หากหลายคนยังจำกันได้ ช่วงต้นยุค 2000s วง Metallica เคยยื่นเอกสารฟ้องร้องบริษัท Napster เนื่องจากบริการของพวกเขาเปิดให้ผู้คนนำผลงานของวงมาแชร์ไฟล์ต่อกันแบบละเมิดลิขสิทธิ์

หลังจากสองทศวรรษผ่านไป เวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยนเช่นกัน — Kirk Hammett มือกีตาร์ของวงออกมาให้สัมภาษณ์เปิดใจว่าการฟ้องร้องที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่วง ‘เสียเวลา’ มาก ๆ เพราะสุดท้ายทุกคนก็เดินทางมาถึงจุดที่ฟังเพลงในรูปแบบดิจิทัลกันอยู่ดี

Kirk พูดในรายการพอดแคสต์ Let There Be Talk ไว้ล่าสุดว่า:

“เราไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรเลยครับ ไม่เลย มันเกิดขึ้น และเราก็หยุดมันไม่ได้ เพราะมันใหญ่กว่าพวกเราทุกคนไปแล้ว เทรนด์นี้มันเกิดขึ้นแล้ว และมันก็ฉุดอุตสาหกรรมดนตรีให้จมลงไปด้วยกันหมด และไม่มีทางเลยที่เราจะหยุดมันได้… คือจู่ ๆ มันก็เกิดขึ้นมา คือมันสะดวกกว่าในการที่จะได้ดนตรีมาฟัง แต่มันทำให้คนจ่ายเงินเพื่อดนตรีได้ยากกว่า นั่นแหละคือสิ่งที่คุณได้”

“สำหรับผม มันคือปัจจัยที่เป็นจุดเปลี่ยนเลยนะ เกิดขึ้นเร็วมาก เราทุกคนถูกพากลับไปอยู่ในยุคที่นักร้องนักดนตรีจะหาเงินได้จากการแสดงสดเท่านั้น เหมือนตอนนี้เลย ยกเว้นแค่ว่าวงดนตรีมากมายทุกวันนี้น่ะมันไม่ได้เล่นจริง ๆ แต่แค่ ‘กดปุ่มเพลย์’ แค่นั้น แต่ก็มีอีกหลายวงที่แม่งเล่นเครื่องดนตรีจริง ๆ ในรูปแบบของดนตรี แล้วแม่งก็ยังรอดกันมาได้ด้วยครับ”

“บางทีอะไร ๆ มันอาจจะเปลี่ยนไป แบบจู่ ๆ คนอาจจะกลับมาสนใจแผ่นซีดี หรืออะไรก็ตามที่มันมีขายอยู่ก็ได้ ใครจะไปบอกได้? คือผมหมายถึงว่า มันเปลี่ยนผ่านไวมากครับในตอนนั้น มันอาจจะเปลี่ยนไวจนตั้งตัวไม่ทันอีกก็ได้ในปัจจุบันนี้”

สิ่งที่ทำให้ Metallica ตัดสินใจยื่นฟ้อง Napster เกิดจากการที่ Lars Ulrich พบเจอเดโมเพลง “I Disappear” ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ Mission Impossible II ถูกนำมาเผยแพร่ รวมถึงเพลงอื่น ๆ ดวยโดยไม่ได้รับอนุญาต เรื่องนี้จบลงนอกศาล และตามมาด้วยวิธีการเสพดนตรีของผู้คนบนโลกที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

หากต้องการอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติม สามารถคลิกลิงก์ Source หมายเลข 3 ด้านล่างได้เลยครับ

[ Source 1, Source 2, Source 3 ]