ในช่วงต้นจนถึงกลางยุค ‘2000s นอกจากกระแสดนตรีนูเมทัลจะเปรี้ยงปร้างแล้ว กระแสดนตรีป๊อปพังก์เองก็ได้รับความนิยมชมชอบไม่แพ้กัน เป็นช่วงสุกงอมของการบ่มเพาะของดนตรีแขนงนี้จนทำให้มีผลงานผุดเข้ามาในแวดวงกระแสหลักมากมาย รวมถึงแฟชั่นไม่ว่าจะเป็น Dickies, Ben Davis, Famous, Atticus และอีกมากมายหลายแบรนด์ ที่ได้รับความนิยมเป็นผลพลอยได้ไปตาม ๆ กัน วันนี้เรามาย้อนเวลาถึงช่วงเวลาป๊อปพังก์ครองเมือง กับ 9 อัลบั้มที่จะทำให้ทุกคนนึกถึงวันเวลาแห่งวัยเกรียนกันฺในช่วงยุค 2000s กันซักหน่อย


Take Off Your Pants and Jacket (2001) – blink-182

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับเพลง “All the Small Things” ในอัลบั้ม Enema of The State กับดนตรีป๊อปพังก์ที่ฟังง่าย สบายหู ใช้คำไม่ต้องเยอะ จนกลายเป็นสูตรสำเร็จของแพทเทิร์นป๊อปพังก์ในเวลาต่อมา blink-182 ก็นำความสำเร็จมาต่อยอดจนคลอดออกมาเป็นอัลบั้ม Take Off Your Pants and Jacket และผลงานชิ้นนี้ยังคงได้ Jerry Finn โปรดิวเซอร์มือฉมังสายพังก์ ที่เคยฝากผลงานไว้กับวง Rancid, Green Day, Alkaline Trio มารับหน้าที่ช่วยปลุกปั้นเช่นเคย อัลบั้มนี้เต็มไปด้วยเพลงฮิตมากมาย เช่น “First Date”, “The Rock Show” และ “Stay Together for the Kids” แต่ที่จริงแล้วทุกเพลงในอัลบั้มนี้สามารถตัดออกมาเป็นซิงเกิลได้หมดอย่างไม่เคอะเขินเลยแม้แต่น้อย ภาคดนตรีโดยรวมมีความเติบโตขึ้นจากอัลบั้ม Enema of the State แต่ยังคงคอนเซปต์ความเป็นวัยรุ่น ความเกรียน และความสนุกไว้ตลอดทั้งอัลบั้ม ผ่านทีมเวิร์กของสามสมาชิก Mark Hoppus, Tom DeLonge และ Travis Barker ด้วยสเน่ห์อันน่าหลงใหลทำให้อัลบั้มนี้เปิดตัวบนชาร์ตบิลบอร์ดในอันดับที่ 1 คว้ารางวัลแพลตตินั่มไปถึง 2 ครั้ง และจำหน่ายได้ถึง 14 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก


All Killer No Filter (2001) – Sum 41

โด่งดังตั้งแต่ปล่อยผลงานชุดแรก สำหรับวง Sum41 ป๊อปพังก์สายยียวนกวนประสาท จากแคนาดา ดนตรีของ Sum 41 มีความแตกต่างจากวงทั่วไป ๆ โดยเฉพาะในส่วนของไลน์กีตาร์ที่โดดเด่น เช่นในเพลง “In Too Deep” รวมถึงการร้องที่แอบอิงกระแสด้วยการเลือกการร้องแร็ปเข้ามาผสมอยู่ในเพลง “Fat Lip” หรือจะเป็นเพลงสับ ๆ สไตล์สเก็ตพังก์อย่าง “Never Wake Up” หรือเฮฟวี่เมทัลแบบ Iron Maiden ก็มีให้เสพในเพลง “Pain for Pleasure” แต่ภาพรวมของทั้งอัลบั้มเน้นไปที่จังหวะชวนโดดในโหมดป๊อปพังก์เป็นหลัก อัลบั้มนี้เคยไต่บิลบอร์ดชาร์ตได้สูงสุดในอันดับที่ 13 อีกด้วย


Bleed American (2001) – Jimmy Eat World

แม้ Jimmy Eat World จะเริ่มมีอัลบั้มแรกตั้งแต่ปี 1994 แต่กว่าที่วงจะสร้างชื่อเสียงโด่งดังก็ต้องใช้เวลาจนถึงอัลบั้มที่ 4 เลยทีเดียว อัลบั้มนี้มีความลงตัวในทุก ๆ ด้าน การจับการเดินคอร์ดกีตาร์ในรูปแบบป๊อปพังก์ผสมผสานกับเมโลดี้สวย ๆ ของอีโม ทำให้ดนตรีของ JEW ฟังได้ลื่นหูและไหลลื่น โดยเฉพาะซิงเกิลดังอย่าง “The Middle” ที่กลายเป็นเพลงสร้างชื่อให้กับวงอย่างแท้จริง และเพลงช้า ๆ ซึ้ง ๆ อย่าง “Hear You Me” ยังถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนต์เรื่อง Butterfly Effect ที่นำแสดงโดย Ashton Kutcher อีกด้วย นอกจากนั้นแล้วอัลบั้มนี้ยังถูกยกให้เป็น 1 ใน 500 อัลบั้มยอดเยี่ยมของนิตยสาร NME สุดจัดจริง ๆ


No Pads, No Helmets…Just Balls (2002) – Simple Plan

แค่ชื่ออัลบั้มก็เรียกเสียงฮาจากผู้พบเห็นได้แล้ว นอกจากความหมายแล้วชื่อก็ยังชวนให้แอบนึกถึงชื่ออัลบั้ม Take Off Your Pants and Jacket ของ blink-182 ได้ด้วยเช่นกัน ดนตรีอัลบั้มนี้เป็นซาวด์ป๊อปพังก์พิมพ์นิยมตามสมัย เมโลดี้มีกลิ่นอายของอีโมมาเพิ่มความน่าฟังให้กับเพลง ส่วนความพิเศษอยู่ที่เพลงดังอย่าง “I’d Do Anything” ที่ได้ Mark Hoppus แห่ง blink-182 มาร่วมแจม และ Joel Madden จาก Good Charlotte ที่โผล่มาแจมในเพลง “You Don’t Mean Anything” อัลบั้มนี้ถือเป็นก้าวแรกของวงในวงการดนตรีก่อนที่ Simple Plan จะประสบความสำเร็จและอยู่มายืดยาวจนปัจจุบัน


The Young and the Hopeless (2002) – Good Charlotte

วงดนตรีป๊อปพังก์ที่มีฝาแฝดตระกูล Madden อย่าง Benji และ Joel เป็นแกนนำของวง Good Charlotte ถือว่าเป็นวงที่โดดเด่นด้านการแต่งตัวมากในอัลบั้มแรก เพราะมากับคอสตูมสไตล์พังก์แบบเต็มสูบ เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม แต่พอมาในอัลบั้มนี้ทางวงก็ลดความจัดจ้านลงไป เช่นเดียวกับดนตรีในอัลบั้มนี้ที่ทำออกมาเจาะตลาดวงกว้างมากขึ้น มีความเป็นป๊อปสูงมาก ส่งผลในมีซิงเกิ้ลฮิตติดชาร์ตมากมาย เช่น “The Anthem”, “Lifestyles of The Rich & Famous” และ “Girls & Boys” แม้อัลบั้มนี้จะโดนวิจารณ์ว่าความเป็นพังก์มันเหลือน้อยมาก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายของพวกเค้าตกฮวบ เพราะอัลบั้มนี้คว้าไปถึง 3 แพลตตินัม จำหน่ายเฉพาะได้อเมริกาได้ถึง 3,500,000 ชุด พีกจริงอะไรจริง


Sticks and Stones (2002) – New Found Glory

จะบอกว่า New Found Glory เป็นม้ามืดที่ทะยานท้ากระแสป๊อปพังก์ก็คงไม่ผิดมากนัก เพราะอัลบั้มนี้คืออัลบั้มแจ้งเกิดในวงการดนตรีอย่างเต็มตัวของ New Found Glory หลังจากบ่มเพาะประสบการณ์อยู่ถึง 2 อัลบั้ม ด้วยเอกลักษณ์ทางดนตรีที่แตกต่าง ณ เวลานั้น ทำให้เป็นแรงผลักดันชั้นดี จนเข้าไปครองใจสาวกป๊อปพังก์ทั่วโลก สามารถไต่บิลบอร์ดชาร์ตขึ้นไปในอันดับที่ 4 ได้ และเพลงอย่าง “My Friends Over You” ก็ได้กลายเป็นเพลงชาติของวงมาจนปัจจุบัน แถมชื่อเพลง “The Story So Far” ในอัลบั้มนี้ยังได้กลายเป็นชื่อวงดนตรีป๊อปพังก์รุ่นหลังอีกด้วย


Ocean Avenue (2003) – Yellowcard

ทำไมเสียงของไวโอลินจะเข้ามาอยู่ในเพลงป๊อปพังก์ไม่ได้ เพราะวง Yellowcard ได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกรู้แล้วว่ามันเข้ากันได้ยิ่งกว่าอะไรดี และทุกคนต่างนิยมชมชอบซาวด์ในอัลบั้ม Ocean Avenue จนทำให้วงสามารถทำยอดขายไปทั่วอเมริกาได้ถึง 1.8 ล้านก๊อปปี้ มีซิงเกิลดังที่ทุกคนรู้จักกันดีเช่น “Way Away”, “Only One” และไตเติลแทร็ก “Ocean Avenue” น่าเสียดายที่ปัจจุบันวงได้ยุติบทบาทไปแล้ว แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตอาจจะได้เห็นการกลับมาของอีกครั้งก็เป็นได้


American Idiot (2004) – Green Day

ก่อนที่ทางวงจะคลอดอัลบั้มนี้ออกมา บารมีที่เคยสร้างไว้กับอัลบั้ม Dookie กำลังโรยราลงไป แต่ในที่สุดอัลบั้ม American Idiot ก็กลับมาชุบชีวิตให้กับ Green Day และได้กลายเป็นอัลบั้มมาสเตอร์พีซที่ยากจะลืมเลือนของวง ดนตรีของอัลบั้มนี้มีการเรียบเรียงที่ค่อนข้างน่าสนใจผ่าน คอนเซปต์อัลบั้มที่จิกกัดประเทศตัวเองได้อย่างเจ็บแสบ บางเพลงมีความยาวถึง 9 นาที “Jesus of Suburbia” / “Homecoming” อีกทั้งยังมีอีกหลายซิงเกิลฮิตทั้ง “American Idiot”, “Wake Me Up When September Ends” และ “Boulevard of Broken Dreams” ด้วยความสุดยอดของอัลบั้มนี้ส่งผลให้สามารถทำยอดขายทั่วโลกไดถึง 16 ล้านก๊อปปี้ และขี้นชาร์ตอันดับ 1 มากกว่า 10 ประเทศทั่วโลกเช่นกัน


From Under the Cork Tree (2005) – Fall Out Boy

ปิดท้ายกันด้วยวงอดีตเคยป๊อปพังก์อย่าง Fall Out Boy ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นวงทำเพลงตามกระแสดนตรีอย่างทุกวันนี้ FoB ก็เคยผลงานจัดจ้านในย่านป๊อปพังก์มาแล้ว ผลงานในอัลบั้มนี้ถือเป็นจุดกำเนิดความสำเร็จในวงการดนตรีของวงเลยก็ว่าได้ มีเพลงฮิตติดชาร์ตอย่าง “Dance, Dance” และ “Sugar, We’re Goin’ Down” ดนตรีในอัลบั้มนี้มีความเติบโตมากขึ้นกว่าเดิมจากอัลบั้มแรก มีการเรียบเรียงดนตรีที่เข้าถึงง่ายแต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของวงในตอนนั้น ก็ยังหวังลึก ๆ ว่าเราจะได้ฟัง Fall Out Boy ในแบบป๊อปพังก์กันอีกครั้ง


9 อัลบั้มนี้พอจะทำให้คุณนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกกับบทเพลงป๊อปพังก์ได้หรือเปล่าครับ? ถ้ายังไม่หายอยาก มาพบกันที่งาน “POP PUNK คับเวอร์!” ปาร์ตี้มันส์ ๆ ที่ชาวป๊อปพังก์เล่นคัฟเวอร์เพลงของวงสุดโปรด ชวนให้เราอยากโดดและออกวิ่งทุกครั้งที่ได้ฟัง

พบกับ:
The Story of Stoners กับโชว์การเล่นเพลงของ blink-182 แบบครบเครื่อง
Jimmy Revolt ที่ขนเพลงดังจาก Green Day + The Offspring มาแบบเต็มกำลัง
Pretty Punks กับความสนุกของคนรุ่นใหม่ในเพลงของ State Champs
Joeharry Bangkoker และโชว์การคัฟเวอร์หาดูยากของ Jimmy Eat World + Against Me!
Handy Marathon กับความสนุกจัดเต็มด้วยเพลงของ Neck Deep
• และ THE90s กับเซ็ตเพลง Mayday Parade ที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน!

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2019 ณ NOMA, RCA ตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไป บัตร early-bird ราคา 250.- (จนถึง 25 ม.ค.) และหน้างาน 350.-

ซื้อบัตร ทักแชท คลิกที่นี่ได้เลย! ➤ https://buff.ly/2S0bdkp