ก็ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับสำหรับคอนเสิร์ต Avenged Sevenfold World Tour 2015 in Bangkok เมื่อคืนนี้ (20 มกราคม) ถือเป็นงานเปิดศักราชใหม่ที่ยิ่งใหญ่และคุ้มค่าแก่การรอคอยมากครับ สมาชิกทั้งห้าคน เอ็ม ชาโดว์, ซินิสเตอร์ เกตส์, แซ็กกี้ เวนเจินซ์, จอห์นนี่ ไครส์ต และอริน อิลลิเจย์ จัดเต็มและดูแฮปปี้กับการได้กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งมาก ๆ ซึ่งแฟนเพลงก็ให้การตอบรับดีเยี่ยมด้วยการร้องตามกันสนั่นอิมแพ็กต์อารีน่า เป็นงานที่ต้องบอกว่าพลาดแล้วพลาดเลยจริง ๆ ครับ เพราะในหลายปีมานี่ต้องบอกว่ายากมากที่จะมีวงร็อกหรือเมทัลจากต่างประเทศซักวงได้ไปเปิดการแสดงในสถานที่ใหญ่ขนาดนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ

นี่เป็นครั้งที่สามของคณะ Avenged Sevenfold แล้วกับการแสดงสดให้คนไทยได้ชมกัน และทุกครั้งที่กลับมาที่นี่พวกเขาก็จะได้เล่นในสถานที่ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากครั้งแรกเล่นในสตูดิโอ 125 ย่านเหม่งจ๋าย สมัยที่จิมมี่ “เดอะเรฟ” ซัลลิแวน มือกลองคนเก่ายังไม่เสียชีวิต และครั้งที่สองที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี จนมาถึงครั้งล่าสุด ณ อิมแพ็กต์อารีน่าแห่งนี้ จากเด็กวัยรุ่นที่โหยหาในการเล่นดนตรีหนัก ๆ กลายมาเป็นร็อกสตาร์ที่มาพร้อมบทเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและลูกเล่น แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้วัยรุ่นอยากจะหัดเล่นดนตรีกันอีกมากมาย ว่าที่ตำนานวงต่อไปของวงการเพลงแน่นอนครับ

ผมกับทีมงาน Headbangkok.com อีกสองสามคนไปถึงอิมแพ็กต์อารีน่ากันประมาณทุ่มครึ่ง ก่อนโชว์เริ่มราว 1 ชั่วโมง ก็เดินเล่นพบปะมิตรสหายกันไปเรื่อยเปื่อย พอประกาศว่าอีก 10 นาทีงานเริ่มก็เข้าไปเตรียมตัวในงาน คนน้อยกว่าที่คิดครับ ชั้นล่างในโซนหน้าเวทีกับโซนด้านหลังก็เต็มพื้นที่ แต่ตามที่นั่งบนอัฒจันทร์ชั้นบนนี้ต้องบอกว่าโล่งกว่าที่ิคิดไว้พอสมควร แฟนคลับตัวจริงหลายคนคงติดอยู่ต่างจังหวัดมาไม่ได้กัน (คิดในแง่ดี)

A7X_004

A7X_040
(Photo: BEC-Tero Entertainment)

 

พอถึงเวลาสองทุ่มครึ่งเพลงปลุกใจอย่าง “Back in Black” ของ AC/DC ก็ลอยขึ้นมา คนดูเริ่มเฮกันยกใหญ่เพราะเหมือนรู้กันว่าใกล้ได้เวลาแล้ว และเมื่อเพลงของตำนานจบลงไปไฟก็ดับวูบลงพร้อมกับอินโทรเพลง “Shepherd of Fire” งานเปิดอัลบั้ม Hail to the King อันลือลั่น คนดูโดดกันยับ ด้านหลังเริ่มมีการเปิดพื้นที่สำหรับมอชพิตกันแล้ว พอจบเพลงแรกวงก็พาย้อนวันวานด้วยการหยิบเพลง “Critical Acclaim” งานเก่าเมื่อปี 2007 ออกมาปลุกใจคนดูด้วยท่อนคอรัสที่ต้องช่วยกันเฮ และก็ตามมาด้วยเพลงจังหวะโยกมัน ๆ เพื่อต้อนรับแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่เพิ่งเคยดูวงเป็นครั้งแรกอย่าง “Welcome to the Family” ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว

ปลุกใจกันได้ซักพักเครื่องก็ติด วงก็งัด “Hail to the King” ไตเติลแทร็กอัลบั้มล่าสุดออกมาให้ได้โห่่ร้องตามกันเมามัน และเมื่อเครื่องติดกันแบบสุด ๆ และแรงยังมีกันเหลือเฟือ วงก็จัด “Beast and the Harlot” งานยอดฮิตจากอัลบั้ม City of Evil ออกมาประเคนให้คนดูวิ่งเซอร์เคิลพิตกันไม่ยั้งยังกับงานมาราธอน ลีลาการโซโล่คู่ของแซ็กกี้และซินนิสเตอร์เหลือร้ายเด็ดขาดไม่มีเปลี่ยนครับ ประทับใจในฝีมือที่พัฒนาไม่มีหยุดจริง ๆ สำหรับยอดขุนขวานสองท่านนี้

A7X_013
(Photo: BEC-Tero Entertainment)

 

เหนื่อยกันมาห้าเพลงแล้ว เข้าช่วงพักกันบ้าง เป็นเวลาของเพลง “Buried Alive” ที่เข้ามาทำหน้าที่ปรับอารมณ์คนดูให้ช้าลง ก่อนจะเข้าสู่ช่วงที่หล่อที่สุดของงานกับเพลง “Seize the Day” ที่ต้องบอกว่าถ้าไม่เล่นเพลงนี้คนดูไม่ยอมแน่นอน พักกันมาสองเพลงแล้วก็มาต่อกันด้วย “Nightmare” เรียกเหงื่อกันอีกครั้ง ตามมาด้วย “Chapter Four” งานเก่าจากชุด Waking the Fallen เพลงนี้ได้ยินแค่อินโทรก็เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งครับ อาห์ เวลาช่างผ่านมายาวนานเหลือเกินจากวันแรกที่รู้จักอัลบั้มนี้ พอจบจากบทที่สี่ไปแล้วก็มาถึงเพลงโยกหัวมัน ๆ กับท่อนโซโล่อันแพรวพราวอย่าง “Almost Easy”

ก่อนจะถึงคิวให้สมาชิกในวงได้ไปพักกันด้วยช่วงการโชว์โซโล่กีตาร์ของพ่อหนุมซินิสเตอร์ เกตส์ ซึ่งก็เอ็นเตอร์เทนคนดูได้ดีมากพอสมควร หน้าตามิสเตอร์เกตส์ตอนโซโล่มีความสุขมากครับ ผมนี่เห็นแล้วฟินแทนกับการได้ใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้ ออกไปเล่นดนตรีให้คนมีความสุข (แถมยังรวยด้วย!)

A7X_011
(Photo: BEC-Tero Entertainment)

 

จบจากโซโล่เป็นเพลง “Afterlife” ยอดฮิต ก่อนจะตัดเข้าช่วงช้า ๆ แน่น ๆ ด้วยเพลง “This Means War” จากอัลบั้มล่าสุด เพลงซึ่งเปรียบเสมือนร่างโคลนของ “Sad But True” ของ Metallica เพลงนี้คนดูส่วนมากก็ร้องตามกันได้ครับ ทำการบ้านมาดี และปิดท้ายช่วงแรกด้วยเพลงบัลลาดประจำอัลบั้มใหม่ “Acid Rain”

เข้าสู่ช่วงอังกอร์ทุกคนในงานเหมือนกลายร่างเป็นซูเปอร์ไซย่า แต่ละคนดูมีพลังกันมากกว่าตอนเริ่มคอนเสิร์ตอีกครับ ใส่เต็มกันมากทั้งเซอร์คิลพิตและการมอชในเพลง “Unholy Confessions” ท่อนเบรกดาวน์ท้ายเพลงนี่ใส่กันเละเทะแบบที่ยืนใกล้ ๆ วงมอชมีเสียวกันเลยทีเดียว และเพลงสุดท้ายในการอังกอร์คืนนั้นก็หนีไม่พ้น “Bat Country” เพลงชาติของวงที่คงจะต้องเล่นไปทั้งชีวิตเพราะแฟนเพลงคงไม่ยอมให้เลิกเล่นแน่นอน

A7X_024
(Photo: BEC-Tero Entertainment)

 

วงกลับไปหลังเวทีอีกครั้งแต่คนดูก็รู้คิว ไฟยังไม่เปิดกูก็ไม่กลับ! และเราก็มาส่งท้ายกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ด้วยเพลง “A Little Piece of Heaven” สุดอลังการงานสร้าง เพลงปิดเพลงเดียวกับตอนมาไทยครั้งที่แล้วเลยครับ พอเล่นจบก็แจกปิ๊กแจกไม้กลองทักทายบอกลาแฟนเพลงแล้วกลับกันไป

ถือว่าเป็นโชว์ที่สุดยอดครับ แม้จะไม่ได้เห็นเพลงฮิตหลายเพลงอย่าง “Dear God” หรือ “So Far Away” ที่แต่งให้เดอะเรฟเพื่อนผู้ล่วงลับแล้ว และก็คิดถึงเพลงอย่าง “Burnt It Down” และ “Trashed and Scattered” ที่เคยเอามาเล่นตอนมาไทยครั้งแรกด้วย ถ้าหยิบมาเล่นเมื่อคืนจะทำให้งานเดือดขึ้นกว่านี้แน่นอน ก็ยังถือว่าสมบูรณ์แบบทั้งเพอร์ฟอร์มานซ์, แฟนเพลง, แสงสี, ซาวด์ ทุกอย่างโดยรวมดีสมราคาครับ ยอดเยี่ยม!

ขอติเล็กน้อยสำหรับคนดูในงาน อย่าลากคนที่ไม่ได้อยากมอชพิตหรือวิ่งในเซอร์เคิลพิตเข้าไปร่วมด้วยครับ มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแบบหนึ่ง คุณสนุกในวงมอชได้ เราเว้นที่ให้ แต่คุณอย่าโยนใครเข้าไปมั่วซั่ว เมื่อคืนโดนมากับตัวเกือบล้มครับ ถ้าแว่นหักไปหาตัวคนรับผิดชอบไม่เจอแน่นอน อีกเรื่องหนึ่งคือ เบียร์ครับ อย่าปามั่วซั่ว พื้นมันลื่นและมันทำให้เกิดอันตรายกับคนดูที่มอชพิต แค่เดินธรรมดายังลื่นเลยครับ!

โดยรวมแล้วงานนี้ผมให้ 8.5/10 หักคะแนนคนดูสุดเกรียนที่ทำให้ผมกร่อย!

ขอบคุณ BEC Tero ที่อำนวยความสะดวกและจัดงานคอนเสิร์ตดี ๆ แบบนี้ขึ้นมา ลาไปด้วยภาพใบหน้าแห่งความสุขจากคนดูแถวหน้า สวัสดีครับ!

A7X_029
(Photo: BEC-Tero Entertainment)