ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนบทความขนาดยาวว่าด้วยเรื่องของวง Bring Me the Horizon (บริงมีเดอะฮอไรซัน) ดีหรือไม่ เพราะเอาเข้าจริงแล้วถึงแม้จะติดตามงานมาอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้เป็นแฟนเพลงเสียทีเดียว (แถมยังหนักไปทางไม่ชอบซะเกือบครึ่ง) แต่ด้วยความที่พวกเขาเป็นวงดนตรีร็อกระดับหัวแถวของยุคสมัยที่มีประวัติน่าสนใจ แถมยังมีแฟนเพลงทั้งในแวดวงเพลงเมทัลและเพลงป๊อปซึ่งหาได้ยากยิ่งแล้ว การจะมองข้ามไปก็ถือเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ทีเดียวครับ อีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ก็เพราะอยากจะชำระข้อมูลที่ตัวเองเคยลงไว้แบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในพ็อกเก็ตบุ๊ก Music X ของพี่ทัช ปิโยรส หลักคำ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Music Express ด้วย (ตอนนั้นผมใช้การนำข่าวเกี่ยวกับวง Bring Me the Horizon ที่เคยลงในเว็บไซต์ไปเรียบเรียงใหม่แล้วปะลงไปในหนังสือเลย สารภาพตามตรงว่ารู้สึกทำงานไม่เต็มที่) เพราะงั้นจะบอกว่าบทความชิ้นนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อล้างบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ก็ได้ครับ จะมาชวนคุยเรื่อง Bring Me the Horizon กันแบบว่าอ่านจบเบื่อจนไม่อยากเห็นชื่อวงนี้ไปอีกหลายวันเลยทีเดียว

แต่ขอไม่เน้นไปที่ประวัติของวงนะครับ เรื่องนั้นแฟนเพลงคงรู้กันดีหมดแล้ว วันนี้มาในหัวข้อ The Good, the Bad, and the Ugly ความดี ความเลว และความอัปลักษณ์ของวดนตรีวงนี้ครับ Bring Me the Horizon!

Part One: Bring Me the Horizon — The Good

คิดว่าการเริ่มที่สิ่งดี ๆ ก่อนคงจะเป็นเรื่องดีที่สุด (เพราะเรื่องแย่หลายคนคงจำกันได้ดีอยู่แล้ว ฮ่า ๆ)

• พวกเขามี Look ที่ดูดี

bring-me-the-horizon

ความดีงามสิ่งหนึ่งที่หลายคนเห็นได้อย่างรวดเร็วที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นหน้าตาหล่อเท่กระชากใจสาวของอีตา Oliver Sykes นักร้องนำของวงนี่แหละครับ หนุ่มอังกฤษหน้าตาบอยแบนด์ที่มาพร้อมกับรอยสักเต็มแขนลามยันคอล้อขึ้นง่ามตูด (พอ!) ถึงแม้จะไม่ถูกใจนักแต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือข้อดีของวงวงนี้จริง ๆ เพราะดึงดูดความสนใจให้คนที่ผ่านมาเห็นลองเปิดเพลงของพวกเขาฟังได้มากทีเดียว แถมเพื่อนสมาชิกคนอื่นก็ดูดีไม่แพ้กัน ถึงจะไม่เท่าอีตานี่ก็ตาม

• เพลงติดหู

แน่นอนว่าการจะก้าวขึ้นมาเป็นวงดนตรีระดับหัวแถวของวงการเพลงร็อกได้มันไม่ได้ใช้แค่เรื่องของหน้าตาอย่างเดียวแน่ ๆ เพราะบทเพลงของพวกเขาก็ฉายแววความ ‘ติดหู’ (หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Catchy) กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในยุคเริ่มแรกพวกเขาเน้นหนักไปทางดนตรีเดธคอร์ซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่เน้นขาย แต่เมื่ออัลบั้ม Suicide Season ถูกปล่อยออกมาให้ชาวโลกได้ฟังกันอย่างเป็นทางการ ไอ้แววของความ Catchy มันเริ่มโผล่ออกมาให้เห็นกันแล้วครับ เช่นท่อนแก๊งในเพลง Diamonds Aren’t Forever ที่สาวกคงจะร้องตามกันได้อย่างแม่นยำ ยิ่งงานชุดยุคหลังอย่าง Sempiternal หรือ That’s the Spirit นี่ถึงแม้แนวทางจะเปลี่ยนไปและภาพรวมของเพลงจะลดความหนักหน่วงลงเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เคยลดลงเลยก็คือความ ‘ติดหู’ ที่ว่ามานั่นเอง (ขนาดแฟนเพลงพันธุ์ทางอย่างผมยังร้องเพลง Drown ได้เลยครับ!)

• ไม่ยึดติดกับแนวเดิม ๆ

ข้อนี้หลายคนอาจมองเห็นข้อเสีย (เปลี่ยนแนวบ่อย ไม่มีจุดยืน) แต่ส่วนตัวแล้วขอเลือกให้อยู่ในส่วนของข้อดีครับ พวกเขาไม่เคยจำกัดตัวเองว่าจะต้องเล่นหรือทำดนตรีแนวอะไร แค่ทำเพลงแบบที่ตัวเองชอบก็พอ จบ ซึ่งนั่นทำให้ทางวง Bring Me the Horizon ก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ ไปได้ตลอดดังที่เราได้เห็นกันมาในทุก ๆ ครั้งที่ออกอัลบั้มใหม่ (และก็น่าลุ้นเหมือนกันว่าหลังจาก That’s the Spirit ไปแล้วจะเดินไปเข้าสายป๊อปจ๋าจนไม่เหลือความร็อกอยู่เลยมั้ย?)

• รสนิยมหลากหลาย

เท่าที่จำได้จากหนังสือ Heavy Sounds from the Steel City ชีวประวัติของวง สมาชิกในวงมีรสนิยมดนตรีที่หลากหลายและเรนจ์กว้างมากทีเดียวครับ (ข้อดีของเด็กยุคมิลเลเนียม ทุกอย่างมีในอินเทอร์เน็ต) อิทธิพลการฟังเพลงของสมาชิกในวงมีหมดตั้งแต่นูเมทัล, เมโลดิกเดธฯ, แทรชเมทัล, ฮาร์ดคอร์, แจ๊ส, ป๊อป, อิเล็กทรอนิก ฯลฯ คิดว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาทำดนตรีออกมาหลากหลายแนวทางมาก มีของอยากจะปล่อยนั่นเอง

Part Two: Bring Me the Horizon — The Bad

ก่อนอื่นขออธิบายก่อนเล็กน้อยว่าเขียนไปด้วยความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลักครับ ตรงนี้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร แย้งกันได้เต็มที่ — ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่เชื่อในแนวคิดที่ว่า ‘ร็อกต้องถ่อย’ ครับ

• เปิดศึกกับ Coldplay

เรื่องแรกเลยก็คงจะหนีไม่พ้นกรณีการเปิดศึกกับวง Coldplay เรื่องโลโก้อัลบั้ม Sempiternal ของ BMTH กับปกอัลบั้ม A Head Full of Dreams ของวง Coldplay ที่มันดันเป็นสัญลักษณ์ Flower of Life (ดอกไม้แห่งชีวิต — เอาวงกลมมาซ้อนกันเยอะ ๆ จนรูปร่างเหมือนดอกไม้) เหมือนกัน เปิดศึกกันมาตั้งแต่ในโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ลามมาจนถึงการให้สัมภาษณ์โจมตีว่าทางวง Coldplay คัดลอกไอเดียกันมาเลยทีเดียว [1] แต่มันก็ไม่ได้จบแค่ในเน็ตครับ เพราะที่งาน NME Awards ที่ทั้งสองวงไปร่วมงานด้วย ระหว่างที่วง Bring Me the Horizon กำลังทำการแสดงเพลง “Happy Song” อยู่นั้นเอง อีตา Oliver นักร้องนำนี่ก็เดินดุ่ม ๆ ขึ้นไปร้องเพลงบนโต๊ะอาหารที่สมาชิกวง Coldplay กำลังรับประทานอยู่ และไม่ได้ร้องเปล่าแต่กระทืบของกินบนโต๊ะเละเทะจนกลายเป็นข่าวพาดหัวของวันต่อมากันเลยทีเดียว แต่ทางวง Coldplay ก็ไม่ได้ติดใจอะไรแถมพี่ Chris Martin นักร้องนำยังออกมาให้สัมภาษณ์ชมเชยอีกด้วยว่าแม่งโคตรร็อก เรียกว่าเป็นการโต้กลับที่หล่อจนทำให้วง BMTH กลายเป็นเด็กน้อยเรียกร้องความสนใจกันเลยไปเลย [2]

• แตกหักกับ Jona Weinhofen แห่ง I Killed the Prom Queen

jona-weinhofen

วง Bring Me the Horizon เคยมี Jona Weinhofen มือกีตาร์วงเมทัลคอร์จากออสเตรเลียอย่าง I Killed the Prom Queen เป็นสมาชิกหลักอยู่พักใหญ่ครับ ก่อนที่ Jona จะตัดสินใจแยกทางกับวงไปเพรามีปัญหากับ ‘สมาชิกหลายคน’ ในวง แต่ถึงแม้ว่าเขากับวง BMTH จะแยกทางกันไปด้วยไม่ดีนักแต่เขาก็ไม่ได้เกลียดวงนี้เสียทีเดียว แถมตอนที่อัลบั้ม That’s the Spirit วางจำหน่ายเขายังออกมาวิจารณงานชุดนี้ออกสื่อด้วยว่ามันดีเยี่ยมแค่ไหน — ซึ่งก็สวนทางกับฟีดแบ็คจากทางฝ่ายวง Bring Me the Horizon มากที่คอยด่าไล่หลังมือกีตาร์เครางามคนนี้มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่แยกทางกันไป ทั้งการด่าในช่วงของการถาม-ตอบบนเว็บไซต์ Reddit หรือการพูดด่าตอนไปแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศออสเตรเลียบ้านเกิดของ Jona ด้วยการพูดก่อนเข้าเพลงว่า “เพลงนี้มีชื่อว่า ‘Antivist’ ขอมอบมันให้ไอ้ Jona Weinhofen” เป็นต้น [3], [4]

• มีเรื่องกับ Bryan Bakers แห่ง Bad Religion

I'm going to stop these people every time I see them today and tell them how much their band sucks

A photo posted by Brian Baker (@brianbakers) on

และล่าสุดกับกรณีการปะทะกันของสมาชิกทั้งห้าและ Bryan Bakers มือกีตาร์วงพังก์ระดับตำนาน Bad Religions เรื่องมีอยู่ว่า ณ เทศกาลดนตรี Resurrection Fest ที่ประเทศสเปน ในโซนหลังเวทีมีกระดาษแปะภาพของวง Bring Me the Horizon ไว้พร้อมข้อความกำกับว่าคนในภาพพวกนี้อาจจะไม่มีบัตรนักดนตรีติดตัวมาด้วย แต่เขาจะเดินไปไหนมาไหนหรือพาใครเข้ามาก็ได้ ห้ามไปยุ่งกับพวกเขา ซึ่งทำให้ Bakers โกรธมากจนต้องภ่ายมาลง Instagram ของตัวเองพร้อมทั้งบอกว่า “ผมจะหยุดพวกเขาทุก ๆ ครั้งที่เดินเจอในวันนี้ และบอกกับวงเขาว่าวงดนตรีของพวกเขาแม่งห่วยแค่ไหน” หลังจากนั้นก็มีทั้ง Sykes และ Matt Nicholls มือกลองของวงก็เข้ามาเปิดศึกกันในคอมเมนต์ของภาพนี้ต่อ แน่นอนว่าเมื่อเรื่องเกิดบนโลกไซเบอร์ย่อมลุกลามใหญ่โตได้ในเวลาอันสั้น เรียกว่ากลายเป็นศึกของกลุ่มแฟนเพลง BMTH และฝ่ายตรงข้ามกันเลยทีเดียว สาเหตุที่ Bakers โกรธจัดก็เนื่องมาจากว่าเขาไม่พอใจที่ทางวงไปเพิ่มงานให้สตาฟหลังเวทีต้องมาคอยจำหน้าสมาชิกในวงและคอยให้บริการอีกทั้ง ๆ ที่งานก็มีศิลปินมาร่วมหลายสิบวงมากจนดูแลแทบไม่ทันอยู่แล้ว [5]

ดูเหมือนว่าเส้นทางร็อกสตาร์ของวง Bring Me the Horizon จะขรุขระทีเดียวครับเพราะถึงแม้จะมีผลงานเพลงที่ดีระดับมาสเตอร์พีซออกมา แต่พวกเขาก็สร้างศัตรูระหว่างทางและชื่อเสียไว้มากมาย เป็นเรื่องน่ากังวลเหลือเกินว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาอาจจะดับก่อนวัยอันควรก็เป็นได้ในวันหนึ่งที่ผลงานไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไปแล้ว — ต้องมาติดตามดูกันต่อไปครับ

Part Three: Bring Me the Horizon — The Ugly

สำหรับพาร์ท The Ugly นี้ ทีแรกไม่ค่อยอยากเขียนเท่าไหร่ แต่ในเมื่อตั้งโจทย์กับตัวเองเอาไว้แล้วว่าจะเขียนก็ต้องเขียนนั่นแหละ!

• ฉี่รด/ทำร้ายแฟนเพลง!

bmth-injury-fan

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เทศกาลดนตรี Nottingham’s Rock City ในเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2550 หลังจบคอนเสิร์ตมีแฟนเพลงสาวของวงสองคนพยายามเข้าไปในรถบัสของวง (ว่ากันว่า) พ่อหนุ่ม Oliver ของเราคนเดิมก็ ‘เจ๊ดจะย่อง’ หนึ่งในสองสาวคนนั้น แต่สาวเจ้ากลับไม่เล่นด้วย แล้วทีนี้ไอ้จ้อนที่เตรียมเอาไว้สำหรับการร่วมเพศที่มันดันควักออกมาเก้อก็เลยได้ใช้ในจุดประสงค์อื่นแทน นั่นก็คือการฉี่ ใช่ครับ เขาฉี่รดแฟนเพลงสาวที่เพิ่งหิ้วขึ้นมาบนรถด้วย หลังจากนั้นทางวงก็ตะเพิดสองสาวนี้ลงจากรถแถมยังมีการปาขวด Jägermeister ไปเข้าหัวของหนึ่งในสองนางนั้นจนเลือดอาบ!

เหตุการณ์นี้ตามมาด้วยการจับกุมฟรอนต์แมนสุดห่ามคนนี้ และผลที่ตามมาก็คือ วง Bring Me the Horizon ก็ถูกแบนจากเทศกาลดนตรีนี้ไปตลอดกาล แต่จากการสู้คดีอยู่หลายครั้งในที่สุดก็ได้มีการยกฟ้องกันเกิดขึ้นเนื่องจากพยานหลักฐานไม่มากพอจะเอาผิดอะไรเขาได้ [6] ก็ถือว่าโชคดีไป

ปิดท้าย

เห็นมั้ยครับว่าวงดนตรีระดับโลกวงโปรดของใครหลายคนก็มีทั้งแง่มุมที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน การที่ใครจะมองว่าพวกเขาเลวสิ้นดีหรือดีเลิศเลอโดยสิ้นเชิงแบบไร้ที่ติก็คงจะดูเป็นการมองแบบไร้มิติไปมากทีเดียว

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากจะฝากอะไรทิ้งท้ายไว้ได้ ก็คงจะขอย้ำให้ทุกคนชอบศิลปินแค่ที่ผลงานก็พอนะครับ อะไรไม่ดีก็อย่าไปปกป้องเลย ส่วนอะไรที่ดีเราก็ชื่นชมไปตามเนื้อผ้า ทุกคนมีดีมีเลวปะปนกันไปทั้งนั้นครับ สิ่งสำคัญคือเราจะรับเอาส่วนไหนของวงดนตรีวงโปรดเหล่านั้นมาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองมากกว่า ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ สวัสดีครับ!