จะว่าไปแล้วก็มีวงดนตรีบนโลกนี้ไม่มากนักที่จะประกอบด้วยสมาชิกวงที่เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งหมด แต่วันนี้มีมาแนะนำให้รู้จักกันหนึ่งวงครับ พวกเขารวมตัวกันในนามว่า Echosmith เป็นวงดนตรีอินดี้ร็อกจากเมืองชิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยสมาชิกพี่น้องจากครอบครัวไซโรต้าสี่คนคือ เกรแฮม, ซิดนีย์, โนอาห์ และเจมี่

ทั้งสี่คนเติบโตขึ้นมาด้วยกันในครอบครัวที่รักในเสียงดนตรี นั่นทำให้วง Echosmith ได้รับอิทธิพลในการทำเพลงมาจากศิลปินมากมายไล่ตั้งแต่ Coldplay, Echo & the Bunnymen, The Smiths, U2, Joy Division ไปจนถึง Fleetwood Mac เลยทีเดียว หากไล่เรียงหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนตามอายุจากน้อยไปมากก็จะได้เป็น เกรแฮมวัย 16 ปีในตำแหน่งกลอง, ซิดนีย์ สมาชิกหญิงสาวหนึ่งเดียวของวงวัย 18 ปีในตำแหน่งนักร้องนำ (ซึ่งบางทีก็เล่นคีย์บอร์ดและแทมบูรีนด้วย, โนอาห์วัย 19 ปีกับหน้าที่คุมจังหวะด้วยเบสกีตาร์ และเจมี่พี่คนโตวัย 22 ปีที่รับหน้าที่ทั้งร้องและเล่นกีตาร์ไปด้วย พวกเขาเริ่มต้นชีวิตบนถนนสายดนตรีด้วยการคัฟเวอร์ผลงานของวงดนตรีอื่น ทั้ง “I Will Wait” ของวง Mumford and Sons, “Lights” ของ Ellie Goulding, “Set Fire to the Rain” ของ Adele ไปจนถึง “Princess of China” ผลงานที่ทำร่วมกับระหว่างวง Coldplay และ Rihanna

การทำงานร่วมกับในแบบฉบับครอบครัวไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักดนตรีในวงเท่านั้น เพราะพ่อของพวกเขา เจฟเฟอรี่ เดวิด ผู้ประกอบอ่ชีพโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงก็รับหน้าที่เป็นผู้จัดการวง Echosmith ให้ด้วย พวกเขาเติบโตขึ้นในวงการดนตรีได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ปี เร็วจนถึงขั้นที่นิตยสาร Alternative Press แนะนำให้เป็นหนึ่งใน “100 วงดนตรีที่ควรค่าแก่การฟัง” ประจำปี 2013 กันเลยทีเดียว

ทางวงปล่อยซิงเกิลแรกของตัวเองชื่อว่า “Come Together” ออกมาให้โลกได้ทำความรู้จักผ่านยูทูบเป็นที่แรกเมื่อราวปลายเดือนพฤษภาคมปี 2013 ก่อนที่จะได้ออกตระเวนเล่นแสดงเพื่อสร้างชื่อเสียงในหลายอีเวนต์ ทั้งงานฟรีคอนเสิร์ตที่ค่าย Warner Bros. Records จัดขึ้นในเบอร์แบงค์พร้อมถ่ายทอดสดผ่านยูทูบ รวมถึงได้นำเพลงไปใช้ในช่อง ESPN เดือนมิถุนายนปีเดียวกันนั้นด้วย ซึ่งก็มีเพลงได้ใช้ในช่องถึงสามเพลงคือ “Come Together”, “Let’s Love” และ “March Into the Sun” รวมถึงในปีเดียวกันนั้นพวกเขายังได้ตะลุยในเทศกาลดนตรีสุดมันประจำปีของเหล่าชาวร็อกในอเมริกาอย่าง Vans Warped Tour ตลอดซีซันด้วย และไม่ได้มีแค่นั้น ทางวงยังได้รับหน้าที่เป็นวงเปิดให้กับศิลปินอีกหลายท่านไม่ว่าจะเป็น Owl City, TWENTY ØNE PILØTS หรือ Neon Trees

และในที่สุดอัลบั้มเต็มชุดแรกของวงอย่าง Talking Dreams ก็ตลอดออกมาให้โลกได้ทำความรู้จักในเดือนตุลาคมปี 2013 ซึ่งก็นับว่าเป็นอัลบั้มที่มีซาวด์สดใสไพเพราะน่าฟังและสัมผัสได้ถึงอิทธิพลดนตรีจากวงดนตรีหลายวงทั้ง Fleetwood Mac, U2, ฯลฯ และก็มีเพลงฮิตติดลมบนที่กำลังมาแรงในตอนนี้อย่าง “Cool Kids” ประกอบอยู่ด้วย อัลบั้มนี้ถือว่าเปิดตัวได้สวยงามเมื่อเทียบกับศิลปินหน้าใหม่ในรุ่นเดียวกัน เพราะได้อันดับหนึ่งในชาร์ตเพลง Top Heatseekers Albums ของอเมริกา ส่วนทางด้านบิลบอร์ดชาร์ตก็ทำได้สวยงามพอดูเพราะเปิดตัวด้วยอันดับ 38 ในสัปดาห์แรกของการวางจำหน่าย และด้วยอัลบั้มนี้เองก็ทำให้พวกเขาได้รับเลือกจาก MTV ให้เป็นศิลปินที่ควรค่าแก่การจับตามอง (Artists to Watch) ประจำปี 2014 ด้วย และอีกหนึ่งเพลงในอัลบั้มนี้อย่าง “Surround You” แทร็กปิดอัลบั้มก็ได้ใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Endless Love ภาพยนตร์รักโรแมนติกสัญชาติอเมริกันด้วย

และความแรงของพวกเขาก็ฉุดไม่อยู่จนทำให้ได้เล่นในเทศกาลดนตรี Vans Warped Tour ติดกันเป็นปีที่สองในปี 2014 ก่อนจะตามมาด้วยการออกอีพีอะคูสติกชื่อว่า Acoustic Dreams ซึ่งประกอบไปด้วยเพลงในฉบับอะคูสติกของอัลบั้ม Talking Dreams ถึงสี่เพลงด้วยกัน นอกจากนี้แล้วก็มีหนึ่งเพลงใหม่ชื่อว่า “Terminal” ปล่อยออกมาในอีพีดังกล่าวด้วย แน่นอนว่าความเจ๋งของพวกเขาไม่ได้หมดแค่นี้เพราะในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 พวกเขาได้รับเลือกให้เป็น MTV Push Artist of the Month ด้วย

สำหรับในปี 2015 ทางวง Echosmith ก็ยังคงออกทัวร์กันอยู่เรื่อย ๆ และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางวงก็ได้ออกทัวร์ในฐานะวงเปิดร่วมกับเฮดไลน์ทัวร์ของวง The Colourist วงอินดี้ร็อก/พาวเวอร์ป๊อปจากออเรนจ์เคาน์ตี้ด้วย และทางวงก็ได้ไปร่วมฟีทเจอริ่งในซิงเกิลที่ชื่อว่า “Illussion” ผลงานที่รวมอยู๋ในอัลบั้มที่สอง True Colors ของดีเจลูกครึ่งรัสเซียน-เยอรมันชื่อดัง Zedd ด้วย ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คงจะเป็นการแจมบนเวทีคอนเสิร์ตกับเจ้าแม่เพลงป๊อปนักหักอกประจำวงการเพลงอย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่ช่วยตอกย้ำให้เห็นกันอย่างแน่ชัดว่า พวกเขามาแรงแบบฉุดไม่อยู่แล้ว แม้แต่ตัวแม่ของวงการยังจับไปร่วมแสดงด้วย!

Amazing time!!! We love you Taylor. Thank you for the most incredible night!!!! @taylorswift

A video posted by echosmith (@echosmith) on

และในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ Echosmith ก็จะบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเปิดการแสดงให้แฟนเพลงชาวไทยได้ชมกันจะ ๆ เต็ม ๆ ตาเป็นครั้งแรกด้วย คอนเสิร์ตของพวกเขาจะมีขึ้นที่ The Palladium Hall ชั้น 10 ศูนย์การค้า The Palladium World Shopping ย่านประตูน้ำด้วย บัตรราคา 1,800 บาท (พรีเซล 1-15 กรกฏาคม 1,500 บาท) สามารถเข้าไปหาซื้อกันได้ที่เว็บไซต์ gixtix.com ครับ และหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปสอบถามจากเพจ Zeus Entertainment Thailand โปรโมเตอร์ผู้จัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้โดยตรงครับ

ติดตามข่าวสารจากวง Echosmith โดยตรงได้ที่ echosmith.com, YouTube, Twitter และ Facebook ส่วนแฟนเพลงชาวไทยสามารถไปรวมตัวกันได้ที่เพจ Echosmith Thailand ครับ

และสุดท้ายก็เหมือนเดิม… แล้วพบกันหน้าเวทีครับ!

echosmith-live-in-bangkok