บทเพลงหนึ่งเพลงที่เต็มไปด้วยทั้งดนตรี, ท่วงทำนอง, เสียงร้อง และเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยความหมายจากการถ่ายถอดเรื่องราวของผู้แต่ง และมันมักจะส่งมอบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับคนฟังได้ ในบางครั้งก็สามารถมอบกำลังใจจนทำให้เราก้าวผ่านวันร้าย ๆ ในชีวิตไปได้ หนึ่งในเพลงเหล่านั้นคือ “Roses For The Dead” ผลงานจากอัลบั้ม Hours ของวง Funeral For A Friend

ดนตรีในเพลงนี้ฟังเผิน ๆ ก็ดูจะเป็นเพลงสไตล์อีโม/โพสต์ ฮาร์ดคอร์ ที่มีริฟฟ์กีตาร์แบบเมโลดิกอันไพเราะเป็นตัวชูโรง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวง FFAF อยู่แล้ว แต่เมื่อโฟกัสเข้ามาตรงเนื้อหาของเพลงก็จะพบว่ามันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ชวนเศร้า แต่ในขณะเดียวกันมันก็เหมือนกับการเตือนสติให้กับคนที่กำลังคิดสั้นได้เห็นผลกระทบที่ตามมากับคนรอบ ๆ ตัว โดยเฉพาะความเศร้าหมอง สังเกตได้จากคอมเมนต์ต่อเพลงนี้ทางโซเชียล มีเดีย ที่มีหลาย ๆ ความคิดเห็นบ่งบอกว่าเพลงนี้ได้ช่วยชีวิตของพวกเขาเอาไว้ รวมไปถึงการบอกให้กับคนที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้ากล้าที่จะพูดเรื่องนี้กับใครซักคนออกมา เช่น (ขออนุญาตไม่เปิดเผยนาม)

  • “ฉันได้ฟังเพลงนี้ตอนที่จะฆ่าตัวตายเมื่อ 6-7 ปีก่อน มันเป็นเพลงที่ดีมาก ๆ ฉันอยากจะบอกว่าเพลงนี้มันได้ช่วยชีวิตฉันเอาไว้มากมายเลย”
  • “เพลงของพวกเขามันช่วยให้ผมผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายและมืดมนมาได้เมื่อปี 2006”
  • “ปัญหาของคนที่เป็นโรคซึมเศร้าคือพวกเราจะรู้สึกผิดและไม่อยากเป็นภาระคนอื่น ฉันรู้ดี ฉันคือหนึ่งในนั้น ฉันป่วยตั้งแต่อายุ 13 จนกระทั่งอายุ 28 เราต้องยอมรับมันและหาคนช่วยเหลือ อย่าปล่อยให้คนอื่น ๆ ต้องเจ็บปวดอย่างยาวนาน”
  • “ย้อนกลับไปในวันที่ฉันอยากฆ่าตัวตายมาก ๆ … ฉันไม่ได้แคร์อะไรเลยซักอย่าง ไม่รู้สึกอะไรต่อโลกใบนี้อีกแล้ว ก่อนที่ฉันจะได้พบกับเพลงนี้ฉันได้พยายามฆ่าตัวตาย จนกระทั่งผ่านไปไม่กี่เดือนฉันได้ดูเอมวีเพลงนี้ และทำให้ตระหนักได้ว่าไม่ว่าฉันจะรู้สึกโกรธอย่างไร ฉันก็ไม่ควรทำอะไรแบบนี้กับครอบครัวเลย แล้วคนเป็นแม่ในเอมวีมันก็เปรียบเสมือนลูกและสามีของฉันนั่นเอง หากคุณต้องการที่จะพูดถึงเรื่องนี้ จะมีคนจะรับฟังและช่วยเหลือคุณ มันไม่ง่ายหรอกที่จะบอกให้คนอื่นช่วยเหลือ แต่มันก็ไม่แฟร์ที่จะส่งต่อความเจ็บปวดให้คนอื่นด้วยเช่นกัน”

ประโยคในเพลงนี้ที่สำคัญคือ

“I Never Listened To a Word, You Never Said”

“ฉันไม่เคยได้ยินคำพูดจากคำที่คุณไม่เคยได้พูด”

หมายถึงปัญหาที่เก็บเอาไว้ที่ไม่กล้าบอกใครจนกระทั่งได้จากโลกนี้ไป ซึ่งมันสำคัญมาก ๆ เพราะถ้าหากใครซักคนที่เราไว้ใจได้และอยู่เคียงข้างเราได้รับรู้ถึงปัญหาที่ซ่อนไว้ในจิตใจก็อาจจะช่วยให้คุณก้าวผ่านมันไปได้นั่นเอง

ส่วนแรงบันดาลใจของเพลงนี้ทาง Matt Davies นักร้องนำของวงได้เคยเล่าให้ฟังกับทาง Kerrang! ดังนี้

“มันเป็นเพลงที่หนักหน่วงครับ แต่มันไม่ใช่ในแบบเมทัล แต่ความหนักหน่วงมันหมายถึงการตายของเพื่อนสนิทของผม ผมได้เห็นเพื่อนและครอบครัวต่างเศร้าโศกกันหมด แต่ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเช่นกัน มันรู้สึกแปลกจริง ๆ เพราะว่าผมไม่ได้ร้องไห้ออกมา ผมนั่งอยู่ตรงนั้นและจดจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ผมต้องการจะไว้อาลัยให้กับความทรงจำของพวกเขา คนที่ผมคิดถึงอย่างสุดหัวใจ, และผมต้องการสื่อสารมันออกมาครับ”

แม้เวลาของเพลงนี้จะผ่านไปนานถึง 16 ปีแล้ว แต่ท่วงทำนองและความหมายกลับไม่เคยหยุดทำงานเลย มันยังคงได้เป็นเครื่องเตือนสติและช่วยชีวิตให้กับใครอีกหลายคนไม่มากก็น้อย