แม้จะมีแฟนเพลงในไทยมาก แต่ Bring Me the Horizon ยอดวงร็อกอดีตหัวหอกเดธคอร์จากเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ก็ไม่ได้มีดวงสมพงษ์กับการมาเยือนกรุงเทพแต่อย่างใด หลังจากที่มาเปิดการแสดงในยุคอัลบั้ม Sempiternal (ซึ่งยังพอนับเป็นวงเมทัลได้อยู่) พวกเขาก็หายไปยาว ๆ ถึงสองยุคสมัย ก่อนจะถูกนำเข้ามาอีกครั้งผ่าน The Very Company ในปี 2019


OPENING ACT: ANNALYNN

[หมายเหตุ: เนื้อหาในส่วนของ Annalynn เขียนเสริมโดย แนน kanongkanan]

Annalynn วงเมทัลสัญชาติไทยจากค่าย Wayfer Records ที่กำลังมาแรงก็ได้รับเกียรติให้ขึ้นแสดงโชว์เปิดงาน ขนเอาเพลงเดือด ๆ มากมายมาเสิร์ฟให้กับผู้ชมกันแบบเต็มที่รวมไปถึงซิงเกิลใหม่ที่เพิ่งปล่อยไปได้ไม่นานนักอย่าง “Holy Gravity” บอกเลยว่าจัดเต็มความเดือดตั้งแต่ต้นจนจบในเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม มีการมอชและเซอร์เคิลพิตในคอนเสิร์ตนี้พร้อม ๆ กันถึง 4 วง เป็นภาพที่สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย

และหากพูดถึงเรื่องการแสดงสด ทางวงยังคงทำได้ดีเช่นเคย แต่ครั้งนี้ทำได้ดียิ่งมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะตกเอาแฟนเพลงใหม่ ๆ กลับไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและก็ร่วมยินดีที่วงเมทัลไทยได้ร่วมเป็นเปิดให้กับวงร็อกระดับโลกอย่าง Bring Me the Horizon


WELCOME BACK: BRING ME THE HORIZON!

การกลับมาครั้งนี้ของวง Bring Me the Horizon เป็นวาระสำคัญของแฟนเพลงทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ เพราะทุก ๆ เพลงในอัลบั้ม Sempiternal, That’s the Spirit และ amo ยังไม่เคยถูกขับขานบนแผ่นดินไทยมาก่อน (ครั้งก่อนเพลง “Drown” ออกแล้วแต่ไม่เล่น) และเรียกได้ว่าคอนเสิร์ต Bring Me the Horizon Live in Bangkok 2019 ครั้งนี้คือการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ให้ซีนเพลงร็อกเมืองไทยอีกครั้ง

เรื่องแรกคือการเป็นคอนเสิร์ตกลางแจ้ง เหตุการณ์ที่วงร็อกต่างประเทศจะมาเล่นเอาท์ดอร์ในไทยเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นอกจาก Linkin Park, Slipknot, Guns N’ Roses ก็มีแต่เทศกาลดนตรีบางงานเท่านั้นที่พอจะนับรวมไปได้

ถัดมาคือเหตุการณ์เปิดตัวเพลง “Ludens” เพลงประกอบเกม Death Stranding ที่เพิ่งวางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการเปิดตัวเวอร์ชันแสดงสดครั้งแรกบนโลก หรือ world premiere และทำให้โชว์ครั้งนี้เข้าขั้นหนึ่งในไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของไทย แต่เป็นประวัติศาสตร์ของวง BMTH เองด้วย ช่วงแรกที่วงเล่นเพลงนี้คนดูยังออกแนวงง ๆ และตื่นเต้นกับการกลับมาของวงที่รอคอยกันอยู่ เลยยังไม่ค่อยออกสเต็ปมอชหรือโยกเท่าไหร่ และแอบคิดว่าถ่ายคลิปกันเยอะจนมองอะไรไม่เห็นประมาณหนึ่ง

แต่หลังจากที่ปล่อยของใหม่เสร็จแล้ว “Can You Feel My Heart” งานเพลงยุคกลางของวงก็ทำให้หลาย ๆ คนออกตัวโยกหัวขยับร่างกันมากขึ้น การอุ่นเครื่องค่อย ๆ ไล่ระดับไปด้วย “wonderful life” ที่กราฟิกบนจอเปลี่ยนเป็นสนามหญ้าสดใสพร้อมภาพของ Dani Filth แขกรับเชิญหาโหดที่ใส่มาแบบโคตรคอนทราสต์กัน และบทจะขายของ ทางวงก็ขายกันแบบต่อเนื่อง ด้วย “medicine” เพลงร็อกซาวด์ทันสมัย ที่แม้จะใหม่ แต่ก็ประสบความสำเร็จมากพอที่คนทั้งงานจะ sing along ตามกันแบบไม่มีผิดหรือหลุดท่อน

หลายคนปรามาสพวกเขาเอาไว้ว่าเป็นวงป๊อป และ Annalynn วงเปิดของงานเล่นได้หนักหน่วงกว่าหลายเท่า เช่น เดี๋ยวค่อยไปนั่งพักตอนบริงมีเล่น แต่ผลที่ออกมาคือ เซอร์เคิลพิตขนาดใหญ่ยักษ์ทั้งด้านซ้ายและขวาของงาน ทั้งโซนหน้าและโซนหลัง เกิดขึ้นทันทีที่อินโทรเพลง “The House of Wolves” ดังขึ้น เรียกว่าเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่เดือดเกือบสุดของงาน วงใส่สุด คนดูก็ใส่สุดด้วยเช่นกัน ก่อนจะตามมาด้วย “sugar honey ice & tea” ให้ยืนโยกพักร่างกาย ถ่ายคลิปลงอินสตาแกรมแบบเท่ ๆ กันไป รือฟื้นร่างมาเพื่อ…

“Diamonds Aren’t Forever” บทเพลงระดับตำนานจากอัลบั้ม Suicide Season ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาโผล่ในเซ็ตลิสต์นี้ด้วยแล้ว ดีกรีความเดือดของคนดูที่ติดตามมาตั้งแต่สมัยเดธคอร์ขึ้นถึงขีดสุดแบบทะลุปรอทมาก ๆ การได้เห็นมอชพิตแบบเหวี่ยงหมัดเหวี่ยงตีน ทำให้เรานึกถึงซีนเพลงสายหนักยุคต้น 2010s ขึ้นมาจับใจ จนทนไม่ไหวต้องวิ่งเข้าไปร่วมด้วยจนเบียร์ในท้องแทบพุ่งอยู่หลายต่อหลายวาระ เพลงนี้ถึงขั้นที่ เจต Jeddy Tragedy หนึ่งในฟาวเดอร์ของเราเข้าไปร่วมกระทำการมอชแบบไม่ดูสังขารได้จนหอบแหกออกมานั่งพักเลยทีเดียว (เช็กจาก setlist.fm มา เพลงนี้เป็น tour debut เล่นครั้งแรกในการทัวร์ครั้งล่าสุดด้วยครับ เหย็ด ตำนานอีกแล้ว!)

และหลังจากส่งเพลงยุคเก่ามาให้เดือด ก็ขยี้ต่อด้วย “Shadow Moses” ที่เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าคนหลัก 5-6 พันคนตะโกน “This is Sempiternal!” พร้อมกันมันจะฮึกเหิมขนาดนี้ เป็นอีกเพลงที่วงมอชโซนบีตี่ผู้เขียนยืนอยุ่ซัดกันนัวมากจนตกใจ ก่อนจะไหลมาพักร่างกันด้วยเพลงชาติของคนรักเมีย “mother tongue” จากอัลบั้มล่าสุดให้ได้พักร่างกัน ดูเป็นเซ็ตลิสต์ที่เข้าใจสังขารแฟนเพลงพอตัวเลยทีเดียว รวมถึง “Happy Song” ที่ Oliver เคยบอกไว้ว่าจะไม่เล่นแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ยังคงมีออกมาเล่นให้มันกัน

การกลับมาไทยครั้งนี้ BMTH เข้าถึงการเซอร์วิสแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ระหว่างโชว์ Oliver Sykes ลงจากเวทีเดินมาหา มาร้องเพลงต่อหน้าคนดูเรื่อย ๆ และในเพลง “Antivist” ก็มีการเลือกแฟนเพลงขึ้นไปร้องด้วย รวมถึงเพลงที่ไม่ค่อยเข้าหูใครในงานเลยอย่าง “nihilist blues” ที่เหมือนจะไม่มีอะไร ก็สร้างโมเมนต์ประวัติศาสตร์ด้วยการที่ Oli เลือกแฟนเพลงสาวชาวฮ่องกงผู้โชคดีมาหนึ่งคน ไปประคองใบหน้าเจ้าหล่อนไว้แล้วร้องเพลงให้ฟังยาวนานเกือบครึ่งนาที เรียกว่ายังไงก็ต้องฟินจนตายแน่นอน มั่นใจมาก ๆ

ช่วงท้ายของเซ็ตเพลงเป็น “Follow You” งานหวาน ๆ ที่หลายคนรอคอย ก่อนจะปิดด้วย “Throne” ให้ซัดกันนัวอีกรอบแบบที่ทุกคนรู้กันว่าสำหรับเพลงนี้ต้อง ‘ใส่สุด’ เท่านั้น และถ้าจำไม่ผิด เพลงนี้คือเพลงที่ Oli สั่งให้คนดูทุกคนนั่งลง (เหมือนที่ Slipknot ทำเวลาเล่นเพลง “Spit It Out” ด้วย โดดได้สะใจมาก / แต่ถ้าไม่ใช่เพลงนี้บอกได้ครับ ชักไม่แน่ใจ)


ENCORE: 2 SONGS LEFT

ระหว่างช่วงอังกอร์ขอฟังต่อ ตรงจุดที่ผู้เขียนยืนอยู่ตะโกนพร้อมกันว่าโทรศัพท์ใครหาย แทนการเรียกวงออกมา ก็เป็นโมเมนต์น่ารักของชาวร็อกที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นเหมือนกัน (ฮ่า ๆ)

ช่วงอังกอร์เปิดด้วย “MANTRA” งานจากอัลบั้มล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นมากกว่าวงเมทัลของ BMTH ที่คนดูก็งัดแรงมาใส่สุดกันเช่นเคย เรียกว่าความอัดอั้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมาถูกชำระล้างไปในโชว์นี้กันแทบหมดสิ้น เห็นว่า Oli และสมาชิกทุกคนในวงยิ้มออก ประทับใจกับคนดูแบบนี้มีให้ชมกันต่อในอนาคตแน่นอน ผู้จัดเอามาแล้วไม่เจ๊ง ยังไงเราก็ได้ดูกันอีกครับ!

เพลงสุดท้าย ท้ายสุด จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากเพลงที่คนดูนับพันคาดหวังจะได้ฟังสด ๆ มาตั้งแต่ปี 2014 “Drown” ซึ่ง แม้จะเป็นเพลงที่ไม่ได้หนักหน่วงเมื่อเทียบกับเพลงอื่น ๆ ในเซ็ตลิสต์ แต่คนก็กระโดดกันอย่างบ้าคลั่งโดยพร้อมเพรียง เป็นการส่งท้ายให้กับพวกเขาแบบที่การันตีได้เลยว่ายังไงก็ต้องประทับใจแน่ ๆ และโดยส่วนตัว ผู้เขียนเองก็มีความหลังกับเพลงนี้เป็นอย่างมาก จนถึงขั้นยืนน้ำตาร่วงตั้งแต่อินโทรวินาทีแรก จนโน้ตตัวสุดท้ายผ่านพ้นไป และสามารถพูดได้เต็มปากว่า Bring Me the Horizon Live in Bangkok 2019 คือโชว์ที่ ‘สุดทุกทาง’ ไม่ว่าจะเป็นความมัน ความโหด ความหวานเลี่ยน ความประทับใจ การได้ปลดปล่อยทุกอารมณ์ออกมาแบบสุด ๆ ขนาดนี้


PRODUCTION

ในแง่ของคุณภาพโปรดักชัน ทั้ง visual ที่ถูกเล่นบนจอขนาดยักษ์บนเวที รวมถึงมอนิเตอร์ใหญ่ด้านข้างที่ทำให้คนดูโซนไกลมองเห็นความเป็นไปบนเวทีได้อย่างชัดเจนถือว่าอยู่ถูกที่ถูกเวลามาก จะยืนตรงไหนก็ไม่ค่อยพลาดเหตุการณ์สำคัญ​ (พอดีซื้อโซน B ไปเพราะตั้งใจจะอยู่ในวงมอชที่ใหญ่กว่า) และด้านคุณภาพเสียง ก็ต้องบอกตามตรงว่าเป็นงานกล้างแจ้งที่ซาวด์ดีจริง ๆ ไม่ใช่แค่มันสนุกเพราะวงเล่นมัน แต่มันยิ่งยอดเยี่ยมขึ้นเพราะประสบการณ์ด้านเสียงก็ไม่ได้ขี้เหร่ด้วย (ไม่ใช่ทีมซาวด์ทุกเจ้าที่จะเอาอยู่ในสเกลนี้)

และต้องยอมรับว่า Bring Me the Horizon เป็นวงที่เล่นกับ pop element ต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจ พวกเขาเป็นวงร็อก พวกเขามีเพลงเมทัลเดือด ๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่กราฟิกสดใส แดนเซอร์ หรือเชียร์ลีดเดอร์เข้าไปในโชว์ด้วย ทำให้ความตื่นตาตื่นใจทะลุขึ้นไปอีกหลายเท่าทีเดียว


CONCLUSION

10/10 แน่นอน

โชว์นี้เป็นทั้งประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีประเทศไทย และเป็นประวัติศาสตร์ของแฟนเพลง Bring Me the Horizon กว่าหกพันคนในวันวานด้วย หวังว่าจะได้เจอกับพวกเขาอีกในอนาคตอันใกล้ครับ!