ถึงจะเคยมีคอนเสิร์ตใหญ่ที่ราชมังคลากีฬาสถานมาแล้ว แต่ Bodyslam Fest วิชาตัวเบา ไม่เหมือนกับงานครั้งก่อนแน่นอน การเว้นว่างจากการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่นี่ไปถึงกว่า 8 ปี พวกเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่เลขอายุ แต่ความเก๋าและชั้นเชิงในการทำ-เล่นดนตรี รวมถึงทัศนคติในการมองโลกและการสื่อสารกับแฟนเพลงก็เปลี่ยนไปด้วย

ครั้งสุดท้ายที่ได้ดูคอนเสิร์ตของ Bodyslam เต็ม ๆ คือทัวร์ปรากฎการณ์ดัม-มะ-ชา-ติ รอบที่มาเล่นที่เอเชียทีค ซึ่งก็ถือว่าเป็น Bodyslam ที่โตขึ้นมาก เพราะก่อนหน้าทัวร์นั้นก็แทบไม่ได้ดูโชว์ของพี่ ๆ วงนี้แบบเต็ม ๆ มาก่อนเลย (ยกเว้นตอนช่วงสองอัลบั้มแรก ที่ผู้เขียนยังอยู่มัธยมต้นแล้ววงมาเล่นที่โรงเรียน) ก็ถือว่า วิชาตัวเบา รอบแรกที่กำลังจะได้ดูเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากพอสมควร


THE EARLY BIRDs

© Mddick

เนื่องจากได้รับการนัดแนะมาว่าให้ไปรับบัตรสื่อตอนประมาณสี่โมงเย็น และรู้อยู่แล้วว่าราชมังฯ ร้อนมาก จึงตัดสินใจไม่ไปเร็วกว่านั้น ที่แน่ ๆ คือพลาดโชว์ของวงที่เวทีเล็กด้านนอกอย่าง Dream Stage ทั้งหมด เสียดาย แต่ไม่มาก เพราะตั้งใจเก็บแรงไว้ดูเฮดไลน์ไปยาว ๆ อยู่แล้ว

ที่น่าตกใจมากก็คือเพิ่งรู้ ณ ตอนที่ไปถึงงานว่าแฟนคลับตัวจริงเค้ามากันตั้งแต่เช้า มีทั้งส่วนที่มาต่อแถวเพื่อเข้าไปจองที่ด้านหน้าในสเตเดียมตั้งแต่ตอนแดดยังเปรี้ยง และพวกที่รีบมาแต่หัววันเพื่อมาซื้อ merchandise รุ่นลิมิเต็ดเฉพาะงานนี้ แถวยาวจนพาลให้คิดถึงตอนไปเทศกาลดนตรีที่ญี่ปุ่น (Knotfest Japan, Warped Tour Japan) คนที่นั่นเค้ามาซื้อของสะสมกันจริงจังเบอร์นี้เลย แถมของเราจริงจังกว่ามาก เพราะแดดแรงกว่ามาก ๆ ยอมใจเลยจริง ๆ ครับ

ได้บัตรประมาณสี่โมงเย็น แต่กว่าวงจะขึ้นแสดงก็ค่ำ ที่พอทำได้ก็คือหามุมนั่งพักเพื่อหาอะไรรองท้อง แล้วก็พบว่า โซนอาหารที่เตรียมไว้จัดว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับปริมาณคนที่มาร่วมงาน แถวยาวทุกบูธ ไม่มีจุดว่างให้เดินสะดวก ว่ากันด้วยเรื่อง facility แล้ว ห้องน้ำสามารถรองรับความต้องการของคนที่ใช้บริการ ได้ดีกว่าโซนอาหารมากทีเดียว


SHOWTIME!

© Mddick

เนื่องจากได้แต้มบุญเป็นโซนสื่อที่ทางพีอาร์กันไว้ให้อยู่แล้ว ก็เลยเดินเตร็ดเตร่ดูบรรยากาศงานรอบ ๆ อยู่นานทีเดียว กว่าจะโผล่หน้าเข้าไปประจำที่ในงานเวลาก็ปาไปทุ่มหนึ่งพอดิบพอดี เตรียมกล้องเตรียมอะไรให้พร้อม หามุมที่พอมองเห็น ไม่นานนักราวทุ่มครึ่งก็มีเสียงอินโทรหวูดแปลก ๆ กลิ่นอายอิเล็กทรอนิกนิด ๆ ปูทางให้สมาชิกแต่ละคนเดินขึ้นมาบนเวที และพอ ‘พี่ตูน‘ ขวัญใจมหาชนโผล่ขึ้นมาในมาดร็อกเกอร์เสื้อยีนส์โชว์กล้าม ไม่มีเสื้อยืดด้านใน เสียงกรี๊ดก็ลั่นราชมังฯ แบบดังไปยันลาดพร้าวกันเลยทีเดียว (อันนี้เติมเอง)

เพลงแรกที่สาดใส่คนดูในวันนี้คือ “แสงสวรรค์” จากอัลบั้มล่าสุด ก่อนจะเติมพลังความข้นกันด้วยเพลง “คราม” ที่ขึ้นอินโทรได้นิดเดียวก็หยุด หลังจากนั้นพี่ตูนก็ใช้เวลาช่วงต้นของงานทำความเข้าใจกับเหล่ามนุษย์มือถือในงานจำนวนมากว่า ไม่ต้องอยากแชร์ให้เพื่อนดูขนาดนั้น “นึกย้อนไปตอนที่ตัวเองนั่งจองบัตรอยู่คนเดียว เพื่อนมันมานั่งจองกับเราด้วยมั้ย” และเมื่อถึง “เวลาสนุกเราควรเห็นแก่ตัวบ้าง” คนรอบข้างก็ดูจะเชื่อฟังพี่แกดีครับ เก็บมือถือแล้วชูมือขวาซ้ายโบกไปมากันแทนโดยพร้อมเพรียง

“จากตรงนี้ถ้ามองไปแล้วเห็นแต่มือถือ มันจะไม่ใช่คอนเสิร์ต”


BACK TO THE FUTURE

© Mddick

ถัดมาเป็นเพลง “เสี้ยววินาที” แอบตกใจที่เพลงหน้าบีเพลงนี้มาอยู่ตั้งแต่ต้นโชว์เพราะคนดูอินน้อย แต่มันมาก บทจะขยี้ความร็อกก็ต้องยอมรับว่ามนุษย์วัย 40s อย่างพี่ ๆ ทั้งห้าก็ทำได้ดีและแกร่งไม่แพ้เด็กรุ่นใหม่เลย ตอนท้ายมีโซโล่กลองโดยพี่ชัชให้เฮกันอีกช็อต นาน ๆ จะได้เห็นทีนึง

อีกเพลงที่กระตุ้นอารมณ์คนดูมาก ๆ คือ “คนที่ถูกรัก” ที่ถูกงัดขึ้นมาเล่นตั้งแต่ต้นโชว์ แฟนเพลง Bodyslam ส่วนมากถ้าไม่ตามจากสองอัลบั้มแรกก็น่าจะเริ่มกันที่ชุด Believe การหยิบเพลงนี้ขึ้นมาเล่นเหมือนเป็นการเปรยไว้แต่เนิ่น ๆ ว่า เดี๋ยวคืนนี้มีจัดให้อีก


IT’S WHO WE ARE, FROM THE STARS

© Mddick

ก่อนจะขึ้นเพลง “ใคร คือ เรา” ซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้มวิชาตัวเบา มีนักแสดงเอ็กซ์ตราจำนวน 60 คนโผล่ขึ้นมาบนเวทีเพื่อช่วยส่งสารบางอย่างถึงคนดูให้มากกว่าแค่เสียงเพลง ออกจะนามธรรมไปนิด แต่ก็เป็นกิมมิกที่เจ๋งดี ได้ความ cinematic ไปเต็ม ๆ พาร์ทนี้

และนอกจากการการตั้งคำถามว่า ‘ใครกำหนดไว้ให้เราต้องเชื่อดวงดาว’ อีกเพลงที่ตามมาเสริมในเรื่องเดียวกันทันทีก็คือ “ชีวิตเป็นของเรา” ที่เล่นเอาเหงื่อไคลของชาวร็อกในงานไหลย้อยไปตาม ๆ กัน คิดถึงท่อนเบรกดาวน์ติดนอยส์ของเพลงนี้มาก เพราะเท่าที่จำความได้ยังไม่เคยได้ดูเพลงนี้สด ๆ เลยซักครั้ง เรื่องความฟินนี่หายห่วง (แต่เรื่องซาวด์ก็ต้องบอกว่า…) ตามมาด้วยเพลง “เวลาเท่านั้น” เพลงความหมายดีที่ไม่ค่อยดัง ถือว่าเป็นช่วงพักร่างของคนในงาน เพราะบรรยากาศดูนิ่งลง เพลงหน้าบีมันก็จะเงียบ ๆ หน่อยเป็นปกติสำหรับวงที่มีเพลงดังเยอะ


DO MORE, TALK LESS

© Mddick

หลังจากที่งานเงียบไปเป็นช่วงสั้น ๆ จอมอนิเตอร์ยักษ์บนเวทีก็ฉายภาพผืนกระดาษสีขาวที่กำลังถูกขีดเขียน “DO MORE, TALK LESS” / “ทำให้มาก พูดให้น้อย” แล้วตามด้วยการบรรเลงเพลง “ท่านผู้ชม” แบบบัลลาดร็อกเบา ๆ ในครึ่งแรก ให้คนดูได้ร้องตามและสัมผัสกับบรรยากาศใหม่ ๆ ของเพลงเก่ากันบ้าง เพลงนี้ได้ยินพี่ตูนร้องเสียงฟอลเซ็ตโต้ ประทับใจมาก แสดงว่าฟิตร่างกายมาดี ฟินครับ ๆๆๆ แถมพอครึ่งหลังกลับมาเล่นจังหวะออริจินัลก็โคตรสนุก จบเพลงมียิงพลุด้วย

ตลอด 9 เพลงที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีช่วงที่วงพักเบรกมาคุยกับคนดูมากนัก จนมาถึงตอนนี้ก็ถึงช่วงของการทักทายกันอย่างจริงจัง กล่าวคำขอบคุณ และเข้าสู่บรรยากาศของอารมณ์หม่น ๆ อีกครั้งในเพลง “เปราะบาง”

ช่วงที่ชอบที่สุดเป็นการส่วนตัวคือพาร์ทของเพลง “เตรียมตัวตาย” เพราะด้วยเนื้อเพลงเกี่ยวกับการ ‘ใช้ชีวิตและตายให้มีความหมาย’ เพื่อให้ใครซักคนได้จดจำ บวกกับภาพบนหน้าจอด้านหลังที่เป็นดวงตาของเหล่าบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ มันช่วยเสริมความหมายของเพลงได้ดีมาก ๆ แม้จะไม่ได้เป็นเพลงที่มีเอฟเฟกต์ไฟ พลุ หวือหวา ทว่าเป็นช่วงเวลาที่กินใจเรามากที่สุดในคืนนั้น


GUEST(s) WHO?

© Mddick

ว่าด้วยวิชาชีวิตกันต่อ จาก “เตรียมตัวตาย” ก็มาเป็นเพลง “ไม่แก่ตาย” เพลงร็อกมัน ๆ ว่าด้วยเรื่องความฝันจากอัลบั้มล่าสุด เพลงนี้ในอัลบั้มได้ Joey Boy มาแจมด้วย แน่นอนว่าในงานจะไม่มาก็กระไรอยู่ พี่โจ้มาพร้อมกับชุดคลุม Versace ที่มองจากระยะไกลเวที 80 เมตรก็ยังดูรู้ว่ารวย และก็มาพร้อมกับการอวดกล้ามไม่ต่างจากพี่ตูนพ่องานในวันนี้

ส่วนที่น่าเสียดายก็คือการแร็ปอันดุดันของพี่ Joey แกถูกกลบด้วยคุณภาพของเครื่องเสียงที่มันไม่ได้ดีนัก จากที่สนุก ๆ ก็เลยแอบหัวเสียในบางช่วงบางตอน เดี๋ยวกีตาร์หายมั่ง เบสหายมั่ง ทุกอย่างไม่ฟังดูบวมก็ฟังดูขาด ถ้าไม่ใช่เพราะคุณภาพโปรดักชันส่วนอื่นเข้ามาเสริมความสนุกก็น่าจะกร่อยลงกว่านี้มากโขอยู่

และแขกรับเชิญมาทั้งที จะร้องเพลงเดียวจบก็กระไร มีต่อด้วย “ความเชื่อ” เวอร์ชัน extended rap กันอีกหนึ่งเพลง (ใครเคยดู Live in คราม คงจำได้ว่าตอนนั้นก็มีพี่กอล์ฟ Fucking Hero กับอุ๋ย Buddha Bless มาเสริมเพลง “สติกเกอร์” ให้สนุกขึ้น แบบเดียวกัน) ตรงนี้อารมณ์คนดูถือว่าถึงของประมาณนึงเลย

แล้วก็มาถึงช่วงเวลาของการย้อนวันวานกันแบบเข้ม ๆ เริ่มด้วย “ความรักทำให้คนตาบอด”, “ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ” แล้วตามด้วย “ความรัก” ที่คุณอาทิวราห์โผล่หน้าลงมาร้องแบบใกล้ชิดคนดู แจกความฟินกันแบบทั่วถึง

หลังจากนั้นก็มีแขกรับเชิญปรากฎตัวขึ้นมาอีกหนึ่งคน ซึ่งก็คือ ปาล์มมี่ เจ้าของการฟีทเจอริ่งเพลง “นิรันดร์” ในอัลบั้มวิชาตัวเบา ไฮไลท์ของพาร์ทนี้ไม่ใช่เพลงแรกที่แจมกัน แต่เป็นการจับนักร้องสไตล์ฝรั่งร่วมสมัยอย่างพี่มี่มาออกลูกเอื้อนหมอลำในเพลง “คิดฮอด” ที่ตัวแม่อย่าง ศิริพร อำไพพงษ์ ร้องไว้ ถือว่าทำได้ดีมาก สนุกมากครับ ๆๆๆ และอาร์ตเวิร์กบนเวทีกับแดนเซอร์ที่โผล่ตามงานก็ทำให้บรรยากาศตอนนี้มันเป็นบ้านงานมาก ๆๆๆๆ ตอนดูนี่ก็เซิ้งยับ (นี่ถ้าราชมังฯ ขายน้ำเมาซะหน่อยยิ่งกว่านี้อีก!)


BODYSLAM x ORCHESTRA

© Mddick

แม้สมาชิก Bodyslam 5 คนจะสามารถสร้างดนตรีร็อกหนักแน่นออกมาได้เองแบบไม่ต้องพึ่งใคร แต่เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ทั้งทีมันต้องมีอะไรที่ ‘มากกว่านั้น’ และทางวงก็เลือกที่จะนำเสนอความ ‘มากกว่า’ ด้วยวงออร์เครสตร้าชุดใหญ่ที่ออกมายืนเรียงรายเต็มชั้นบนสุดของเวที พาร์ทนี้เริ่มกันด้วยเพลง “ขอบฟ้า” ที่ฟังดูแล้ววงเครื่องสายไม่ได้ช่วยอะไรซักเท่าไหร่ น่าเสียดายของมาก ๆ แต่ในเพลงถัดมาอย่าง “ความฝันกับจักรวาล” นี่ก็ถือว่าถ้าขาดไปคงไม่สมบูรณ์ขนาดนี้ ซาวด์บางช่วงก็ดีบางช่วงก็แย่เหมือนเดิม ตรงนี้จำได้พิมพ์โน้ตในมือถือระหว่างดูไว้ว่ากระเดื่องดังลั่นจนหมวกสั่น

ในพาร์ทออร์เครสตร้า พี่ปิ๊ดมือเบสออกมาด้านหน้าเวทีพร้อมไฟฉายหนึ่งกระบอก ส่งสัญญาณให้คนดูเปิดแฟลชมือถือเป็นทะเลดาว เป็นอีกพาร์ทที่เอ็นเตอร์เทนคนดูได้ดีเพราะไม่ใช่แค่เปิดไฟ มีการนัดแนะกันเล่นเวฟ LED อันนี้เป็นกิจกรรมที่ไม่เคยเห็นคอนเสิร์ตไหนทำมาก่อน (555) และเพลง “ชีวิตยังคงสวยงาม” ที่มีทั้งวงเครื่องสายและทะเลไฟจากโทรศัพท์มือถือ ก็ทำให้โมเมนต์ตรงนี้เป็นที่น่าจดจำของใครหลายคนมาก ๆ


MINI-STAGE

© Mddick

จบจากพาร์ทเล่นใหญ่กับเครื่องสาย พี่ ๆ ทั้งห้าก็ออกมาเซ็ตเวทีคอนเสิร์ตกันตรงเวทีเล็กที่ยื่นออกมาหน้าสุด มีการพูดคุยขอบคุณสปอนเซอร์กันเล็กน้อยตามธรรมเนียม พี่ตูนนักร้องนำบอกกับคนดูในรอบแรกว่า ที่ตั้งใจประกาศคอนเสิร์ตสองรอบแต่แรก เพื่อจะให้คนดูได้เลือกด้วยตัวเองว่าสะดวกมาดูวันไหน ไม่ใช่รอให้รอบแรกเต็มแล้วค่อยเปิดเพิ่ม (เผื่อมีคนอยากมาวันอาทิตย์มากกว่า) พ่อพระของเหล่าสาวกจริง ๆ

ช่วงเล่นเล็กตรงนี้มีทั้งหมด 5 เพลง เริ่มกันด้วยการส่งพลังใจกับเพลง “ทางกลับบ้าน” ตามมาเป็น “ปลายทาง”, “ไม่รู้เมื่อไหร่” เพลงที่ไม่ค่อยได้เล่นซักเท่าไหร่ แล้วตามมาด้วยหนึ่งในเพลงที่สาวกติดปีกอยากดูกันเสมอมา “สักวันฉันจะดีพอ” งานจากยุคแรกของวง แล้วจบด้วยการคัฟเวอร์เพลง “เสียดาย” ที่ไม่ปล่อยให้บรรยากาศจืด มีปล่อยลูกโป่ง ยิง confetti กันสนุกสนาน ชวนคนดูโบกมือตาม

“โบกไม้โบกมือไล่ฝุ่น PM2.5 ให้ออกจากกรุงเทพหน่อยเร็ว”


THANK YOU, NEXT

© Mddick

งานเงียบไปพักหนึ่ง (น่าจะให้สมาชิกวงไปพักเบรก) ระหว่างนี้มีกราฟิกบนจอเล่นฆ่าเวลากับคนดูไปพลาง ๆ แล้ววงก็กลับออกมาอีกครั้งกับการบรรเลงเพลงที่เป็นที่มาที่ไปของงานในวันนี้ “วิชาตัวเบา” ซึ่งในช่วงเพลงนี้เป็นอีกโมเมนต์ ที่เราจะได้เห็นถึงความเป็นมิตรและความถ่อมตัวของฟรอนต์แมนขวัญใจมหาชนคนนี้มาก ๆ

พี่ตูนแกอยากเห็น ‘รอยยิ้ม’ ของคนอื่นบ้าง ก็เลยไปหยิบกล้องวิดีโอที่เตรียมไว้มาถ่ายคนรอบข้างแล้วยิงขึ้นจอยักษ์บนเวทีด้วย มีทั้งทีมงานเบื้องหลังบนเวที เพื่อนร่วมวง (ดอกที่แซวพี่ชัชคือตลกมาก) ไล่ถ่ายเจ้าหน้าที่และแฟนเพลงหน้าเวที ลงมาเล่นกับคนดู เดินขอบคุณคนนั้นคนนี้แบบที่เดาเอาว่าน่าจะกินเวลานานยิ่งกว่าการเล่นเพลงของ Bodyslam 1 เพลงด้วยซ้ำ แอบคิดในใจว่าถ้าพี่เค้าสามารถเดินขอบคุณทุกคนในงานได้เค้าก็คงทำไปแล้ว คนอะไรหัวใจโคตรใหญ่จริง ๆ ชอบการที่พี่ตูนแกให้คนดูได้มีซีนบนจอยักษ์ด้วยกันมาก ๆ สัมผัสได้ถึงความ ‘ไม่มีทุกคนไม่มี Bodyslam’ แบบที่แกชอบพูดจริง ๆ


IT’S TIME TO ROCK!

© Mddick

จบจากพาร์ทซึ้งกินใจกันไปช่วง 6-7 เพลงสุดท้ายมีให้แต่ความมันล้วน ๆ เริ่มกันด้วยเพลง “ผักบุ้งลอยฟ้า” เพลงเดือด ๆ ของอัลบั้มล่าสุดที่ได้พี่ Fucking Hero มาแจมด้วย ท่อนแร็ปโคตรมันนนนนนนนนส์ แต่พังเพราะซาวด์อีกแล้ว! ฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าพี่แกร้องอะไร! ขอยกให้เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตปราบเซียนของทีมซาวด์ และมีแขกรับเชิญเดือด ๆ แบบนี้ทั้งที เพลงถัดมาจะเป็นเพลงมัน ๆ อย่างเดียวก็คงไม่ได้ แต่เนื้อหามันต้องคมคายด้วย และเพลงที่ F-H-E-R-O กับวง Bodyslam ได้แจมกันต่อก็คือเพลง “ดัม-มะ-ชา-ติ” ที่มีการใส่ท่อนแร็ปเพิ่มเข้าไปเช่นกัน โคตรดี ใครอยากรู้ว่าดียังไงเอาไว้รอดูในดีวีดีคอนเสิร์ตงาน!

ท้ายโชว์เป็นการงัดเพลงดีเพลงเด่นออกมาเค้นพลังคนดู บิลด์กันด้วยเพลงรักจังหวะกลาง ๆ “149.6” แล้วตบเกียร์ห้ากันต่อด้วย “ยาพิษ” ไม่ได้เห็นฟีลลิ่งเดือด ๆ แบบนี้จากวงไปนานเหลือเกิน ฝั่งคนดูก็คลั่งไม่แพ้กัน (เก็บแรงเอาไว้ตอนนี้นี่เอง) ตามมาด้วยเพลง “อกหัก” เพลงไม่เร็วแต่หนักแน่น ให้ตะโกนร้องตามกันแบบสุดเสียงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปิดด้วยการ ‘สาดแสง’ อีกครั้ง คอนเสิร์ตนี้เริ่มต้นด้วยแสงสวรรค์ และปิดด้วย “แสงสุดท้าย” ให้กำลังใจกันในการใช้ชีวิตต่อไป


CONCLUSION

© Mddick

โชว์วันแรกจบลงแบบที่ให้นิยามได้ด้วยคำคำเดียวคือคำว่า ‘สวยงาม’ เนื่องจากผู้เขียนเองติดอยู่ที่สนามกีฬานานประมาณหนึ่ง (กลับไม่ได้ รถไม่มี) สิ่งที่พอทำได้ก็คือการสังเกตสีหน้าของผู้คนที่เดินออกมาจากราชมังคลากีฬาสถาน

สิ่งที่เห็นคือรอยยิ้มเบิกบานของผู้คนที่อดทนมางานกันตั้งแต่ตอนแดดยังเปรี้ยง ปล่อยพลังไปกับวงดนตรีที่รัก และยอมอดทนฝ่ารถติดกลับบ้านกันในเวลาดึกดื่นในเมืองหลวงที่สภาพการจราจรเข้าขั้นเลวร้ายที่สุดในโลก ถ้าไม่ใช่เพราะความรักที่คนพวกนี้มีให้กับวงดนตรี ถ้าไม่ใช่เพราะพลังชีวิตที่วงดนตรีมอบให้คนเหล่านี้ … ไม่มีทางที่เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่มวลความสุขในอากาศหนาแน่นระดับนี้ หวังว่าจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ให้ได้ชมกันอีกโดยไม่ต้องรอถึง 7-8 ปีแบบครั้งนี้นะครับ!


ภาพถ่ายประกอบบทความทั้งหมดโดย Mddick ขอบคุณพี่หนึ่งที่มาร่วมงานกันครับ! และขอบคุณฝ่ายพีอาร์ของ genie records สำหรับการอำนวยความสะดวกในการให้เราเข้าไปเสพบรรยากาศงานดี ๆ แบบนี้มา ณ ที่นี้อีกครั้งครับ