การเปิดการแสดงที่เมืองไทยเพียงครั้งเดียวของ Black Sabbath เมื่อปี 1995 ณ ฟีบัส สถานบันเทิงยอดฮิตยุค ’90s จะว่าไปก็เหมือนการทำให้ความฝันของสาวก Black Sabbath เป็นจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะ Black Sabbath ชุดนั้นไม่มีเจ้าของเสียงร้องต้นตำรับอย่าง Ozzy Osbourne แถมทั้งคณะยังมีแค่มือกีตาร์ Tony Iommi คนเดียวเท่านั้นที่เป็นสมาชิกจากยุคคลาสสิกไลน์อัพ

ที่น่าเจ็บใจซ้ำสอง คือหลังจากออสซี่กลับมาร่วมวงเพื่อนเก่าในอีก 2 ปีต่อมา Black Sabbath ก็ไม่เวียนมาทัวร์เอเชียอีกเลย (กลับมาเล่นที่ญี่ปุ่นอีกเพียงรอบเดียวในปี 2013)

ที่ลุ้นยากกว่าคือการชมคอนเสิร์ต Ozzy Osbourne ในไทย ถึงแม้เฮียหมูปีศาจจะเอาใจแฟนเพลงยุ่น ด้วยการไปโกยเงินเยนมาแล้วถึง 55 รอบ (เกาหลีใต้อีก 3 รอบ) แต่พ่อคุณก็ไม่เคยเปิดการแสดงที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอีกเลย ที่ว่าแน่ ๆ อย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือตลาดที่กำลังอ้าแขนรับคอนเสิร์ตศิลปินต่างชาติอย่างจีน ก็ไม่เคยได้ Ozzy Osbourne ไปเปิดการแสดงแม้แต่ครั้งเดียว (ข้อมูลจาก setlist.fm)

เมื่อ Ozzy Osbourne ไม่มองเอเชียเป็นแหล่งโกยเงิน จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้จัดจะดึงมาเล่นในบ้านเรา ภาระจึงตกอยู่กับแฟนเพลง ที่ต้องใช้ทั้งความอุตสาหะและดวง ดั้นด้นไปชมศิลปินคนโปรดตามประเทศโน้นประเทศนี้

ดวงที่ว่ามาเกิดกับผู้เขียนแบบไม่คาดฝัน เมื่อร้านอาหารที่ผู้เขียนมาทำงานในอเมริกา อยู่ใกล้กับสถานที่จัดคอนเสิร์ตที่ป๋าออสซี่จองคิวไว้แค่ 4 ไมล์ (ขับรถประมาณ 10 นาที) แถมตั้งชื่อทัวร์ว่า No More Tours II ซะด้วย แล้วจะรอช้าอะไร จัดไปเลย 170 ดอลลาร์ค่าตั๋ว เมื่อบัตรส่งมาถึงบ้าน ก็นับวันรอด้วยใจระทึก…

…แต่กว่าจะได้ดู ก็ต้องมีเรื่องลุ้นกันอีกรอบ เพราะงานนี้จัดขึ้นในช่วงมรสุมของที่นี่ ตอนนั้นพายุที่มาเยือนมีชื่อแสนไพเราะว่า Hurricane Florence ความรุนแรงระดับ 4 (พอ ๆ กับมังคุดของไทย) รัฐที่ผู้เขียนอยู่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม 1 สัปดาห์ มีการปิดโรงเรียน มีการเลื่อนการแข่งขันกีฬา และมีการยกเลิกคอนเสิร์ต….

…แต่พอถึงวันจริง พายุที่ว่ามันดันหักมุมลงไปทางตอนใต้ สภาพอากาศในเมืองจึงเรียกได้ว่าแทบจะปลอดโปร่ง มีเมฆครึ้มก่อตัวหนาอยู่บนท้องฟ้า แต่ฝนไม่ตกมาซักแหมะ!

วันนั้นศิลปินที่มาเป็นวงเปิดได้แก่ Stone Sour ของนาย Corey Taylor แห่ง Slipknot แต่กว่าจะเข้าไปดูก็ 3 เพลงสุดท้ายแล้ว เพราะอุทิศเวลาไปกับการต่อคิวเสื้อทัวร์ของป๋า Ozzy เพราะความแค้นฝังใจสมัยละอ่อน เมื่อครั้งไปซื้อเสื้อวงร็อกที่สวนจตุจักร วันนั้นได้มาหลายวง แต่หาเสื้อ Ozzy ไม่เจอซักตัว เด็กที่ร้านบอกว่า “ก็ออสซี่ไม่ดังแล้ว…” ดังไม่ดังไม่รู้ แต่คนมาต่อคิวซื้อเสื้อทัวร์ที่นี่ล้นหลาม 20 นาทีกว่าจะได้เข้างาน

หลัง Stone Sour เก็บฉาก รอเซ็ตเวทีซักพัก พอถึงเวลา 20.45 น. Ozzy Osbourne ก็ปรากฎกายบนเวที แม้วันนี้จะ 69 ปีเข้าไปแล้ว แต่เสียงร้องและลีลายียวนยังคงเดิม แม้บัตรจะแพงกว่าวงทั่วไป แต่แฟนเพลงก็มากันอย่างมหาศาล หลายคนรีบมาจองที่นั่งแต่เนิ่น ๆ ทุกคนรู้ดีว่างานนี้มาช้าไม่ได้ เพราะเริ่มโชว์ด้วยเพลงที่เปรียบดังคัมภีร์นักกีตาร์ร็อกทั่วโลก ทั้ง “Bark at the Moon” และ “Mr. Crowley” ถ้ามาแล้วพลาดสองเพลงนี้…..โอ้ย ไม่อยากนึก

ผู้ที่รับหน้าที่ถ่ายทอดความสมบูรณ์ของไลน์กีตาร์ทั้ง 2 ให้คงความงดงามเช่นเดิม เพิ่มเติมคือความดุดัน ก็คือ Zakk Wylde มือกีตาร์ผู้เปรียบเสมือนศิษย์รักผู้หวนคืนสำนัก ในวันที่อาจารย์เตรียมอำลายุทธจักร

วันนั้นพี่หมีดูน่าเกรงขามในชุดคิลต์นักรบชาวสก็อต เป็นยอดขุนขวานที่ Ozzy ไม่ยอมให้ห่างตัวเมื่อศึกใหญ่มาเยือน เพลงอะไรพี่หมีจัดเต็มให้หมด โดยเฉพาะเอกลักษณ์ด้านการกัดปิ๊ก (pinch harmonics) ในวงการคงไม่มีใครทำได้สะใจเท่าพี่แกอีกแล้ว

No More Tours II ครั้งนี้ นอกจากแฟนเพลงจะได้ยลเพลงเอกของออสซี่ไล่มาทุกยุค ตั้งแต่ “Crazy Train”, “Suicide Solution”, “Shot in the Dark” และ “No More Tears” สาวกที่พลาดงานอำลา Black Sabbath ยังได้รับการไถ่บาป เมื่อออสซี่อัญเชิญงานขึ้นหิ้งของ Sabbath มาเล่นหลายเพลง ทั้งของหาดูยากอย่าง “Fairies Wear Boots” และของตายอย่าง “War Pigs” (นอนตายตาหลับซะที)

ช่วงที่เฮียหมูพัก พี่หมีก็โซโลกีตาร์ไปพราง ๆ ประมาณ 15 นาที ในช่วง Zakk Wylde ลงพื้นที่พบประชาชน กับโซโลกีตาร์เอื้ออาทรให้แฟนบัตรย่อมเยาว์ได้ยลแบบวีไอพี ส่วนเฮียหมูก็ฉีดน้ำเล่นไปพลาง ๆ เปรียบดังการพรมน้ำมนต์ให้แฟนเพลงที่มารอรับการเจิมโดยเฉพาะ

ช่วงอังกอร์ บรรยากาศถูกประดับด้วยแสงเลเซอร์ละลานตา เพื่อต้อนรับบทเพลงคล้ายคำกล่าวลา “Mama, I’m Coming Home” ก่อนเข้าสู่เพลงปิดม่านคอนเสิร์ต Black Sabbath และออสซี่ทุก ๆ รอบ “Paranoid!”

สิ่งที่ทำให้ Ozzy Osbourne อยู่ยั้งยืนยงในวงการทุกยุคทุกสมัย นอกจากแกจะมีดีของแกเองแล้ว หากเราเทียบตามแนวคิดการบริหารคนของขงเบ้ง Ozzy จะจัดอยู่ในเลเวล 3 หรือขั้นสูงสุด คือผู้นำที่สร้างความสำเร็จด้วยการใช้ปัญญาของบริวารรอบตัว พูดง่าย ๆ คือออสซี่เก่งในการดึงความสามารถของคนที่แกทำงานด้วย Randy Rhoads ตอนอยู่ Quiet Riot ก็เก่งระดับหนึ่ง แต่มากลายเป็นเทพกีตาร์ตอนร่วมงานกับออสซี่ // Jake E. Lee มีช่วงเวลาที่ดีกับ Badlands แต่คนก็จำท่อนโซโลที่แต่งให้ออสซี่มากกว่า // Zakk Wylde มีผลงานหลากหลายในวงการ แต่คนก็ยังจำเขาในฐานะมือกีตาร์คู่กายของออสซี่ แม้แต่ Black Sabbath ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ต้องเข้าสู่ยุคตกต่ำ เมื่อครั้งที่ปล่อยให้ออสซี่เดินจากมา

ดังนั้น การชมคอนเสิร์ตของ Ozzy Osbourne แฟนเพลงไม่ได้มาเพียงเพราะเสียงร้องหรือความบ้าระห่ำจาก Ozzy เท่านั้น แต่ยังมาเพื่อชมผลงานของอดีตเพื่อนร่วมงานชั้นเลิศ ผู้ที่เคยฝากฝีมือเอาไว้กับเจ้าชายแห่งโลกมืดผู้นี้

ทัวร์ที่ตั้งชื่อว่า No More Tours II คงทำให้หลายคนที่ซื้อตั๋วเข้าใจว่า นี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ชมการแสดงของ Ozzy Osbourne แต่เจ้าตัวเพิ่งประกาศก่อนการแสดงว่า ไม่เคยบอกว่าจะเลิก โดยให้เหตุผลสไตล์ออสซี่ ๆ ว่า No More Tours ไม่ใช่ No More Tours Ever (-_-“)

ย้อนไปช่วงต้นยุค ’90s ออสซี่เคยสร้างข่าวช็อกด้วยการประกาศอำลาวงการมาแล้วครั้งหนึ่ง พร้อมจัดทัวร์คอนเสิร์ตโกยเงินแฟนเพลงเมื่อ 26 ปีก่อนในชื่อ No More Tours ตอนนั้นคงไม่มีใครเชื่อแกเท่าไหร่ เพราะป๋าเพิ่งจะ 44 ปีเท่านั่นเอง แอบหนีเมียไปหาสาว ๆ ได้สบาย แต่ตอนนี้มันต่างกัน เพราะแกเลยวัยเกษียณมาเกือบทศวรรษแล้ว…

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หลังสิ้นสุด No More Tours II ในปีหน้า ออสซี่ในวัย 70 ปีจะตัดสินอนาคตบนเส้นทางดนตรีของตนเองอย่างไร

PS. หลังจบคอนเสิร์ตที่ผู้เขียนไปชมไม่ถึงเดือน Ozzy ก็ถูกส่งขึ้นเขียงผ่าตัด จากอาการติดเชื้อที่นิ้วและมือ จนต้องยกเลิกคอนเสิร์ตในอเมริกาที่เหลือทั้ง 4 รอบ ซึ่งล่าสุดแกได้ประกาศซ่อมคอนเสิร์ตที่ยกเลิกไป แถมเพิ่มรอบให้ โดยจะเล่นที่อเมริกาอีก 2 เดือน คือช่วงมิถุนายนถึงกรกฎาคมปีหน้า ซึ่งก่อนหน้านั้นแกเพิ่งจะไปทัวร์ย่านโอเชียเนียในเดือนมีนาคม ที่น่าสนใจคือ 2 เดือนที่เป็นรอยต่อระหว่างเมษายนและพฤษภาคม Ozzy จะเลือกนอนเล่นอยู่กับบ้าน หรือมาสร้างประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมให้กับแฟนเพลงระแวกนี้ ด้วยการเพิ่มรอบในเอเชีย งานนี้ต้องวัดใจกันหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้จัด และตัวออสซี่เองว่าจะเพิ่มรอบไหวไหม เพราะยังไงผู้เขียนก็ยังอยากเห็นนักร้องแห่งวงผู้ให้กำเนิดดนตรีเมทัล เดินทางมาเปิดการแสดงที่บ้านเราซักครั้ง