เนื่องจากเป็นผู้รายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศทัวร์อำลาของ Slayer ลงบน Headbangkok ด้วยตนเอง ทำให้ได้ติดตามตารางทัวร์ของวงเรื่อยมา และพบว่าในที่สุดก็มีการขยายเวลาเพื่อเดินทางมาหาแฟนเพลงในภูมิภาคอื่น ๆ ให้ไกลขึ้นกว่ายุโรปและอเมริกาด้วย โดยเริ่มจากการมาที่ประเทศออสเตรเลีย แล้วต่อไปยังญี่ปุ่น และไปจบที่เมืองที่ผู้เขียนเองก็ไม่คิดว่าจะได้ไปเยือนมาก่อน นั่นก็คือกรุงมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่ไม่ค่อยอยู่ในสายตาคนไทยมากนัก

และเนื่องจากผู้เขียนเองไม่มีเงินทุนสำหรับไปกราบกราน Slayer ถึงเทศกาลดนตรี Download ที่ประเทศออสเตรเลีย และเคยไปเทศกาลดนตรีที่ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นที่จัดงาน Download Festival เวอร์ชันญี่ปุ่นมาแล้ว (ตอนที่เป็น Warped Tour Japan และ Knotfest Japan) ครั้งนี้ก็เลยตัดสินใจ ‘เปิดแมป’ โลกดนตรีให้ตัวเองด้วยการไปฟิลิปปินส์แทน ซึ่งก็ถือว่าคุ้มไม่น้อย เพราะ 1. บินถูกกว่า 2. บัตรเข้างานถูก 3. ค่าครองชีพก็ถูก แต่… 4. ไม่รู้ห่าอะไรเกี่ยวกับมะนิลาเลยนอกจากเรื่องราวของคนไร้บ้าน ที่อ่านมาจากหนังสือ สายสตรีท ของ .บุญเลิศ วิเศษปรีชา แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ไปก็ไปวะ!

มะนิลาแม้จะเป็นเมืองหลวง แต่การเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวก็ถือว่ามีตัวเลือกน้อยกว่าคนท้องถิ่น จะนั่งแท็กซี่ปกติก็โดนฟันหัวแบะ จะนั่งรถจีปนีย์ ก็ไม่รู้สายไหนเป็นสายไหน แต่โชคดีที่ Grab ไปเปิดตลาดในฟิลิปปินส์ไว้แล้ว และเรียกง่ายมาก กดปุ๊ปมาปั๊บ ก็ทำให้เราสามารถเดินทางจากที่พักย่านอ่าวมะนิลา ออกไปยังสนามกีฬา Amoranto Stadium ได้ในราคาหลักไม่ถึงสองร้อยบาทไทย แม้จะไกลเป็นสิบ ๆ กิโลเมตรออกไปด้านนอกเมืองก็ตามที


SEE YOU AT THE SLAM!

เรามาถึงหน้างานประมาณบ่ายโมงตรง (งานเริ่มเที่ยง) ผู้คนยังไม่หนาแน่นมาก แม้จะมีอาการแฮงก์จากการไปเที่ยวผับยันดึกจนอ้วกระเนระนาดและอยากนอนต่อเพียงใด แต่การมาฟิลิปปินส์ครั้งแรกทั้งทีมันก็ต้องเก็บบรรยากาศให้ครบหน่อยครับ เดินเข้าประตูไปไม่ไกลจะมีจุดให้นำบัตรคอนเสิร์ตที่แลกมาจากบูทของ SM Tickets ในห้าง มาเป็นบัตรงานจริง ๆ ที่สวยกว่าแบบหลายเท่าตัว ถึงจะเป็นกระดาษ ไม่ใช่พลาสติกเหมือนของบ้านเรา แต่ถือว่าทำออกมาน่าเก็บมาก ๆ และนอกจากบัตรแล้วเนื่องจากเราซื้อโซน VIP ด้านหน้าไว้ จึงต้องสวมริสต์แบนด์อีกเส้น (ซึ่งสวยเหมือนกัน!)

© CHARLIE SOOKCHAROEN

เดินเข้ามาในงานไม่ไกลก็ได้รับสติกเกอร์และผ้าเช็ดหน้าของแบรนด์ Tribal หนึ่งในสปอนเซอร์งานแบบฟรี ๆ อีก โคตรใจป้ำ (ที่นี่ Tribal ยังเป็นที่นิยมอยู่ มีช็อปในห้าง และรองเท้า Macbeth ก็มีคนใส่กันเยอะเช่นกันครับ)

พอเข้ามาในงานเรายังไม่ได้ตรงปรี่ไปที่หน้าเวที เพราะภารกิจแรกของเราคือการ ‘ซื้อเสื้อวง!’ มุ่งตรงไปที่บูธ merchandise เพื่อจะพบว่าแถวมันไม่ได้ยาวขนาดนั้น สามารถสอยเสื้อ Slayer ออกมาได้อย่างง่ายดาย เสื้อวงที่นี่ตัวละประมาณ 1,200 เปโซฟิลิปปินส์ หรือ 750 บาทไทยเท่านั้น ส่วนเสื้อที่ระลึกของงานยิ่งแล้วใหญ่เพราะแค่ 500 เปโซ หรือประมาณ 300 กว่าบาทเอง เพื่อนร่วมทริปก็ซื้อกันกระจายเหมือนกัน (แถวไม่ยาวเหมือนงานที่กรุงเทพฯ บ้านเรา หรืองานที่ญี่ปุ่นด้วย!)

© SAIYIDGURIS LIMANUN

หลังจากนั้นเราก็เดินเซอร์เวย์ดู facility ต่าง ๆ ของงาน กินอยู่ยังไง เข้าส้วมที่ไหน พบว่า อาหารมีประปราย ไม่อดตายแน่นอน เบียร์ Red Horse รอเสิร์ฟให้ชายชุดดำนับหมื่นกันตลอดคืน แต่… ส้วมเหี้ยมาก! ทั้งของสนามกีฬาเอง และของที่เอามาเติมให้ด้านนอก ที่สำคัญน้ำเปล่าก็หาซื้อยาก จากที่จะมาดูคอนเสิร์ตมัน ๆ วันนี้เลยเป็นภารกิจเอาตัวรอดด้วยการไม่กินอะไรนอกจากดื่มน้ำเปล่า เพราะไม่อยากเข้าส้วมที่นี่ไปแทน

… แล้วเพิ่งบ่ายโมง แต่วงที่จะดูขึ้นสี่ทุ่ม จะรอดมั้ยไปติดตามกันต่อเลยครับ!

หลังจากเดินเก็บบรรยากาศและเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดใน Amoranto Stadium เสร็จเรียบร้อย ผม และมิตรสหายอีกสองท่าน (หนึ่งในนั้นคือเฟิร์น @fernnnfernnfern แห่งโลกทวิตเตอร์ ที่กำลังเป็นบ้าเพราะส้วม) ก็มานั่งเซฟแรงกันที่อัฒจันท์ มีเดินลงไปดูโชว์บ้างวงละนิดวงละหน่อย เก็บภาพ เก็บบรรยากาศ แล้วก็มานั่งหลบแดด เพราะดูรูปการณ์แล้วไม่พร้อมลงไปลุยตลอดวันเหมือนที่ไปญี่ปุ่นด้วยกันมาเมื่อปีที่แล้ว อันนั้นสถานที่เค้าพร้อมกว่า (555)


CAUGHT IN THE MOSH

วงแรกที่เราได้ดูคือ SOG หรือ Sekumpulan Orang Gila แขกรับเชิญจากประเทศมาเลเซีย เป็นเมทัลคอร์มัน ๆ ที่เอาคนดูอยู่ประมาณหนึ่งแม้แดดจะร้อนจนหน้าเวทีโล่งก็ตาม ตามมาด้วยอีกสองวงเจ้าถิ่น คือ Lostthreads และ SIN รุ่นใหญ่ของฟิลิปปินส์เค้าในสายนี้ ถือว่าใช้ได้อยู่ครับ และถึงแม้จะเล่าถึงสามวงเหล่านี้ไม่มากนัก แต่ก็กินเวลาถึงสามชั่วโมงกว่าเลยทีเดียว

© PULP SUMMER SLAM (facebook.com/SeeYouAtTheSLAM)

ช่วงเย็น 16:30 น. เป็นคิวของ Her Name in Blood เมทัลคอร์ตัวแรงจากประเทศญี่ปุ่นที่เคยมาเล่นเปิดให้ Crossfaith ตอนมาไทยหนแรก บิลด์คนดูจนเราได้เห็นเซอร์เคิลพิตวงใหญ่ยักษ์เหมือนที่เคยเห็นจากคลิปวิดีโอเทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ ของฝรั่งยังไงยังงั้น แต่ด้วยความที่เป็นสนามทราย ฝุ่นก็เลยตลบอบอวลจนผ้าเช็ดหน้า Tribal ที่ได้มาตอนเข้างานมีประโยชน์ขึ้นมาทันที (แอบมองไปเห็นไซต์งานก่อสร้างข้าง ๆ ที่จัด คนงานหยุดทำงานแล้วเริ่มมาดูโชว์ด้วยกันแทนแล้ว 555

© PULP SUMMER SLAM (facebook.com/SeeYouAtTheSLAM)

ตกเย็น แดดหมด เป็นคิวของ Emmure ที่เพิ่งเปิดการแสดงที่กรุงเทพฯ ไปเมื่อไม่กี่คืนก่อนหน้านี้ (บินมาไฟลท์เดียวกัน และนั่งแถวใกล้ ๆ กันด้วย) แม้จะไม่ได้ดูโชว์ที่กรุงเทพฯ แต่การได้มาเห็น Frankie Palmeri และมิตรสหายไลน์อัพปัจจุบันในการฟาดฟันดนตรีเมทัลสุดเถื่อนท่ามกลางแฟนเพลงเรือนหมื่นต่อหน้าแบบนี้ ก็ถือว่าความฟินพุ่งทะลุปรอทอยู่ครับ ท่าชักกระตุกย่อลงพื้นของ Frankie นี่เห็นที่ไรก็หวาดเสียวทุกที

© PULP SUMMER SLAM (facebook.com/SeeYouAtTheSLAM)

18:30 น. เป็นคิวของ Sikth วงโปรเกรสซีฟเมทัลจากประเทศอังกฤษที่ขนเอาซาวด์สไตล์เจนต์มาเล่นสนุกไปกับนักร้องนำสองคนต่างสไตล์ สัมผัสได้ว่าคนดูไม่ค่อยเดือดเท่าวงอื่น ๆ น่าจะเพราะแนวเพลงที่เข้าถึงยากกว่า และชื่อเสียงที่ไม่ได้ดังมากนักในหมู่คนฟังที่นี่ด้วย (เพราะแม้แต่ผมเองก็ไม่ได้รู้จักมากมายอะไรเช่นกันเมื่อเทียบกับวงอื่น ๆ ที่เล่นไปก่อนหน้า)

ในช่วงแดดร่มลมตก พวกเราเริ่มหิวกันอีกครั้ง แต่ยังประคองสติกันด้วยน้ำเปล่าที่ร่อยหรอลงไปทุกที ก่อนที่เดอะแก๊งที่มาด้วยกันจะทิ้งที่นั่งบนอัฒจันท์ที่ฝากชีวิตไว้ตลอดวันเพื่อลงไปดูสองวงสุดท้ายอย่าง Thy Art is Murder ก็เลยตัดสินใจลงไปเข้าห้องน้ำใต้สนามกีฬาอีกซักรอบ และพบว่า … แม่งมีร้านค้าเถื่อนแอบเข้ามาตั้ง โคตรคัลต์คับ! เป็นโต๊ะขายขนมเล็ก ๆ ที่มีน้ำเปล่าขวดใหญ่กว่าขายในราคาย่อมเยา และสามารถขายได้อย่างเสรี ลูกค้าเยอะด้วย ไม่รู้เข้ามาทางไหน แต่เห็นเลยว่าสตาฟแม่งมีเอี่ยวด้วยแน่นอนเพราะยืนเฝ้าร้านให้ (555) อารมณ์เหมือนอยู่ในเกมแนว RPG แล้วเจอ NPC ลับโผล่มา รู้สึกรอดตายขึ้นมาทันทีครับ มีน้ำกินแล้วโว้ย!

ฟิลิปปินส์จัดว่าคุณภาพงานที่ฉากหน้าดี แต่ฉากหลังอันตรายเหมือนกันครับ เพราะขนาดเป็นงานที่ห้ามนำบุหรี่ หรืออาหาร เครื่องดื่มด้านนอกเข้ามา ภายในมุมอับของงานก็ยังสามารถหาของพวกนี้ได้อยู่ดี นี่ถ้าเป็นคนสูบบุหรี่ซักหน่อยก็คงหาเพื่อนเป็นแฟนเพลงท้องถิ่นได้ไม่ยากเลย เพราะสูบกันจัดมาก สูบแม่งทั้งวัน ลงมาเข้าห้องน้ำกี่ทีก็ควันขโมง

© PULP SUMMER SLAM (facebook.com/SeeYouAtTheSLAM)

แม้จะเคยดู Thy Art is Murder ไปแล้ว แต่พลังงานของ CJ McMahon และสหายในวันนี้ถือว่าผิดกันลิบลับ ด้วยความที่เป็นโชว์ครั้งแรกและคนดูเยอะมาก ทางวงก็เลยจัดเต็มมาก ๆ จัดเต็มให้หมดทั้ง “Dear Desolation”, “Holy War”, “Reign of Darkness” และอีกหลายต่อหลายเพลง รวมถึงมีการหยิบเพลง “Du Hast” ของโคตรวงอินดัสเตรียลเมทัลจากเยอรมนี Rammstein มาเล่นในฉบับตัวเองด้วย โคตรโหด โคตรฟิน!

หลังจาก TAIM จบลงไป โชว์ถูกเว้นช่วงเพื่อเซ็ตเวทีให้ Slayer ราวหนึ่งชั่วโมง ระหว่างนี้ผมและเพื่อนลงมาจับจองพื้นที่ใกล้เลนกลางหน้าเวทีกันแล้ว เพราะเป็นมุมที่ใกล้แผงคอนโทรลซาวด์ มั่นใจว่าจะได้เห็นในระยะที่เหมาะสมพร้อมกับคุณภาพเสียงที่ดีแน่นอน (…และแน่นอนว่า ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง)


HELL AWAITS

คนที่นี่รัก Slayer กันมาก ๆ สังเกตได้จากการที่ตะโกนเรียกกันไม่หยุดหย่อน ซาวด์เช็กเสียงสแนร์มาตูมเดียวก็ เฮ! กีตาร์ออกมาดอกเดียวก็ เฮ! ขึงฉากเวทีก็ เฮ! และยิ่งได้เฮขึ้นไปอีกเมื่อจากกำหนดการเดิม 22:00 ทางวงขึ้นแสดงก่อนเวลา (ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต!) ซึ่งนั่นหมายความว่า เราจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นนั่นเอง “Delusion of Saviors” ถูกบรรเลงบิลด์อารมณ์พร้อมกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายร้อยพันที่ยกมือถือขึ้นเพื่อรอถ่ายฮีโร่ของพวกเขา แน่นอนว่าเราด้วย (โดยปกติแล้วจะหัวเสียกับมนุษย์กล้องในคอนเสิร์ต แต่นี่มันโชว์อำลาของ Slayer ยังต้องคิดอะไรมากมายอีกวะ ภาพตรงหน้าแม่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วนะโว้ย!)

© PULP SUMMER SLAM (facebook.com/SeeYouAtTheSLAM)

เมื่อโน้ตตัวแรกของ “Repentless” ดังขึ้น พื้นที่ใกล้บริเวณที่ยืนอยู่ก็กลายเป็นเซอร์เคิลพิตขนาดยักษ์ขึ้นมาแทบจะในเสี้ยววินาที และถ้าใช้โดรนบินขึ้นไปดูจะพบว่าในงานมีเซอร์เคิลพิตไม่ต่ำกว่าสามวงแน่ ๆ คือโซนหน้าสองวง ซ้าย-ขวา และวงขนาดมหึมาของโซนหลังที่คนเป็นเฉียดหมื่นอัดกันอยู่ เพลย์ลิสต์ของวงถือว่าไฟแรงสูงมาก เรียกว่าให้กันไปให้จบ ๆ ในรวดเดียว “Blood Red”, “Disciple”, “Mandatory Suicide”, “Hate Worldwide” แล้วตามด้วยแทร็กโคตรฆ่าฟัน “War Ensemble” ที่ตอนนี้พลังของเราหมดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอยืนดูเฉย ๆ อย่างสงบสุขจ้า… (ทราบทีหลังว่าพี่เพจ Dad Mom and Rock N Roll Kids ก็มาด้วย อยู่ในโซนบัตรหลุม ได้มีตแอนด์กรีตด้วย อิจฉามากครับ!)

แม้จะเป็นวงระดับตำนานและผู้บุกเบิกดนตรีแธรชเมทัล แต่เวทีของ Slayer ไม่ได้มาพร้อมกับจอแอลซีดีขนาดยักษ์หรือเอฟเฟกต์ที่หวือหวา (นอกจากการยิงไฟเผาเวทีอยู่เป็นระยะ ๆ) ใช้เพียงผืนบ้าใบและเปลี่ยนแค่สองครั้งเท่านั้น คือเปลี่ยนจากปกอัลบั้ม Repentless มาเป็นโลโก้วง และเปลี่ยนอีกครั้งในตอนสุดท้าย

© PULP SUMMER SLAM (facebook.com/SeeYouAtTheSLAM)

ช่วงห้าเพลงสุดท้ายของโชว์เหมือนเป็นการกระทำชำเรารูหูของเหล่าสาวกให้สติกระเจิดกระเจิง เริ่มกันด้วย “Hell Awaits” ที่เปลวเพลิงลุกไหม้เวทีไม่หยุดแทบตลอดทั้งเพลง ตามมาด้วย “South of Heaven” ให้เหล่าแฟนเพลงโอลด์สคูลได้สะใจกัน ก่อนจะมาถึงหนึ่งในสองโคตรเพลงชาติของวง “Raining Blood” ที่งัดเอาพลังของขี้เมาขาโหดในงานให้กลับมาแท็กกันยับอีกครั้ง ตามมาด้วย “Chemical Warfare” และต่อกันแบบไม่พูดไม่จากับบทเพลงที่แฟนเพลง Slayer ทุกคนต้องรู้จักอย่าง “Angel of Death” ที่ตอนนี้ผ้าคลุมเวทีถูกเปลี่ยนอีกครั้ง เป็นโลโก้ Hanneman เพื่ออุทิศให้กับ Jeff Hanneman มือกีตาร์และผู้ก่อตั้งวง ซึ่งเป็นผู้แต่งเพลงนี้และจากโลกนี้ไปแล้ว ณ วินาทีนี้นอกจากสติของเหล่าขาโหดในงานจะกระเจิง เราเองก็พาตัวเองไปวิ่งแบบพี่ตูนในเซอร์เคิลพิตด้วยเช่นกัน ก่อนที่จะหอบแดกออกมาดูท่อนโซโล่และการรัวกระเดื่องตีนแตกราวปืนกลช่วงท้ายเพลง ที่ฝันจะได้เห็นมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กเห่อxมอยในโลกดนตรีเมทัล


THANK YOU, SLAYER

การจบโชว์ของ Slayer มีความ emotional สูงกว่าคอนเสิร์ตเมทัลงานอื่น ๆ ที่เคยได้ดูมา หลังจากที่สมาชิกทุกคนเดินอำลาแฟนเพลงที่หน้าเวทีและลงไปจนเหลืออยู่แค่ Tom Araya เหล่าคนดูในสนามกีฬา Amoranto พากันตะโกนอย่างพร้อมเพรียงว่า “Thank you! Slayer! Thank you! Slayer!” จนทำเอาลุง Tom เองยังยิ้มออกมาอย่างชื่นใจ และเดินมองแฟนเพลงในอีกซักโลกที่เขาจะไม่มีวันได้พบเจอ (ในสถานะของฟรอนต์แมนวง Slayer อีกแล้ว) อย่างอาลัยอาวรณ์

© CHARLIE SOOKCHAROEN

Tom เดินกลับไปที่ไมโครโฟนอย่างเนิบช้า ก่อนจะกล่าวออกมาสั้น ๆ เรียบง่าย แต่แทงลึกลงไปในหัวใจของแฟนเพลงทุกคน “Thank you, I’ll miss you.” และเดินหายลับจากเวทีไป – ความรู้สึกตอนนั้นจะว่ามีความสุขที่ได้ดูวงดนตรีที่เคารพรักเสียที ก็คงใช่ แต่ก็เป็นความใจหายไม่น้อยเพราะสิ่งที่เพิ่งเกิดตรงหน้าเราไป จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว จนถึงตอนนี้ ผ่านมาเป็นสัปดาห์แล้ว ก็ยังจำแววตาอันแสนอบอุ่นของ Tom Araya ได้ดี และแทบไม่เชื่อว่า นี่คือบุคคลคนเดียวกันที่เพิ่งร้องเพลงว่าด้วยเรื่องการทรมานนักโทษในค่ายกักกันสมัยสงครามโลกครั้งที่สองจบลงไปหมาด ๆ


THE END

ตอนเดินออกจากสนามกีฬา เราสังเกตไปที่สีหน้าของทุกคนในงาน และพบว่า แม้จะเป็นเชื้อชาติและภาษาที่ต่างกัน แต่ ณ ชั่วโมงนั้น ผมและคนฟิลิปินส์ รวมถึงชาวต่างชาติคนอื่น ๆ ในงาน ก็กำลังแชร์ความสุขในแบบเดียวกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดใดออกมาแม้แต่คำเดียว

จนอาจสรุปว่า ดนตรีคือยาเสพติดของข้าพเจ้า ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด

หวังว่าจะได้กลับมาที่ประเทศนี้เพื่อทำความรู้จักกับแง่มุมอื่น ๆ อีกในอนาคตครับ See you at another Slam!

ปกติไม่ลงภาพตัวเอง แต่สำหรับบทความนี้ขอลากันไปด้วยภาพตอนที่ได้เจอ Kerry King แห่ง Slayer ในวันบินกลับประเทศไทยโดยบังเอิญ หมั่นไส้ได้ เพราะตั้งใจให้เป็นแบบนั้นครับ

© CHARLIE SOOKCHAROEN

ป.ล. มะนิลาเป็นอีกเมืองที่ค่าครองชีพถูก ถ้ามีวงดนตรีโปรดที่อยากดูมาเล่นที่นี่แต่ไม่ไปกรุงเทพฯ ตัดสินใจมาได้เลยครับ ไม่ยาก อยากเดินทางไปไหนเรียก Grab อย่างเดียว จบ ถูกด้วย!