรากลึกลงไปในเพลง แล้วมันก็มีเพลงเกี่ยวกับพอลอยู่ในนั้นด้วย เป็นการเฉลิมฉลองให้กับจิตวิญญาณของเขา มันมีเพลงเกี่ยวกับอารมณ์เกรี้ยวกราดที่พวกเรารู้สึก ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่เรามีต่อการเสียพอลไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของความเป็นมนุษย์นั่นแหละ แต่มันเกี่ยวกับตัวพวกเราเองด้วย เกี่ยวกับความรู้สึกเกือบรู้สึกผิด ความโกรธปนสำนึกผิดแบบ ‘มีอะไรที่ผมควรจะทำได้มากกว่านี้มั้ย?’ คุณจะตื่นนอนในตอนกลางคืนแล้วก็นึกถึงเรื่องนั้นตลอดเลยแหละ แต่ละเพลงมันคือชิ้นส่วนของเรื่องราวที่จะต้องนำมาประกอบกัน และทั้งหมดมันเกี่ยวกับการทำให้มั่นใจว่าเราสามารถไปกับมันได้ ไม่ต้องคัดกรองอะไรทั้งสิ้นและทำให้มั่นใจว่ามันเป็นจังหวะของอารมณ์แบบที่พวกเราอยากจะรู้สึกจริง ๆ”

ที่มา – Blabbermouth.net