“วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” เพลงที่เคยเป็นกระแส ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองจากฝีมือของแม็กซ์ เจนมานะ ศิลปินผู้ผ่านเวที The Voice จนต่อยอดกลายเป็นศิลปินอาชีพได้สำเร็จ ล่าสุดเจ้าตัวส่งผลงานเพลง “โต๊ะจีน” ออกมาตีแสกหน้าวงจรอุบาทว์ของนักการเมืองได้อย่างเจ็บแสบ ส่วนที่มาที่ไปของเพลงนี้จะเป็นอย่างไร เรามาทำความรู้สึกกันแบบลึก ๆ ไปพร้อม ๆ กันครับ

ภาพโดย : แชมป์ Headbangkok

ที่มาที่ไปของเพลง “โต๊ะจีน”

ผมมีไอเดียนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เคยเป็นไหมตอนเด็ก ๆ พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เค้าชอบบอกไม่ให้พูดถึงเรื่องพวกนี้หรอก พูดแล้วมันอันตราย พูดไปทำไมเพราะว่าสุดท้ายพวกนี้ (นักการเมือง) ก็เหมือนทะเลาะกัน แต่สุดท้ายก็กลับไปกินข้าวด้วยกันหลังม่านอยู่ดี ซึ่งผมแม่งโครตเกลียดเลย แบบไม่โอเคนะ ก็เกลียดมาตลอด จริง ๆ ผมเขียนก่อนที่จะมีม็อบอีกนะส่วนตัวเพลงนี้ก็พูดถึงเรื่องคอรัปชัน คือผมอยากจะออกมาพูดในมุมที่มันกว้างขึ้น เพราะผมก็ไม่ได้อยากจะเจาะจงให้งานมัน Timeless คือจะพูดตอนนี้หรืออีก 10 ปี ก็เอามาใช้ได้ถึงมันจะเปลีย่นตัวละครไปแล้วก็ตาม โต๊ะจีนเนี่ยเป็นการพูดถึงมุมกว้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือ คอรัปชั่น มันคือคนที่มีเพาเวอร์เกินไป แล้วเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของเค้ามาเป็นของตัวเอง เอาของคนอื่นมาเป็นของเค้า แล้วก็ใช้เพาเวอร์นั้นในการทำทุกทางเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจ ซึ่งสิ่งที่เป็นสิทธิของคนอื่น ไม่ให้ฟังเสียงเรา มันก็มีมาอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่ว่าปล่อยเพลงมาในช่วงนี้ก็มีนัยยะของมัน มันควรจะต้องช่วงนี้แหละ

ทำไมต้องใช้คำว่า “โต๊ะจีน”

โต๊ะจีนมันเป็นการเปรียบเทียบอยู่แล้วว่ามันเป็นธรรมเนียมของผู้ใหญ่ของประเทศไทย แบบมีงานมงคลแล้วมากินเลี้ยงฉลองกัน เวลาทำอะไรสำเร็จเงี้ย หรือแม่งทำเรื่องเลว ๆ มาสำเร็จไงก็เลยมากินโต๊ะจีน แล้วก็มาแบ่งของกัน และคนที่อยู่นอกโต๊ะจีนก็จะไม่ได้กินนะ แต่ไอเดียเรื่องของด้านเพลงมันเกิดมาจากคำว่า “โต๊ะ” มันเหมือนสแนร์ ผมก็เลยเอามาใช้เป็นกิมมิคในเพลง “โต๊ะจีน” นี้จะยังคงหมุนไป ผมชอบความหมุนไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดของโต๊ะจีน คนที่กินก็จะกินไปเรื่อย ๆ

การเรียบเรียงเพลง “โต๊ะจีน”

ปกติไม่เคยมีใครถามแบบนี้เลย ไม่เคยมีใครลงดนตรีเลยดีผมชอบ จริง ๆ แล้วมันจากฮุคก่อน ฮุคมันคือ “ลา ลา ลา ล้า” ผมอยากได้เพลงที่แม่งร้องอะไรก็ไม่รู้ แค่ลองแบบลา “ลา ลา ลา ล้า” มันก็ได้ Chord Progression (การดำเนินคอร์ด) มาแล้ว ผมก็หาไอเดียมาเรื่อย ๆ แล้วก็ขึ้นโครงมา ตอนแรกไเพลงนี้เป็นเพลงแรกในอัลบั้มนี้ เสร็จก็ไปหาพี่เป้ อารักษ์ ก็ไปนั่งเล่นกัน แล้วก็ไปนั่งคุยกัน ผมก็แบบเออเอาสักหน่อยพี่ ก็ขึ้นโครงกันมานิดนึง แล้วผมก็กลับไปต่อที่เหลือให้เสร็จ แล้วก็ขึ้น Arrangement มาเอง ตอนขึ้นเป็นตรง “ลา ลา ลา ล้า” เป็น Chord Progression ด้วยกีตาร์โปร่งมาก่อน แล้วระหว่าง EP. Let There Be Light จนถึงตอนเนี่ยผมแบบไปจับไฟฟ้าเว้ย ผมรู้สึกแบบกูกลับมาเหมือนเดิมก็ได้วะ ก็เลยแบบว่าโอเค เพลงสมัยก่อน เพลงฉึบฉับเฉย ๆ ง่าย ๆ ก็เลยขึ้นมาเป็นเพลงแบบฟีลนั้น หลังจากนั้นผมก็ไปขึ้นกลอง ขึ้นเบสพร้อม ๆ กัน ไปนั่งจิ้ม ๆกั บเพื่อน ๆ แล้วก็ลูก มีน้อง ๆ ชื่อวง Ford Trio คือมันเป็นแก๊งฝั่งอินดี้หน่อย ผมก็ไปนั่งด้วยบ่อย ก็ยืมสตูดิโอช่วงโควิดเลย

รายละเอียดดนตรีส่วนอื่น ๆ

มีเครื่องเป่า มีไลน์ประสาน มีผู้หญิงเป็น Choir อยากให้มันเป็นฟีลชิงร้อย ชิงล้าน แบบมีผู้หญิงสองคนมาร้องครับ อยากทำให้ดูเหมือนเป็นเสียงผู้หญิงสวย ๆ ให้มันมาพูดแบบ “คุณพี่ขา หนูรู้ว่าพี่ต้องกินต้องใช้ แต่ที่พี่เอาไปไม่ใช่ของพี่หรอ” เคยได้ยินเสียงพวกเราไหม เป็นเสียงแทนประชาชน แล้วผมก็อัดเครื่องเป่าใช้ไมค์อันเดียวแล้วเป่าพร้อมกันเลย ไม่ได้อัดแยก มันเป็นเครื่องเป่าวินเทจ เหมือนพวกบิ๊กแบนด์สมัยก่อน ไดนามิกอะไรพวกนี้มันต้องพร้อมกัน แม่งโครตใช่ คนฟังเค้านึกว่าแซ้มหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ผมอยากจะบอกว่ามันอัดจริงทั้งหมดครับ

การร่วมงานกับเป้ อารักษ์

พี่เป้เค้าเป็นคนเร็ว ผมให้เค้าเป็นเหมือนเครื่องช่วยสตาร์ท ตอนนั้นผมยังงงแบบว่าคิดไม่ออกก็เลยไปนั่งคลุกคลีกับเค้า แล้วก็ขึ้นดนตรีเล่น ๆ มา 2-3 เพลง แต่แบบแค่ขึ้นเฉย ๆ นะ อย่าง
อัลบั้มที่แล้วผมเสียงสูงเกินไป อัลบั้มนี้ลองชิว ๆ ดู ไม่แบบบ้าเพาเวอร์แล้ว คือแบบธรรมดาสบาย ๆ เพลงนี้จะมีกลิ่นของความเป็นละตินนิดนึง ผมว่าเบสช่วยและมีเสียงดีดนิ้วด้วย

ระยะเวลาในการแต่งเพลง “โต๊ะจีน”

เพลงนี้ใช้เวลาแต่งแป๊บเดียวครับ อาจจะเป็นเพราะอิน จริง ๆ อยากลองทำงานร่วมกับ Bomb At Track ด้วยนะ เพราะเนื้อหาเค้าโหดดี หรือ Taitosmith ก็โอเค หรืออย่าง Youngohm ยังซัดเต็มข้อเลยครับ

บรรยากาศการถ่ายทำ MV

เพลงนี้เหนื่อยที่สุดแล้วครับ ผู้กำกับเป็นเพื่อนผม ปกติผมทำงานเอง แต่นี่คือผมไม่ได้อยู่ค่ายนะแต่ผม Partner กับ Universal Music Thailand ซึ่งผมเกลียดการทำงานกับค่ายมาก คือปกติผมจะใช้เวลาคุย พยามจะลองคุย พยายามจะทำงานกับค่ายดู แต่มันไม่เคยดีเลย จนกระทั่งผมมาเจอ พี่พอล สิริสันต์ (Managing Director) คุยแปบเดียวไม่ถึงอาทิตย์ผมเสร็จแบบคือมันใช่ แล้วพอมาทำ MV มันก็มีการลงน้ำหนักในด้านภาพมากขึ้น คือปกติไม่มีงบ แต่ตอนนี้มีงบแล้ว เราก็เลยจัดเต็มถ่ายตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 7-8 โมงเช้า มีเพื่อนมาช่วยเพราะว่าค่าตัวก็ไม่ได้เยอะ ผมมีส่วนเลือกแค่ผู้หญิง 2 คนเอง ส่วนคนที่เป็นลุงก็แคสมา แล้วก็มีน้องชายผมคนหนึ่ง น้องชายผมเป็นอาจารย์อยู่ม.ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นน้องผมกำลังอินอยู่พอดี ก็มีเพื่อนผมมือกลองวง mamakiss ก็เลยชวนมาเล่น

รูปจากแฟนเพจ Max Jenmana

จุดเริ่มต้นกับการสนใจดนตรีจริงจัง

ช่วงม.ต้นครับ แต่จริง ๆ เล่นมาตั้งแต่ 10 ขวบอยู่แล้ว ผมเป็นคริสเตียนแบบอยู่โบสถ์เค้าบังคับให้ผมเล่น ให้ผมเรียนกีตาร์คลาสสิก แล้วก็เล่นมาเรื่อย ๆ แล้วผมชอบร็อกเว้ย คือตอนแรกฝึก Dream Theater ก่อนตอนแรก ฝึกเพลง “As I Am” แล้วก็มาฟัง Papa Roach, Muse, Linkin Park ยุคแบบเด็กยุค 2000 แล้วก็มาเจอสาย Blues สาย Folk แต่จริงๆผมฟังกว้างมากเลย ก็เล่นมาเรื่อย ๆ ส่วนศิลปินที่ทำให้อยากเล่นดนตรีจริงจังก็มีวง Muse กับ John Mayer มันเป็น 2 ทางเลือกว่ามึงจะป๊อปหรือจะร็อก แต่ Muse ผมก็ชอบจริงจังเลยก็ฝึกโซโล่เพลง “Hysteria” ซึ่งตอนนี้ก็เล่นได้แล้ว แต่ชอบ John Mayer ตรงมันคนเดียวไง แล้วผมเวลามีวงมันวุ่นวาย เมื่อก่อนผมเป็นมือกีตาร์อย่างเดียวตอนม.ต้น เวลาทำวงแล้วนักร้องแม่งชอบแบบเบี้ยว แม่งชอบแบบหล่อแล้วงี่เง่า แบบมีงานโรงเรียนแล้วไม่มาซ้อม เราก็เลยไม่ชอบ ก็เลยเป็นแค่กีตาร์คนเดียวก็ต้องอย่างแบบนี้ พอไม่มีวงผมก็ไม่ได้ขึ้นเวที แล้วผมก็เล่นแต่ในห้องนอนไปเรื่อย ๆ จนแก่เลย จนมารายการ The voice ถึงออกมาเล่น แต่ว่าผมก็ไม่ได้มาทางนี้เลยนะ แต่ผมก็เล่นดนตรีมาโดยตลอด จริง ๆ คือพึ่งเรียนจบก็เข้า The Voice ครับ แต่ว่าช่วงคาบเกี่ยวก็มีพึ่งเริ่มทำงาน 1 เดือน ตอนนี้ผ่านไป 8 ปีแล้วเร็วมาก

ฟังเพลงเมทัลบ้างไหม

ผมเริ่มกลับมาร็อกโหด ๆ ตอน 3ปี 4ปีที่แล้ว คือผมมีมือกีตาร์ฝรั่งคนนึงรู้จักกันอยู่ ชื่อ Dylan เป็นคนฝรั่งเศส แล้วแม่งโครตร็อก ห้องแม่งเปิดแต่ร็อกจนผมซึมซับ จนขึ้นมาเป็นเพลง “ถ้าพระอาทิตย์” ตอนนั้นเพลงนี้จะมีความผสมแบบความพังก์ แล้วผมก็ฟัง Bring Me The Horizon แต่จริง ๆ ช่วงนั้นฟังหนักกว่านั้นเยอะ แต่เราฟังพอได้จริง ๆ ก็คือ Bring Me The Horizon หรือแบบ Hardcore, Metalcore ผมก็ฟัง แต่ผมจะฟังแบบไม่ได้ลึกมากพวก Lamb of God ผมก็ฟังบ้าง ชอบฟังที่แบบติดป๊อป ๆ หน่อย มีเมโลดี้ มีท่อนคลีน แล้วก็ชอบวง System of a Down ด้วยครับ

ผลตอบรับจากแฟนเพลงกับเพลง “โต๊ะจีน”

แฟนเพลงผมเกตนะ เพราะผมก็ชัดเจนอยู่แล้ว เค้าก็โอเค เค้าก็ให้กำลังใจดี แต่ถ้าไป สัมภาษณ์หรืออะไรที่มันออกจากโซนเราแล้วก็มีด่าบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ครับ

แผนการปล่อยซิงเกิลใหม่

ซิงเกิลต่อไปวางแผนไว้แล้ว จริง ๆ ผมทำเป็นอัลบั้มเลย อัลบั้มนี้ก็มากกว่า 10 เพลง แล้วก็เขียนเสร็จหมดแล้ว เพลงต่อไปเนี่ยน่าจะไม่ปีนี้ก็ต้นปีหน้าเลย เร็ว ๆ นี้แน่นอนครับ

มีแฟนเพลงต่างประเทศบ้างไหม

ก็มีเช่นญี่ปุ่น คืออัลบั้มที่แล้วเนี่ยมันควรจะมีอัลบั้มก่อน ผมเรียกว่าอัลบั้มโควิด เพราะมันทำช่วงโควิด เป็นอัลบั้มชื่อ “5 5 5” ภาษาญี่ปุ่นจะอ่านว่าเหมือน go go go เหมือนเป็น ได้ทำเพลงร่วมกับวง Lucky Tapes ด้วย ประมาณนี้ครับ

ฝากผลงานและช่องทางการติดตาม

ฝากติดตามผมด้วยเพลงนี้ “โต๊ะจีน” เพลงที่เหลือเดี๋ยวตามออกมาครับ มีให้ฟังทาง streaming ทุกช่อง และทาง YouTube ขอบคุณครับ

ทาง Headbangkok ต้องขอขอบคุณ คุณน้ำ และ Universal Music Thailand สำหรับการสัมภาษณ์แม็กซ์ เจนมานะ ในครั้งนี้ด้วยครับ