คำเตือนก่อนอ่าน :
1. ผมไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านดนตรีนะครับ แค่ชอบฟังเพลงเฉย ๆ
2. ภาพอาจจะแย่หน่อยเพราะใช้กล้องโทรศัพท์ล้วน ๆ ครับ
3. ยาวแน่ ๆ ครับ งานเกือบ 12 ชั่วโมง

ขอสารภาพกันตรง ๆ ว่า ที่ไป Mayhem Festival ครั้งนี้เพราะผมพลาดงาน Vans Warped Tour เนื่องจากสถาบันที่เรียนอยู่เปิดเทอมเร็วกว่าที่คิด แล้วผมก็ไม่อยากขาดเรียนเพราะกลัวจะเกิดปัญหา จึงยอมตัดใจจาก Warped Tour ไปในปีนี้ (ไปเมื่อปีที่แล้ว สนุกมากครับ) แต่ด้วยช่วงเวลาซัมเมอร์ของสหรัฐอเมริกาเป็นช่วงเวลาที่มีปาร์ตี้และอีเวนต์มากมาย จึงต้องหาอีเวนต์อื่นเพื่อทดแทนเป้าหมายที่เสียไป ผมคุยกับเพื่อนอยู่เป็นเดือนว่าจะลงที่ไหนดี สุดท้ายเราก็ตัดสินใจลงเอยที่ Mayhem Festival ในปีนี้

Mayhem Fest ที่ผมไปนั้นจัดวันที่ 3 สิงหาคม 2557 ที่ Jiffy Lube Live ในเมืองบริสโทว์ (Bristow) ในรัฐเวอร์จิเนียครับ ไม่ใกล้และไม่ไกลเท่าไหร่ ขับรถไปใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมง ส่วนเรื่องบัตรนั้นก็มีหลายราคาตามโซนที่อยากจะดู ต่างกับ Warped Tour ที่มีแค่ราคาเดียว เนื่องจากเวทีหลักเป็นเวทีใหญ่แบ่งโซนคนดูแบบชัดเจนมาก ตัวผมเลือกบัตรหน้าสุดเลยครับเพราะคิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว อัดทีเดียวให้คุ้ม แน่นอนครับว่าราคาโหดมาก โดนไป $85 ถ้วน แห้งกันเลยทีเดียว จองบัตรผ่านเว็บ Live Nation ครับ แล้วรอสามวันบัตรจะมาส่งที่บ้าน บัตรก็เป็นบัตรกระดาษแข็งเหมือนบัตรไทยทิคเก็ตเมเจอร์บ้านเราแหละครับ

mayhem-1
(หน้าตาบัตรที่สั่งไปครับ)

ก่อนวันงาน ผมกับเพื่อนวางแผนกันว่าจะไปแต่เช้า เพราะถ้าไปสายก็จะต้องไปแย่งที่จอดรถกับคนอื่น เสียเวลาทั้งขาไปขากลับ งานเริ่มบ่ายโมง ผมกับเพื่อนออกก่อนเลยครับ ออกจากบ้านเก้าโมงเช้า กะว่าถึงที่หมายราว ๆ สิบโมงแล้วนั่งเล่นแถวๆลานจอดรถจนกว่างานจะเริ่ม เมื่อวางแผนกันเสร็จสรรพก็ออกไปหาเบียร์ กะจะดื่มกันระหว่างรอเริ่มงาน เมื่อถึงวันงาน เราก็ทำตามแผนทุกอย่าง ถึงที่หมายตามเวลา แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ครับ ทางจิฟฟี่ลูบไลฟ์ สถานที่จัดงานเอาป้ายใหญ่ ๆ ออกมาวางไว้หน้าทางเข้าพร้อมข้อความว่า “ผู้ร่วมงานสามารถจอดรถได้ตอน 12.30 น.” เอาล่ะสิครับทีนี้ เบียร์เต็มคูลเลอร์แต่หาที่ดื่มไม่ได้ เราเลยขับตระเวนแถว ๆ ที่จัดงาน สุดท้ายก็จอดริมถนนเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง เราเลยตัดสินใจดื่มกันตรงนั้นเลย เปิดเพลงฟังด้วย ต่อมาก็เริ่มมีคนประสบชะตากรรมเดียวกันมาจอดต่อรถเพื่อนผมเรื่อย ๆ พอเขาเห็นว่าเราเริ่มดื่ม เขาก็เอาของ ๆ เขาออกมาดื่มบ้าง ไป ๆ มา ๆ เลยกลายเป็นมินิปาร์ตี้ก่อนเริ่มงานไป พูดคุยเรื่องเพลง เรื่องคอนเสิร์ตกันสนุกสนาน

เมื่อถึงเวลา 12.30 น. เราก็รีบขับรถเข้างานทันที จราจรติดขัดตามปกติของงานคอนเสิร์ต พอจอดรถเสร็จก็ต่อแถวรอเข้างาน พอบ่ายโมงตรงประตูก็เปิด ระบบจัดการตอนเข้างานถือว่าดีมากครับ ประตูเยอะมากอีกทั้งยังแบ่งโซนคนที่มีกระเป๋ากับไม่มีกระเป๋า ตัวผมไม่มีกระเป๋าก็สบายไป แค่ยื่นบัตรให้สตาฟฟ์ดูแล้วสแกนบาร์โค้ดก็เป็นอันเรียบร้อย ภายในสถานที่จัดงานก็มีบูธเยอะแยะเลยครับ บูธของกิน, บูธเบียร์, บูธขายสินค้าต่าง ๆ ในงาน, บูธค่ายเพลง ฯลฯ ราคาถือว่าสูงระดับหนึ่งถึงไม่ต้องแปลงค่าเงินก็ตาม ผมจึงมุ่งไปที่เวทีทันทีเลยครับ (กลัวอดใจไม่ไหว ของสวย ๆ ทั้งนั้น)

mayhem-2
(สามเวทีย่อย ซ้าย : เวที Victory Records / กลาง : เวที Coldcock American Herbal Whiskey / ขวา : เวที Sumerian Records)

เวทีที่จัดงานจะมีสี่เวทีครับ สามเวทีย่อยและหนึ่งเวทีหลัก เวทีหลักก็อยู่ด้านในตามที่ถูกสร้างมา ส่วนสามเวทีย่อยจะอยู่ตรงลานด้านนอก ก็จะมีเวทีของ Victory Records, Sumerian Records และ Coldcock American Herbal Whiskey ถ้าจัดลำดับความดังกันตามที่ผมสังเกตก็จะเป็น 1. เวทีหลัก 2. Coldcock 3. Sumerian 4. Victory ส่วนด้านสภาพอากาศในวันนั้น ร้อนครับ ร้อนและแห้งมาก คอแห้งบ่อยมากแต่ต้องอดทนเพราะน้ำดื่มแพง (ขวดละ $4.50 ขนาดเท่าน้ำขวดละเจ็ดบาทบ้านเราครับ) ใครที่คอแห้งบ่อย ๆ คงต้องเตรียมเงินไปมากหน่อยล่ะครับงานนี้

mayhem-3
(ไลน์อัพของงาน)

พอถึงเวลา 1.05 น. วงแรกก็เริ่มเล่น ตัวผมเข้างานตอน 1.10 น. เลยได้ดูตอนที่วงเล่นแล้วพอดี ผมเดินไปดูที่เวที Victory Records ก่อน เจอวง Erimha ก็ถือว่าเล่นมันส์ทีเดียว แต่ผมก็ได้ยินเสียงเพลงจากฝั่ง Sumerian เช่นกัน ข้อเสียอยู่ตรงนี้แหละครับ สี่วงแรกของทั้งสองค่ายนี้จะเล่นพร้อมกัน จบพร้อมกัน ผู้ชมต้องเลือกวงใดวงหนึ่ง เพราะระยะห่างกันพอสมควร (เสียงไม่ตีกันนะครับ คุมซาวด์กันดีมาก ๆ) ส่วนตัวผมฟังของ Sumerian มากกว่า เลยตัดสินใจว่าจะสิงฝั่งนี้ยาว ๆ กะเก็บภาพด้วย พอทั้งสองฝั่งเล่นจบตามกำหนดการ ก็ถึงคราวของเวที Coldcock ที่อยู่ตรงกลาง เปิดมาด้วยวง King 810 เลยครับ วงออกมาพร้อมกับชายฉกรรจ์สองสามคนถือปืน AK-47 มาสไตล์แก๊งสเตอร์เลยทีเดียว

mayhem-4
(King 810)

พอ King 810 เวทีซ้ายขวาทั้งสองก็ส่งวงขึ้นมาต่อทันที ทาง Victory ส่ง Islander ขึ้นมาเรียกความมันส์ ทาง Sumerian ส่งดาวรุ่งพุ่งแรง Upon A Burning Body ขึ้นมาสร้างความเดือดต่อทันที เท่าที่ผมดูรอบนี้ทาง Sumerian จะได้เปรียบมากกว่าเพราะคนมาดูเยอะมาก เยอะจนผมไม่สามารถแทรกตัวไปเก็บภาพได้ เลยได้แต่อยู่ห่าง ๆ พยายามเก็บภาพเท่าที่จะทำได้ ทาง UABB ก็ใส่ไม่ยั้ง เพลงใหม่เพลงเก่างัดออกมาเล่นกันให้สุด แถมยังมีเซอร์เคิลพิตล้อมเต๊นท์ซาวด์คอนโทรลอีก วิ่งกันฝุ่นตลบเลยทีเดียว

mayhem-5
(Upon a Burning Body)

(Circle Pit กันดุเดือดมาก)

ยกสองของทั้งสองค่ายจบ ถึงคราวของเวทีกลางบ้าง รอบที่สองทางเวที Coldcock ส่งวงเซาธ์เทิร์นร็อกจากเท็กซัส Texas Hippie Coalition สารภาพกันตามตรงว่าไม่รู้จักวงนี้จริง ๆ แต่เท่าที่ได้ฟังในงานถือว่าเล่นดีมาก อารมณ์สไตล์นักซิ่งเสื้อหนังขับมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์เดวิดสันยังไงยังงั้น แต่ไม่ได้เก็บภาพวงนี้มาเพราะเกาะขอบรอที่เวที Sumerian กับเพื่อนเพราะมันอยากดู Veil of Maya ก็ขออภัยด้วยครับ

รอบที่สองของเวทีกลางจบไป ยกที่สามของเวทีซ้ายขวาก็เริ่มอีกครั้ง ทาง Victory ส่งวง Wretched มาเพิ่มดีกรีความมันส์ต่อเนื่อง ส่วนทาง Sumerian ส่ง Veil of Maya มากระตุ้นต่อมเดือด อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าเพื่อนผมอยากดู เลยเกาะขอบเวทีชมวงนี้เต็ม ๆ ครับ ทางวงก็เอ็นเตอร์เทนคนดูเต็มที่ เล่นจนคนดูเชื่อฟัง บอกให้เซิร์ฟก็ทำ บอกให้เซอร์เคิลพิตก็ทำ สุดยอดจริง ๆ

mayhem-6
(Veil of Maya)

mayhem-7
(Crowd Surfing กันสนุกเลยทีเดียว)

ยกที่สามของสองค่ายจบไป เวทีกลางก็จัดต่อด้วยวง Mushroomhead วงนี้ผมดูไม่เยอะเพราะหิวข้าวมาก จึงยอมสละช่วงเวลาบางส่วนไปหาของกินตอนวงเริ่มเล่น กลับมาอีกทีก็เกือบจบแล้ว จึงไม่มีข้อมูลการแสดงอะไรมาก ก็ขออภัยอีกทีครับ

mayhem-8
(สมาชิกวง Mushroomhead เซิร์ฟไปกับตุ๊กตาวาฬเพชฌฆาต)

Mushroomhead จบไปก็ถึงคราวของทั้งสองค่ายที่ดวลวงในเวลาเดียวกันเป็นยกสุดท้าย ทาง Victory ส่ง Ill Nino มาเสริมอารมณ์ต่อเนื่อง ส่วน Sumerian ส่ง Darkest Hour มาวัดกับอีกฝั่ง ผมก็ยังสิงที่ฝั่ง Sumerian เหมือนเดิม คงไม่ต้องมีอะไรพูดมากสำหรับวงนี้นะครับ แฟน ๆ คงรู้ดีว่าเพลงวงนี้เป็นยังไง เล่นสดให้บวกความมันส์เพิ่มไปเลยครับ เฮดแบงกันรัว ๆ เลยทีเดียว มอช แท็กกันกระจาย

mayhem-9
(Darkest Hour)

mayhem-10
(ความดุเดือดในพิทตอน Darkest Hour เล่น)

ยกสุดท้ายของการดวลสองค่ายจบไป ถึงเวลาของเวที Coldcock ที่จะส่งวงต่อไปขึ้นมา รอบนี้มาพร้อมกับดาวรุ่งพุ่งแรงอีกวงครับ คิดว่าหลายคนรู้จักวงนี้ดี วง Miss May I ได้รับหน้าที่สร้างความบันเทิงให้ผู้ชมต่อจากสองค่ายซ้ายขวา แน่นอนว่าเล่นได้ดีมาก ๆ สะใจกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนเล่นเพลง “Relentless Chaos” กับ “Hero with No Name” ได้รับการตอบรับดีมาก แต่เสียดายที่ตัวผมอยู่ไกลทำให้เก็บภาพวงยากมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเซอร์เคิลพิตขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีก ผมยืนอยู่ขอบพิต แน่นอนว่าไม่พลาดที่จะเก็บภาพมา แต่ก็เสียว ๆ เหมือนกันเพราะวิ่งกันจริงจังมาก

mayhem-11
(Miss May I)

mayhem-12
mayhem-13
mayhem-14
(บรรยากาศเซอร์เคิล พิทขณะที่ Miss May I ทำการแสดง)

mayhem-15
(เซิร์ฟกันจนขาชี้ฟ้า)

หลังจาก Miss May I แสดงเสร็จ ก็ถึงตาของวงสุดท้ายจาก Victory Records นั่นก็คือ Emmure วงนี้ผมไม่ได้เดินไปดูเนื่องจากพยายามยึดที่แถวหน้าที่เวที Coldcockไว้สำหรับวงต่อไปที่จะเล่นต่อจาก Emmure แต่เท่าที่ได้ฟังถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับปิดเวทีในวันนั้นเลยทีเดียว ในระหว่างที่ Emmure เล่นอยู่ ผืนไวนิลแบ็คกราวด์วงต่อไปถูกขึงขึ้นกับโครงของเวที ทำเอาผู้ชมเฮลั่นเลยทีเดียว ดูภาพดีกว่าครับว่าวงอะไร

mayhem-16

ครับ นี่คือวงต่อไปที่จะเล่นต่อจาก Emmure ที่เวที Victory Records วงที่ชาวร็อกเมืองไทยคุ้นเคยกันดี Suicide Silence นั่นเอง ส่วนตัวผมขอบอกเลยว่าผมพลาดตอนที่ SS เล่นที่ไทยครั้งแรก สมัยที่ มิตช์ ลักเกอร์ ยังอยู่นั่นแหละครับ เพื่อ น ๆผมเค้าไปดูกันหมด ตอนนั้นผมก็คิดว่า การตอบรับของแฟนคลับดี เดี๋ยวก็มาอีก คราวนั้นต้องเป็นคราวของเรา สรุปมิตช์จากโลกนี้ไปเสียก่อน ผมจึงเสียดายมาก ๆ แต่ผมเชื่อว่าเอ็ดดี้ นักร้องคนใหม่ก็คงทำได้ดีไม่แพ้กัน ผลปรากฎว่าสุดมากครับ เรียกได้ว่ามันส์ลืมตายเลยทีเดียว เพลงยอดฮิตมาเต็มครับ ไม่ว่าจะเป็น “Unanswered”, “Wake Up”, “You Only Live Once”, “Fuck Everything” ฯลฯ รวมถึงเพลงจากอัลบั้มใหม่ “Cease to Exist” และ “You Can’t Stop Me” ก็อยู่ในเซ็ตลิสต์นี้เช่นกัน ด้านผู้ชมก็เหมือนกับของขึ้น บอดี้เซิร์ฟกันเรียกได้ว่าทุก ๆ สองสามนาทีเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีวอลออฟเดธในตำนานอีก จัดกันมันส์ขนาดนี้ เรียกได้ว่าคุ้มแสนคุ้มครับ

mayhem-17
(ใส่หนักใส่เต็มกันตั้งแต่เริ่ม)

mayhem-18
(เอ็ดดี้ เฮอร์มิด้า พุ่งออกมาร่วมมันส์กับผู้ชม)

(Wall of Death กับ Suicide Silence)

หลังจาก Suicide Silence ก็ถึงคราวขอ Sumerian Records ที่จะต้องส่งวงสุดท้ายขึ้นมาปิดเวทีตัวเอง ทางค่ายจึงส่งวงร็อกสไตล์แก๊งสเตอร์อย่าง Body Count ขึ้นมาสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชม ผมใช้คำว่าสนุกสนานคงจะไม่ผิดเพี้ยนนักเพราะวงนี้เล่นดนตรีก็ดี เล่นตลกก็ได้ ผมยืนมันส์ ๆ ขำ ๆ ไปพร้อมๆกัน Ice-T นักร้องนำของวงนี่สุดยอดครับ ตลกจริง ๆ คือเล่นมุกฝรั่ง มุกคำหยาบ ได้จี๊ดจริงๆ (ภาพไม่มีเนื่องจากอุปกรณ์ขัดข้องเล็กน้อย ขออภัยครับ)

หลังจากทาง Sumerian ปิดเวทีตัวเองไปอย่างขำขันปนมันส์แล้ว ถึงคราวที่เวที Coldcock จะปิดฉากก่อนที่ผู้ชมทั้งหมดจะย้ายเข้าไปที่เวทีหลัก วงสุดท้ายของเวทีนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดแห่งยุทธภพเมทัลเลยทีเดียว ทางเวทีนี้ได้ส่ง Cannibal Corpse ขึ้นมาปิดฉากสามเวทีย่อยได้อย่างดุเดือดสมชื่อวง แต่เนื่องจากเวลาที่ Cannibal Corpse เล่นจบกับเวลาที่วงต่อไปที่เวทีหลักขึ้นเล่นห่างกันแค่ 5 นาที ด้วยเวลา 5 นาทีนี้หลายร้อยคนจะไหลไปที่เวทีหลักพร้อม ๆ กัน ผมเลยตัดสินใจที่จะไม่อยู่ดู Cannibal Corpse จนจบ แล้วไปที่เวทีหลักก่อน (รูปไม่มีนะครับ ขอโทษจริง ๆ)

พอเดินมาถึงเวทีหลัก มีเสียเวลาเล็กน้อยครับ เนื่องจากที่เวทีจะแบ่งโซนไว้ราว ๆ สี่โซน แต่ปัญหาที่เจอคือไม่มีป้ายบอกครับว่าโซนไหนเข้าตรงไหน ผมเลยยื่นบัตรไปตรงทางเข้าที่ใกล้โซนผมที่สุด (โซนหน้าสุดเรียกว่า โซนพิต ครับ) สตาฟฟ์ก็ปล่อยผมเข้า เดินไปซักพักถึงช่วงกลางของพื้นที่ ผมก็คิดว่าตรงนี้แหละน่าจะไปได้ ยื่นบัตรไปสตาฟฟ์ก็บอกว่าตรงนี้ไม่ใช่โซนคุณนะ ต้องไปตรงนู้น พร้อมกับชี้ทาง ผมกับเพื่อนเห็นสตาฟฟ์ป้า ๆ คนนึงเลยคิดว่านี่แหละใช่แน่ ๆ เพื่อนผมยื่นบัตรไป ป้าก็ให้เข้า พอผมยื่นบัตร ป้ากลับไม่ให้เข้าเพราะผิดโซน ผมก็งงสิครับเพราะเพื่อนเข้าไปแล้ว ผมเลยบอกมันจะผิดได้ไง ก็คุณยังให้เพื่อนผมที่อยู่โซนพิตเหมือนกันเข้าไปเลย ป้าก็ทำหน้างง ๆ พร้อมเช็คบัตรอีกที สรุปป้าดูผิด ผมนี่อึ้งไปเลย… เราเลยต้องเดินไปอีกที่ สรุปที่สุดท้ายก็ถูกจนได้ สตาฟฟ์ก็เจาะบัตรพร้อมกับติดริสต์แบนด์สีฟ้าให้ ผมกับเพื่อนได้พื้นที่เกือบ ๆ ติดรั้วหน้าสุด

6.25 น. ได้เวลาที่เวทีหลักเริ่มทำการแสดง เพลงเปิดตัวจากเพลงประกอบภาพยนตร์ Final Fantasy VII ดังขึ้นราว ๆ นาทีกว่า จากนั้นก็ถึงเวลามันส์กับ Trivium นำทีมโดยแม็ต ฮีฟฟี่บรรยากาศตอนนั้นเหมือนกับรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ครับ ผู้ชมดูเนือย ๆ เปื่อย ๆ ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ จน แม็ต ฮีฟฟี่ ต้องกระตุ้นอยู่เรื่อ ย ๆด้วยการเรียกคนดูตรงโซนที่มีเก้าอี้ให้ยืนขึ้นมาโดด แถมแกพูดประมาณว่ามาคอนเสิร์ตเมทัลต้องมันส์ พร้อมกับพาดพิงคอนเสิร์ตแนวอื่นแบบไม่อ้อมค้อมว่า “Fuck EDM concert!!, fuck indie rock concert!!” แล้วแกก็ทิ้งท้ายว่า “อยากนั่งก็ตามใจ อยากอยู่เฉยๆก็ตามใจ แต่วันพรุ่งนี้ (วันจันทร์) ไปบอกทุกคนที่โรงเรียนหรือที่ทำงานให้ดัง ๆ นะว่า ฉันไป Mayhem Festival แล้วนั่งเฉย ๆ” ถือว่าการปลุกใจสไตล์ แม็ต ฮีฟฟี่ นี่ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบจริง ๆ

mayhem-19
(Trivium)

mayhem-20
(แม็ต ฮีฟฟี่ นักร้องนำ กับมือกลอง แม็ต เมดิโร)

mayhem-21
(คอรีย์ บูโร มือกีตาร์แห่ง Trivium)

พอจบการแสดงของ Trivium แบ็คสเตจก็ทำการเซ็ตของ ๆ วงต่อไปนั่นก็คือ Asking Alexandria วงเมทัลสุดเฟี้ยวจากเกาะอังกฤษ พร็อพของวงนี้ถือว่าแอบไม่ธรรมดา เนื่องจากปกอัลบั้ม “From Death to Destiny” จะมีผู้หญิงอยู่ในตู้ขายของอัตโนมัติ อุปกรณ์ประกอบก็มาเต็มครับ ตู้จำลองสี่ตู้ พร้อมกับตัวอักษร AA ขนาดใหญ่ติดหลอดไฟ ซึ่งเป็นชื่อย่อของวง พอถึงเวลาทำการแสดงทางวงก็จัดหนักกันตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย เพลงดัง ๆ จากยุคแรกอย่าง “The Final Episode” และเพลงจากอัลบั้มใหม่อย่าง “The Death of Me” ก็อยู่ในเซ็ตด้วย แถมวงยังแอบติดเล่นตลกโดยการบอกโปรไฟล์วงเช่น AA เป็นวงที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์มาก พร้อมกับกรอกเบียร์กันเองบนเวที ก็เรียกเสียงฮาได้ระดับนึงทีเดียว

หลังจาก AA เล่นจบก็มีพิธีคั่นรายการเล็กน้อย ศิลปินหลายคน นำทีมโดย Ice-T จาก Body Count ขึ้นมาเวทีพร้อมหญิงชราท่านหนึ่ง ทั้งหมดได้ขึ้นมาสรรเสริญ สตีฟ โรบินสัน อดีตนายทหารใหญ่ที่อาศัยอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งนายทหารท่านนี้ได้เสียชีวิตเมื่อเดือนก่อน หญิงชราท่านนั้นคาดว่าน่าจะเป็นภรรยาของอดีตนายทหารท่านนี้ เธอมาพร้อมกับป้ายด็อกแท็กของโรบินสัน หลังจากที่ Ice-T กล่าวสรรเสริญจบ ทุกคนก็ยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที หลังจากนั้นผู้ชมก็โห่ร้องสรรเสริญพร้อมตะโกนว่า USA! USA! USA!

mayhem-22
(เจมส์ คาสเซลส์ มือกลองจาก Asking Alexandria ขึ้นมาเปิดก่อน)

mayhem-23
(แดนนี่ วอร์สน็อป นักร้องนำของวง)

mayhem-24
(คาเมรอน ลิดเดลล์ มือกีตาร์และแซม เบ็ตต์ลีย์ มือเบส)

mayhem-25
(Asking Alexandria)

mayhem-26
(ทุกคนร่วมสดุดีสตีฟ โรบินสัน อดีตนายทหารใหญ่คนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา)

หลังจากนั้นเราต้องรอเป็นเวลา 25 นาทีสำหรับการเซ็ตอัพสำหรับวงต่อไป เพราะวงต่อไปคือหนึ่งในวงเฮดไลน์ของงาน Mayhem Festival ปีนี้ และเป็นวงที่ได้รับการกล่าวขานว่าคือเจ้าพ่อแห่งนูเมทัลจากยุค 90’s นั่นก็คือ Korn นั่นเอง ส่วนตัวผมเคยดู Korn เล่นแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี ตอนนั้นอัลบั้ม “Take a Look in the Mirror” พึ่งออกมาใหม่ ๆ ยังจำบรรยากาศตอนนั้นได้ดี จำได้ว่าเพลงเปิดตอนนั้นคือเพลง “Right Now” จากอัลบั้มที่กล่าวไป จากตอนนั้นก็สิบปีมาแล้ว ตัวผมก็คิดว่าคงจะไม่ได้ฟังเพลงเก่ามากเท่าไหร่เพราะอัลบั้มใหม่ก็พึ่งออก แถมมีอัลบั้มก่อนหน้านี้อีกสองสามอัลบั้มอีก เลยคิดว่าได้ดูอีกรอบก็ดีแล้ว ชาตินี้คงมีโอกาสแบบนี้ไม่บ่อย

แต่พอถึงเวลาราวๆ 8.08 น. ผ้าคลุมขาตั้งไมค์ในตำนานถูกแกะออก คนดูเฮ ผมเริ่มรู้สึกเหมือนย้อนเวลานิดหน่อย พอ 8.10 น. โจนาธาน เดวิส และสมาชิกวงเดินออกมาเปิดด้วยเพลง “Falling Away from Me” ผมถึงกับอึ้งตาค้างเพราะเพลงนี้มันเก่าจนขึ้นเป็น greatest hit ไปแล้ว หลังจากนั้นมาเต็มครับ ไม่ว่าจะเป็น “Got the Life”, “Did My Time”, “Freak on a Leash”, Here to Stay”, “Somebody Someone”, “Twist”, “Shoot and Ladders” และเพลงใหม่เล็กน้อย พร้อมกับปิดด้วยเพลงในตำนานอย่าง “Blind” คือเรียกได้ว่าใครที่ตาม Korn ตั้งแต่แรก ๆ ถ้าคุณได้อยู่ตรงนั้นเหมือนกับผม คุณจะรู้สึกเหมือนถูกดึงไปอยู่สมัยนูเมทัลรุ่งเรืองอีกครั้งเลยทีเดียว เสียงเบสอันหนักหน่วงพร้อมกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของโจนาธานยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าแฟนคลับเดนตายในเมืองไทยถ้าได้ดูอาจจะน้ำตาไหลได้

mayhem-27
(ขาไมค์ในตำนานของโจนาธาน เดวิส)

mayhem-28
(โจนาธาน เดวิส นักร้องนำจาก Korn)

mayhem-29
(โจนาธานเป่า bagpipe สัญลักษณ์ของเพลง “Shoot and Ladders”

(บางส่วนจากเพลง “Falling Away from Me”)

(บางส่วนจากเพลง “Got the Life”)

เมื่อวงนูเมทัลตัวพ่อทำการแสดงจนถึงเวลา 9.10 น. ก็ได้เวลาลงจากเวที หลังจากนั้นก็ต้องรออีกครึ่งชั่วโมงสำหรับการเซ็ตอัพวงสุดท้าย ครับ วงสุดท้ายครับ ทุกท่านที่อ่านตั้งแต่แรกคงรู้อยู่แล้วว่าเป็นวงอะไร ดูจากภาพม่านปิดฉากก็คุ้นตาแล้ว

mayhem-30

ในที่สุดก็ถึงเวลาของวงเมทัลคอร์ชื่อดังระดับโลกที่เคยไปเยือนเมืองไทยถึงสองครั้งสองครา Avenged Sevenfold เวลา 9.40 น. ม่านหน้าฉากถูกเปิดขึ้น ฉากหลังคือปราสาทหลังใหญ่มีหน้าต่างสามบาน หน้าต่างเหล่านั้นคือจอขนาดใหญ่ที่เอาไว้เล่นวิดีโอประกอบเพลงของวง เสียงระฆังดังขึ้น อริน อิลลิเจย์ มือกลองของวงออกมาก่อน จากนั้นสมาชิกที่เหลือ จอห์นนี่ ไครสต์, แซ็กกี้ เวนเจินซ์ และซินนิสเตอร์ เกตส์ ก็ออกมาตามลำดับ แน่นอนว่าคนสุดท้ายที่ออกมาคือ เอ็ม ชาโดวส์ นักร้องนำของวง เปิดกันด้วยเพลงจากอัลบั้มใหม่ “Shepherd of Fire”

เซ็ตลิสต์ของ A7X ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะมันคล้ายกับตอนที่วงมาเยือนไทยเมื่อปี 2012 เพียงแค่ใส่เพลงอัลบั้มใหม่เข้าไปด้วย เพลงในลิสต์ก็มี “Nightmare”, “Almost Easy”, “Bat Country”, “Buried Alive”, “Hail to the King”, “This Means War” แต่สิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้คือตอนที่เล่นเพลง “So Far Away” พอถึงกลางเพลงฝนก็ตกทันที ทั้ง ๆ ที่อากาศแจ่มใสปนเมฆบางส่วนมาทั้งวัน เอ็ม ชาโดวส์ เลยพูดขึ้นมาว่า “เห็นไหม ฝนตกในตอนที่เราเล่นเพลงให้เดอะเรฟ นั่นแสดงว่าฟ้าก็คิดถึงเขาเหมือนพวกเราเช่นกัน” ส่วนเพลงปิดช่วง encore ก็เพลงขาประจำอย่าง “A Little Piece of Heaven” และ “Unholy Confession” นั่นเอง

พูดถึงฉากหลัง แฟนคลับหลายคนอาจจะเคยเห็นจากภาพในเน็ตบ้าง ในยูทูบบ้าง เพราะฉากนั้นและเทคนิคต่างไม่ได้ถูกนำมาใช้ที่ไทย ผมขอบอกได้คำเดียวว่าอลังการมาก ไฟ พลุ เสียงระเบิดตูมตาม มาเต็มมาก พูดได้คำเดียวว่าคุ้ม เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดครั้งหนึ่งในชีวิตจริง ๆ

สรุปบรรยากาศโดยรวมทั้งงาน ทุกคนมาเพื่อมันส์จริง ๆ ครับ คนที่นี่บทเค้าจะจัดเต็มก็เต็มมากครับ ใครอยากเอาพร็อพมาก็ตามสบาย หน้ากาก ชุดประหลาด ๆ มีให้เห็นกันทั้งงาน ไม่มีใครมองว่าน่ารังเกียจน่ารำคาญ เค้ามองว่าเป็นความสนุกในหนึ่งวัน เหล่าการ์ดผู้รักษาความปลอดภัยก็ทำหน้าที่กันรัดกุมมาก คุมทุกอย่างให้อยู่ในกรอบเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้คนก็ให้เกียรติกัน โดยเฉพาะเวลาผู้หญิงกระโดดบอดี้เซิร์ฟนี่ชัดเจนมาก ทุกคนพยายามเลี่ยงจุดอันตรายเช่น หน้าอก เพราะจุด ๆ นี้ ชายหญิงเลยสนุกได้เท่าเทียมกัน แต่ข้อเสียก็มีเช่นเรื่องที่แก้ไม่เคยได้อย่าง กัญชา ส่วนใหญ่จะอาศัยตอนที่คนเยอะ ๆ การ์ดไม่สามารถเข้าชาร์จได้ ใครมีของก็จุดสูบกันกลางวงนั่นแหละครับ คนรอบ ๆ ก็เมาฟรีไป ใครอยากสูบก็ไปขอ แล้วจ่ายไปนิดๆหน่อย ๆ ตามกำลังสูบ ก็จบแล้ว สำหรับคนไม่สูบนี่อาจจะรำคาญได้เพราะกลิ่นมันแรงและอยู่นาน ส่วนหนุ่ม ๆ ที่อยากรู้ว่าสาวในงานมหาเมทัลแบบนี้มีสวยๆบ้างไหม ขอบอกว่าเยอะครับ (ฮ่า)

คงไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว ใครที่อ่านจนจบก็ขอบคุณที่ตามอ่านกันถึงตรงนี้ครับ งานเกือบ 12 ชั่วโมงมันยาวมาก ขอบคุณที่อ่านจริง ๆ ครับ แล้วหวังว่าคงได้พบกันใหม่ถ้าเขาปล่อยให้มาเล่าเรื่องให้ฟังอีก

ขอลากันด้วยภาพการแสดงจากวง Avenged Sevenfold ละกันนะครับ สวัสดีครับ

mayhem-31
(ปราสาทที่เป็นฉากหลัง)

mayhem-32
(สัญลักษณ์ Deathbat ปรากฎขึ้นมา)

mayhem-33
(ซินนิสเตอร์ เกตส์)

mayhem-34
(เอ็ม ชาโดวส์ กับแซ็กกี้ เวนเจินซ์)

mayhem-35
(The King ของจริงใหญ่มาก หัวหมุนได้ด้วย)

mayhem-36
(บรรยากาศในขณะที่เล่นเพลง “So Far Away”)

mayhem-37
(เอ็ม ชาโดวส์)

mayhem-38
(จอห์นนี่ ไครสต์)

mayhem-39
(เอ็ม ชาโดวส์)

mayhem-40
(แซ็กกี้ เวนเจินซ์ กับซินนิสเตอร์ เกตส์)

mayhem-41
(ปิดฉาก Mayhem Festival ณ เมืองบริสโทว์ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกาลงอย่างสวยงาม)