เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ GMM Live House ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ – Slash มือกีตาร์ผมฟูผู้เป็นหนึ่งในไอคอนของแนวดนตรีฮาร์ดร็อกยุค ‘80s กลับมาเปิดคอนเสิร์ตในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่เคยมาเดี่ยวไปแล้วหนึ่งครั้งเมื่อปี ค.ศ. 2010 และเพิ่งมากับวง Guns N’ Roses ไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน

หลายคนออกตัวทันทีว่ายังไงก็ต้องไม่พลาดงานนี้ แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยที่ตัดสินใจไม่ไป เพราะ 1. เคยดูโซโล่โปรเจ็กต์นี้ไปแล้ว 2. เพิ่งดู Guns N’ Roses มา และ 3. ไม่มีเงิน (สม)

สำหรับมนุษย์ในข้อแรก หากคุณเป็นแฟนเพลง Guns N’ Roses เราก็ต้องบอกตามตรงว่าคุณไม่ได้พลาดอะไรไปมากนัก แต่ถ้าเป็นสาวกของ Slash แบบเน้น ๆ ก็ถือว่าพลาดอะไรต่อมิอะไรไปเยอะทีเดียวครับ


เซ็ตลิสต์แบบโคตร Slash!

ในการมาครั้งแรก Slash เพิ่งมีแค่อัลบั้มเดียว โชว์จึงเป็นกึ่ง ๆ ระหว่างโชว์เคสผลงานใหม่ กับการเล่นเพลงของ GN’R เอาใจแฟนเพลงหน้าเก่า แต่กับโชว์นี้เซ็ตลิสต์มีเพลงของ Guns N’ Roses แค่เพลงเดียว คือ “Nighttrain” ส่วน Velvet Revolver ก็เสนอหน้ามาในเซ็ตลิสต์แค่เพลงเดียวคือ “Fall to Pieces” ที่เหลือเป็นงานจากทั้งสี่อัลบั้มของเจ้าตัวล้วน ๆ ซึ่งจากที่ดูมาก็ต้องงยอมรับว่าลุงหยิกของเราแทบไม่จำเป็นต้องกินบุญเก่าอีกต่อไปแล้วในการแสดงสด (แต่การโปรโมตก็คงต้องมีไว้บ้าง)

ปล. ตอนเล่น “Mind Your Manners”, “You’re a Lie” โคตรมันครับ ฟินน้ำแตก!


เพื่อนร่วมวงที่เคมีโคตรได้

ถึงจะเป็นคนที่เท่มาก ฝีมือการเล่นกีตาร์ดีมาก และเป็นไอคอนของดนตรีร็อก แต่ก็ต้องพูดกันตามตรงว่าลีลาของ Slash บนเวทีไม่ใช่คนประเภท entertainer ที่จะมาเล่นกับคนดูในฐานะฟรอนต์แมน (ซึ่งมือกีตาร์ที่เรามองว่าทำได้ดีมาก ๆ ในเรื่องนี้ก็มีแค่ Angus Young แห่ง AC/DC) ในจุดนี้จึงเป็นหน้าที่ของ Myles Kennedy แห่ง Alter Bridge ที่ไมได้มาทำหน้าที่แค่โชว์พลังเสียง แต่การเล่นกับคนดูก็ถือว่ามีส่วนช่วยให้โชว์สนุกขึ้นมากเหมือนกัน

ที่สำคัญคือสามหน่อ Brent Fitz, Todd Kerns และ Frank Sidoris แห่งวง The Conspirators ที่มาช่วยกันแบกลุงหยิกทั้งในอัลบั้มและการทัวร์คอนเสิร์ต ภาคริธึมแน่น ๆ จะไปรอดไม่ได้เลยถ้าไม่ได้สามคนนี้ แถมพี่ Todd มือเบสยังมีสกิลการร้องคอรัสที่โคตรดี! และในเพลงอย่าง “We’re All Gonna Die” ที่ Iggy Pop ร้องเอาไว้ หรือ “Doctor Alibi” ที่ Lemmy แห่ง Motörhead ผู้ล่วงลับร้องไว้ ซึ่งไม่ค่อยเหมาะกับเสียงของ Myles เท่าไหร่ เจ้าตัวก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ


บางสิ่งหายไป แต่ก็ได้สิ่งใหม่มาทดแทน

ถ้าใครเคยดู Slash รอบที่แล้วน่าจะพอจำได้ว่าในโชว์มีช่วงให้น้าหยิกแกออกมาโซโล่เพลง theme song ของภาพยนตร์เรื่อง The Godfather ด้วย ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่โคตรเท่และทรงพลังมาก ๆ แต่กับโชว์นี้พาร์ทดังกล่าวไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว (ก็พอเข้าใจได้เพราะเพลงเยอะขึ้น) แต่เราก็ได้โมเมนต์อื่น ๆ ในงานมาแทนหลายอย่าง เช่นการโซโล่ท้ายเพลง “Wicked Stone” ที่ลากยาวหลายนาทีจนนึกว่าจะได้กลับบ้านหลังรถไฟฟ้าหมด หรือการพร้อมใจกันเปิดแฟลชมือถือในเพลง “Starlight” ที่ดึงเอาบรรยากาศของการเล่นเพลงบัลลาดร็อกขลัง ๆ มากระจายไว้ในฮอลแบบทั่วถึง เป็นต้น

ที่น่าเสียดายคือเพลงร้าย ๆ อย่าง “Beautiful Dangerous” ที่ Fergie ร้องเอาไว้ หายไปจากเซ็ตลิสต์แล้ว… ไฮไลท์ของยุคนั้นเลยนะครับ!


Opening Act ที่ทรงพลังไม่แพ้กัน

การเลือกเพิ่มวง The Sun เข้ามาเป็นวงเปิดในภายหลังถือเป็นการตัดสินใจของผู้จัดที่ถูกมาก ๆ (ยกเว้นทำให้งานมันเลิกดึกขึ้น T_T) เพราะด้วยแนวเพลงที่หนักกว่า และเนื้อเพลงที่สามารถเข้าถึงคนดูในงานได้มากกว่า แม้จะเล่นไม่นานแต่ก็กระตุ้นความสนุกให้กับคนดูได้มากทีเดียวครับ แถมไมได้มาร้องให้มันจบ ๆ กันไป มีช่วงให้น้าป๊อปมือกีตาร์แกโซโล่เรียกเสียงเฮจากคนดูรุ่นลุงในงานด้วย สำหรับตัวผมเองที่เพิ่งเคยดูเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี ก็พบว่า… เชี่ย กูไปอยู่ไหนมาเนี่ย


รวม ๆ แล้ว โคตรสนุกเลยครับรอบนี้ ตอนแรกนึกว่าจะจืดลงเพราะน้าแกมาซ้ำ ที่ไหนได้คนละเรื่องกับรอบที่แล้วเลย ไม่ต้องเอาเพลง GN’R มาเล่นก็สนุกได้แล้ว คนมีไฟ มีไอเดีย อยู่ตรงไหนก็ไปรอดจริง ๆ … ว่าแต่เมื่อไหร่ Guns N’ Roses จะออกชุดใหม่อีกวะครับน้า!

และสุดท้ายนี้ ขอบคุณ PMG และ OVD สำหรับการอำนวยความสะดวกและการชวนไปดูคอนเสิร์ตดี ๆ ในครั้งนี้ครับผม!