วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถือเป็นวันที่สาวก Dream Theater วงโปรเกรสซีฟเมทัลรุ่นใหญ่ต่างตั้งตารอ เป็นได้ฤกษ์ที่พวกเขาจะเปิดตัวอัลบั้มใหม่ Distance over Time อัลบั้มเต็มชุดที่ 14 หลังจากห่างหายไปจากการออกผลงานใหม่นานถึง 3 ปี

นับตั้งแต่วงกลับมาโด่งดังอีกครั้งกับสุดยอดอัลบั้ม Scenes from a Memory เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ระยะห่างในการออกอัลบั้มใหม่ของ Dream Theater จะอยู่ที่ช่วงเวลา 2 ปี มีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่พวกเขาปล่อยให้แฟน ๆ รองานชุดใหม่นานถึง 3 ปี โดย 2 ครั้งเป็นการออกอัลบั้มคู่อย่าง Six Degrees of Inner Turbulence และ The Astonishing

การที่ Distance over Time ทิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มก่อนถึง 3 ปีเต็ม ๆ สื่อเป็นนัยว่า Dream Theater ต้องเน้นมาก ๆ หลังจากเสียเครดิตไม่น้อยจาก The Astonishing ผลงานชุดก่อนที่แฟน ๆ ส่วนใหญ่มองว่าเป็นงานที่ด้อยที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา (แม้มันจะเป็นอัลบั้มที่ยาวที่สุดที่พวกเขาเคยทำก็ตาม)

ก่อนการเปิดตัวของ Distance over Time สมาชิกวง Dream Theater ได้ใช้พื้นที่สื่อเพื่อโปรโมทอัลบั้มใหม่ของพวกเขา โดยส่วนใหญ่เป็นให้สัมภาษณ์ทำนองว่านี่คืองานที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยทำมา (เป็นเรื่องธรรมดาของการโปรโมท) แต่มีคีเวิร์ดหนึ่งที่ผมสะดุดใจ ก็คือการเปิดใจของ James LaBrie นักร้องนำที่กล่าวผ่านคลิป live chat ทางยูทิวบ์ว่า อัลบั้มชุดใหม่นี้ จะเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรียกว่า ‘FIVE PILLARS OF DREAM THEATER’ หรือ 5 เสาหลักของโรงละครแห่งความฝันวงนี้


เสาหลักทั้ง 5 ของ Dream Theater คืออะไร?

หากไม่มีการเฉลย หลายคนคงคิดไปได้ต่าง ๆ นานาว่า 5 เสาหลักของ Dream Theater ก็คงจะเป็นซาวด์จากเครื่องดนตรี 5 ชิ้นที่บ่งบอกความเป็น Dream Theater นั่นก็คือ กีตาร์-เบส-กลอง-คีย์บอร์ด-ร้องนำ หรืออาจจะหมายถึงตัวสมาชิกทั้ง 5 คนในปัจจุบัน ซึ่งล้วนเป็นยอดฝีมือทางดนตรี ทั้ง John Myung, John Petrucci, James LaBrie, Jordan Rudess และ Mike Mangini

ผู้ทำหน้าที่ไขความกระจ่างไม่ใช่ใครนอกจาก John Petrucci มือกีตาร์ผู้เป็นทั้งหัวใจของวง ที่มานั่ง live chat ในคลิปเดียวกันนั้นเอง ซึ่งความหมายของ 5 เสาหลักของ Dream Theater ไม่ใช่สิ่งอันเป็นรูปธรรม เช่นตัวบุคคล หรือเครื่องดนตรีที่พวกเขาเล่น แต่เป็นความรู้สึกในเชิงนามธรรม ที่จะสัมผัสได้ต่อเมื่อฟังผลงานของพวกเขาเท่านั้น

5 เสาหลักนั้นก็คือ ความซับซ้อน (progressive) ความหนักหน่วง (heavy) ความไพเราะ (melodic) ความรวดเร็ว (shred) และความยิ่งใหญ่ (epic)

แน่นอนว่า วงอื่น ๆ ก็มีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่ในวงไม่มากก็น้อย แต่คงมีไม่กี่วงที่ถ่ายทอดมิติทางดนตรีทั้ง 5 ได้ชัดเจนเท่าพวกเขา

เพื่อให้ภาพชัดเจนขึ้น ผมถือโอกาสเลือกเพลงของ Dream Theater ที่สอดคล้องกับองค์ประกอบทั้ง 5 มาแนวละ 5 เพลง ซึ่งเพลงที่มาจากต่างยุคต่างสมัยเหล่านี้ สะท้อนการเติบโตบนเส้นทางดนตรีของยอดวงโปรเกรสซีฟเมทัลวงนี้ได้เป็นอย่างดี

(ลิสต์เพลงด้านล่างนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจจุดประสงค์ของบทความมากยิ่งขึ้น)


[ Progressive ]

5. “Breaking All Illusions” – A Dramatic Turn of Events (2011)

มีแฟนเพลงไม่น้อยที่เชื่อว่า ความยิ่งใหญ่ของ Dream Theater คงถึงคราวสิ้นสุด เมื่อ Mike Portnoy อดีตมือกลองและผู้ขับเคลื่อนคนสำคัญ เลือกแยกทางกับ DT ในปี 2010 การมาถึงของ Breaking All Illusions จึงเป็นการทำลายความเชื่อดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ เพราะเพลงที่มาจาก A Dramatic Turn of Events อัลบั้มชุดแรกในยุค Post Portnoy เพลงนี้ เต็มไปด้วยความสดใหม่ของไอเดีย มีการนำ odd time signatures มาใช้อย่างมีนัยยะ ท่อนอินโทรเป็นการซัดกันนัวของ time signatures เปลี่ยนแปลงแทบทุกห้องดนตรี แต่พอถึงท่อน verse ที่ความอลหม่านคลี่คลายลง พวกเขาเลือกใช้เทคนิกที่น่าสนใจอย่าง descending time signature ที่จังหวะในแต่ละห้องลดลงเรื่อย ๆ คือ 7/4, 6/4, 5/4, 4/4, ¾ แล้ววนแบบนี้ไปจนถึงท่อนคอรัส (4+3 = 7) เป็นเพลงที่เรียบเรียงได้อย่างแนบเนียน จนไม่น่าเชื่อว่ามีการเปลี่ยน time signatures ในเพลงกว่าร้อยรอบทีเดียว

Recommended live version: Live at Luna Park 2013

4. “Take the Time” – Images and Words (1992)

หนึ่งในเพลงเอกจาก Images and Words เนื้อเพลงกล่าวถึงความยากลำบากของวง สมัยที่ต้องรอการอนุมัติผลงานชุดใหม่จากต้นสังกัดนานนับปี ภาคดนตรีมีการสอดแทรกความมันด้วยกรูฟสไตล์ฟังก์ ซึ่งไม่ค่อยพบในงานยุคหลัง ๆ เป็นเพลงที่พิสูจน์ทีมเวิร์คของวงได้อย่างดีที่สุด

Recommended live version: Live in Tokyo 1993

3. “Fatal Tragedy” – Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory (1999)

จาก Scenes from a Memory ผลงานคืนชีพของ Dream Theater ไฮไลท์คือท่อนบรรเลงที่รู้จักในชื่อ shrink and grow section (หดและขยาย) เป็นท่อนดอลโซโลระหว่างกีตาร์กับคีบอร์ด แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ภาคริธึม เซคชั่น ที่เป็นการเล่นสลับกันบรรเลงระหว่างท่อน e และ f# โดยเริ่มจากท่อนละ 4 ครั้ง แล้วค่อย ๆ ลดลงเหลือท่อนละ 3 ครั้ง 2 ครั้ง 1 ครั้ง แล้วเข้าท่อน unison หลังจากนั้นก็กลับมาเล่นท่อน e และ f# ใหม่ โดยเริ่มจากท่อนละ 1 ครั้ง แล้วเพิ่มเป็น 2 ครั้ง 3 ครั้ง จนไปจบที่ 4 ครั้ง เป็นท่อนที่สนุกและน่าทึ่งมาก ๆ เรียกว่าเอามาฟังกี่ครั้ง ก็ต้องแอบนับตามอยู่ในใจเสมอ

Recommended live version: Scenes from New York 2001

2. “The Dance of Eternity” – Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory (1999)

“หากมือกลองคนไหนเล่นเพลงนี้ได้สำเร็จ เขาผู้นั้นจะเล่นเพลงอะไรก็ได้” คือคำยกย่องที่สุดยอดมือชาวเยอรมัน Marco Minnemann ให้ไว้สมัยที่เขาไปคัดตัวเป็นมือกลองคนใหม่ของ Dream Theater เป็นเพลงบรรเพลงความยาว 6 นาทีที่มีการเปลี่ยน time signatures กันถึง 108 ครั้ง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเพลงที่ซับซ้อนที่สุดของวงการโปรเกรสซีฟเมทัลเลยทีเดียว

Recommended live version: Scenes from New York 2001

1. “Metropolis—Part I: ‘The Miracle and the Sleeper’” – Images and Words (1992)

เพลงที่นิยามความเป็น Dream Theater ได้ดีที่สุด ทำนองที่งดงามกับความซับซ้อนภาคริธึม หลอมรวมเป็นสุดยอดเพลงโปรเกรสซีฟเมทัลอันสมบูรณ์แบบ กลายเป็นบรรทัดฐานที่แฟนเพลงนำไปเปรียบเทียบทุกครั้งที่ DT ผลิตงานชุดใหม่ออกมา

Recommended live version: Score 2006


[ Heavy ]

5. “Just Let Me Breathe” – Falling into Infinity (1997)

การมาถึงของดนตรีกรันจ์ มุมหนึ่งมันช่วยให้หนุ่มสาวเจเนเรชั่น เอ็กซ์ ได้มีสำเนียงแห่งยุคสมัยของตนเอง แต่อีกมุมมันกลับทำให้วงเมทัลจอมเทคนิกหลาย ๆ วงแทบหาที่ยืนในวงการเพลงไม่ได้ (Mr. Big, Extreme) Dream Theater ก็เป็นหนึ่งในวงที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ถึงขนาดมีการว่าจ้างนักแต่งเพลงป๊อปร็อกชื่อดังมาแต่งเพลงให้พวกเขากันเลยทีเดียว เป็นความรู้สึกที่กัดกร่อน Mike Portnoy มือกลองของวง จนชุดนี้มีเพลงที่เขาเขียนเพลงด่าวงการเพลงและค่ายเพลงถึง 3 เพลง ซึ่ง “Just Let Me Breathe” ก็เป็นหนึ่งในนั้น ลีลาอาจไม่เยอะ แต่ความสะใจเอาไปเต็มสิบ

Recommended live version: 5 Years in a Livetime 1998

4. “The Enemy Inside” – Dream Theater (2013)

การเข้ามารับไม้ต่อจาก Mike Portnoy ถือเป็นงานที่สาหัสสำหรับมือกลองคนปัจจุบันอย่าง Mike Mangini แม้ฝีมือจะกินกันไม่ลง แต่ด้วยสไตล์และสำเนียงที่ต่างกันมาก จึงกลายเป็นการเปิดช่องให้สาวกที่ยังโหยหาสำเนียงเดิม ๆ ของ Mike Portnoy โจมตี Mike Mangini อยู่เสมอ กระทั่งการมาถึงของอัลบั้มชุด Dream Theater (2013) ที่ Mangini ได้โอกาสร่วมสร้างสรรค์ครั้งแรก มิติของเสียงกลองใน DT จึงกลับมาอีกครั้ง เพลงนี้ได้ใจ ไม่อ้อมค้อม กับเสียงกลองที่คุกคามและดุเดือดได้ที่

Recommended live version: Breaking the Fourth Wall 2014

3. “Beyond This Life” – Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory (1999)

ท่อนริฟฟ์ดุดัน ท่อนแจมสุดอลหม่านสไตล์ Frank Zappa กับความยาวถึง 12 นาที เป็นอะไรที่ทดสอบสมาธิของคนฟังอย่างมาก แต่ใครก็ไม่อาจปฎิเสธความดิบและความมันของเพลงนี้ไปได้

Recommended live version: Live at Budokan 2004

2. “This Dying Soul” – Train of Thought (2003)

ยอมรับว่าผมเป็นหนึ่งในแฟนเพลงที่ผิดหวังหลังจากการฟัง Train of Thought ครั้งแรก แต่ยิ่งฟังมากขึ้นเท่าไหร่ กลับยิ่งชอบในความโหดแบบจัดเต็มของชุดนี้ จนวันนี้มันกลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบที่สุด (ชุดสุดท้าย?) ของ Dream Theater ไปโดยปริยาย โหดที่สุดของชุดยกให้กับ This Dying Soul ผลงานที่กลั่นจากประสบการณ์ตกเป็นทาสสุราของ Mike Portnoy ซัดกันนัวตั้งแต่ต้นเพลงยันท้ายเพลง จนภาคต่อของเพลงนี้ในอัลบั้มต่อ ๆ มา มีการลดสปีดของเพลงลงตามลำดับ เพราะมือกลองแจ้งว่ากลัวตายก่อนตีจบเพลง!

Recommended live version: Live at Budokan 2004

1. “The Dark Eternal Night” – Systematic Chaos (2007)

เพื่อฉลองการย้ายบ้านใหม่ไปอยู่กับ Roadrunner Records ค่ายเพลงสุดโหดในปี 2006 Dream Theater จึงเพิ่มดีกรีความดุดันในทุกมิติกับ Systematic Chaos อัลบั้มที่พาผู้ฟังเข้าสู่ด้านมืด ทั้งด้านเนื้อหาและซาวด์ดนตรี นำโดย “The Dark Eternal Night” หนึ่งในเพลงชูโรงที่ทั้งหนัก ทั้งเร็ว และซับซ้อน ถึงขนาดเล่นเอามือเบสคนเก่งอย่าง John Myung ต้องทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยความหมดแรง ระหว่างบันทึกเสียงเพลงสุดโหดเพลงนี้มาแล้ว

Recommended live version: Live at Luna Park 2013


[ Melodic ]

5. “Take Away My Pain” – Falling into Infinity (1997)

เพลงนี้ John Petrucci อุทิศให้กับบิดาผู้ล่วงลับ เสียงกีตาร์บาดลึกถึงอารมณ์ พร้อมเนื้อร้องที่เปี่ยมด้วยความหมาย “I’m learning to survive, Without you in my life, Til you come knocking at my door…”

Recommended live version: – (only available on Youtube)

4. “Forsaken” – Systematic Chaos (2007)

หลังส่งเพลง “Another Day” ขึ้นชาร์ตเพลงไปเมื่อปี 1992 Dream Theater ก็ไม่มีเพลงบัลลาดยอดฮิตอีกเลย แม้วงจะแต่งเพลงเพราะ ๆ ออกมาเอาใจต้นสังกัดแทบทุกชุดก็ตาม Forsaken อาจจะเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับโจทย์ที่ตั้งเป้าไว้มากที่สุด เพราะเป็นเพลงเพาเวอร์บัลลาดที่หนักแน่นแต่ไพเราะ ติดหูแต่โยกตามได้ เหมาะสมกับตำแหน่งสุดยอดเพลงบัลลาดทุกประการ

Recommended live version: Chaos in Motion 2008

3. “Space-Dye Vest” – Awake (1994)

ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ Kevin Moore มือคีบอร์ดต้นตำรับมอบไว้แด่ Dream Theater ก่อนจะแยกทางกับวงเพราะความขัดแย้งด้านแนวดนตรีในปี 1995 เพลงรักที่แสนลึกลับเพลงนี้ถูก DT เก็บเข้ากรุและไม่นำมาแสดงนานเกือบ 2 ทศวรรษ บ้างก็ว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมและแตกต่างจากแนวทางหลักของ DT เกินไป แต่ดนตรีอันแฝงด้วยความลึกลับที่ชวนหลงใหลเช่นนี้ อาจเป็นสิ่งที่แฟนเพลงเฝ้ารอให้กลับมาอยู่ในผลงานของวงดนตรีวงนี้อีกครั้งก็เป็นได้

Recommended live version: Breaking the Fourth Wall 2014

2. “The Spirit Carries On” – Metropolis Pt. 2: Scenes from a Memory (1999)

กลายเป็นเพลงที่ขาดไม่ได้ในทุกคอนเสิร์ต เนื้อร้องที่สื่อความหมายลึกซึ้ง โซโลกีตาร์ที่แสนอบอุ่น ทำให้แฟนเพลงในคอนเสิร์ตต้องหลั่งน้ำตาให้กับความไพเราะของเพลงนี้กันเลยทีเดียว

Recommended live version: Scenes from New York 2001

1. “Surrounded” – Images and Words (1992)

ยากจะสรรหาคำใดมาบรรยายให้สมกับความงดงามของสุดยอดเพลงบัลลาดเพลงนี้ เมื่อผู้ฟังถูกโอบล้อมด้วยดนตรีที่แสนชวนฝัน ทั้งความโรแมนติกจากคีบอร์ดของ Kevin Moore ความอบอุ่นในน้ำเสียงของ James LaBrie รวมถึง delay effect อันไร้ที่ติจากกีตาร์ของ John Petrucci… เจิดจรัสดั่งดารานับล้านดวง

Recommended live version: Official Bootleg World Tourbulence 2002


[ Shred ]

5. “Afterlife” – When Dream and Day Unite (1989)

หนึ่งในเพลงที่เก่าแก่ที่สุดของ Dream Theater แต่งขึ้นช่วงกลางยุค 80 สมัยที่ John Petrucci และเพื่อน ๆ ร่วมวงยังเรียนอยู่ที่ Berklee การโซโลท่อนยูนิสันความไวแสงระหว่าง Petrucci และ Kevin Moore คือสไตล์ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ DT ในเวลาต่อมา

Recommended live version: Score 2006

4. “Under a Glass Moon” – Images and Words (1992)

เหมือนต้มยำแห่งการโซโลกีตาร์ เทคนิกหลากหลายสไตล์ถูกนำมาบรรเลงในท่อนโซโลที่ฟังสนุกและน่าทึ่งเพลงนี้

Recommended live version: Score 2006

3. “The Glass Prison” – Six Degrees of Inner Turbulence (2002)

arpeggio ความไวแสงช่วงอินโทรของเพลงนี้ คือสิ่งพิสูจน์การเป็นนักปั่นแถวหน้าของ John Petrucci อย่างแท้จริง
มียูทูปเบอร์หลายรายพิสูจน์ฝีมือด้วยการคัพเวอร์เพลงนี้ทางออนไลน์ ทั้งในเวอร์ชัน sweep picking และ alternate picking ถือเป็นการทดแทนการแสดงสดของวงต้นตำรับ ที่ไม่ค่อยมีให้ชมกันบ่อยนัก

Recommended live version: Gigantour 2006

2. “Lie” – Awake (1994)

การลดบทบาทของ Kevin Moore ผู้เตรียมชิ่งจากวงในอีกไม่ช้า ทำให้ John Petrucci ต้องรับหน้าที่มือโซโลตัวหลักในอัลบั้ม Awake โดยชุดนั้นยังเป็นชุดแรกที่ Petrucci หันมาใช้กีตาร์ 7 สายเพื่อเพิ่มความดุดันอีกด้วย การได้ของเล่นใหม่พร้อมกับบทบาทการเป็นตัวชูโรง ทำให้ซาวด์กีตาร์ชุดนี้มีแต่เนื้อ ๆ เน้น ๆ จนนิตยสาร Guitar World ยกให้ Awake เป็นหนึ่งใน 10 อัลบั้มที่ดีที่สุดของปี 1994 เลยทีเดียว

Recommended live version: Breaking the Fourth Wall 2014

1. “Voices” – Awake (1994)

แต่เพลงที่มีท่อนโซโลกีตาร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในชุดนั้น (หรือชุดไหน ๆ) คงต้องยกให้ “Voices” เมื่อเทคนิกและอารมณ์ของการบรรเลง มาบรรจบกันที่ความสมบูรณ์แบบและความลงตัว ส่งให้ John Petrucci คงสถานะสุดยอดมือกีตาร์ของวงการเมทัลมานับแต่นั้น

Recommended live version: Scenes from New York 2001


[ Epic ]

5. “In the Name of God” – Train of Thought (2003)

ไม่ใช่เพลง epic ที่ยาวนัก (14 นาทีกว่า ๆ) ทว่าธีมของเพลงเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทุกมุมโลก เมื่อศรัทธาของผู้นับถือศาสนา ถูกล่อลวงไปสู่การก่อความรุนแรง ภาคดนตรีเข้มข้นไม่แพ้เนื้อหา เสียงเปียโนท่อนเอาท์โทรของ Jordan Rudess สื่อถึงความยิ่งใหญ่และความเศร้าในเวลาเดียวกัน

Recommended live version: Live at Budokan 2004

4. “In the Presence of Enemies” – Systematic Chaos (2007)

ได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนแดนโสม เล่าถึงการเดินทางของชายผู้ขายวิญญาณแก่ปีศาจ เพื่อหวังพลังสำหรับการแก้แค้นให้กับคนรัก ซาวด์ดนตรีให้บรรยากาศเหมือนกำลังชมภาพยนตร์สยองขวัญ พร้อมฉากสงครามนองเลือดที่สื่อผ่านดนตรีอันหนักหน่วงและซับซ้อน ที่มีให้ฟังกันถึง 25 นาที

Recommended live version: Chaos in Motion 2008

3. “Six Degrees of Inner Turbulence” – Six Degrees of Inner Turbulence (2002)

ความยาว 42 นาที ยังคงทำให้เพลงนี้ครองตำแหน่งเพลงที่ยาวที่สุดของ Dream Theater เนื้อเพลงเล่าถึงชีวิตของคนที่ต้องต่อสู้กับปัญหาทางจิตทั้ง 6 แบบ ส่วนภาคดนตรีก็สื่อถึงแนวเพลง 6 แนวที่ส่งอิทธิพลต่อ DT ทั้ง Classical  (Overture) Rock (About to Crash) Metal (War Inside My Head/The Test That Stumped Them All) Ballad (Goodnight Kiss/Losing Time/Grand Finale) Folk & Progressive (Solitary Shell)

Recommended live version: Score 2006

2. “Octavarium” – Octavarium (2005)

คงไม่มีเพลงใด จะให้ความรู้สึกกลม (กล่อม) มากไปกว่านี้ กับธีม Everything ends where it began ที่ปรากฎอยู่ตลอด 24 นาทีของเพลงที่ผ่านการคิดเยอะที่สุดของวงนี้ก็ว่าได้ ทั้งท่อนเปิดหัวที่เล่าถึงชายที่ฝันอยากมีชีวิตยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้เป็นพ่อของตน แต่สุดท้ายความปรารถนาเมื่อเติบใหญ่คือการมีชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนอย่างบิดา ท่อนที่สองเล่าถึงชายที่ฟื้นจากการเป็นเจ้าชายนิทรา เพียงเพื่อจะกลับไปสู่การหลับไหลอันยาวนานอีกครั้ง ความประหลาดของท่อนที่สาม คือเนื้อร้องที่นำอิทธิพลทางดนตรีของวงมาร้อยเรียงเป็นเนื้อเพลง โดยเริ่มและจบลงที่ผลงานของ Pink Floyd เหมือนกัน จากนั้น เนื้อร้องจากทั้ง 8 เพลงในอัลบั้ม ยังถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเนื้อร้องใหม่ในท่อนที่สี่ ก่อนปิดท้ายเพลงท่อนที่ห้า ด้วยโน้ตคีย์เดียวกับเพลงเปิดอัลบั้ม เป็นการปิดฉากเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคอนเซ็ปท์เพลงนี้ได้อย่างสง่างามที่สุด

Recommended live version: Score 2006

1. “A Change of Seasons”A Change of Seasons (1995)

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน อัลบั้ม Images and Words ของ Dream Theater จะเป็นที่รู้จักในวันนี้ในฐานะอัลบั้มคู่ แต่การถูกหั่นความยาวเหลือแค่ 57 นาที ทำให้หลายเพลงต้องถูกถอนจากอัลบั้มชุดนั้น ซึ่ง A Change of Seasons ก็เป็นหนึ่งในเพลงดังกล่าว ต่อมาเพลงความยาว 23 นาทีเพลงนี้ได้รับการเผยแพร่แบบไม่ถูกตัดทอนในอัลบั้มอีพีของตนเองในปี 1995

เพลงนี้อุทิศให้กับ Andrea Held Leone มารดาผู้ล่วงลับของ Mike Portnoy เล่าถึงวันที่มือกลองหนุ่มน้อยบอกลาผู้เป็นแม่ผู้กำลังเตรียมตัวไปสนามบิน โดยไม่รู้ว่ามันคือการร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเขาต้องสูญเสียมารดาไปกับเหตุการณ์เครื่องบินตกในวันนั้น หัวใจหลักของเพลงเป็นการย้ำเตือนให้ผู้ฟังระลึกเสมอว่า วันสุดท้ายของชีวิตอาจมาถึงได้เสมอ จงใช้ทุกลมหายใจอย่างมีคุณค่าที่สุด

สิ่งที่เพลงนี้มีเหมือนกับ Metropolis คือการมีองค์ประกอบที่ครบถ้วน ทั้งความซับซ้อน, ความหนักหน่วง, ความไพเราะ, เท็คนิก และความยิ่งใหญ่ ทำให้ A Change of Seasons ยังคงเป็นเพลงมหากาพย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ Dream Theater ก็ว่าได้

Recommended live version: Scenes from New York 2001


ถึงวันนี้ สาวก Dream Theater หลาย ๆ คนคงจะได้มีโอกาสได้ฟัง Distance over Time กันแบบเต็ม ๆ ไปแล้ว หลังปล่อยเพลงมาเรียกน้ำย่อยไปก่อนหน้านี้มาแล้ว 3 เพลง งานนี้ก็ต้องลุ้นกันว่า การกลับมาของเสาหลักทางดนตรีทั้ง 5 ที่ Dream Theater ลั่นวาจาเอาไว้ จะเป็นเพียงคำสวยหรูที่ใช้สำหรับการโปรโมท หรือเป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้ตามสัญญาจริง ๆ