สารภาพตามตรงว่าตั้งแต่ก้าวเข้ายุคอินเทอร์เน็ตไร้สายบนมือถือ ยิ่งเน็ตมันเร็วเท่าไหร่ สมาธิผมก็ยิ่งสั้นลงเท่านั้นครับ แล้วทีนี้พอไอ้ความสมาธิสั้นมันมาบวกกับความ ‘ไม่มีเวลา’ ด้วยภาระหน้าที่หลายอย่างที่เพิ่มมากขึ้นตามวัย (รวมถึงไอ้เว็บที่คุณกำลังอ่านอยู่นี่ด้วย) ก็เลยทำให้การจะอ่านหนังสือจบซักเล่มกลายเป็นเรื่องใหญ่และทำได้ช้ามากไปโดยปริยาย

แต่ล่าสุดมีหนังสืออยู่เล่มนึงที่ทำให้ผมผละจากทุกสิ่งแล้ววิ่งไปซื้อมาอ่านให้จบในเร็ววันครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อ Live from Planet Earth – สดจากโลกมนุษย์

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ แพท บุญสินสุข ถ้าใครฟังวิทยุคลื่น 107 Met FM จะต้องคุ้นชื่อของเขาอย่างแน่นอน ตอนนี้พี่แพท (ขออนุญาตตีสนิทเรียกพี่แม้ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวเพื่อความลื่นไหลในการพิมพ์) ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการประกอบอาชีพเป็น Creative Manager ค่ายสนามหลวงในเครือแกรมมี่

หนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไร? หนังสือเล่มนี้พูดถึงความรักที่มนุษย์คนหนึ่งมีให้กับวงดนตรีและเพลงร็อก พูดถึงความรักในดนตรีที่ทำให้สิ่งมีชีวิตผู้ไม่เคยอยากไปเที่ยวที่ไหนเลยออกเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ มากมายรอบโลก

สำหรับคนที่ไม่ทราบ พี่แพทแกเป็นติ่งวง Muse ระดับดายฮาร์ดครับ จำนวนครั้งที่ดูไปล่าสุดรวมที่เพิ่งมาโชว์ในประเทศไทยบ้านเราไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนด้วยก็ปาเข้าไปเป็น 11 ครั้งแล้ว เพราะงั้นหนังสือเรื่องนี้ก็จะเน้นไปที่การควักเงินบินไปดูวง Muse ตามสถานที่ต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่สิงคโปร์ เกาหลี บินยาวไปยันยุโรปแล้ววกกลับมาญี่ปุ่นอีกรอบ ซึ่งในแต่ละทริปที่ไปก็จะมีเรื่องราวน่าสนใจและน่าประทับใจแตกต่างกันออกไปในแต่ละสถานที่

แต่ก็ไม่ได้มีแค่เรื่องราวของวง Muse อย่างเดียว ตลอดการเดินทางผ่านตัวหนังสือที่เรียงร้อยถ้อยคำเอาไว้ คุณจะได้พบกับบรรยากาศในคอนเสิร์ตของ Bon Jovi, U2, เทศกาลดนตรี Fuji Rock Festival, โชว์ของ Foo Fighters และอื่น ๆ อีกมากมายในแบบที่อ่านไปก็อิจฉาในความ #ชีวิตดี ของพี่แพทไปจนต้องกัดผ้าห่มด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรขนาดนั้นครับ เพราะในแต่ละทริปก็มีความลำบากของมันแตกต่างกันไป ยอมรับตามตรงว่าหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องได้สนุกในระดับที่ถ้าคุณชอบดนตรีร็อก คุณ ‘วางไม่ลง’ แน่นอน

พออ่านไปซักพักคุณอาจจะรู้สึกว่า “ก็แม่งมีตังนี่หว่า เลยบินไปบ่อย ๆ ได้”

คือบางทีมันก็เป็นเรื่องของ passion อะครับที่ทำให้คนเราหาเงินมาสนองนี้ดตัวเองได้ ไม่ใช่ทุกคนแม่งจะเสกเงินออกมาจากกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์กันได้ในทันทีที่อยากใช้ พอรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร มันต้องใช้เงินเท่าไหร่ เราก็แค่ทำงานหาเงินให้ได้มากขึ้น เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้สำเร็จ แทนที่จะมานั่งค่อนขอดในจุดนี้ เรามาวิ่งไล่ตามความฝันกันดีกว่าครับ!

และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ชอบหรือรู้จักวงดนตรีในหนังสือเล่มนี้แม้แต่น้อย ผมก็คิดว่านี่มันเป็นหนังสือบันทึกการเดินทางด้วย ‘แพสชั่น’ (passion [n.] ความหลงไหล) ที่ควรค่าแก่การแนะนำให้คนอื่นอ่านอยู่ดี นี่คือหนังสือที่เพิ่มพลังใจให้คุณทำตามความฝัน ซื่อสัตย์กับความชอบของตัวเอง ทำอะไรเพื่อความสุขของคุณในแบบที่คุณต้องการ

ยอมรับตามตรงว่าพออ่านจบเงินในบัญชีนี่สั่นพั่บ ๆ จนแทบจะวิ่งออกไปทำพาสปอร์ตมันเดี๋ยวนั้นเลยครับ เป็นหนังสือที่ ‘จุดไฟ’ ในการละลายทรัพย์อย่างแท้จริง

ขอตัวไปวางแผนดูคอนเสิร์ตทริปหน้าก่อนนะครับ ไว้จะมาเล่าให้ฟังบ้าง

ป.ล. ทุก ๆ บทในหนังสือเล่มนี้ใช้ชื่อเพลงร็อกยอดนิยมมาตั้งเป็นชื่อตอน โปรดเปิดเพลงเหล่านั้นประกอบเพื่ออรรถรสในการอ่านที่มากขึ้นแบบทวีคูณ