วัย 23 ปีของมนุษย์แต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนกำลังเริ่มมีชีวิตการงานที่เข้าที่เข้าทาง บางคนกำลังหลงอยู่กลางวังวนสายอาชีพว่าจะไปทางไหนต่อดี – แต่เชื่อได้เลยว่า ไม่มีวัย 23 ของมนุษย์โลกคนไหน (โดยเฉพาะนักดนตรี) ที่จะเหมือนกับชีวิตของกระทาชายนายที่ชื่อว่า เจย์ ไวน์เบิร์ก (Jay Weinberg) ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกของวงดนตรีเมทัลที่ประสบความสำเร็จมากทีสุดวงหนึ่งของโลก และมีอายุอานามไม่ห่างจากเขามากนัก นั่นก็คือ สลิปน็อต (Slipknot)

กว่าที่เขาจะเข้ามารับช่วงต่อจากตำนานที่มือกลองตีนดุฝีมือบรรลือโลก ซึ่งแฟนเพลงของสลิปน็อตให้การยอมรับมาตลอดสองทศวรรษอย่าง โจอี้ จอร์ดิสัน (Joey Jordison) ที่ถูกไล่ออกจากวงแบบไม่มีสัญญาณเตือน เมื่อช่วงปลายปี ค.ศ. 2013 ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากฝีไม้ลายมือที่ต้อง ‘ถึง’ พอสำหรับการทำงานกับนักดนตรีมืออาชีพที่อาวุโสกว่าถึง 8 ชีวิต เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองกับเหล่าแม็กก็อตส์ (Maggots – ชื่อเรียกสาวกของวง) อย่างหนักอีกด้วย แต่ช่วงเวลากว่า 5 ปีผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า เจย์ ‘เอาอยู่’


มีประสบการณ์ระดับมืออาชีพตั้งแต่วัยรุ่น

เจย์ ไวน์เบิร์ก เริ่มต้นชีวิตบนโลกมนุษย์ในฐานะลูกชายของ แมกซ์ ไวน์เบิร์ก (Max Weinberg) มือกลองวงอีสตรีตแบนด์ (E Street Band) ซึ่งเป็นวงดนตรีคู่ใจของศิลปินร็อกระดับตำนานที่ใครหลายคนยกให้เป็น ‘เดอะบอส’ บรูซ สปริงทีนส์ (Bruce Springteens)

และด้วยความเป็นลูกนักดนตรีมากฝีมือ เจย์จึงได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีมาตั้งแต่ 9 ขวบ โดยเริ่มต้นจากการเล่นกีตาร์ก่อน แล้วถึงตามมาด้วยการเล่นเบสในช่วงอายุ 12-13 และมาจริงจังกับกลองชุดในวัย 14 ปี ด้วยกลองชุดเก่าของพ่อ และการฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตนเอง

เมื่อมองย้อนไปในประวัติการแสดงดนตรีของเจย์เราจะพบว่า แม้วัยจะน้อย แต่เขาเป็นคนที่มีชั่วโมงบินในวงการสูงมาแต่ไหนแต่ไร ออกทัวร์ไปกับสปริงทีนส์ เคยเล่นแทนพ่อ เป็นสมาชิกวงฮาร์ดคอร์รุ่นใหญ่ระดับตำนานอย่างแมดบอล (Madball) ก่อนที่จะจบกันด้วยการเคมีเข้ากันไม่ได้ แล้วมาอยู่กับวงพังก์รุ่นใหม่อย่างอะเกนสท์มี! (Against Me!) ซึ่งเป็นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวขึ้นมาเป็นมือกลองรุ่นที่สองของวงเก้าหน้ากากนรกอย่างเต็มภาคภูมิ เจย์กับอะเกนส์มีจากกันด้วยไม่ดีนัก เขาประกาศออกมาผ่านทวิตเตอร์แบบกระทันหันโดยไม่ได้แจ้งสมาชิกภายในวงก่อน จนเป็นเหตุให้ลอรา เจน เกรซ (Laura Jane Grace) ฟรอนต์ทรานส์เจนเดอร์ของวงออกมาทวีตเชิงจิกกัดเสียดสีอยู่พักหนึ่ง


Blind Audition: ไม่รู้ว่าวงอะไรจนกระทั่งเดินทางไปถึง

กลับมาที่เรื่องของสลิปน็อต เมื่อเจย์ตัดสินใจออกจากวงเก่าและก้าวต่อไป เขาไม่ได้รู้โดยทันทีว่าวงดนตรีวงต่อไปที่กำลังจะได้ออดิชันคือสลิปน็อต จนกระทั่งลงจากเครื่องบิน เดินทางไปยังสถานที่นัดหมาย และพบกับสมาชิกในวง ซึ่งก็คือ จิม รูท (Jim Root) มิก ทอมสัน (Mick Thomson) สองมือกีตาร์ คอรีย์ เทย์เลอร์ (Corey Taylor) นักร้องนำ และชอว์น “คลาวน์” คราแฮน (Shawn “Clown” Crahan) มือเพอร์คัสชันของวงรอต้อนรับอยู่ในห้องคัดตัว

“ผมกลับมาจากโรงเรียนได้ไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์ชวนให้ไปออดิชันเลยครับ” เจย์บอกในรายการพอดแคสต์ เบสต์เฟรนด์วิธแซมพูรา (Best Friends with Sam Pura) “ผมไม่ได้รู้รายละเอียดนะ เขาบอกแค่ว่า ‘นายช่วยมาแอลเอเพื่อออดิชันหน่อยได้มั้ย?’ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ซึ่งผมก็ได้แต่ตอบว่า ‘ได้สิ ลองไปดูหน่อยว่าเป็นยังไง’ แบบว่าผมเองก็ไม่ได้คิดมากครับ ผลร้ายสุดของมันคืออะไรล่ะ? ผมได้ตั๋วบินไปแอลเอฟรีเนี่ยนะ?”

“ผมก็เลยตามน้ำไป พอเดินเข้าไปในห้องนั้นก็เจอเข้ากับ… กลองชุด เรื่องก็คือ นายกำลังจะออดิชันเข้าวงสลิปน็อตนะ จบ มีแค่นั้นครับ มีสมาชิกประมาณครึ่งวงอยู่ที่นั่น เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานานถึงสิบหกปีครับ พวกเขาเห็นผมตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็กน้อย”

“ตรงนั้นมี ผม จิม มิก คอรีย์ แล้วก็คลาวน์ อารมณ์มันเหมือนกับว่า ลองให้ไอ้หนูนี่มันเล่นดูซักตั้งสิวะ ดูกันว่าจะเกิดห่าอะไรขึ้นบ้าง แบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลยน่ะครับ เพราะพวกเขาไม่รู้นะครับว่าผมสามารถเล่นเพลงของวงได้แล้ว พวกเขารู้ว่าผมชอบวงนี้ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าผมฝึกซ้อมเพลงพวกนี้มาเข้มข้นแค่ไหน”

เจย์เผยไว้ในการสัมภาษณ์เมื่อปี 2016 ว่าเขารู้ก่อนเริ่มออดิชันเพียง 20 นาทีเท่านั้น ว่ากำลังจะได้ทดสอบฝีมือเพื่อเข้าวงดนตรีวงใด แต่ด้วยการฝึกซ้อมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น การแจมกันในเพลง “Before I Forget” และ “Duality” ก็ทำให้เขาและสมาชิกอื่นที่อยู่ในการออดิชันครั้งนั้นได้เล่นดนตรีร่วมกันอีกหลายเพลง เช่น “Disasterpiece” หรือแม้แต่เพลงหน้าบีของอัลบั้มแรกอย่าง “Get This” เขาก็สามารถเล่นได้ และนั่นก็คือชั่วโมงที่เปลี่ยนสถานะจาก ‘ติ่งสลิปน็อต’ ให้กลายมาเป็น ‘มือกลองสลิปน็อต’ อย่างเต็มตัวจนถึงปัจจุบัน

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เจย์คนนี้ก็รับหน้าที่เป็นฐานที่มั่นให้กับดนตรีหนักกระโหลกของสลิปน็อตมาสองอัลบั้มแล้ว ทั้ง พอยต์ไฟฟ์: เดอะเกรย์แชปเตอร์ (.5: The Gray Chapter) ที่วางจำหน่ายไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และ วีอาร์นอตยัวร์ไคนด์ (We Are Not Your Kind) ที่กำลังจะวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคมนี้ คงเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่า ฝีมือและทัศนคติของมือกลองรุ่นใหม่ไฟแรงคนนี้ มีดีพอที่จะร่วมทางภายใต้นามสกุลสลิปน็อตอย่างแน่นอน


ไม่ต้องการเป็นของเลียนแบบโจอี้ จอร์ดิสัน

ในมุมมองของแม็กก็อตส์ คงไม่ใช่เรื่องยากในการแยกความแตกต่างระหว่างการแสดงสดของ เจย์ และ โจอี้ มือกลองคนเก่า เพราะเจ้าตัวก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการเข้ามาเพื่อเป็นของเลียนแบบ เขาทั้งเคารพในตัวโจอี้ และมีแนวทางในการเล่นดนตรีแบบของตัวเอง

“ผมเคารพดนตรีของวงเป็นอย่างมาก ผมเคารพโจอี้ จอร์ดิสันเป็นอย่างมากทั้งในฐานะบุคคลและในฐานะนักดนตรี ผมเข้าใจดีว่าบทบาทของผมในวงคือการส่งมอบสิ่งที่ทางวงต้องการออกไปให้ได้ และเข้าใจสิ่งที่โจอี้ได้สร้างขึ้นมา รวมถึงสานต่อตำนานของวงวงนี้ในแบบที่เหล่าแม็กก็อตส์ แฟน ๆ ของวงชื่นชอบ และพวกเราทั้งเก้าคนก็รู้สึกภูมิใจกับดนตรีที่เราได้สร้างขึ้นมา”

“แน่นอนอยู่แล้วว่าประวัติศาสตร์ของวงมีผลกับแนวคิดที่ผมมีต่อวง แต่เมื่อมันถึงเวลาของวัตถุดิบใหม่ ๆ เพลงใหม่ ๆ แล้วล่ะก็ ผมไม่นึกถึงโจอี้ จอร์ดิสันเลยแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกว่ามันเป็นการไม่เคารพเลยที่จะคิดแบบนั้น แต่ทางวงต้องการให้ผมเป็นตัวเองโดยสมบูรณ์แบบ เพราะว่า ผมจะอยากเป็นโจอี้ จอร์ดิสันไปทำไมล่ะ ผมจะเลียนแบบสิ่งที่เขาเคยทำไว้ไปทำไม?

“โจอี้คือหนึ่งในมือกลองที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เราเคยได้เห็นประจักษ์กับตา เพราะงั้นในฐานะแฟนเพลงและในฐานะคนที่เคารพทั้งผู้คนและดนตรีด้วยแล้ว ผมไม่ได้อยากที่จะเข้ามาในวงนี้แล้วเป็นแค่ของเลียนแบบ นั่นไม่ใช่เรื่องน่าสนใจสำหรับผม นั่นไม่ใช่เรื่องที่ทางวงสนใจ และมันเป็นการดูถูกทุก ๆ คนที่เกี่ยวข้องกับวง รวมถึงแฟนเพลงด้วยครับ”


จาก ‘ติ่งสลิปน็อต’ ที่แต่งตัวเป็นคอรีย์ เทย์เลอร์ และให้พ่อพาไปดูคอนเสิร์ตของวง กลายมาเป็น ‘สมาชิกหลัก’ ร่วมกับผู้คนที่เขามองอย่างเชิดชูมาตลอด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชค แต่เป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องหลักสิบปี และความชอบที่มีให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างจริงจัง จนทำให้ เจย์ ไวน์เบิร์ก ก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้ แม้จะไม่ได้รับการยอมรับเท่ากับผู้ที่เคยนั่งตำแหน่งเดียวกันในรุ่นก่อนหน้า แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาคือนักดนตรีโคตรคุณภาพ และอาจจะดีที่สุดแล้วท่ามกลางผู้คนวัยเดียวกัน ณ ปัจจุบันนี้ก็ว่าได้

เจย์ปรากฎตัวในมิวสิกวิดีโอ “The Devil in I” เมื่อเดือนกันยายนปี 2014 แบบไม่มีการเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม ร่วมกับอะเลสซานโดร “วีแมน” เวนทูเรลลา (Alessandro “Vman” Venturella) มือเบสคนใหม่ที่ใส่หน้ากากเด็กฝึกงานรูปแบบเดียวกัน ทว่า เขาเป็นคนที่ถูกเผยตัวตนได้ภายหลัง เนื่องจากมีคนสังเกตเห็นรอยสักของวีแมนในมิวสิกวิดีโอก่อน

คลิปนี้เป็นสัมภาษณ์ล่าสุดที่โฟกัสไปที่เจย์คนเดียว สนุกดี ลองชมกันได้ครับ มีภาพของหนูเจย์วัยเยาว์ที่แต่งตัวเป็นคอรีย์ไปดูคอนเสิร์ตด้วยนะ

วีอาร์นอตยัวร์ไคนด์ อัลบั้มเต็มชุดที่หกของสลิปน็อตจะวางจำหน่ายในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ฟัง “Unsainted” ซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มกันได้ที่นี่

อ้างอิง