ในคืนวันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม Crossfaith ได้มาเยือนกลุงลอนดอนเพื่อพาดนตรีเมทัลคอร์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยมาให้ชาวตะวันตกได้ลิ้มลองกันอย่างดุเดือด ซึ่งคอนเสิร์ตคราวนี้พวกเขาก็ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ยังทัวร์ยุโรปพร้อมกับสองวงได้แก่ Groundculture วงเมทัลประเทศอังกฤษจากนิวคาสเซิลที่พึ่งเปิดตัวปีนี้ และ Blood Youth วงเมทัลและเมโลดิกฮาร์ดคอร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีของเจ้าบ้าน นับว่าเป็นการรวมพลศิลปินเมทัลที่หลาย ๆ คนรอคอย

เมื่อประตูเปิดได้ไม่นาน Groundculture ก็ขึ้นเวทีมาวอร์มอัพคนดูก่อนด้วยเพลงทั้งหมดจาก EP แรกของวงอย่าง “Deviate” และ “Narrative” ซึ่งทำให้เหล่าผู้ชมเริ่มเฮดแบงกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้จะเป็นวงที่พึ่งจะเปิดตัวปีนี้ก็ตามพวกเขาก็สามารถเอาคนดูอยู่ได้เลยทีเดียว “หากคุณต้องตามหาดนตรีที่แสดงถึงอารมณ์ดิบที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งอะไรเลยจงมองหาพวกเรา!” รอย วัตสัน นักร้องนำของ Groundculture ตะโกนบอกคนดูระหว่างเขากำลังแนะนำวงของตัวเอง และยังไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายด้วยซิงเกิ้ลเปิดตัวของวงนั้นก็คือ “Confession”

เราได้พักไม่นานวงที่สองก็รีบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว Blood Youth ไม่รอให้ทุกคนเตรียมตัวอะไรทั้งสิ้น เข้าเพลงแรกไม่ถึงนาทีก็สั่งให้คนดูทำมอชทันที และตลอดการแสดงก็ไม่ให้พักอะไรทั้งสั้นและสั่งให้ทำเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะพอใจ และยังมีบางจังหวะคาย่า นักร้องนำของวงได้กระโดดเข้ามาแจมคนดูด้วยไม่ว่าจะเป็นมอชพิตหรือว่า crowd surf เราได้เห็นวงเล่นทั้งเพลงฮิตเก่าๆ อย่าง “Big Smoke” และ “Closure” แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือซิงเกิลที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปีนี้นั้นก็คือ “Starve” นั่นเอง “เราหวังว่าพวกคุณจะพร้อมนะเพราะว่า Crossfaith น่ะทำโชว์ได้โคตรเจ๋งเลย!” พวกเขากล่าวก่อนที่จะกลับเข้าไป ตอนนี้คนดูหลายๆ คนที่ซ้อมเฮดแบงและเล่นมอชกับวงเปิดก็พร้อมแล้วสำหรับวงหลักที่รอคอยมานาน

นับเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ที่ Crossfaith ไม่ได้มาเยือนประเทศอังกฤษ และคราวนี้ก็ได้บุกแดนตะวันตกพร้อมกับอัลบั้มใหม่ EX_ MACHINA อินโทร “Deus Ex Machina” เริ่มขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสมาชิกวง ทัตซึยะ (มือกลอง) เทรุ (ดีเจ) คาสึ (มือกีตาร) ฮิโรกิ (เบส) ทามะ (กีตาร์ซัพพอร์ต) และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือธงประจำวงที่ เคนตะ (นักร้องนำ) ถือขึ้นมาโบกบนเวทีก่อนเข้าเพลงแรก “Catastrophe”

แน่นอนว่าระหว่างเพลงก็ได้มีการสั่งมอชตามเคย หลังจากเปิดตัวอย่างดุเดือดแล้ววงก็ต่อมาด้วยเพลง “Monolith” จาก EP Zion ที่ออกมาตั้งแต่สมัยปี 2012 ซึ่งเรียกเสียงจากแฟน ๆ สมัยเก่าได้อย่างมากแถมเทรุซึ่งเป็นดีเจของวงกระโดดจากเวทีมาเล่นกับคนดูอีกด้วย ต่อมาโดยไม่ให้พักเลยก็คือ “Destroy” จากอัลบั้มใหม่โดยมีการให้คนดูขานกลับและตะโกนแข่งกับนักร้องด้วย (และยังดังไม่เท่านักร้องนำเลยด้วย) โดยระหว่างนั้นเคนตะก็ได้บอกว่า “ดีใจที่ได้กลับมา!” และระเบิดกันต่อด้วยเพลง “Jägerbomb” ซึ่งไฮไลท์ของเพลงนี้คงไม่แพ้เทรุที่เอาเหล้าเยเกอร์ไมสเตอร์ (ที่ใช้ทำเครื่องดื่มเยเกอร์บอมบ์ของจริง) มาซดระหว่างเล่นเพลงไปด้วย และมีการเทให้คนดูแถวหน้าให้เมาไปตาม ๆ กัน

เพลงถัดไปนั้นเป็นเพลงที่แฟน ๆ เมทัลสายปะทะรอคอยนั้นก็คือเพลง “Countdown to Hell” ซึ่งจุดเด่นของเพลงนี้คงไม่ใช่อะไรอย่างอื่นนอกจาก wall of death ตอนต้นเพลงซึ่งเป็นสิ่งที่วงมักจะสั่งให้ทำประจำ คนดูทุกคนพร้อมใจกันเปิดทางเป็นแนวยาวไปตั้งแต่แถวหน้า ๆ จนไปเกือบถึงท้ายของห้องโถง และเมื่อการนักถอยหลังเกิดขึ้นเราก็ได้ wall of death ที่สวยงามสำหรับคอนเสิร์ตนี้ไปทันที

เมื่อจบเพลงเคนตะเอากระป๋องเบียร์ขึ้นมาบนเวทีและเปิดกระป๋องให้มีเสียงซ่าพร้อมเอาไมค์จ่อปากกระป๋องให้ทุกคนได้รู้สึกสดชื่นกับเสียงของเครื่องดื่มแสนโปรดของขาร็อก (ถึงคนดูจะไม่ได้ดื่มก็ตาม) แต่ระหว่างนั้นคนดูไม่ยอมเงียบเล่นเอาเคนตะตะโกนไปหลายรอบเลยว่า “หุบปากโว้ยไอบ้า!” แต่แทนที่คนดูจะโกรธทุกคนกลับหัวเราะไปตาม ๆ กันกว่าจะได้เสียงเปิดกระป๋องเบียร์คนดูก็โดนด่าไปพอสมควร แต่ทุกคนในวงก็ไม่มีใครอารมณ์เสียแต่อย่างใด (เผลอจะอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย) และต่างคนก็ต่างมีเครื่องดื่มโปรดของตัวเองเอามาไว้บนเวทีไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ หรือไวน์

สิ่งหนึ่งที่ชอบมากของคอนเสิร์ตในลอนดอนครั้งนี้คือสตาฟในงานนั้นคอยแจกแก้วน้ำให้คนดูตลอดเพื่อกันคนเป็นลมจากอาการขาดน้ำ หลังจากพักจิบเบียร์ได้แต่ชั่วครู่พวกเขาก็ต่อกันกับเพลงจากอัลบั้มล่าสุด “Make a Move” ที่อาจจะลดความดุเดือดมาเล็กน้อยและออกแนวดิ้นกันในผับมากกว่าถึงอย่างนั้นก็สนุกไม่น้อย เพราต่างคนต่างเฮดแบงกันรัว ๆ โดยที่ไม่สนใจคนรอบข้าง

เพลงถัดมานั้นเล่นเอาทุกคนในห้องต่างบ้าคลั่งกันเป็นแถวโดยเฉพาะขาเทคโนเพราะมันคือการคัฟเวอร์ของ “Omen” จากวง The Prodigy ทุกครั้งที่เคนตะส่งไมค์มาทุกคนก็จะร้องได้หมดทุกท่อนนับว่าเป็นไฮไลท์ของงาน หลังจากนั้นทุกคนก็กลับเข้าไปชั่วครู่และปล่อยให้เทรุเปิดเพลง “System X” เพลงอินโทรของอัลบั้ม Xeno เพื่อที่จะตามมาด้วยเพลง “Xeno” เคนตะได้ถามคนดูว่ามีใครคนไหนมาดูพวกเขาครั้งแรกที่ได้มาเยือนอังกฤษหรือไม่ และแน่นอนมีหลายคนทีเดียวที่ยกมือขึ้น เคนตะบอกว่าพวกเขาใช้เวลาหลายปีเพื่อที่จะได้มายืนจุดนี้และพวกเขาก็ภูมิใจที่ได้พาวัฒนธรรมและดนตรีญี่ปุ่นมาเยือนถิ่นต่างแดนเช่นนี้ และยังได้กล่าวอีกว่า “ดนตรีนั้นไม่มีขอบเขต ค่ำคืนนี้ได้ได้พิสูจน์มันแล้ว”

เพลงต่อไปนั้นก็คือ “Freedom” ซึ่งมีกระผสมผสานฮิปฮ็อปกับเมทัลอย่างลงตัว แต่ซึ่งที่ไม่คาดคิดมากที่สุดก็คือโรล เรย์โนลแห่งวง Enter Shikari ปรากฏตัวขึ้นมาบนเวทีเพื่อร้องท่อนของเขา ไม่มีการประกาศใด ๆ ทั้งสิ้นว่าเขาจะมาในวันนี้ซึ่งทำให้แฟนๆ หลายคนต่างตกใจและส่งเสียงร้องไปตาม ๆ กัน เมื่อเคนตะกล่าวว่านี่คือเพลงสุดท้ายคนดูทุกคนก็ต่างโห่ว่าจบไวไป! แต่เคนตะก็ยิ้มและหัวเราะพร้อมสั่งให้ทุกคนนั่งลงเพื่อเตรียมตัวกระโดดพร้อมกันในเพลงต่อไปซึ่งก็คือ “Daybreak” ให้มันกันส่งท้ายก่อนช่วงอังกอร์

ทุกคนต่างตบมือเรียกร้องให้ Crossfaith ออกมาอีกครั้ง คนที่ออกมาคนแรกก็คือทัตซึยะนั่นเอง และนี่ก็เป็นช่วงเวลาทีหลาย ๆ คนรอคอยนั้นก็คือโซโล่กลองสายฟ้าแลบจากมือกลองที่สามารถรัวกลองกระเดื่องคู่ได้เร็วจนน่าเหลือเชื่อ และทัตซึยะก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง จัดจังหวะเร็วและยังควงไม้กลองอย่างชิว ๆ ไปด้วยอีก (ก่อนหน้านี้ทัตซึยะได้รับบาดเจ็บและต้องตีกลองมือเดียวระหว่างคอนเสิร์ตแต่หายแล้ว)

หลังจากนั้นเทรุก็ปรากฏตัวออกมาและจัด EDM สไตล์เมทัลกันให้แดนซ์กระจายเพื่อเตรียมตัวเปิดเพลงที่หนักที่สุดของอัลบั้มใหม่เป็นเพลงต่อไปนั้นก็คือ “Perfect Nightmare” ซึ่งเพลงนี้เคนตะได้โชว์เสียงคำรามอันทรงพลังของเขาจนพากันขนลุกไปตาม ๆ กัน Crossfaith ทิ้งท้ายคอนเสิร์ตนี้ด้วย “Leviathan” ซึ่งเป็นเพลงที่แฟน ๆ หลายคนชื่นชอบมาก ดและแน่นอนเทรุยังคงกระโดดไปเล่น crowd surf แต่ที่น่าตกใจกว่าคือเทรุปืนขึ้นลำโพงสูงในช่วงเวลานึงอีกด้วย (เล่นเอาคนดูหวาดเสียวกันเลยทีเดียว)

เมื่อพูดถึงวงดนตรีร็อกญี่ปุ่น หลาย ๆ คนอาจจะไม่คิดว่ามีวงที่สามารถทำเพลงออกมาได้หนักและดุเดือดขนาด Crossfaith แต่แล้วพวกเขาก็ได้พิสูจน์แล้วในคืนนั้นว่าดนตรีนั้นไม่มีขีดจำกัด ไม่มีขอบเขตใด ๆ ทั้งสิ้น เชื้อชาตินั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะกีดกันความทะเยอทะยานของศิลปิน

และถึงกำแพงนั้นอาจจะมีอยู่จริง ๆ Crossfaith ก็ได้ทลายมันลงอย่างสิ้นซากในคอนเสิร์ตของค่ำคืนนั้น