Warped Tour ชื่อนี้คอดนตรีสายหนักอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ก่อตั้งโดย Kevin Lyman ตั้งแต่เมื่อปี 1995 และผูกขาดกับสปอนเซอร์แบรนด์สนีกเกอร์อย่าง Vans จนกลายมาเป็นชื่อที่เราคุ้นปากว่า Vans Warped Tour นอกจากจะอัดแน่นวงดนตรีทั้งพังก์ ฮาร์ดคอร์ เมทัล และอื่น ๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือโชว์สเกตบอร์ดและกีฬาเอ็กซ์ตรีมอีกหลายประเภท เรียกได้ว่าเป็นสเน่ห์ที่แท้จริงของงานที่ทุกคนต้องนึกถึง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการประกาศจากทางผู้จัดว่า Vans Warped Tour จะไม่มีในลักษณะตระเวนทัวร์อีกต่อไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าใจหายจริง ๆ เพราะมันเป็นเทศกาลดนตรีที่อยู่กับวงการนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงปลุกปั้นหลาย ๆ วงให้โด่งดัง เช่น The Used, My Chemical Romance, Story of the Year และอีกมากมาย

 

เข้าเรื่องซักที!

เกริ่นประวัติไปคร่าว ๆ แล้ว ก็วกมาเข้าเรื่องของเราดีกว่ากับการรีวิวเทศกาลดนตรี Vans Warped Tour Japan 2018 Presented by Xflag ณ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น คอนเสิร์ตต่างแดนครั้งแรกในชีวิตของผม โดยงานจัดขึ้น 2 วัน คือวันที่ 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2018 มีวงเฮดไลน์อย่าง Korn, Limp Bizkit, Prophets of Rage, Suicidal Tendencies คอยต้อนรับขับสู้ผู้ที่มาเสพความมันภายในงาน ต้องยอมรับว่าโคตรตื่นเต้นเลยที่จะได้สัมผัสบรรยากาศเทศกาลดนตรีในแนวที่เราหลงใหลมาตลอดด้วยตาของตัวเองซักที

 

31 มีนาคม – ครั้งแรกของครั้งสุดท้าย

ผมและชาวคณะตื่นกันตั้งแต่ช่วงราว ๆ 10 โมง ผลัดกันทำธุระส่วนตัวจนเสร็จก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางไปยังจังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวไม่ไกลมากนัก นั่งรถไฟ 2 ต่อใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (อารมณ์คล้าย ๆ กรุงเทพไปนนทบุรี) พอลงจากรถไฟมาก็พบคนที่มีสไตล์เดียวกันเต็มไปหมด เสื้อดำกับลายวงโปรดมีให้เห็นทุกหย่อมหญ้า ซึ่งทุกคนก็ต่างมุ่งหน้าไปจุดหมายเดียวกัน จากสถานีรถไฟห่างจากฮอลล์เกือบ ๆ กิโลฯ ได้ บรรยากาศคล้ายเมืองทองธานี แต่อากาศดีกว่าเยอะ

เดินไปซักพักก็มาถึงหน้างาน สังเกตไปยังบูธของศิลปินก็มีแฟนเพลงจำนวนมากเข้าคิวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนบริเวณทางเข้าก็มีป้ายไวนิลแผ่นเบ้อเร่อตั้งไว้ให้ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน หลังจากที่ได้ถ่ายรูปไว้โชว์หน้าเฟซบุ๊กกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาก้าวเข้าสู่ Vans Warped Tour Japan ครั้งแรกของผม ครั้งแรกของญี่ปุ่น (รวมถึงเป็นครั้งสุดท้ายของผม และครั้งสุดท้ายของญี่ปุ่น) อย่างเป็นทางการ

เดินเข้ามาในงานสิ่งแรกที่พบก่อนเข้าฮอลล์คือ บรรดาร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มาในสไตล์ฟู้ดทรักตั้งกันเรียงรายหลายเจ้า ซึ่งราคาจะสูงกว่าร้านทั่วไปที่อยู่นอกงาน แต่ท้องยังไม่ร้องก็เลยตบขวาเข้างานดีกว่า ซึ่งด้านในจะมีฮอลล์นอกที่มีเวทีเล็ก เวทีโชซ์กีฬาเอ็กซ์ตรีม รวมถึงร้านจำหน่ายเครื่องดื่มและร้านของบรรดาสปอนเซอร์ต่าง ๆ อยู่รวมกันในฮอลล์นี้ แต่ก็ยังไม่ได้แวะดูเพราะเวทีใหญ่ในฮอลล์ใหญ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

เกาะเวทีใหญ่ ดูเจ้าถิ่นเล่นไปยาว ๆ

ในฮอลล์ใหญ่ถูกแบ่งเป็น 2 เวที สลับกันเล่น โดยช่วงที่ไปถึงเวทีใหญ่วงแรกคือ MUCC กำลังจะลงจากเวที คือสรุปเรามาสายและเล่นไปแล้ว 3 วง ฮ่า ๆๆๆๆ แต่โชว์ต่อไปนี่สิน่าดูของจริงเพราะเป็นโชว์ของ coldrain โพสต์ฮาร์ดคอร์เจ้าถิ่นชื่อดัง เวลา 14.10 น. ไฟก็ดับขึ้นพร้อมเสียงเฮจากแฟนเพลงและการปรากฎตัวของพวกเค้า ตลอดโชว์ต้องบอกว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์ของพวกเค้ายอดเยี่ยมจริงๆ  โดยเฉพาะเสียงร้องของ Masato ที่คุมเสียงได้ดีไม่ว่าจะสำรอกหรือเสียงคลีน โคตรเจ๋ง!

จบ coldrain ตามมาด้วย Tonight Alive วงอีโม/ป๊อปพังก์ชื่อดังจากออสเตรเลีย ตอนแรกว่าจะเดินไปดูแต่ด้วยอาการอ่อนเพลียจากเมื่อคืนทำให้ตัดสินใจมานั่งดูด้านหลังแทน นั่งฟังเสียงร้องของ Jenna McDougall ฟรอนต์วูเมนของวง เคลิบเคลิ้มดีจริงเชียว ดีจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่ รู้ว่าจะรู้สึกตัวโชว์ก็จบลงแล้วพร้อมกับป้ายไวนิลบนเวทีที่ปรากฎสัญลักษณ์ของวงเมทัลคอร์หัวหอกของเจ้าถิ่น Crossfaith

แม้จะเคยดูโชว์ของ Crossfaith มาแล้วสองครั้งที่ประเทศไทย แต่กับโชว์ที่บ้านเกิดของพวกเค้าถือว่าเป็นอีกอารมณ์เลย อาจจะเพราะด้วยโปรดักชันแบบจัดเต็ม ทำให้โชว์ของพวกเค้าทั้งมันส์ ทั้งอลังการเหลือเกิน คนดูเข้าไปแท็ก-เซอร์เคิลพิทกันแบบใส่เต็มที่ตั้งแต่หัววัน นี่ยังอยู่ในช่วงบ่ายเองนะครับ

 

ถึงเวลาตามดูวงนอก

วงต่อมาคือ Issues นี่ก็เคยดูที่ไทยมาแล้ว แต่รอบนี้จะได้ดูแบบที่เหลือสมาชิกเพียงแค่ 4 คน ก็ต้องยอมรับว่าโชว์ที่ค่อนข้างโล่งลงไปมากทีเดียว แต่กระนั้นทางวงก็ ‘the show must go on’ จัดเซ็ตลิสต์เจ๋ง ๆ มาฝากแฟน ๆ ที่รอชมกัน ไม่ว่าจะเป็น “Mad at Myself”, “Never Lose Your Flames”, “Hooligans”, “COMA” ฯลฯ รวมถึงปลุกวงมอชให้มาแท็กกันเป็นระยะ ซึ่งผมก็อดใจไม่ไหวแม้อายุจะเริ่มมากวิ่งเข้าไปปะทะแรงกายกับเจ้าถิ่นอย่างสนุกสนาน ต้องบอกว่าที่ญี่ปุ่นส่วนมากจะเน้นแท็กกับเซอเคิลพิทกัน จะไม่มีเหวี่ยงหมัดให้เห็นเลยครับ (อาจจะต้องเป็นโชว์สายฮาร์ดคอร์จริง ๆ ถึงจะเห็นกัน)

Issues ยังเล่นไม่จบดี ผมก็เปลี่ยนมาเวทีข้าง ๆ เพื่อรอชมโชว์ของ Of Mice & Men (ส่วน Charlie ก็หนีไปที่เวทีเล็กเพื่อรอดู BiSH วงไอดอลของเจ้าบ้านตั้งแต่ Issues เพิ่งเล่นได้ไม่กี่เพลง) ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นวงสี่ชิ้นไปแล้ว (แถมภาพลักษณ์แต่ละคนนึกว่าเล่นแธรชเมทัล) แต่นั่นก็ไม่ทำให้วงลดทอนความดุดันแต่อย่างใด เพราะในแต่ละเพลงในโชว์ดุเดือดมาก โดยเฉพาะเพลง “War Zone” ที่ปลุกให้ทุกคนวิ่งมาเล่นเซอร์เคิลพิตกันวงใหญ่ โคตรเดือด รวมถึงเพลง “Bones Exposed” เพลงนี้ผมตะโกนร้องตามจนเสียงแหบเลย จบโชว์ Of Mice & Men เลยหมดแรงไม่ย้ายเวที แต่จริง ๆ คือยืนยึดพื้นที่รอดู Limp Bizkit วงดนตรีที่ีรอคอยมาตั้งแต่สมัยหะมอยยังไม่ขึ้น

(เพิ่มเติม: ก่อนที่จะถึงคิว Limp Bizkit ก็เป็นโชว์ของ Monoeyes วงป๊อปพังก์เจ้าถิ่น ส่วนตัวไม่เคยฟังผลงานของพวกเค้ามาก่อน แต่พอได้ฟังแล้วรู้สึกประทับใจมาก พลังเหลือล้นจริง ๆ เล่นกันได้เข้าขามาก แถมเพลงของพวกเค้ายังเน้นเป็นภาษาอังกฤษอีก มือเบสวงนี้เป็นชาวอเมริกันด้วยครับมีชื่อว่า Scott Murphy)

 

ได้ดู Limp Bizkit ซักทีโว้ย รอมานาน แต่…

และแล้วก็มาถึงวงที่ผมรอคอยมาตลอดชีวิต Limp Bizkit เป็นวงเมทัลวงแรกที่ผมฟังก่อนจะก้าวเข้ามาสู่โลกดนตรีสายหนักแห่งนี้อย่างเต็มตัว ช่วงก่อนเริ่มโชว์คนอัดเข้ามาบริเวณหน้าเวทีแน่นมาก แน่นจนแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้ เกือบเป็นลมคางานอยู่เหมือนกัน

เปิดโชว์ด้วยเพลง “Hot Dog” ทันทีที่โน้ตตัวแรกถูกบรรเลง ฝูงชนชาวอาทิตย์อุทัยก็พร้อมใจกันกระโดดโดยมิได้นัดหมาย แต่ด้วยความที่คนมันแน่นเกินไป ผมจึงค่อย ๆ หลบมาจนมาอยู่ช่วงกลาง ๆ เพื่อจะได้ดูได้ถนัดมากขึ้นและได้เสพบรรยากาศให้ได้เต็มที่ ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมเห็นอะไรบางอย่างกับการโชว์ของ Fred Durst

หลังจบเพลงแรกทางวงก็ไม่ได้ตบเข้าเพลงต่อไปเลย แต่กลับเปิดแทร็กฮิพฮอพขึ้นมาคั่นพร้อมกับการพูดอะไรไปเรื่อยของพี่หมวกแดง ทำแบบนั้นอยู่ประมาณ 5 นาที (ซึ่งทำคั่นในทุก ๆ เพลงที่เล่น)

พอเคลียร์ปัญหาเฉพาะหน้าบนเวทีเสร็จ เพลงที่สอง “Rollin'” จึงเริ่มบรรเลงขึ้น เออดนตรีก็มันดีนะ แต่ทำไม Fred มันร้องเหมือนไม่อยากร้องเลยวะ ดูเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง ทำเหมือนคนขี้เกียจที่ร้องแบบขอไปที ผมนี่โคตรเสียความรู้สึกเลยเพราะค่อนข้างคาดหวังกับโชว์มาก ก็รอมาทั้งชีวิตนี่หว่า แต่ที่จริงเพลงนี้ไม่ค่อยเท่าไหร่ มาเจอเพลง “My Generation” พี่แกร้องคร่อมคีย์เฉย เห้ย นี่เพลงวงมึงเองนะเว้ย ความมืออาชีพอยู่ไหน

นึกว่าผมเป็นไปคนเดียวนะครับ แต่พอสังเกต Wes Borland มือกีตาร์ผู้เปรียบเสมือนมาสคอตของวง ก็ส่ายหัวให้กับพฤติกรรมของ Fred ด้วยเช่นกัน เออ บอกตรง ๆ ว่ารับไม่ได้อะ ก็เลยยอมถอยไปดูหลังสุดทนดูให้มันจบ ๆ ไป เพราะอย่างน้อยก็คิดว่าในชีวิตนี้คงไม่ได้ดูซ้ำแล้ว

ที่จริงก็เคยได้ยินเรื่องแย่ ๆ ในระหว่างโชว์ของ Limp Bizkit ที่เกิดขึ้นเพราะ Fred Durst มาบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาเจอกับตัวถึงที่ญึ่ปุ่น หมดศรัทธาเลยว่ะครับ!

 

ปิดงานวันแรกอย่างมีสไตล์และยิ่งใหญ่ด้วยเพลงดังจาก Korn!

หลังจากความเฮงซวยผ่านไป คนที่ปลอบโยนเราก็โผล่ตัวขึ้นมาในเวลาทิ้งห่างกันไม่นานครับ พวกเค้าคือเจ้าพ่อนูเมทัล Korn! แม้จะเป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้ดู แต่ขอบอกว่าประทับใจเหมือนเดิม กับโชว์ที่ใส่กันเต็มที่ราวกับคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง

Korn เสิร์ฟเพลงฮิตที่แฟน ๆ รอฟังแบบล้นเซ็ต ทั้ง “Blind”, “Got the Life”, “Here to Stay”, “Falling Away from Me”, “Did My Time” ฯลฯ รวมถึงปิดเซ็ตด้วย “Freak on a Leash” นับรวมได้ราว ๆ 16 เพลง เต็มอิ่ม ปิดงานวันแรกได้อย่างประทับใจ ลืมความบัดซบที่ได้จาก Fred Durst ไปแบบหมดสิ้น

 

ยังเหลืออีกวัน
โปรดติดตามตอนต่อไป!

Jeddy Tragedy

นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียน Headbangkok ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ