สวัสดีครับ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตจากการเอาตัวรอดในเทศกาลดนตรีที่โหดร้ายทารุณที่สุดในเอเชียให้ฟังกัน ผมกำลังพูดถึง Knotfest Japan 2014 เทศกาลดนตรีที่จัดโดยคณะ Slipknot นั่นเองครับ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในวงไปมากมายตลอดปลายปีที่ผ่านมา ทั้งการสูญเสียพอล เกรย์ มือเบสของวงไปอย่างไม่มีวันกลับ และการแยกทางกับโจอี้ จอร์ดิสัน มือกลองและสมาชิกยุคก่อตั้งวงผู้เป็นกำลังสำคัญหลักของวงมาหลายสิบปี แต่สุดท้ายแล้ววง Slipknot ก็ก้าวต่อไปจนได้ครับ แถมเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่มากด้วยเพราะนี่ไม่ใช่แค่การกลับมารวมวงกันเพียงอย่างเดียว พวกเขายังได้สมาชิกใหม่ ออกอัลบั้มเต็มชุดใหม่ และก็จัดเทศกาลดนตรี Knotfest ครั้งใหม่นี้ด้วย!

เทศกาลดนตรี Knotfest จัดขึ้นครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปี 2012 ในวันที่ 15-16 สิงหาคมที่สหรัฐอเมริกา วันแรกจัดที่รัฐไอโอว่า บ้านเกิดของวง วันที่สองย้ายมาจัดกันที่รัฐวิสคอนซิน หลังจากนั้นก็ห่างหายกันไปถึงหนึ่งปีเต็มก่อนจะกลับมาจัดอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่จัด Knotfest มาเลยด้วย ใหญ่กว่าที่ญี่ปุ่นที่เพิ่งผ่านมาอีกครับ ส่วน Knotfest Japan 2014 นี้เป็นการจัดงานนี้นอกอเมริกาครั้งแรก มีทั้งหมดสองวันด้วยกันคือวันที่ 15 และ 16 พฤศจิกายน จัดที่ Makuhari Messe ตั้งอยู่ในจังหวัดชิบะ เฮดไลน์ของงานนี้เรียกว่ายกพลพรรคยักษ์ใหญ่สายนูเมทัลมาเพียบ เพราะนอกจาก Slipknot เจ้าภาพของงานแล้วก็มีทั้งวง Korn, Limp Bizkit และ Papa Roach ด้วย และก็มีวงดนตรีเมทัลชั้นเยี่ยมจากอเมริกาและยุโรปตบเท้าเข้าร่วมมากมาย ทั้ง Lamb of God, Bring Me the Horizon, Miss May I, Amon Amarth, In Flames, Trivium ส่วนทางด้านญี่ปุ่นก็มีวงเจ๋ง ๆ เข้าร่วมมากไม้แพ้กัน ทั้ง One OK Rock, Crossfaith, coldrain, SiM, Man With a Mission รวมไปถึงสายเลือดใหม่ไฟแรงอย่าง Crystal Lake ที่เริ่มมีชื่อเสียงจากการคัฟเวอร์เพลง “Rollin’” ของ Limp Bizkit ก็มาร่วมแสดงด้วย

งานวันแรกเปิดให้แลกสายรัดข้อมือเข้างานได้ตั้งแต่เวลาสิบโมงตรงเป็นต้นไป ผมเดินทางไปถึงที่ Makuhari Messe ราวเก้าโมงครึ่ง ตรงแถวสำหรับแลกริสต์แบนด์เข้างานไม่มีคนเลยครับ โล่งมาก คิดในใจว่าสบายแล้วงี้ เดินเข้างานชิล ๆ ที่ไหนได้ คนญี่ปุ่นมากันตั้งแต่ไก่โห่ แลกบัตรกันไปหมดแล้วครับ! มวลมหาอาตี๋อาหมวยยกพลกันไปต่อแถวรอเช้าฮอลที่จัดอยู่อีกฝั่งคนละที่กับจุดแลกบัตรกันแล้วหลายพันคน ตอนไปต่อแถวรอเข้างานนี่นับว่าท้อพอสมควรครับ ขนาดมาก่อนเวลางานเริ่มแล้ว คนละเรื่องกับที่ไทยเลยครับ ระบบตรวจบัตรหน้างานใช้การชูข้อมือสูง ๆ ให้เห็นริสต์แบนด์แล้วเดินผ่านเข้าไปได้เลย ตรวจแค่ข้อมืออย่างเดียว เข้าใจว่าที่สามารถตรวจบัตรแบบหลวม ๆ ได้เพราะวินัยและความซื่อตรงของคนญี่ปุ่นมีมากพอครับ

Jpeg

(ฝูงชนด้านหน้า)

Jpeg

(และฝูงชนด้านหลัง)

พอเดินตามมวลมหาขาโหดเข้ามาจนถึงด้านหน้าสถานที่จัดงานแล้ว สิ่งแรกที่พบคือบูทขายสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ นา ๆ ทั้งของงานและของวงที่มาร่วมแสดงครับ คนต่อแถวซื้อของกันเป็นพัน ๆ คนครับ! คนที่นี่บ้าช้อปปิ้งมากจริง ๆ สนับสนุนศิลปินที่รักกันแบบทุ่มสุดตัวชนิดที่ว่าต่อแถวเป็นชั่วโมง พลาดดูวงแรก ๆ ก็ยอม ผมกับมิตรสหายหลายท่านตั้งใจกันไว้แต่แรกแล้วว่าจะมาซื้อเสื้องานเก็บเป็นที่ระลึกก่อนเลยเพราะกลัวของหมด ตอนนั้นน่าจะราวสิบโมงกว่า ๆ วงแรกยังไม่ขึ้น ก็เลยมาต่อแถวรอช้อปปิ้งด้วย สรุปว่าระหว่างต่อแถวพลาดดูวงเปิดไปสามวง ทั้ง HenleeCrystal Lake สองวงเปิดจากประเทศเจ้าบ้าน และก็ coldrain วงฮาร์ดคอร์สัญชาติญี่ปุ่นที่กำลังเริ่มมีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา กว่าจะช้อปปิ้งกันเสร็จได้เข้างานไปเริ่มเสพวงแรกจริง ๆ ก็ตอน Miss May I เริ่มเล่นเพลงแรกไปแล้วตอนเที่ยงครับ หลังจากที่พลาดโชว์ของพวกเขาที่กรุงเทพไปถึงสองครั้งสองคราเพราะประกาศจัดกี่ทีก็แคนเซิล ในที่สุดก็ได้ดูจนได้

Jpeg

(บรรดาร้านรวงที่ขาย official merchandise และหมู่มวลเจแปนนีสนักช้อปตัวจริง)

ด้านในจัดเวทีแบ่งสองฝั่งซ้าย-ขวาครับ วงดนตรีก็ขึ้นเล่นสลับกันไปตลอดวัน ระหว่างที่วงหนึ่งเล่น อีกเวทีก็จะออกมาตระเตรียมทั้งซาวด์เช็คและจัดพร็อพประกอบฉากกันไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่สุดยอดมากครับ ทุกวงที่ขึ้นแสดงเริ่มและจบแบบตรงเวลาเป๊ะจริง ๆ บางวงแม้จะเซ็ตอัพทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ถ้ายังไม่ถึงเวลา ยังไงก็ไม่ขึ้นแสดงครับ

กลับมาที่ Miss May I กันต่อ ทางวงประเคนความหนักแน่นโหดร้ายให้แฟนเพลงแดนปลาดิบกันไปถึงเจ็ดเพลง เปิดด้วยเพลงใหม่ “Refuse to Believe” ก่อนจะตามมาด้วย “Relentless”, “Day by Day”, “Gone”, “Hero With No Name”, “You Want Me” ก่อนจะปิดท้ายด้วยงานยอดฮิต “Hey Mister” ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องที่ ‘โคตรเหนื่อย’ ครับ โยกหัวกันรัว ๆ เลยทีเดียว

004-miss-may-i

(Miss May I / ภาพโดย Noona RocksMe)

เสร็จจาก Miss May I แล้วก็ขอพักผ่อนกันเล็กน้อย เวทีข้าง ๆ วง Meaning ฮาร์ดคอร์เจ้าบ้านก็ออกมาทำการแสดงปลุกใจคนดูให้เดือดยิ่งขึ้นไปอีก และพอจบโชว์ของ Meaning ลงไปแล้วก็มาถึงคิวของคณะดนตรีเมทัลคอร์เบอร์หนึ่งแห่งยุค Bring Me the Horizon ซึ่งก็ต้องบอกว่าน่าผิดหวังมากครับ โอลิเวอร์ ไซค์ส ร้องเพลงตัวเองแทบไม่ไหว ยังดีที่ได้การแสดงสดอันหนักหน่วงและดุดันมาช่วยเพิ่มดีกรีความสนุก โอลิแกก็ชวนคนดูให้โดดตามเรื่อย ๆ ด้วย เพลงส่วนใหญ่มาจากอัลบั้ม Sempiternal ทั้ง “Shadow Moses”, “Go to Hell, for Heaven’s Sake”, “The House of Wolves”, “Sleepwalking”, “Can You Feel My Heart” และปิดท้ายด้วย “Antivist” แต่ตอนกลางเซ็ตก็มีหยิบเพลงจากอัลบั้มอื่นมาเล่นบ้าง ก็คือ “Alligator Blood” จากอัลบั้ม There’s a Hell (ที่ชื่อยาว ๆ) แล้วก็ “Chelsea Smile” จาก Suicide Season โชว์เพลงนี้มันมากครับ มีสั่งให้แฟนเพลงนั่งก่อนจะดีดขึ้นมาโดดพร้อมกันด้วย นึกถึงบรรยากาศ Jump the fuck up! ของวง Slipknot เวลาเล่นเพลง “Spit It Out” ขึ้นมาเลย แต่ร้องห่วยจริงครับ ยังดีที่โชว์ในกรุงเทพฯ ถัดมาหลังจากนั้นสามสี่วันร้องได้ดีกว่ามาก แม้จะแทบไม่ไหวแต่ก็เล่นดีกว่าตอนเล่นที่ญี่ปุ่นเยอะอยู่

009-bring-me-the-horizon

015-bring-me-the-horizon

(Bring Me the Horizon / ภาพโดย Noona RocksMe)

หลังจากจบ BMTH ก็ถึงคิวของวง Crossfaith วงอิเล็กทรอนิกเมทัลคอร์ระดับหัวแถวของญี่ปุ่น ก็ยังคงทำการแสดงสดได้ถึงใจสมมาตรฐานของวงเหมือนเคยครับ แต่น่าเสียดายที่แรงหมดก็เลยไม่สามารถเข้าไปดูถึงหน้าเวทีไหว ต้องรีบพักเอาแรงเพราะวงต่อไปที่จะขึ้นคือ Lamb of God!

สำหรับโชว์ของ Lamb of God ก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก จากการได้ดูที่กรุงเทพไปแล้วสองครั้งก็ยังคงมาตรฐานเดิมครับ โหดจัดเต็มทั้งคนดูและคนเล่นเช่นเคย แม้งานนี้จะไม่ได้เล่นฟูลเซ็ตก็ตาม สองเพลงสุดท้ายอย่าง “Redneck” และ “Black Label” ก็ทำให้วงมอชพิตที่เกิดขึ้นหลายวงหน้าเวทีมีขนาดใหญ่กว่าร้านฮอลลีวูดอวอร์ดส์ที่รัชดาซะอีกครับ!

หลังจากถวายพลังชีวิตให้กับ LOG ไปเกือบหมด ก็มานั่งพักชมวง SiM จากประเทศญี่ปุ่นที่เวทีข้าง ๆ วงนี้เป็นฮาร์ดคอร์ผสมพังก์และสกา หลากหลายดีครับ ครบเครื่อง เล่นสดสนุกมาก หลังจาก SiM ลงจากเวทีไปก็ได้เวลาของ Papa Roach ครับ วงนี้หมดกระแสในบ้านเราไปนานแล้วแต่ที่นี่ยังคงฮิตอยู่ แฟนเพลงด้านหน้าเวทีทุ่มสุดตัวกันแบบไม่กั๊กแรงซักนิด มีทั้งเพลงใหม่เพลงเก่าสลับกันไป ได้ฟังเพลง “Between Angels and Insects” กับ “Last Resort” แบบสด ๆ ก็ถือว่าตายตาหลับแล้วครับ แต่น่าเสียดายที่ไม่เล่นเพลง “Scars” เพราะหวังไว้ในใจว่ายังไงก็ต้องงัดเพลงนี้ออกมาโชว์ความเท่แน่ ๆ แต่ก็ถือว่ารับได้ครับ เป็นวงที่เอ็นเตอร์เทนคนดูได้เก่งมาก ๆ วงนึงตั้งแต่ดูมาในวันนี้เลย

งานหนักมาตกอยู่ที่วงร็อกเจ้าบ้าน One OK Rock ที่ต้องรับหน้าที่ประเคนความมันในช่วงเย็นต่อจากบรรดาวงเมทัลบ้าพลังที่ได้จัดเต็มให้คนดูไปก่อนแล้วตลอดบ่าย แต่ก็เล่นได้มันสมกับชื่อชั้นและศักดิ์ความเป็นนัมเบอร์วันในแวดวงเพลงร็อกของญี่ปุ่นยุคปัจจุบันครับ คนดูเอ็นจอย คนเล่นก็ดูมีความสุขดี เรียกว่าแนวดนตรีที่เบากว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับ OOK แม้แต่น้อย!

วงรองสุดท้ายในคืนแรกคือ Limp Bizkit ที่มาไม่ครบวงเพราะไล่ DJ Lethal ออกไปแล้ว รอดูมานานครับ สมัยยังเด็กเคยต้องเอาบัตรคอนเสิร์ตไปรับเงินคืนมาแล้วเพราะมันยกเลิก ได้ดูซักที! ระเบิดความมันด้วยเพลง “Thieves” งานคัฟเวอร์จากวง Ministry ก่อนจะจัดเต็มทั้ง “Hot Dog”, “My Generation” เพลงก็จัดเพลงฮิตมาให้อีกเพียบ “Rollin’”, “My Way”, “Take a Look Around” มาเต็มครับ ปิดท้ายด้วย “Break Stuff” อันโด่งดัง โดดกันเละเทะแล้วครับตอนนี้ ทุกคนดูเหมือนจะไม่เหนื่อยจากการดูคอนเสิร์ตมาตลอดวันแม้แต่น้อย! วงเอ็นเตอร์เทนคนดูเก่งมากครับ เฟรด เดิร์สต์ก็ลงมาเกาะขอบรั้วคนดูด้วย แถมมีช่วงนึงที่เวส บอร์แลนด์พุ่งถาโถมเข้าใส่กลุ่มคนดู เซิร์ฟทั้งกีตาร์เลยครับ เป็นภาพที่ประทับใจมาก ๆ ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะได้เห็น

016-limp-bizkit

(เฟรด เดิร์สต์ และเวส บอร์แลนด์ / ภาพโดย Noona RocksMe)

ผมมารอ Slipknot ด้านหน้าเวทีอีกเวทีนึงตั้งแต่ตอน Limp ยังเล่นไม่จบ (บินมาไกล ขอเห็นคอรีย์ เทย์เลอร์ใกล้ ๆ หน่อยน่า) การเซ็ตเวทีของ Slipknot ดูน่าตื่นตาตื่นใจมากครับ มีการปิดม่านไม่ให้เห็นอะไรซักอย่าง ของเล่นเยอะแน่ ๆ และถ้าให้ผมเดา การปิดม่านก็ทำให้สมาชิกในวงสามารถออกมาซาวด์เช็คเองได้ด้วยครับ วงอื่นใช้ทีมงานเซ็ตอัพเครื่องดนตรีให้ทั้งหมด

พอถึงวินาทีที่ Limp เล่นจบปุ๊บ คนทั้งหมดในงานก็เบียดกันเข้ามาที่หน้าเวทีนี้ครับ คนเป็นหมื่นอยู่ข้างหลังผม! และแม่งเบียดเข้ามาจนหายใจไม่ออก! นี่เป็นการเบียดระดับที่ 1 พอไฟปิดและอินโทรเพลง “XIX” เพลงเปิดอัลบั้มใหม่ .5: The Gray Chapter ขึ้นนั่นแหละครับ เบียดระดับที่ 2 ก็มาเลย ตอนนี้ไม่มีช่องว่างให้ยกแขนขึ้นมาเฮแล้ว พอจบอินโทร ม่านเปิดเท่านั้นแหละครับ ความเบียดระดับที่ 3 มาเต็ม ทั้งการดันไปดันมาล้มกันไปข้าง ทั้งตีนของมวลมหาเจแปนนีสที่เซิร์ฟเข้าหา ทั้งแรงกระแทกจากวงมอชพิตข้างหลัง ตายครับ ตาย! เพลงแรกเปิดด้วย “Sarcastrophe” จากอัลบั้มใหม่ เป็นการร้องท่อนคอรัส “Weeeeee! Aaaaaaaare! Kiiiiiiiiiiiiil! Godddddddd!” ที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตผมเลยครับ หายใจไม่ออก! นึกว่าจะไม่รอดจากเพลงแรกซะแล้ว พอจบเพลงแรกมีที่ยืนได้ไม่ถึงสิบวินาที อินโทร “The Heretic Anthem” ขึ้นมาเลย ทะเลมนุษย์จากด้านหลังซัดมาอีกรอบ ไอ้ผมก็ได้แต่ปล่อยไปตามหัวใจ อ้าปากพะงาบ ๆ ร้อง “If You’re 555, then I’m 666” ตามไปแบบจะขาดใจ หลังจากนั้นก็ตัดสินใจว่าไม่เอาแล้ว ลาก่อนหน้าเวที ได้เห็นสมาชิกวงแบบเต็มตาไม่กี่นาทีก็พอใจแล้ว พอจบเพลงสองผมหันหลังกลับจะออกจากหน้าเวทีครับ เพลง “My Plague” ขึ้น โดนซัดกลับมาทีเดิม (โน้วววววว!) กว่าจะออกมายืนในจุดที่สามารถยืนโยกหัวสบายใจไร้วงมอชพิตได้ก็ปาไป 5 เพลง! นี่ถ้าเป็นสมัย 4-5 ปีก่อนยังคึกกว่านี้บอกเลยจะไม่ยอมเสียพื้นที่หน้าเวทีแน่นอนครับ!

พอถอยออกมาเห็นเวทีเต็ม ๆ ก็พบว่าเซ็ตออกมาเหมือนกับที่ Knotfest ครั้งล่าสุดที่อเมริกาเลยครับ มีหัวแพะอันโตตรงกลาง มีแท่นยิงลูกไฟ แท่นเพอร์คัสชั่นซ้าย-ขวาหมุนรอบทิศได้ ปรับความสูงได้ แสงสีอลังการตระการตาแบบที่อยากจะยกมือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอเก็บไว้ดูเลยทีเดียวครับ แต่ตอนนี้แค่ยกแขนขึ้นมาเฮยังล้า โถ่…

075-slipknot

(ความอลังการของเวที / ภาพโดย Noona RocksMe)

วงจัดเพลงฮิตมากระหน่ำกันแบบว่าจะเอาให้คนดูตายให้ได้ ช่วงกลางเริ่มมีพักด้วย “The Devil in I”, “Psyscosocial” บ้าง แต่ก็กลับมาลุยต่อด้วย “The Negative One”, “Eeyore” อะไรพวกนี้แล้วก็จัดเต็มกันไปยาว ๆ มีมาหมดทั้ง “Purity”, “Before I Forget”, “Duality”, “Left Behind” และไฮไลต์ที่ไม่เล่นไม่ได้ “Spit It Out!” ในที่สุดผมก็ได้อยู่ในช่วงเวลาแห่งการ Jump the fuck up! ในตำนานซักทีครับ (ลืมบอกไปว่าไม่ได้ไปดู Slipknot ตอนมาไทย) ก่อนจะปิดท้ายช่วงแรกด้วย “Custer” จากอัลบั้มใหม่

ช่วงอังกอร์วงกระหน่ำแบบจัดเต็มมาให้ทีเดียวสามเพลงรวด เริ่มตั้งแต่ “(sic)” ตามมาด้วยเพลงที่คนดูแทบจะฆ่ากันตาย “People=Shit” และปิดท้ายด้วย “Surfacing” จบโชว์ในเวลาสามทุ่มครึ่งพอดีเป๊ะ ผมยังทึ่งกับการบริหารจัดการเวลาอยู่จนถึงตอนนี้ เป๊ะมากจริง ๆ

076-slipknot

078-slipknot

079-slipknot

080-slipknot

082-slipknot

(Slipknot / ภาพโดย Noona RocksMe)

จบวันแรกด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการยืนเกือบตลอดวัน นั่งเท่าไหร่ก็ไม่พอครับ กลับถึงโรงแรมได้นี่แทบจะขอกลับไปนอนพักที่ประเทศไทย!

หลังจากสลบเหมือดเป็นวิญญาณที่ทุกข์ทรมาณ สับสนและวุ่นวาย ไม่รู้ตัวว่าตาย (ไม่ใช่เพลงสแตมป์!) เช้าวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน ตั้งใจว่าจะแก้ตัวด้วยการเซฟแรงไว้มันช่วงท้ายแบบจัดเต็มก็เลยออกจากที่พักไปที่งานช้ากว่าเดิม ไปถึงก็เที่ยงแล้ว ไม่ได้ทำการบ้านมามากนักว่าวงญี่ปุ่นที่มาเล่นเปิดเป็นแนวไหนอะไรยังไง ก็เลยขอถือโอกาสนี้เดินชมรอบ ๆ งานก่อน นอกจากบูทอาหาร-เครื่องดื่มแล้ว ในงานมีของเล่นอย่างตู้หนีบตุ๊กตาด้วยครับ แต่ในตู้เป็นพวงกุญแจและเสื้องานแบบ limited edition ที่ค่าหยอดวัดใจก็ตกอยู่ที่หนึ่งพันเยน (สามร้อยบาท) และทั้งวันผมก็ไม่เห็นว่าจะมีใครเอาออกไปได้ซักตัวครับ แม่งตู้ดูดเงินชัด ๆ และนอกจากตู้หนีบแล้วก็มีตู้สติกเกอร์พุริคุระที่จัดทำขึ้นมาเป็นเวอร์ชั่น Knotfest Japan ด้วย เรียกว่าหาที่ไหนบนโลกนี้ไม่ได้นอกจากงานนี้ครับ ขอบคุณน้องปอมปอมเพื่อนร่วมทางที่พาเข้าไปถ่ายด้วย เพราะถ้าให้ผมต่อแถวเข้าไปถ่ายมาเป็นที่ระลึกคนเดียวคงแปลกตาพิลึก

Jpeg

(ไอ้นี่ตู้ดูดเงิน)

Jpeg

(ส่วนไอ้นี่ตู้ฟรุ้งฟริ้ง หาที่ไหนบนโลกไม่ได้อีกแล้วนอกจากงานนี้)

Jpeg

(พุริคุระลาย Knotfest Japan ผมนี่อวดเลย)

ชั้นบนของที่จัดงานเป็นที่รับฝากของและโซนวีไอพี ตรงนี้มี Slipknot Museum ด้วยครับ เป็นการนำเอาเสื้อผ้า อุปกรณ์ดนตรี หน้ากาก ข้าวของเครื่องใช้ที่วงเคยใช้ออกทัวร์รอบโลกมาจัดแสดงให้ได้ชมกัน

Jpeg

(Slipknot Museum)

Jpeg

(เสื้อผ้าของคนในวงจริง ๆ ดูจากสภาพแล้วคงไม่เคยซัก)

Jpeg

(หน้ากากของคอรีย์ + เสื้อผาอีกนิดหน่อย)

Jpeg

(ชุดเพอร์คัสชั่นของชอว์น คราแฮน)

หลังจากที่เดินวนเวียนกันมานานแล้ว ก็ลงมาเฝ้ารอดูโชว์ของคณะดนตรีที่ได้ชื่อว่าไวกิ้งที่สุดในโลก Amon Amarth จากประเทศสวีเดน โชว์ของ Amon Amarth เป็นเวลาเดียวกับ Bring Me the Horizon เมื่อวานนี้ แต่ความมันต่างกันคนละเรื่องเลยครับ คนดูโหดกว่ามากจนแทบไม่เชื่อสายตาว่านี้บ่ายสองเองนะเฮ้ย! พวกเอ็งจะขยันมอชกันไปไหน! Performance ของวงถือว่าครบเครื่องครับ เสียงร้องไม่มีตก ลูกโซโล่เจ๋ง แถมโยฮัน เฮ็กก์ นักร้องนำก็ไม่ลืมที่จะดื่มเบียร์จากเขาสัตว์โชว์ด้วย แหม่ มันไวกิ้งจริง ๆ !!!

จบจาก Amon Amarth ไปก็เป็นคิวของ Five Finger Death Punch ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นแฟนเพลงวงนี้ ทีแรกว่าจะไม่ดูแต่ไหน ๆ ก็มาแล้วขอไปเห็นของจริงซักหน่อย สรุปว่าเล่นโคตรมัน! เป็นวงที่เอ็นเตอร์เทนคนดูได้ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วในงานนี้ มีทั้งการดึงคนดูขึ้นไปแจมบนเวที ทั้งการเล่นเกินเวลา (เป็นวงเดียวที่กล้าทำ ไม่รู้เซ็ตไว้หรือเปล่า) ซึ่งหลังจากที่ได้ดูการแสดงสดของวงนี้จบไปก็ต้องบอกเลยว่าผมขอเข้ารีตไปเป็นแฟนเพลงด้วยคน พอกลับถึงที่พักนี่เปิดหาเพลงฟังในยูทูบรัว ๆ เลยครับ “Burn motherfucker burn motherfucker burn!”

027-five-finger-death-punch

(นักร้องนำ 5FDP เล่นกับคนดู / ภาพโดย Noona RocksMe)

หลังจาก 5FDP จบไปก็มาถึงคิวของ In Flames ซึ่งผมเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับโชว์ของพวกเขามากแล้ว เพราะผิดหวังกับ Sirens Charm อัลบั้มใหม่ล่าสุดที่ทำออกมาได้ easy listening มาก ๆ และโชว์ก็ทำออกมาได้ชวนง่วงเหมือนเพลงอัลบั้มใหม่เลยครับ! กว่าจะรู้สึกสนุกไปกับโชว์ของ In Flames ได้ก็เพลงสุดท้าย “Take This Life” แทร็กเปิดอัลบั้ม Come Clarity เมื่อปี 2006 โน่นเลย กว่าจะรู้สึกเครื่องติดโชว์ก็จบลงไปแล้ว เสียดายกับโชว์นี้มากพอสมควร ให้เป็นโชว์ที่แย่รองจาก BMTH วันแรกครับ

เนื่องจากวันนี้เน้นเซฟแรง วงไหนที่ไม่ได้รู้จักหรือชอบมากก็จะพยายามหาเวลาพัก (เพราะช่วงเปลี่ยนวงสั้นมาก ราวสิบนาที) พอ In Flames เล่นจบ ระหว่างที่วง Wagdug Futuristic Unity จากประเทศญี่ปุ่นเล่นอยู่ก็เลยไม่ได้เข้าไปดูเลยครับ ใช้เวลาหมดไปกับการซื้อข้าวซื้อน้ำและเข้าส้วม ต้องขออภัยจริง ๆ

และก็มาถึงอีกหนึ่งวงที่รอคอยจะได้ดูไลฟ์มานานแสนาน Trivium! ซึ่งไอ้ผมเนี่ยก็มั่นใจเหลือเกินว่าพวกเขาจะต้องหยิบยกเพลงเก่า ๆ สมัยยังเป็นวงเมทัลคอร์หัวแถวมาเล่นเยอะแน่ ๆ แต่ผิดคาดครับ! ได้ฟังแค่ “Dying in Your Arms” และ “Anthem (We are the Fire)” นอกนั้นก็เป็นงานยุคหลังทั้ง “Strife”, “Down from the Sky”, “In Waves”, “Built to Fall” อะไรพวกนี้ แต่ถือว่าเป็นวงที่คนญี่ปุ่นให้การตอบรับดีมากครับ คงเป็นเพราะแม็ต ฮีฟฟี่ นักร้องนำของวงเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นด้วย มีการคุยภาษาญี่ปุ่นเอ็นเตอร์เทนคนดูมากกว่าวงอเมริกันวงอื่นอย่างเห็นได้ชัด ที่ผิดหวังก็คือไม่ได้ฟังเพลงที่ตั้งตารอซักเพลง ทั้ง “Pull Harder on the Strings of Your Matyr”, “Like Light to Flies”, “A Gunshot to the Head of Trepidation” ทำไมทำกับผมแบบนี้ บ้านกูไม่ได้อยู่ฟลอริด้านะเว้ยจะได้ดูบ่อยได้! (อยากร้องไห้)

056-trivium

(Trivium / ภาพโดย Noona RocksMe)

ถัดจาก Trivium มาเป็นวง Man With a Mission ครับ วงนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาแบบที่ใครก็จำได้ เป็นการสวมหัวหมาป่าทั้งวง ได้ดูโชว์ของ MWAM แค่ไม่กี่เพลงครับ เพราะถือโอกาสนี้ออกมาเติมพลังก่อนที่จะพลีกายให้กับโชว์ของ Korn และ Slipknot ในคืนสุดท้ายของงาน

และก็มาถึงคิวของ Korn เจ้าพ่อแห่งดนตรีนูเมทัลที่ยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน เปิดด้วยเพลง “Twist” ให้อุ่นเครื่องกันเบา ๆ ก่อน หลังจากที่เครื่องเริ่มติดแล้วก็กระโดดกันจนร่างพังไปกับ “Here to Stay” ที่ต้องบอกว่าด้านล่างเวทีเต็มไปด้วยมวลชนที่พร้อมใจกันโดดแท็ก ใส่กันเต็มมาก ๆ แบบไม่เผื่อแรงไว้ดูเจ้าของงานอีกแล้ว​ พอจบเพลงก็ประเคน “Right Now” มาให้เดือดกันต่อทันที จะว่าไป Korn เป็นวงที่เอ็นเตอร์เทนคนดูด้วยเพลงเก่าได้ยอดเยี่ยมครับ ผมได้โดดไปกับทั้งเพลง “Falling Away from Me”, “Got the Life”, “Freak on a Leash” แน่นอนเพลง “Shoot and Ladders” ที่เปิดด้วยการเป่าปี่สก๊อตก็เป็นอีกเพลงที่ไม่เล่นไม่ได้ ลากยาวไปจนถึงเพลงชาติของวงที่นำมาปิดท้าย จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “Blind” ที่คนดูวิ่งใส่กันแบบลืมตายกันเลยทีเดียว (เพลงใหม่ก็เล่นเยอะครับ “Hater”, “Spike in My Veins” อะไรประมาณนี้ แต่รู้สึกคนดูจะไม่ค่อยอินเท่าเพลงเก่า) ความรู้สึกสมัยดูวงนี้ครั้งแรกที่อิมแพ็คอารีน่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนลอยกลับมาหมดเลยครับ สุดยอดจริง ๆ

และก็มาถึงที่เก่าเวลาเดิม หน้าเวที ที่ซึ่งมีม่านกั้นบาง ๆ ระหว่างข้าพเจ้าและวง Slipknot วันนี้ตั้งใจว่าจะอยู๋ให้ไหวจนจบในตำแหน่งเดิม ไม่หนีออกมาเมื่อคืนแรก แต่ไม่ต่างกันเลยครับ เล่นไปได้สองเพลงหนีเป็นหมาหนีพลุวันลอยกระทงเลย! สุดท้ายก็ออกมายืนเสพไกล ๆ เหมือนเดิม สำหรับผมแล้วโชว์วันที่สองน่าสนใจน้อยลงมากเพราะเล่นเซ็ตลิสต์เดียวกันกับวันแรกครับ ผิดหวังนิด ๆ เพราะที่ Knotfest USA สองวันวงเล่นไม่เหมือนกัน เซ็งเลย (แต่ได้ดู “Spit It Out” สองรอบก็ถือว่าโอเคอยู่) วันที่สองมีต่างไปเล็กน้อยคือเอาเพลง “Eeyore”, “Liberate” และ “Purity” ออก แต่ใส่เพลง “Disasterpiece”, “Opium of the People” และ “Dead Memories” เข้ามาช่วงกลางแทน นอกนั้นก็เหมือนเดิมครับ มันเหมือนเดิม แต่ก็หนีมานั่งพักด้านนอกในช่วงท้ายแล้วเพราะไม่มีอะไรใหม่มากนัก

083-slipknot

085-slipknot

086-slipknot

087-slipknot

088-slipknot

(Slipknot / ภาพโดย Noona RocksMe)

แล้วก็นึกขึ้นได้ สองวันมานี่วงแม่งไม่เล่น “Wait and Bleed” เลยนี่หว่า! อะไร! เดี๋ยว! นี่บินมาจากรุงเทพนะเฮ้ย! ไม่ได้มีให้ดูทุกวัน! มึงไปกลับมาขึ้นเล่นใหม่เดี๋ยวนี้เลย!

จบงานไปด้วยความสุขที่ล้นปรี่ครับ นี่ถือเป็นการมาร่วมเทศกาลดนตรีนอกประเทศไทยครั้งแรกของผมด้วย ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ เต็มไปหมด พอกลับมาไทยรู้สึกกะปรี้กะเปร่าอยากทำงานเก็บเงินออกเดินทางไปดูเทศกาลดนตรีในมุมอื่นของโลกต่อเลยครับ ได้ motivation, inspiration กลับมาเพียบ ยอดเยี่ยม!

สิ่งที่ชอบในวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตของคนญี่ปุ่นคือการมอชพิตของคนญี่ปุ่นที่เน้นแท็กกันครับ ไม่มีออกหมัด ไม่มีจิตวิญญาณกังฟู ขนาดวิ่งเข้าไปในเซอร์เคิลพิตวงมหึมายังไม่เจ็บตัวซักเท่าไหร่ (จากคำบอกเล่าของพี่ตูน มือเบสวง Abuse the Youth ที่หายเข้าไปในเซอร์เคิลพิตบ่อยครั้ง) ถือว่าเซฟตี้ดีมากครับ ที่สำคัญคนญี่ปุ่นไม่บ้ากล้องครับ ระหว่างการแสดงสดไม่ค่อยเห็นแสงไฟจากจอโทรศัพท์ยกขึ้นมาถ่ายภาพหรือวิดีโอกันซักเท่าไหร่นัก เรียกว่า 99% ของงานมาเพื่อรับชมกันเน้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ลุยเวทีหรือนอนมองจอมอนิเตอร์อยู่ท้ายฮอลก็ตาม ความใส่ใจล้วน ๆ ครับจุดนี้ ยกนิ้วให้เลย!

ส่วนตัวผมคิดว่าหาก Knotfest ยังคงจัดที่ญี่ปุ่นต่อไปเรื่อย ๆ ทุกปี วงการเพลงเมทัลแถบเอเชียจะคึกครื้นมากครับ เพราะประเทศใกล้เคียงก็จะมีลุ้นกันด้วยว่าวงที่ไปเล่นจะแวะมาเล่นที่บ้านตัวเองกันบ้างมั้ย และอีกอย่างสมัยนี้ญี่ปุ่นไม่ได้แพงเกินเอื้อมแล้ว หากตระเตรียมเงินทุนและติดตามข่าวสารทั้งวันวางจำหน่ายบัตรและโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินสายการบินโลว์คอสต์ให้ดี แม้จะมีเงินไม่มากก็สามารถบินไปมันกันได้ครับ อย่างทริปนี้ที่ผมไปรวมค่าใช้จ่ายบัตรคอนเสิร์ต+ตั๋วเครื่องบิน+ค่าที่พักแล้ว ยังซื้อ iPhone 6 ไม่ได้เลยครับ รู้ราคาแบบนี้อยากไปแล้วใช่มั้ยล่ะ แล้วพบกันปีหน้า (ถ้าเงินไม่ช็อต) ครับ!

Jpeg

(GOODBYE!)

หมายเหตุ #1: ภาพถ่ายลงทุกวงไม่ไหวจริง ๆ ครับ แค่นี้ก็หนักบล็อกแล้ว ถ้าเปิดดูผ่านมือถือด้วยเน็ต 3G ระวังดาต้าจะหมดเอานะครับ
หมายเหตุ #2: เนื้อหาในบทความนี้เป็นต้นฉบับที่ส่งให้ The Guitar Magazine นำไปตีพิมพ์ด้วยครับ ยังไงฝากอุดหนุนฉบับต่อไปกันด้วย ขอบคุณครับ :D