สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนคงทราบข่าวกันแล้วว่างานแสดงดนตรี “จะ 4 ปีแล้วนะ…” (หรือชื่อเก่า “จะ 4 ปีแล้วนะไอ้สัตว์”) จบลงไปแบบไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ เมื่อสมาชิกนักดนตรีหลายรายถูกนำตัวไปยัง สน. ชนะสงคราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516 หลังงานเลิก

“อนุสาวรีย์ที่พวกคุณเห็นคืออะไร อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่การยึดอำนาจ พวกกูเรียกว่า กบฎ ฉะนั้น พวกกูก็มากบฏได้”เกื้อ เพียวพังก์ กล่าวระหว่างการแจมกับวง Blood Soaked Street of Social Decay แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อระบบการปกครองที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างตรงไปตรงมา

งานนี้จัดขึ้นโดยใครเราเองก็ไม่ทราบ แต่ที่รู้คือจุดประสงค์ของงาน ว่าเป็นการประท้วง-ต่อต้านรัฐบาลทหารของพลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชาแน่นอน รัฐบาลนี้กำลังจะมีอายุครบ 4 ปีในอีกไม่กี่สิบวันที่จะถึงนี้ หากเป็นรัฐบาลพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่เราชอบหรือเกลียดมากน้อยแค่ไหน ยังไงกลุ่มคนเหล่านั้นก็จะต้องก้าวลงจากตำแหน่ง และส่งต่ออำนาจในมือให้กับกลุ่มคนที่พวกเราเหล่าประชาชนเป็นผู้เลือกเข้าไปทำงานแทนเป็นคนบริหารประเทศต่อไป … ซึ่งเรื่องเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ เกิดเป็นคอนเสิร์ตพังก์ใต้ดินเพื่อเตือนสติให้ใครต่อใครหลายคนได้รู้ว่า “ก็ทนรัฐบาลทหารมาได้นานเท่าวาระของรัฐบาลปกติแล้ว แล้วทีนี้จะกลับไปใช้กฎเกณฑ์แบบปกติของสังคมกันได้หรือยัง?”

ทีแรกคิดว่าคงไม่ว่างไปดูบรรยากาศงานนี้เพราะติดภารกิจอื่น แต่ก็มาจนได้ ที่จริงได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายลอยข้ามมาตั้งแต่ตอนที่รอไฟแดงข้ามถนนอยู่ที่แยกคอกวัวฝั่งถนนข้าวสารแล้ว พอข้ามไปถึงหน้าสถานที่จัดงานก็ต้องตกใจมากเพราะว่าไม่เคยเห็นงานดนตรีที่มีตำรวจมาเตรียมพร้อมหน้างานเยอะขนาดนี้มาก่อน (แต่ก็เข้าใจได้ ชื่องานมันสุ่มเสี่ยงระดับหนึ่ง แถมคนที่มาร่วมงานก็ลุคแบบที่ไม่ได้หาดูได้ในชีวิตประจำวัน ส่งคนมาเฝ้าไว้หน่อยก็ดีเผื่อมีอะไร)

ตอนที่เข้าไป วง Killing Fields แธรชเมทัลทุ่งสังหารขาโหดกำลังทำการแสดงอยู่ ที่สังเกตเห็นได้ชัดว่าแปลกกว่างานดนตรีใต้ดินงานอื่นที่เคยไปก็คือ ในงานมีพวกลุง ๆ ป้า ๆ ที่ไม่ได้เป็นคอเพลงแนวนี้มายืนเชียร์วงยืนเฮกันอยู่ด้านหลังด้วย ชอบนะครับ คือจากภาพที่เห็นมันทำให้พิสูจน์ได้ข้อหนึ่งว่า แนวดนตรีโวยวายเสียงดังแค่ไหนมันไม่สำคัญ ถ้าสิ่งที่จะสื่อมันชัด ยังไงก็มีคนฟัง ส่วนอีกมุมก็มีกลุ่มชาวต่างชาติ ที่บางคนดูเหมือนตั้งใจมางานนี้โดยเฉพาะ (ใส่เสื้องาน) แต่บางคนก็เหมือนเมามาจากถนนข้าวสารแล้วอยากมาสนุกด้วยในมอชพิตเฉย ๆ ก็ไม่แปลกอะไรเพราะมันเป็นงานฟรีที่ใครก็เดินเข้ามาได้

โชว์ของ Killing Fields ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกับตำรวจซักเท่าไหร่เพราะเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยมีข้อความอะไรที่ถูกส่งถึงผู้จักมากนัก แต่โชว์ถัดมาของ Blood Soaked Street of Social Decay นี่แหละที่ดูจะเข้าตากรรมการเสียเหลือเกิน เพราะมาแบบพังก์/ไกรนด์คอร์สับแหลก กับเนื้อเพลงง่าย ๆ ร้องตามกันได้ทั้งงาน เช่น “มึงทำเพื่อใคร” / “รัฐบาลชาติหมา รัฐบาลหน้าเหี้ย” / “เผด็จการเหี้ย จงออกไป ควย!” อะไรแบบนี้เป็นต้น เล่นเอาคุกรุ่นทั้งหน้าเวทีและพี่ตำรวจที่หน้างาน จนต้องคอยหันมองไปด้านหลังเป็นระยะ ๆ ว่าจะมีบุกเข้ามารวบมั้ยน้า เพราะบางช่วงบางตอนก็มีการเอ่ยชื่อบุคคลขึ้นมาเหมือนกัน แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จอยกันทั้งคนเล่นและคนดู

แล้วก็มาถึงคิวของวงปิดในงานวันนี้อย่าง อนาธิปไตย ที่มาพร้อมหน้ากากปิดบังใบหน้า โชว์ไม่เดือดเท่า Blood Soaked แต่เนื้อหาและลีลาก็ถือว่าเอาคนดูอยู่ไม่แพ้กัน วงนี้มีกิมมิคเป็นการชูมือสองข้าง ข้างหนึ่งเป็นนิ้วกลาง ข้างหนึ่งเป็นสามนิ้วแบบภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games แบบที่เราเคยเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองใช้กันอยู่พักหนึ่ง ช่วงท้ายโชว์ของอนาธิปไตยมีการจุดไฟเผาป้ายไวนิลงาน ซึ่งเป็นภาพของพลเอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา เผากันจนขาด ฉีกโยนไปโยนมา กระทืบหน้าเล่นระบายอารมณ์กันเต็มที่ จบเพลงสุดท้ายไปยังมีคนหยิบเศษมาเผากันอยู่ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว ก็เลยเดินออกมาขึ้นรถเมล์สาย 509 กลับฝั่งธนบุรีอย่างสบายใจ

พอกลับถึงบ้านเปิดเฟซบุ๊กดูก็พบว่ามีการ ‘เกม’ (คำแสลงไว้ใช้เวลามีเรื่องเหี้ยเกิดขึ้นกับใคร) ว่านักดนตรีที่แสดงในงานนี้ถูกตำรวจพาตัวไป สน.ชนะสงคราม เหตุการณ์นี้น่าสนใจระหว่างนั้นทุกคนยังอยู่ในอาการ clueless ว่าโดนนำตัวไปด้วยเรื่องอะไรกันแน่ การร้องเพลงเสียงดัง พูดคำหยาบ ด่านายกฯ ผิดด้วยหรือ (แต่ก็มีโอกาสหากเป็นเรื่องหมิ่นประมาท อันนี้ก็ต้องมาพิจารณากันในเรื่องของคำพูดและเนื้อเพลงที่ใช้ระหว่างการแสดง) แต่สุดท้ายทุกคนก็ถูกปล่อยตัวแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ไม่มีใครถูกตั้งข้อหาอะไรทั้งนั้น เท่ากับว่าเหตุการณ์บานปลายในตอนท้าย ทำให้งานครั้งนี้ถูกบอกต่อกันเป็นวงกว้างยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว เพราะสำนักข่าวใหญ่ ๆ ก็เล่นเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ยินดีกับพังก์เกื้อด้วยครับ ข่าวนี้รูปโคตรเด่น 555

จะเล่าให้ฟัง เมื่อคืนคอนเสิร์ตเราเดือดมาก โดยเฉพาะช่วงของวง Blood Soaked Street of Social Decay ที่พูดถึงตัวละครต่าง ๆ ในรัฐบาลทหารมีพี่เกื้อ เพียวพังก์ขึ้นไปแจมบนเวทีด้วย ข้างล่างคนก็มอชกันนัวเนีย จนเกิดความรู้สึกไม่สบายใจกับ เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและตำรวจที่ยืนดูงาน (บ่นกับคนจัดว่าทรมานชิบหายมายืนเฝ้างานพวกคุณ)

ผลก็คือทั้งวงและผู้จัดงานถูกเชิญตัวไป สน.ชนะสงคราม เพื่อให้ปากคำแต่ท้ายสุดไม่สามารถดำเนินคดีอะไรได้ เช่นถ้าหมิ่นประมาท หรือเผารูปประยุทธ์ ลุงตู่ก็ต้องมาเป็นคนฟ้องร้องเอง ไม่มีการตรวจสารเสพติดอย่างที่เขาโพสต์ ๆ กัน เป็นการเชิญตัวไป สน. พอเป็นพิธี

จริง ๆ ควรกลับบ้านได้เลยแต่อารมณ์คนที่กำลังเดือดทำให้มีปากเสียงกันนิดหน่อย แถมมีกองเชียร์พวกเราตามมาสมทบอีกคนเลยเยอะทีนี้… เอาเป็นว่าติดตามหนังสารคดีเหตุการณ์นี้เต็ม ๆ แล้วกัน (สารคดีวง The Shock Shuck ก็ยังไม่มีเวลาทำซะที)

มองในมุมการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) อีเวนต์นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่น่าศึกษามาก เพราะปกติแล้วเราไม่ค่อยเห็นงานดนตรีสายหนักมีเนื้อหาเป็นเรื่อง ‘การเมือง’ ชัดขนาดนี้มาก่อน ตัวงานอาจเน้นไปที่การระเบิดอารมณ์ที่อัดอั้น การด่าทอ คำหยาบ ไม่ได้สร้างการรับรู้เรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิ์เสียงในแบบที่ลงลึกถึงรายละเอียดมากนัก แต่ก็ทำให้เราได้รู้กันชัดเรื่องหนึ่งว่า มีคนที่ ‘ทน’ กับสภาพสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ไหวอยู่จริง ๆ ไม่ใช่แบบที่นักการเมืองบางคนเค้าบอกว่า คนไทย 70 ล้านคนไม่อยากเลือกตั้ง

คอนเสิร์ต “จะ 4 ปีแล้วนะ…” จบลงไปโดยไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้น ทั้งกับตัวบุคคลและสถานที่ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะว่ากันตามตรง ในอนาคตไม่รู้จะต้องเสียหายกันอีกมากเท่าไหร่ครับ ประเทศนี้ ดูแลรักษาตัวเองกันไว้ดีกว่าครับพวกเรา

ผู้ร่วมก่อตั้ง และบรรณาธิการ (สมัครเล่น) ของ Headbangkok.com ชอบฟังเพลงทุกแขนง แต่ตัดขาดจากร็อกโวยวายไม่ได้ เลี้ยงเบียร์ได้เวลาพบเจอตามคอนเสิร์ตครับผม