ถ้าใครเคยซื้อนิตยสาร Metal Hammer ของอังกฤษอ่าน น่าจะคุ้นกันดีกับคอลัมน์ที่ชวนศิลปินมาเล่าให้ฟังว่า 10 อัลบั้มที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาลคือผลงานชุดใดของใครบ้าง ล่าสุดที่เว็บไซต์ของนิตยสารค้อนเหล็กก็มีการตีพิมพ์เนื้อหาจากฉบับเมื่อเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 2015 ที่ Mick Thomson มือกีตาร์ของวงเคยเล่าเอาไว้ออกมาให้เราได้อ่านกันอีกครั้ง (สำหรับคนที่ไม่ได้ซื้อ?)

มีผลงานหลายชุดที่น่าสนใจ เช่น Destroyer ของวง KISS ที่เจ้าตัวล่าว่าเป็นแผ่นเสียงแผ่นแรกที่ได้มาครอบครองแบบไม่ต้องแบ่งกันกับพี่ชาย หรืออัลบั้ม Envenomed ของวง Malevelent Creation ที่ Phil ฟรอนต์แมนของวงเปิดให้ฟังในรถตั้งแต่ก่อนวางจำหน่าย และเพลงในงานชุดนี้ก็เดือดจนพวกเขาขับรถซิ่งไปชนรถคันข้างหน้า เป็นต้น

ในลำดับสุดท้าย Mick เลือก self-titled album ของวง Metallica ที่เรารู้จักกันในชื่อ อัลบั้มปกดำ ขึ้นมา ทว่า เขาไม่ได้หยิบขึ้นมาเพื่อเขียนชมราชาแห่งแทรชเมทัลจากแคลิฟอร์เนียวงนี้ เพราะ Mick ร่ายยาวเอาไว้ว่า:

“ผมเข้าใจดีครับ เพราะตอนนี้ผมก็อยู่ในวงดนตรีด้วย คุณจำเป็นที่จะต้องไม่ทำผลงานที่มันซ้ำซากออกมา ไม่งั้นคุณก็จะต้องทนเบื่อกับมัน ผมชอบงานสี่อัลบั้มแรกของพวกเขามากนะครับ แต่ผมรู้สึกแย่เอาซะมาก ๆ ตอนที่ได้ฟังอัลบั้มปกดำเนี่ย ผมรู้สึกเหมือนโดนดูถูก แล้วก็ไม่เปิดฟังไปหลายปีเลยครับ แต่ก็เลิกทำแบบนั้นไปแล้วแหละ มันมีความเหมือนในการที่วง Slipknot เปลี่ยนแปลงไปมั้ยน่ะเหรอ? ผมไม่คิดแบบนั้นนะครับ โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า ผมไม่เคยตัดผมตัวเองให้สั้นลงเลย”

อัลบั้ม Metallica ที่ปล่อยออกมาในปี 1991 นับว่าเป็นงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดของวง Metallica และของวงการเพลงเมทัลด้วย เพราะในยุคปัจจุบัน ผลงานชุดนี้ก็ยังทำยอดขายได้มากกว่าศิลปินหน้าใหม่ ๆ บนชาร์ตเพลงหลายต่อหลายวง

ความแตกต่างระหว่างงานชุดนี้กับผลงานสี่ชุดก่อนหน้าของ Metallica ก็คือ พวกเขาหยุดใช้บริการของโปรดิวซ์ของ Flemming Rasmussen แล้วมาใช้ Bob Rock แทน ซึ่งก็มีการเปลี่ยนแนวจากแทรชเมทัลหนัก ๆ ลุย ๆ มาเป็นเพลงเฮฟวีเมทัล-ฮาร์ดร็อกแทน หลายเพลงในอัลบั้มนี้กลายเป็นผลงานสุดคลาสสิกระดับขึ้นหิ้งไปแล้ว เช่น “Enter Sandman”, “The Unforgiven”, “Nothing Else Matter”, “Sad But True”

และหลังจากผลงานลำดับที่ห้าเป็นต้นมา Metallica ก็ไม่เคยผลิตผลงานอัลบั้มที่ดีเทียบเท่าหรือมากกว่านี้ได้อีกเลย อย่างน้อยก็ในสายตาแฟนเพลงเดนตายของพวกเขา

[ ที่มา – Louder ]