มีวงดนตรีเมทัลชื่อดังหลายวงที่แฟนเพลงรอคอยการกลับมาออกผลงานใหม่ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้นเสียที เช่น System of a Down, Limp Bizkit ที่แม้จะมีการออกทัวร์ แต่ก็ไม่มีผลงานใหม่มาให้ได้ชื่นใจ Rammstein วงอินดัสเตรียลเมทัลจากประเทศเยอรมนีก็เป็นอีกวงที่จัดอยู่ในหมวดดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ แต่ถูกขีดรายชื่อทิ้งเรียบร้อยแล้วหลังการกลับมาพร้อมซิงเกิลใหม่ “Deutschland”

เพลงนี้พวกเขามาพร้อมกับเนื้อเพลงภาษาเยอรมันที่ว่าด้วยความรู้สึกที่ทางวงมีต่อประเทศบ้านเกิดของตนเอง จะเรียกว่าเป็นความ ‘ทั้งรักทั้งเกลียด’ ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก อาจเรียกได้ว่าเป็นความ ‘ไม่อยากรัก แต่ก็ขาดไม่ได้’ เพราะเยอรมนีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีประวัติศาสตร์ผ่านการนองเลือดมามากมาย เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ไม่ควรค่าแก่การจดจำ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ไว้เป็นบทเรียน เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตที่รออยู่ ดังเช่นเนื้อเพลงท่อนแรกที่บอกว่า:

You (You have, you have, you have, you have)
เธอ
Have cried a lot (Cried, cried, cried, cried)
ร่ำไห้อย่างสาหัส
Separated in spirit (Separated, separated, separated, separated)
จิตวิญญาณกระจัดกระจาย
United in heart (United, united, united, united)
หัวใจเป็นหนึ่งเดียว

… อะไรแบบนี้เป็นต้น แต่สิ่งที่ทำให้ “Deutschland” เป็นหมุดหมายอันยิ่งใหญ่ในการเขย่าวงการเพลงของ Rammstein ไม่ใช่เนื้อเพลงที่ชวนกระตุกต่อมความคิดของคนฟัง หากเป็นมิวสิกวิดีโอที่นำเอาประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ในอดีตของประเทศมาร้อยเรียงรวมกันออกมาให้เรารับชมและถกเถียงกันต่อ


หญิงผิวสีที่ปรากฎตัวตลอดมิวสิกวิดีโอคือใคร?

หากรับชมจนจบ เราจะได้คำตอบจากเครดิตว่าเธอคนนี้ชื่อ Germania (รับบทโดย Ruby Commey) – คำนี้สามารถหมายถึงประเทศเยอรมนี แต่ก็มีความหมายในการเป็น national figurehead ของชาวเยอรมันด้วย ซึ่ง Germania คนนี้ก็จะปรากฎอยู่ในทุกช่วง-ทุกยุคสมัยของมิวสิกวิดีโอ

ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อพูดถึง personification ของ Germania แล้ว มักจะมาในรูปแบบของชุดเกราะพร้อมรบ สำหรับในมิวสิกวิดีโอนี้เธอจะโผล่มาในหลากหลายคอสตูม ซึ่งก็มีนัยยะที่ต้องตีความแตกต่างกันออกไป เช่นในตอนต้นที่เป็นฉากรบโบราณ เธอปรากฎตัวออกมาในรูปแบบของเทพ Hekate พร้อมมีดและหัวมนุษย์ บางช่วงเราอาจเห็นเธอมาในเครื่องแบบคอมมิวนิสต์ เป็นนาซี ฯลฯ ซึ่งก็เป็นการแสดงออกถึงความเป็นเยอรมนีในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง


ประวัติศาสตร์สุดอาร์ต-แสนโหดร้าย มัดรวมในหนึ่ง MV

นอกจากซีนอนาคตในอวกาศที่เล่าถึงการค้นพบความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร Deutschland แล้ว เหตุการณ์นอกเหนือจากนั้นที่ปรากฎในมิวสิกวิดีโอตัวนี้เป็นเรื่องราวในอดีตแทบทั้งหมด ฉากป่าในช่วงต้นมิวสิกวิดีโอ (น่าจะ) อ้างอิงถึงการรบกันของอาณาจักรโรมันกับบรรพบุรุษของชาวเยอรมันที่ป่าทอยโทบวร์ก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ฝ่ายโรมันล้มเลิกการยึดครองพื้นที่บริเวณนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างชาติของชาวเยอรมันไปในที่สุด

ฉากที่เป็นการชกต่อยกันด้วยสนับมือพาเราย้อนกลับไปในยุคสมัยของสาธารณรัฐไวมาร์ (เยอรมนีในช่วงปี 1918-1933) ซึ่งในช่วงหนึ่งของมิวสิกวีดีโอที่เป็นฉากคุกเราจะเห็นว่ามีการโปรยเงินกันเป็นว่าเล่น ซึ่งก็เป็นการอ้างอิงถึงเหตุการณ์เงินเฟ้อขั้นรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1920s นั่นเอง

ฉากที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นตาที่สุดคงหนีไม่พ้นซีนที่สมาชิกวงเดินเรียงหน้ากระดานกัน โดยมีเรือเหาะลำหนึ่งลุกไหม้อยู่ด้านหลัง ซึ่งคือเหตุการณ์ Hindenburg disaster ในปี 1937 ที่มีคนตายมากถึง 36 คน (เหตุการณ์นี้ถูกนำมาใช้เป็นปกอัลบั้มของวง Led Zeppelin ด้วย)

ในช่วง 2:26 ที่เป็นห้องทำงานและมีผู้คนกำลังรุมล้อมที่โต๊ะตัวหนึ่ง พาเราย้อนกลับไปสู่ประเทศเยอรมนีตะวันออก ตัวละครสำคัญที่ปรากฎในฉากนี้ไม่ได้มีเพียง Germania ที่อยู่ในทุกยุคทุกสมัย หากแต่บุคคลที่นั่งอยู่ตรงกลางโต๊ะยังมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ Erich Honecker ผู้นำเยอรมันตะวันออกที่ดำรงตำแหน่งอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1971 จนถึงการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ซึ่งด้านหลังก็มีสัญลักษณ์ ค้อนและวงเวียน อันเป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนีตะวันออกปรากฎอยู่อย่างชัดเจนด้วย


ความโหดร้ายของพรรคนาซี กับความเหมาะสมในการนำเสนอ?

คนเยอรมันกับความอ่อนไหวในการพูดเรื่องนาซีเป็นของคู่กัน แม้พวกเขาจะไม่ลืม แต่ก็ ‘ไม่ใช่เรื่อง’ ที่จะอยากหยิบยกมาพูดถึงกันนัก แต่ในมิวสิกวิดีโอตัวนี้มีทั้งฉากการเผาหนังสือในอดีต การล่าแม่มด (ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนจักรในตอนนั้น) รวมถึงค่ายกักกันที่แสดงให้เห็นการประหารเชลยศึก สมาชิก Rammstein สี่คนถูกจับมาแต่งกายในชุดนักโทษ อยู่บนแท่นเตรียมถูกแขวนคอ

แม้จรวดด้านหลังอาจทำให้ฉากนี้ดูมีความสุดโต่งเกินไปมาก แต่ถือว่าเป็นอีกฉากที่เก็บรายละเอียดได้ดีเอาเรื่อง แม้แต่สัญลักษณ์บนหน้าอกของนักโทษก็ยังถูกแบ่งหมวดเอาไว้อย่างใส่ใจ สามเหลี่ยมสีขาวคือนักโทษรักเพศเดียวกัน สีเหลืองคือชาวยิว ส่วนดาวสีเหลืองแดงหมายถึงนักโทษการเมืองชาวยิว

ฉากนี้ถือว่า ‘เรียกตีน’ ให้กับวง Rammstein ได้ตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัวเพลง เพราะปล่อยออกมาเป็นทีเซอร์ หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ว่าวง Rammstein กำลังนำเอาภาพความรุนแรงจากเหยื่อสงครามมาใช้หาผลประโยชน์เข้าตัวหรือไม่ และมันเหมาะสมแค่ไหนในการนำเสนอภาพความโหดร้ายเหล่านี้ออกมาผ่านสื่อในโลกยุคปัจจุบัน


สัญลักษณ์แห่งความหวังที่ซุกซ่อนอยู่

หนึ่งในซิมโบลิกชวนงงของมิวสิกวิดีโอตัวนี้น่าจะหนีไม่พ้นฉากที่ Germania ให้กำเนิดทารกน้อยออกมาเป็นสุนัข บางความเห็นบนเว็บไซต์ reddit บอกว่า สุนัข เปรียบเสมือนตัวแทนของลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) อย่างจิกกัดว่าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตอันเรียบง่ายที่พร้อมรับประทานทุกสิ่งที่หยิบยื่นให้ และทำได้แค่เพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น

แต่ความเห็นเกี่ยวกับสุนัขที่ผู้เขียนเห็นด้วยมากที่สุดคือ “ความหวัง” เนื่องจากในฉากก่อนจบของเพลงนี้ ทั้ง Germania และสมาชิกวง Rammstein ต่างก็อุ้มลูกสุนัขที่มองแล้วน่าจะเป็น Leonberger สุนัขท้องถิ่นของประเทศเยอรมนีที่รอดจากการสูญพันธ์มาได้ถึงสองครั้งสองครา เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีพวกมันเพียงห้าตัวเท่านั้นที่สามารถเหลือรอดมาได้ และหลังจากเพาะพันธุ์ขึ้นใหม่ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พวกมันเหลือรอดมาได้เพียงแปดตัวเท่านั้น

นอกจากสุนัขแล้ว ในตอนจบของมิวสิกวิดีโอตัวนี้ Germania นักรบสาวสุดแกร่งของเราได้หลับไหลอยู่ในโลงแก้ว ฉากนี้ทำให้เรานึกถึง Snow White ที่หลับไหลรอวันที่จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งก็ทำให้สามารถตีความได้หลากหลาย ว่า ‘อะไร’ ที่จะตื่นขึ้นมาต่อไปนับจากนี (ส่วนหนึ่งที่ทำให้คิดถึง Snow White ก็เนื่องมาจากว่าในอดีตทางวงเคยหยิบยกตัวละครนี้มาใช้แล้วในมิวสิกวิดีโอเพลง “Sonne” และเสียงร้องของหญิงสาวในช่วง end credit ก็ชวนให้นึกถึงเพลงดังกล่าวขึ้นมาทันทีครับ)


ความสัมพันธ์แบบ love-hate relationship ที่วง Rammstein มีให้ต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากในแง่ของการแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านสื่อในโลกยุคใหม่ เป็นบทเรียนที่ประเทศซึ่งไม่ค่อยมีสเถียรภาพอย่างไทยแลนด์ควรศึกษาเป็นตัวอย่างเอาไว้ ‘ไม่มากก็น้อย’ ครับ

ป.ล. ทั้งเนื้อเพลงและมิวสิกวิดีโอยังมีองค์ประกอบที่ไม่ถูกพูดถึงอยู่อีกมาก (เช่นฉากกลุ่มพระในเมืองที่เต็มไปด้วยหนู ฉากการปะทะกัน ฯลฯ) แนะนำให้รับชมเองหลาย ๆ ครั้ง แล้วจะพบกับสุนทรียภาพทางศิลปะของบทเพลงเพลงนี้อย่างเข้มข้น เหมือนที่ผมได้รับครับ!

อ้างอิง: