ถ้าพูดถึงคำว่า ‘เฮฟวีเมทัล’ กลุ่มศิลปินที่น่าจะสามารถเรียกตัวเองว่าเป็นวงดนตรีแนวนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิน่าจะหนีไม่พ้นคณะ Judas Priest ตัวแรงแห่งทศวรรษ ’70s ที่ยังคงโลดแล่นในโลกของดนตรีสายหนักได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้ Rob Halford ฟรอนต์แมนของวงจะอายุอานามปาเข้าไป 67 ปีแล้วก็ตาม

ด้วยความที่ลุง ๆ เค้าไม่ถูกโปรโมเตอร์บ้านเราซื้อไปแสดงที่ไทย บวกกับการที่คุณปู่ Rob แกดึงน้อง ๆ BABYMETAL ไอดอลเจป๊อปขาโหดแห่งยุคสมัยมาร่วมเป็นวงเปิดด้วย แถมใกล้วันพ่อพอดีทำให้ไม่เสียวันลางานมากเกินความจำเป็น ก็เลยทำให้เราตัดสินใจโผล่มาร่วมกระทำการกราบกราน Metal God กลุ่มนี้ด้วย

ที่จริงเคยมาดูคอนเสิร์ตที่สิงคโปร์บ้างแล้ว (Metallica กับ Coldplay) แต่กับฮอล Zepp @ BIGBOX นี่เป็นครั้งแรก ก็ถือว่าเป็นสถานที่จัดงานที่ขนาดกำลังดีทีเดียวครับ ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป งานสเกลต่ำกว่าหมื่นรับมือได้แบบสบาย ๆ

ความเซอร์ไพรส์แรกคือเจอคนไทยที่งานหลายคนมาก เริ่มจากคุณพี่เอก ฟรอนต์แมนวง Past of the Pain ที่มากับเพื่อน พี่หนุ่มแห่งนิตยสาร Into the Pit Magazine รวมถึงพี่ทัช-ปิโยรส หลักคำ อดีต บก. Music Express ที่ตอนนี้มาทำงานที่ Spotify ก็มาเข้าร่วมเสพดนตรีเหล็กหนักในคืนนี้ด้วยเช่นกัน

เปิดงานด้วยความสดใส กับ BABYMETAL ที่มาพร้อมไลน์อัพใหม่

นาฬิกาเคาะเวลาสองทุ่มตรง ไฟในฮอลดับลงพร้อมกับการมาถึงของ the one and only BABYMETAL ที่แม้สมาชิกจะเหลือกันเพียงสองคน คือ Su-metal และ Yui-metal แต่วันนี้น้องขึ้นมาแสดงสามคน (ทราบทีหลังจากกลุ่มที่ร่วมอยู่ว่าชื่อ Saya-metal หนึ่งในนักเต้นห้าคนที่เราเคยเห็นกันก่อนหน้านี้) มาพร้อมกับ Kami Band ที่ไร้เงาของ Mikio Fujioka ผู้ล่วงลับ

เอาเข้าจริงไม่ได้คาดหวังว่าทางวงจะเล่นได้เข้มข้นอะไรนัก (ก็วงไอดอลอะเนอะ) แต่กลายเป็นว่าการแสดงอันแสนสนุกของสามสมาชิกแถวหน้า กับดนตรีโคตรแน่นของนักดนตรีแผงหลัง บวกกับโปรดักชั่นแบบงานใหญ่ก็ทำให้โชว์ออกมาเข้มข้นมาก ๆๆๆ (แม้จะไม่มีโอตะคอยเชียร์เหมือนตอนเล่นที่ญี่ปุ่นก็ตาม) เปิดกันด้วยเพลง “Megitsune” แล้วขยี้ความมันต่อด้วย “Gimme Chocolate” ช่วงกลางมีเล่นเพลงที่ไม่ค่อยคุ้นหูแฟนเพลงขาจรอย่าง “Elevator Girl” กับ “META! Meta Taro” ก่อนที่จะจัดชุดใหญ่ให้อีกสามเพลง คือ “Distortion”, “KARATE” และ “Road to Resistance” ที่น้อง ๆ ทั้งสามออกมาพร้อมธงดำอันห้าวหาญ ถือว่าบิลด์อารมณ์คนดูได้เข้มข้นกว่าที่คิด เพราะตอนอ่านคอมเมนต์ของโปรโมเตอร์ คนเกลียดเยอะเหมือนกันครับ อ้อ แล้วงานนี้คนใส่เสื้อ BABYMETAL เยอะกว่าที่คิดด้วย

ได้เวลาเข้าเฝ้า METAL GOD!

30 นาทีของวงเปิดจบไป มีเวลาให้พักกันอีกยาว ๆ เพราะตามกำหนดการ เฮดไลน์ของงานวันนี้อย่าง Judas Priest จะขึ้นแสดงในเวลา 21:15 ก็มีการเซ็ตเวทีกันต่อ รวมถึงขึงผ้าม่านผืนยักษ์ลายกราฟิกสัญญลักษณ์วงไว้เตรียมเปิดตัว เลทไปนิด ๆ ประมาณ 21:20 เพลง “War Pigs” งานโคตรฮิตของ Black Sabbath ก็ดังขึ้นพร้อมไฟฮอลที่ดับลงอีกครั้งให้เหล่าชาวร็อกได้เตรียมตัวพบกับความมันระห่ำของเทพเจ้าแห่งเมทัลบนผืนแผ่นดินแห่งนี้กันอีกครั้ง

ทางวงเปิดกันด้วย “Firepower” แทร็กจากอัลบั้มใหม่ที่ใส่พลังกันเต็มโคตร ๆ เสียงของ Rob Halford เวลาแผดขึ้นสูง ฟังยังไงก็ไม่เหมือนกับคนอายุ 67 เลยแม้แต่น้อย และด้วยการเป็นเมทัลเฮดแล้ว ได้ยินสียงของลุงแกต่อหน้าชัด ๆ แบบนี้ก็ถือว่าโคตรฟิน คำว่าไม่เสียชาติเกิดมีอยู่จริง หลังจากนั้นเซ็ตลิสต์ก็เป็นไปเหมือนโชว์ก่อนหน้า จัดกันมาให้ครบถ้วน “Running Wild”, “Grinder”, “Sinner” “The Ripper”, “Lightning Strike”

เราสังเกตเห็นว่า Rob เดินเข้าไปหลังเวทีบ่อยมาก จากการเดาส่วนตัวน่าจะเป็นการเติมออกซิเจน (?) เพราะด้วยวัยแล้วสภาพร่างกายแกไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้ได้นานนัก ถึงคุณภาพจะยังดีเหมือนเดิม แต่พลังงานมันก็ไม่น่าจะไหว และบางเพลงในช่วงกลาง ๆ ก็มีเสียงตกไปบ้าง แต่ช่วงท้ายกลับมาแผดได้หนักหน่วงยิ่งกว่าตอนต้นเสียอีก

มือกีตาร์ขุนขวานทะยานฟ้าที่ทำหน้าที่ในโชว์คืนนี้คือ Richie Faulkner ผู้เข้ามาแทนสมาชิกสุดขลังอย่าง K.K. Downing ตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งรับบทเป็นสุดหล่อจอมขโมยซีนบนเวทีในวันนี้ จะช่วงริธึมหรือโซโล่พี่แกเด่นสุด ส่วนอีกคนคือ Andy Sneap ที่เป็นสมาชิกชั่วคราว รับหน้าที่แทน Glenn Tipton มือกีตาร์รุ่นเก๋าของวงอีกคนที่ต้องหยุดทำงานเพราะเป็นโรคพาร์คินสัน

ความยิ่งใหญ่ของ Judas Priest โดยเฉพาะตัวของ Rob Halford ถือว่าไม่ใช่เล่น ๆ ทุกโมเมนต์ที่เขาหยุดและคุยกับคนดู สัมผัสได้ถึงความเป็นโคตรฮีโร่ของแฟนเพลงที่นี่ แอบรู้สึกว่ากลางโชว์มีความจืดจางลงไปมากอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะทางวงเก็บเซ็ตลิสต์พีก ๆ ไว้ตอนท้ายทั้งหมด เซ็ตลิสต์ตรงนี้ประกอบไปด้วย “Desert Plains”, “No Surrender”, “Turbo Lover”, “The Green Manalishi (With the Two Prong Crown” ที่เป็นการคัฟเวอร์เพลงของ Fleetwood Mac และตามมาด้วยเพลงสุดหนักแน่น “Night Comes Down”

หลังจากไปเติมพลังหลังเวทีและปล่อยให้เพลงอินเทอร์ลูดอย่าง “Guardian” เล่นไป ลุง Rob Halford หมดเต็มสูบก็กลับออกมาพร้อมกับสมาชิกวงทุกคนอีกครั้งและจัดให้เต็ม ๆ ทั้ง “Rising from Ruins”, “Firewheel Burning” และเพลงที่ร้องตามได้สนุก ๆ อย่าง “You’ve Got Another Thing Coming”

หนึ่งในไฮไลท์ของงานที่ไม่พูดถึงและไม่มีไม่ได้เลยก็คือแทร็กของนักซิ่งอย่าง “Hell Bent for Leather” ที่ปู่ Rob แกควบมอเตอร์ไซค์คันโตขึ้นมากลางเวทีแล้วแผนเสียงคำรามก้องฮอล การกระทำแบบนี้ให้คนอื่นทำคงออกมาไม่เท่และขลังขนาดนี้จริง ๆ และหลังจากจบเพลงริธึมแน่น ๆ บนหลังอานกันไปแล้ว ก็มาถึงโคตรเพลงเดือดและเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของงาน เพราะมันคือ “Painkiller” แทร็กแห่งการแผดเสียงในตำนาน แค่เสียงกลองตอนอินโทรที่ Scott Travis ส่งออกมาก็ถือว่าทำให้ใจสั่นแทบจะในทันที และวินาทีนั้นก็โดนดนตรีเฮฟวีเมทัลกระหน่ำจนเหมือนตัวเองหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Here Comes Glenn Tipton

แต่โชว์ไม่ได้จบที่เพลงนี้ เซ็ตอังกอร์สามเพลงสุดท้าย Glenn Tipton มือกีตาร์สุดเก๋าของวงที่มีเหตุให้ต้องพักงานไปเพราะเป็นโรคพาร์คินสัน และไม่สามารถขยับมือเพื่อเล่นเพลงยาก ๆ ได้ ก็ออกมาพร้อมกับกีตาร์ตัวเก่งและสีหน้ายิ้มแย้มให้แฟนเพลงได้เฮกัน

เพลงแรกที่ลุง Glenn ได้กระหน่ำความมันให้กับเหล่าสาวกแดนเมอร์ไลออนคือ “Metal Gods” ที่ถึงจะบอกว่าป่วยจนเล่นไม่ได้ แต่ก็ทำได้ดีสมฉายาเทพเจ้า ตามมาด้วยเพลงดังอีกหนึ่งเพลงที่ไม่เล่นไม่ได้ “Breaking the Law” ที่แฟนคลับโยกตามร้องตามกันแบบสติหลุด ก่อนจะปิดเซ็ตกันแบบจริงจังด้วย “Living After Midnight” เพลงดังในวันวานตั้งแต่ปี 1980 จากอัลบั้ม British Steel ให้สาวกได้ร่ำลาวงเหล็กจากแดนอังกฤษวงนี้กันแบบคึกคัก

บทส่งท้าย สิ้นสุดการเข้าเฝ้าเทพเจ้า

ถึงจะเป็นวัยโรยรา แต่ Judas Priest ยังคงสามารถรักษาแฟนเพลงระดับเดนตายไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้คนดูในโชว์ครั้งนี้จะไม่ได้เยอะแบบล้นหลามหลายหมื่น แต่บรรยากาศของคนที่มาร่วมงานก็เอ็นจอยไปกับเซ็ตเพลงและการแสดงได้แบบเข้มข้นมาก ๆ แบบที่วงเมทัลรุ่นใหม่ ๆ ควรมาดูไว้ว่าจะทำยังไงให้คนรู้สึกอินไปกับผลงานได้มากขนาดนี้

และการส่งไม้ต่อให้กับวงแหกขนบของดนตรีเมทัลอย่าง BABYMETAL ด้วยการเลือกมาเป็น opening act ก็ถือเป็นการกระทำที่ท้าทายมาก เพราะในช่วงที่ประกาศออกมา (และจนถึงตอนนี้) มีคนด่าวงเยอะมาก และน่าจะโดนด่าต่อไปจนกว่าพวกเขาและเธอจะหมดความนิยม ไม่ต่างจากกระแสดนตรีแนวอื่นที่เคยโดนกันมาเวลาคิดค้นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้

ยังไงก็ตาม โชว์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งโชว์ทรงคุณค่าที่ทำให้ชีวิตรู้สึกไม่น่าเสียดายขึ้นมาเยอะ มองในอีกมุมการที่วงไม่ไปเล่นที่กรุงเทพฯ ก็ทำให้เราได้อินกับการเดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ ระหว่างทางไปด้วย ก็จะขอมองว่ามันเป็นเรื่องดีแทนแล้วกันครับ!