สำหรับเพลงที่ทำให้โลกโซเชียลของเหล่าชาวร็อกต้องลุกเป็นไฟในช่วงที่ผ่านมา น่าจะหนีไม่พ้น “medicine” ซิงเกิลที่สามจาก amo อัลบั้มเต็มลำดับที่หกของวงร็อกจากเกาะอังกฤษที่มหาชนรักนักรักหนาอย่าง Bring Me the Horizon เนื่องจากทำออกมาป๊อปเสียเหลือเกิน จนหลายคนเอาไปเทียบกับศิลปินสายหล่ออย่าง Justin Bieber กันเลยก็มี

แต่จากที่ไล่ฟังวนอยู่หลายรอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าใครจะว่า BMTH ทรยศวงการหรือไม่เคารพจุดยืนยังไงก็ตาม “ผมชอบนะครับ” — คือวงดนตรีหลายวงอาจจะชอบกับแนวทางที่ทำอยู่และไม่คิดจะเปลี่ยนไปหาแนวทางอื่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด (ไม่งั้น AC/DC คงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้) แต่ก็มีวงดนตรีหลายวงที่ต้องการแค่การทำเพลงแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ได้สนว่าจะเป็นแนวทางไหน ซึ่ง Bring Me the Horizon น่าจะจัดอยู่ในหมวดนี้มากกว่า

จากที่ฟัง “medicine” ดู แม้ซาวด์จะเป็นป๊อปร็อกที่ดูสดใส แต่เนื้อหาก็ถือว่ามีความขบถไม่แพ้งานชุดเก่า ๆ ของวงแต่อย่างใด และรู้สึกว่าการเขียนเนื้อเพลงทำออกมาได้ติดหูและมีการใช้คำ-วลีที่น่าสนใจหลายส่วนทีเดียว (จริงอยู่ที่ชุดก่อนหน้านี้เพลงช้า “Follow You” แต่เรามองว่าเป็นสูตรสำเร็จของวงร็อก-เมทัลตลาดที่จะมีเพลงช้าติดอัลบั้มซัก 1 เพลง แต่กับเพลงนี้เราแอบรู้สึกว่า นี่แหละคือทิศทางใหม่ที่จะมุ่งไป)

หมายเหตุ: นี่ไม่ใช่บทความแปลเนื้อเพลง แค่หยิบยกเนื้อเพลงท่อนที่ชอบมาพูดถึงให้เห็นถึงการแต่งเนื้อเพลงที่ดี (ในสายตาเรา) เพราะฉะนั้น ใครคิดที่จะเปิดเพลงฟังแล้วอ่านตามไป อาจสะดุดได้ เพราะไม่ได้ยกมาทั้งหมด


Some people are a lot like clouds, you know
Cause life’s so much brighter when they go

ท่อนเปิดของเพลงนี้เริ่มด้วยการแซะว่าคนบางคนก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนเมฆ ที่เมื่อพอคนเหล่านี้ผ่านพ้นไป ชีวิตของเราก็กลับมาสดใสอีกครั้ง ที่แต่งออกมาแบบนี้ก็เพราะว่า คนในโลกตะวันตกเค้าชอบ ‘แดด’ มากกว่า ‘ร่ม’ ต่างจากคนไทย เพราะบ้านเค้าไม่ได้เจออากาศสดใส (จนเกือบไหม้) บ่อย ๆ เหมือนพวกเรา


You rained on my heart for far too long (Far too long)
Couldn’t see the thunder for the storm

“เธอทำให้ฝนตกในหัวใจฉันมานานเกินไป” ท่อนนี้ต้องพูดกันยาวเล็กน้อย — ท่อนนี้เป็นการใช้คำที่ฟังแล้วนึกถึงท่อนฮุกของเพลง “Doomed” จากอัลบั้มที่แล้ว (So come rain on my parade ’cause I wanna feel it.)

วลี ‘rain on someone’s parade’ เป็นการอุปมาอุปไมยให้ความสุขของคนเรามีสภาพเป็นเหมือนขบวนพาเหรดขบวนหนึ่ง และฝนที่ตกลงมาก็เป็นตัวแทนของความทุกข์ หรือสิ่งที่ทำให้เสียบรรยากาศแห่งความสุขไปนั่นเอง

ส่วนที่บอกว่า “Couldn’t see the thunder for the storm” ก็เป็นการพลิกแพลงมาจาก “Can’t see the forest for the trees” ที่เอาไว้พูดถึงพวกที่จับจดอยู่กับรายละเอียดเล็กน้อยของปัญหามากจนเกินไปจนมองไม่เห็นสถานการณ์โดยรวม เหมือนการมองเห็นแต่ต้นไม้ ไม่เห็นป่า หรือการเห็นแต่พายุ แต่ไม่เห็นสายฟ้าที่กำลังจะฟาดลงมา นั่นเอง


Because I cut my teeth and bit my tongue
Till my mouth was dripping blood
But I never dished the dirt, just held my breath
While you dragged me through the mud

ท่อนนี้เต็มไปด้วยลูกเล่นของภาษาที่ไม่ใช่การสื่อสารแบบตรงไปตรงมา ‘cut my teeth’ คือการได้รับประสบการณ์บางอย่างมาก่อนที่จะได้ลองทำด้วยตัวเอง เช่นการรู้จักแหวนแต่งงานครั้งแรกจากภาพยนตร์ ในเพลง “Royals” ของ Lorde ไม่ได้ถูกขอแต่งงานเองแต่อย่างใด

ส่วน ‘bite my tongue’ หรือการกัดลิ้นหมายถึงการฝืนใจพูด/ไม่พูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่อยู่ในใจจนเลือดกบปาก ส่วนในครึ่งหลังของท่อนนี้ ‘dish the dirt’ คือการหยิบเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาพูด

หากให้ตีความด้วยเรื่องราวชีวิตของ Oliver Sykes นักร้องนำ ผนวกกับข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่หาได้ เราคิดว่าท่อนนี้เป็นการพูดถึง Hannah Snowdon อดีตภรรยาของเจ้าตัวที่คบชู้จนต้องเลิกรากันไป และการปิดปากเงียบก็หมายถึงการไม่พูดถึงเรื่องราวเหล่านี้และการหย่าร้างออกสื่อ


ในเพลงยังมีอะไรที่น่าสนใจให้พูดถึงอีกมาก แต่ถ้ามานั่งสาธยายคนเดียวทั้งหมดตรงนี้ก็ดูจะเป็นการคิดเองเออเองคนเดียวเกินไป เพราฉะนั้น (ด้วยความขี้เกียจ) ก็จะขอหยุดไว้ที่ท่อนต้นของเพลงแค่ตรงนี้ ที่เหลือไปฟังและทำความเข้าใจกันเอาเองครับ 😛

หากให้สรุปว่าเพลงนี้เกี่ยวกับอะไร เดาเอาว่าน่าจะเป็นการพูดถึง Hannah Snowdon คนรักเก่าที่เลิกรากันไปเพราะฝ่ายหญิงคบชู้สู่ชาย — แต่ด้วยวิธีการเขียนเนื้อเพลงเชิงอุปมาอุปไมย และใช้ภาษาที่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครโดยตรง ก็ทำให้ผู้ฟังเพลงนี้สามารถนำประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองมาเชื่อมโยงกับเพลงได้แบบไม่ยากเกินไปนัก เชื่อว่าสำหรับแฟนเพลงยุคหลังแล้ว นี่คือหนึ่งในผลงานที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ และกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ไม่เล่นไม่ได้ของวงนับจากนี้ไปอีกนานแน่นอน


อ้างอิง: