สวัสดีครับชาว Headbangkok.com ที่เคารพรักทุกท่าน ช่วงนี้ผมเองไม่ค่อยมีเวลาได้มาเขียนรีวิวซักเท่าไหร่ เนื่องด้วยหน้าที่การงานที่เติบโตขึ้น รวมไปถึงหน้าที่หลักอื่น ๆ เช่น เล่นดนตรี ซึ่งช่วงหลังซ้อมหนักมากเพื่อจะไปโชว์ความเป็นอันเดอร์กราวด์ของไทยที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงผม Tragedy of Murder ที่จะได้ออกไปเล่นในต่างแดนครั้งแรกครับ แต่ไม่ได้ไปแค่วงเดียวนะครับ ยังมีวงเทคนิคัลเดธเมทัลมากฝีมืออย่างวง Voiceless of Fear ร่วมชะตากรรมไปด้วย แต่กว่าจะไปถึงปีนังได้ทางผมและเพื่อนร่วมวงประสบปัญหาให้ฝ่าฝันอย่างเมามันมากมายครับ จึงถือโอกาสมาโม้ให้ทราบผ่านตัวหนังสือลงบนเว็บไซด์ที่ผมรักแห่งนี้แล้วกัน

Voiceless of Fear

Voiceless of Fear

จุดเริมต้นของการโชว์ครั้งแรกในต่างแดน ที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย เริ่มมาจากพี่เฟื่องครับ ซึ่งพี่เค้าคือนักร้องวง Voiceless of Fear และเป็นรุ่นพี่ที่ผมเคารพและรักมากที่สุดได้ทาบทามผมผ่านในกล่องข้อความ Facebook ประมาณช่วงเดือนธันวาคมว่า “เอ็งสนใจไปเล่นมาเลเซียมั้ย” ผมได้อ่านข้อความและตอบไปไม่ต้องคิดว่า “สนครับพี่” หลังจากนั้นทางผมก็ไปเกริ่นให้ทางวงรับทราบ ซึ่งทางวงเองก็ดูจะตื่นเต้นกับโอกาสในครั้งนี้ไม่น่อย โดยหลังจากนั้นไม่นานหลังช่วงปีใหม่ก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถานที่คือ Sound Maker Studio เกาะปีนัง ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 15 มีนาคม หลังจากทางวงทราบกำหนดการที่เรียบร้อยแล้ว อุปสรรคด่านแรกก็เกิดขึ้น…

พี่เฟื่อง (Voiceless of Fear)

พี่เฟื่อง (Voiceless of Fear)

…เมื่อน้องจูเนียร์มือกลองวัยกลัดมันของวงไม่สามารถร่วมเดินทางไปได้ เนื่องจากต้องเดินทางไปฮ่องกงกับครอบครัวในช่วงนั้นพอดี รวมไปถึงพี่เซ่ มือกีตาร์ ก็ติดงานไม่สามารถเดินทางไปด้วยเช่นกัน ทำให้ทางวงต้องเร่งหามือกลองไปช่วยตีเป็นเรื่องเร่งด่่วนเพื่อจะซ้อมให้แน่นพอก่อนที่จะไปโชว์ที่ปีนัง นัน มือกีตาร์จึงได้ติดต่อไปทาบทามที่เชค ซึ่งเป็นอดีตมือกลองของวง Tragedy of Murder เอง และก็รอคำตอบในการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หลังจากการรอคอยก็ได้รับข่าวดีครับ เมื่อเชคตกลงจะไปช่วยหวดกลองให้สำหรับงานนี้ จึงได้นัดมาซ้อมกันและเหมือนการคืนสู่เหย้าครับ เนื่องจากเชคเองก็เคยร่วมวงกันมาตั้งแต่ก่อตั้งวงใหม่ ๆ เคยร่วมเล่นกันอยู่ประมาณ 3 ปี การซ้อมการนัดแนะท่อนต่าง ๆ จึงคุยกันเข้าใจง่ายครับ และเหมือนเหตุการณ์จะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่อุปสรรคด่าน 2 ก็เข้ามาปะทะเต็ม ๆ

เชค

เชค

การทำพาสปอร์ต อุปสรรคด่าน 2

เนื่องจากการเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียจำเป็นต้องมีพาสปอร์ต ซึ่งทางวงเองยังไม่มีใครมีเลยยกเว้นเชคที่เคยทำไว้แต่หมดอายุไปนานแล้ว ทางวงจึงได้วางแผนแบ่งเวลากันไปทำพาสปอร์ตครับ ซึ่งนัน มือกีตาร์ ได้ตัดสินใจไปทำก่อนใครเพื่อน แต่ก็ต้องผิดหวังครับ เนื่องจากเหตุการณ์ปิดล้อมสถานที่ราชการทำให้การทำหนังสือเดินทางที่แจ้งวัฒนะซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่สุดไม่สามารถเปิดทำการได้ ทำให้ผู้คนที่ต้องการจะทำกระจายมาอยู่่ศูนย์ย่อยอย่างเช่น โลตัสปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลบางนา ซึ่งนันได้ไปถึงที่ศูนย์ปิ่นเกล้าประมาณวันที่ 17 กุมภาพันธ์ประมาณ 8:00 น. แต่ต้องพบว่าคิวเต็มตั้งแต่ตี 5 เนื่องจากมีประชาชนมาเข้าคิวรอจำนวนมากตั้งแต่ช่วง ตี 1 ทำให้ต้องกลับมาบ้านด้วยความเซ็ง ก่อนจะกลับไปใหม่ในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับหนุ่ย มือเบส ซึ่งไปรอคิวตั้งแต่ตี 1 ครับ ฮ่า ๆ ได้รับคิวที่ 30 กว่า ๆ และก็ได้ทำเป็นผลสำเร็จคุ้มค่าการรอคอยครับ ส่วนตัวผมเองก็ลางานไปทำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ครับ ซึ่งไปต่อคิวตั้งแต่ตี 5 ได้คิวที่ 681 แต่ก็ได้ทำอย่างสมความตั้งใจหล่ะครับ ก็จะเหลือเพียงเชค มือกลองเท่านั้นที่ต้องไปต่ออายุหนังสือเดินทางใหม่เท่านั้นเอง

สภาพการต่อคิวทำหนังสือเดินทาง

สภาพการต่อคิวทำหนังสือเดินทาง

ทุกอย่างเหมือนจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและราบรื่นแบบสุด ๆ ทางวงมุ่งมั่นกับการซ้อมอย่างเต็มที่ ได้วางแผนการเดินทางเป็นที่เรียบร้อย โดยแผนที่วางไว้เน้นประหยัดค่าใช้จ่ายครับ โดยเลือกจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าก่อนเดินทางหนึ่งสัปดาห์ เลือกแบบรถไฟปรับอากาศสปลินเตอร์ ออกในรอบ 22:50 น. ของคืนวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งปลายทางจะอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 13 ชั่วโมง ซึ่งจุดนี้จะสามารถต่อรถตู้ไปที่ปีนังได้ โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครับ
จนกระทั่งมาถึงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเดินทาง เชค ก็ได้เดินทางไปต่ออายุหนังสือเดินทางในวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม ในระหว่างที่เชคไปต่ออายุหนังสือเดินทาง ผมเองก็อยู่ที่ทำงาน ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาที่ว่างได้ลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูเกี่ยวกับการต่ออายุหนังสือเดินทาง ก็ต้องช็อกกับข้อมูล เมื่อข้อมูลแจ้งว่าการต่อหนังสือเดินทางก็คือการทำเล่มใหม่นั่นเอง อ้าวชิบหายแล้วครับ งี้หนังสือเดินทางของเชคก็ได้ไม่ทันสิวะ เนื่องจากตัวผมเองไปทำหนังสือเดินทางวันอังคารและได้รับหนังสือส่งมาทางไปรษณีย์คือวันเสาร์ แต่เชคไปทำวันจันทร์ก็หมายความว่่าจะต้องได้รับวันศุกร์ ซึ่งจะไม่ทันกับรอบรถไฟที่ทำการจองไว้ แบบนี้เรียกว่างานงอกเต็ม ๆ

ดูเหมือนว่าการจะเดินทางปีนังส่อแววจะล่มซะแล้ว แต่อุปสรรคมีไว้ฝ่า ปัญหามีไว้แก้ครับ ตอนต่อไปภาคปัจฉิมบท มาพบกับการทำลายมารผจญของการเดินทางในครั้งนี้กันนะครับ วันนี้ขอตัวพักผ่อนก่อนแล้วกันครับ