โอฬาร พรหมใจ ชื่อนี้คงไม่มีใครที่ฟังเพลงร็อกไม่รู้จัก โดยเฉพาะในฐานะมือกีตาร์และผู้ก่อตั้งวง ดิโอฬารโปรเจ็คต์ (The Olarn Project) วงเฮฟวีเมทัลระดับตำนานของวงการดนตรีไทย อีกทั้งยังมีกีตาร์ซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง กับ Fender คนเดียวในประเทศไทย โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Fender Stratocaster Olarn Signature เขาเติบโตมาพร้อมกับเสียงดนตรีที่คอยขับกล่อมตั้งแต่ยังอยู่ในท้องของแม่ ถูกฝังรากลึกในดีเอนเอ ก่อนจะมาพบตัวตนกับดนตรีเฮฟวีเมทัล จนผันตัวเองได้มาทำงานในห้องอัด ได้ไปร่วมเล่นกับ แหลม มอริสัน ร่วมเล่นกับวงโซดา จนตกผลึกหล่อหลอมกลายเป็น The Olarn Project เพื่อแสดงให้เห็นทัศนคติและตัวตนของ โอ้-โอฬาร พรหมใจ อีกทั้งยังได้มีโอกาสแต่งเพลง “พลังและความตั้งใจ” ถวายให้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ซึ่งเพลงนี้ได้รับรางวัลสีสัน อวอร์ด มาครอบครองอีกด้วย

และหลังจากที่ห่างหายไปจากวงการดนตรี ล่าสุด The Olarn Project ก็ได้ฤกษ์กลับมาเขย่าวงการดนตรีบ้านเราอีกครั้งกับคอนเสิร์ต The Olarn Project: X Fire กับสมาชิกยุคบุกเบิกครั้งแรกในรอบ 32 ปี ซึ่งทาง Headbangkok ได้รับโอกาสพิเศษกับการสัมภาษณ์ โอ้-โอฬาร เกี่ยวกับที่มาที่ไปและความพิเศษกับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ซึ่งทุกเรื่องราวที่น่าสนใจถูกรวบรวมไว้แล้วในบทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้ครับ


The Olarn Project กลับมารวมตัวกันได้อย่างไร

จริง ๆ เนี่ย พวกเราก็เคยทำงานด้วยกันมา แล้วก็คิดถึงกัน เพราะหลังจากนั้นก็แยกย้ายไปนาน บางคนก็ยังเล่นดนตรีอยู่ ที่เลิกไปคนเดียวก็คือคุณแตงโม ที่เป็นคนร้องเพลง “แทนความห่วงใย” แล้วก็บางคนก็ไปอยู่สวีเดน คือคุณกุ๋งกิ๋ง มือกลอง เราก็ไปเรียกตัวกลับมา ส่วนคุณพิทักษ์ ศรีสังข์ มือเบส ก็ไปทำร้านแฮปปี้ สแนปเปอร์ ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา ส่วนนักร้องคุณโป่ง ก็ยังร้องเพลงอยู่กับหิน เหล็ก ไฟ แต่ตัวพี่เองจริง ๆ จะทำคอนเสิร์ตอยู่แล้ว เพื่อจะให้รู้ว่างานชุดใหม่ของ The Olarn Project ของพี่เองที่ไม่เกี่ยวกับสมาชิกยุคก่อตั้ง แต่เป็นสมาชิกยุคใหม่ กะไว้ว่าจะให้มีคนมาดูซัก 400 คน จนมาเจอน้อง ๆ ทาง Heavy Organizer เขาได้ยินว่าเราจะมีคอนเสิร์ต เขาก็เลยมาขอจัดร่วมกับแจ็กซาวด์ และขยายสเกลเป็น 5,000 คน

ความพิเศษของคอนเสิร์ต The Olarn Project: X Fire

ความพิเศษคือการได้กลับมารวมตัวเล่นดนตรีในรอบ 32 ปี บางเพลงไม่ได้เล่นกันเลย แล้วก็ได้พี่ต๋อง-เทวัญ มาเป่าแซกโซโฟนด้วย

การเตรียมตัวซ้อมหนักกับอายุที่มากขึ้นกว่าเดิม

ก็บางทีก็เล่นดนตรีด้วยสัญชาติญาณ พอได้ยินเพลงก็จะนึกถึงเรื่องเก่า ๆ เพลงที่เล่นกันมา ก็ทวนกันนิดหน่อย มาเริ่มซ้อมจริงจังก็เมื่อหลังวันที่ 8 เมษายนครับ จะมีสมาชิกยุคที่ 2 และยุคที่ 3 มาร่วมซ้อมด้วย ปกติจะแบ่งซ้อมช่วงกลางวันบ่าย 2 ถึง 6 โมงเย็น และเที่ยงคืนถึงตี 3

ความรู้สึกที่ได้กลับมารวมตัวกับไลน์อัพชุดนี้

รู้สึกเป็นสิ่งที่พิเศษมาก ๆ ครับ และทุกคนก็แฮปปี้ที่ได้กลับมาเล่นดนตรีร่วมกัน

จำนวนเพลงที่จะเล่นในโชว์ครั้งนี้

โชว์เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เล่นประมาณ 30 เพลง จะมีเพลงบรรเลงในโชว์ครั้งนี้ด้วย

ช่วงเวลาที่ห่างหายไปจากวงการดนตรี

ผมก็ยังเล่นกีตาร์อยู่ทุกวันนะ วันละ 4-5 ชั่วโมง ทำเพลงอัลบั้มชุดใหม่ของ The Olarn Project ด้วยเหมือนกัน

ความคืบหน้าผลงานใหม่จาก The Olarn Project

จริง ๆ เดโมมันเสร็จไปเยอะ เราก็เอามาคัดเพลงกันอีกที ทิศทางดนตรีในอัลบั้มนี้จะออกมาเป็นงานบรรเลงทั้งหมด น่าจะได้ฟังช่วงปีหน้า

ความแตกต่างของการทำเพลงระหว่างเมื่อก่อนกับปัจจุบัน

สมัยก่อนเมื่อก่อนบันทึกเสียงถ้าผิดคือต้องเล่นใหม่ เดี๋ยวนี้ถ้าผิดมันยังมีพวกออโต้จูน ตั้งเสียงให้ตรงได้ ตัดต่อได้รวดเร็วกว่า พวกเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีช่วยได้เยอะ

การโปรโมทที่เน้นสื่อออนไลน์ คิดว่าผู้ชมจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่มากกว่ากัน

ผมคิดว่าน่าจะพอ ๆ กันนะ เพราะเด็กรุ่นใหม่ก็อยากจะกลับมาฟังผลงานยุคเก่า ๆ

ศิลปินรุ่นใหม่ที่ประทับใจ

ที่ผมฟังก็จะมี Silly Fools กับ Dezember แต่จริง ๆ ก็มีหลายวงครับ

ฝากพี่โอ้เชิญชวนทุกคนให้ไปร่วมงาน The Olarn Project: X Fire

นี่ถือว่าเป็นช่วงชีวิตดนตรีช่วงหนึ่งของ The Olarn Project เป็นช่วงที่ดีช่วงหนึ่งของสมาชิกทุกคน อยากให้ทุกคนมาช่วยกันส่งกำลังใจเยอะ ๆ อยากเห็นรอยยิ้มจากทุกคน มันทำให้ชื่นใจ ครับ


บอกเลยว่าอย่าพลาดกับการรวมตัวของศิลปินระดับตำนานบนเวทีเดียวกัน ที่ไม่ได้มีโอกาสให้ได้ชมกันง่าย ๆ กับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ ครั้งแรกในรอบ 32 ปี บัตรราคา 1,000 บาท เหลือเพียง 500 ใบสุดท้ายเท่านั้น ซื้อได้ที่ All Ticket 7-Eleven ทุกสาขา, เว็บไซต์ Eventpop, และที่เพจ Heavy Organizer

ขอขอบคุณพี่เฮง และพี่อาร์ท จาก Heavy Organizer ที่อำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ด้วยครับ