หากพูดถึงวงดนตรีร็อกชั้นเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น เชื่อว่าหลายคนจะไปนึกถึงวงอย่าง One OK Rock เป็นวงแรก (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะว่ามีชื่อเสียงมากกว่าจริง ๆ) แต่ของดีแดนปลาดิบไม่ได้มีแค่วงเดียวครับ หากขยับดีกรีความหนักหน่วงให้มากขึ้นจากวง OOK ขึ้นมาอีกเล็กน้อย หัวหอกของวงการเพลงเมทัลแดนปลาดิบก็คงจะหนีไม่พ้นวง Crossfaith วงดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกเมทัลคอร์ (หรืออิเล็กทรอนิคอร์) จากเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

Crossfaith เริ่มต้นจากสมาชิกสามคนคือ โคอิเอะ เคนตะ นักร้องนำ, ทาเคมูระ คาซึกิ มือกีตาร์ และทามาโนะ เทรุฟุมิ มือเทิร์นเทเบิล พวกเขาทั้งสามเคยทำวงดนตรีนูเมทัลที่เล่นคัฟเวอร์วงอย่าง Linkin Park และ Limp Bizkit ร่วมกันมาก่อน ก่อนที่วงดังกล่าวจะแตกลงไปและเคนตะก็ต้องการที่จะวงดนตรีวงใหม่ เคนตะก็เลยไปชวนทัตซึยะ อามาโนะ มือกลองที่อยู่โรงเรียนเดียวกันมาออดิชั่นเพื่อเข้าวงเนื่องจากเคนตะและเพื่อนคนอื่น ๆ ในวงประทับใจในฝีมือของคลิปการคัฟเวอร์เพลง “(sic)” ของวง Slipknot ที่อามาโนะทำไว้เป็นอย่างมาก และจากตรงนี้ วงดนตรีที่มีชื่อว่า Crossfaith ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกอย่างเป็นทางการ (จากข้อมูลที่ได้มาคร่าว ๆ ในยุคเริ่มแรกของวงตำแหน่งเบสและซาวด์สังเคราะห์ของวง เทรุฟุมิเป็นคนรับหน้าที่จัดการเองทั้งหมด และเพิ่งจะได้มือเบสเป็นตัวเป็นตนคือฮิโรกิ อิเคะคาวะ มาเมื่อช่วงกลางปี 2008 หลังจากที่ทำวงกันมาได้ราวสองปีแล้ว)

crossfaith-live

ความโดดเด่นในเรื่องซาวด์ของวง Crossfaith คงจะหนีไม่พ้นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความหนักและความสนุกชวนโดด ทั้งเสียงร้องคลีนผสมสำรอกของเคนตะ ดนตรีลุย ๆ ที่มีทั้งความเป็นเมทัลและฮาร์ดคอร์ รวมไปถึงลูกผสมอันน่าตื่นเต้นจากซาวด์อิเล็กทรอนิกซึ่งไม่ได้ใส่เข้ามาเพียงเพราะเติมสีสันแต่เรียกว่าเป็นพระเอกของวงเลยก็ว่าได้ ทำให้หลายคนเรียกพวกเขาว่าเป็นวงที่มีซาวด์แบบ Slipknot ผสม The Prodigy กันเลยก็มี และจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งก็คือเนื้อเพลงภาษาอังกฤษซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก ๆ ที่วงดนตรีจากแดนปลาดิบจะทำออกมาครับ

หลังจากตั้งวงกันได้ไม่นานพวกเขาก็มีอีพีชุด Blueprint of Reconstruction ออกมาในปี 2008 เป็นแบบทำเองขายเอง ก่อนที่ผลงานจะมาเข้าตาของ Zestone Records และคลอดเป็นอัลบั้มแรก The Artificial Theory for the Dramatic Beauty ในปี 2009 ซึ่งอัลบั้มนี้ก็มีเพลงดังอย่าง “Blue” และ “Fiction in Hope” บรรจุอยู่ด้วย

ในปี 2011 ตอนที่ออกอัลบั้ม The Dream, The Space พวกเขาได้โกอินเตอร์อีกระดับเพราะค่ายเพลงเมทัลฝั่งอเมริกันสายเลือดใหม่อย่าง Tragic Hero Records ได้กระโดดเข้ามาร่วมจัดจำหน่ายให้ด้วยอีกหนึ่งช่องทาง จากที่ในอัลบั้มแรกทางวงมีผลงานขายแค่ในญี่ปุ่นและยุโรปเพียงอย่างเดียว (ผ่านทาง Gan-Shin ค่ายเพลงอินดี้จากประเทศเยอรมนี)

ย้อนกลับมาที่ปี 2010 กันซักเล็กน้อย อย่างที่เคยเกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่าซาวด์ของพวกเขานั้นได้รับอิทธิพลมาจากวงดนตรีสายแดนซ์สุดเดือดอย่าง The Prodigy เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่พลาดที่จะฝากผลงานการคัฟเวอร์เพลง “Omen” ของวงดนตรีวงนี้เอาไว้ด้วย เพลงนี้อยู่ทั้งในอัลบั้ม Punk Goes Pop 3 และอัลบั้ม The Dream, The Space (ในฐานะโบนัสแทร็ก)

ช่วงแรกเริ่มของการโกอินเตอร์ Crossfaith ถือว่าเป็นวงดนตรีที่เก็บเลเวลเอาไว้ ‘สูง’ ทีเดียว เคยร่วมเดินทางและแชร์เวทีกับรุ่นใหญ่อย่าง Machine Head, Hatebreed และเคยไปทัวร์กับวง In This Moment, Bleeding Through, The Used, August Burns Red, Memphis May Fire มาแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต้องบอกว่ากอบโกยชื่อเสียงในวงการเพลงเมทัลสมัยใหม่ไปได้มากโข

กระโดดเข้ามาสู่ปีคริสต์ศักราชที่ 2012 ทางวงก็ยังคงมีการทัวร์อย่างต่อเนื่อง พวกเขาได้เป็นวงเปิดให้กับ Of Mice & Men, Bury Tomorrow, While She Sleeps, Bleed from Within และ Polar และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองทางวงก็ได้ขึ้นแสดงที่เทศกาลดนตรีใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นอย่าง Summer Sonic ต่อหน้าคนดูนับหมื่น และในเดือนมิถุนายนปีดังกล่าวพวกเขาก็ได้แวะเวียนมาเปิดคอนเสิร์ตให้แฟนเพลงชาวไทยได้ชมกันที่ The Rock Pub ไปแล้วด้วย (บัตรแค่ 500 บาทแถมมีวง Her Name in Blood มาเล่นด้วยอีกวง ถือว่าคุ้มมากครับ ใครพลาดไปต้องบอกเลยว่าเสียใจด้วย — ผู้เขียนก็เช่นกัน)

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยการปล่อยอีพีลำดับที่สองซึ่งเปิดตลาดให้กับวงได้เพิ่มขึ้นอีกมากอย่าง Zion (ที่ตั้งชื่อตามเมืองมนุษย์ในภาพยนตร์ The Matrix) ได้รับคะแนนนิยมไปอย่างล้นหลามจากหลายสื่อทั้งหัวใหญ่ของอังกฤษอย่าง Kerrang! และ The Sydney Morning Herard ของออสเตรเลีย เพลงอย่าง “Monolith” และ “Jägerbomb” กลายเป็นเพลงที่แฟนเพลงทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแม้จะไม่ได้อยู่ในอัลบั้มเต็มก็ตาม

หลังจากตระเวนทัวร์เก็บเลเวลกันมายาวนาน ในที่สุดปี 2013 พวกเขาก็ได้ขึ้นแสดงที่เทศกาลดนตรีอันล่วงลับไปแล้วอย่าง Soundwave Festival งานร็อกที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย และก็บินข้ามไปอเมริกาเพื่อทัวร์ร่วมกับวงสายเดียวกันอย่าง Enter Shikari และสายหนักจากอังกฤษอย่าง Architects ด้วย หลังจากเสร็จเลกที่อเมริกาครั้งนี้แล้วพวกเขาก็ได้ทัวร์กับอีกหนึ่งวงดนตรีเมทัลที่เป็น ‘ไฮไลท์’ ของยุคนี้อย่าง Bring Me the Horizon ในอังกฤษกันด้วย หลังจากนั้นทางวงก็ออกทัวร์เก็บประสบการณ์ (และเงิน) เรื่อยมาจนมาถึงเดือนกันยายนกับการออกอัลบั้มเต็มชุดใหม่ลำดับที่สามอย่าง Apocalyze ที่มีเพลงเด่นอย่าง “The Evolution” และ “We Are the Future”

อีกหนึ่งจุดเด่นของวง Crossfaith นอกจากการแสดงสดอันลือลั่นแล้ว การเอ็นเตอร์เทนคนดูก็ทำได้ดีไม่แพ้กันครับ การโซโล่กลองของอามาโน่นั้นต้องบอกว่าเอาคนดูอยู่เป็นอย่างมาก ลองชมคลิปเรียกน้ำย่อยกันได้ด้านล่าง

ในช่วงปลายปี 2015 ทางวงปล่อยอัลบั้มเต็มชุดใหม่ออกมาอีกหนึ่งชุด ชื่อว่า Xeno กับค่าย Razor & Tie Records งานชุดนี้เป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เล่าเรื่องราวของปัญญาประดิษฐ์เพศหญิงตัวหนึ่งซึ่งเข้าครอบครองจิตใจของตัวละครหลักฝ่ายชาย มีเพื่อนสนิทมิตรสหายอย่างเคเล็บ โชโมวง Beartooth และเบ็นจี้ เว็บบ์ จากวง Skindred มาร่วมแจมด้วย

ช่วงชีวิตของวง Crossfaith ระหว่างอัลบั้ม Apocalyze ถึงงานชุดใหม่ล่าสุดอย่าง Xeno นั้นไม่มีอะไรหวือหวาให้นำมาเล่ามากนัก หากแต่เป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง ขยายฐานแฟนเพลงและชื่อเสียงออกไปเรื่อย ๆ จนทุกวันนี้พวกเขาน่าจะเป็น ‘เบอร์หนึ่ง’ ของวงการเพลงเมทัลยุคใหม่แดนปลาดิบไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่ากรุยทางให้วงดนตรีสายหนักรุ่นหลังที่กำลังเดินตามกันมาได้ดีทีเดียวครับ

และจากวันนั้นจนวันนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่แฟน ๆ จะได้พิสูจน์ถึงพัฒนาการอันก้าวกระโดดของวงดนตรีสายหนักลูกเล่นล้นเหลือจากประเทศญี่ปุ่นวงนี้ พวกเขากำลังจะกลับมาเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ณ Ztudio Live Hall ย่านถนนพระราม 9 ร่วมด้วยวงเปิดชั้นดีจากประเทศไทยอีกถึงสามวง นั่นคือ Retrospect, กล้วยไทย และ Defying the Decay รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูกันได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Crossfaith BKK Live ครับผม!

crossfaith-live-in-bangkok