ดนตรีมักจะมาพร้อมกับแฟชั่นเสมอ และก็มักจะสร้างเทรนด์ที่ส่งอิทธิพลต่อการแต่งตัวของวัยรุ่นไปตามยุคตามสมัย แต่ถ้าจะให้พูดถึงแฟชั่นการแต่งตัวที่มาจากดนตรีที่เข้าถึงวัยรุ่นมากที่สุด คงหนีไม่พ้นยุค อีโม อย่างแน่นอน จากปรากฎการณ์ดนตรีอีโมครองตลาดเมนสตรีมบวกกับกระแสเรโทรเรียน ส่งผลให้แฟชั่นการแต่งกายแบบอีโมระบาดหนักในบ้านเราเป็นอย่างมาก แต่งกันกระทั่งเด็กแนวยันเด็กแว้น ซึ่งมันก็ส่งผลไปถึงรสนิยมการฟังเพลงที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

คนมากมายเปิดใจรับฟังดนตรีที่มีเสียงสครีมได้ จนทำให้วงดนตรีของไทยเราเองพลอยได้รับอานิสงข์ไปตาม ๆ กัน มีวงดนตรีมากมายที่ออกผลงานในยุคอีโม ทั้งบนดินและใต้ดิน ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ปะปนกันไปเป็นเรื่องปกติ คอลัมน์นี้เราขอพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปกับ 15 อัลบั้มร็อกไทยยุคอีโมที่หลายคนคิดถึงกันครับ

 

“Unleashed”
Retrospect
(Genie Records, 2007)

ถ้าจะให้พูดถึงอัลบั้มที่ปลุกกระแสอีโมในบ้านเราให้ลุกโชนจนแผดเผาไปทั่วบ้านทั่วเมือง คงต้องยกให้อัลบั้ม Unleashed ของ Retrospect พวกเค้าเริ่มสร้างชื่อจากเพลง “ไม่มีเธอ” ในอัลบั้ม Showroom Vol.1 อัลบั้มนี้เต็มไปด้วยบทเพลงที่มีส่วนผสมระหว่างเมทัลคอร์และอีโมอย่างลงตัว มีทั้งเพลงหนัก เพลงช้า และซิงเกิลฮิต เช่น “เพราะว่ารัก”, “ปล่อยฉัน” และ “สุดที่รัก” เป็นต้น

พวกเค้าได้เข้ามาช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมดนตรีร็อกอย่างเข้าถึงผ่านมิวสิควิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการมอชพิต เซอร์เคิลพิต วอลล์ออฟเดธ และอีกมากมาย แถมยังสร้างฐานแฟนเพลงเดนตายในนาม เรโทรเรียน ขึ้นมาอีก

สิ่งที่บ่งบอกว่าการตลาดของวงประสบความสำเร็จมากอีกสิ่งหนึ่ง คงหนีไม่พ้นแฟชั่นเสื้อลายสก็อตที่ระบาดไปทั่วบ้านทั่วเมือง (ไม่แพ้เสื้อฮาวายที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้) ส่วนยอดขายอัลบั้มนี้ก็ถล่มทลายท่ามกลางการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ระบาดอย่างหนัก คำว่า ‘ปรากฎการณ์’ คงไม่เกินเลยที่จะใช้กับอัลบั้มนี้แน่นอน

 


“Light Heavyweight”
Sweet Mullet
(Genie Records, 2007)

ตามมาขยี้กระแสอีโมในบ้านเราแบบติด ๆ ด้วยอัลบั้ม Light Heavyweight ของวง Sweet Mullet ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวงที่แจ้งเกิดกับโปรเจค Showroom Vol.1 กับเพลง “ตอบ” พวกเค้าเปิดตัวด้วยเพลง “เพลงของคนโง่” เป็นออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย ก่อนจะส่งความร้อนแรงและดุดันทางดนตรีให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนของพวกเค้าด้วยเพลง “หลอมละลาย”

นอกจากสองเพลงนี้ยังมีเพลงฮิตอีกหลายเพลง เช่น “หลับข้ามวัน”, “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา” และอีกหนึ่งเพลงทีเด็ดที่ได้พี่เอ๋ Ebola มาร่วมสำรอกในเพลง “ไต่เย้ยนรก” เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมและได้รับกาพูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น

 


“More Sugar Extra Tattoo”
Oblivious
(Music Bugs, 2006)

หลังจากที่อัลบั้มรวมเพลง Do It or Die ที่รวมศิลปินหน้าใหม่ของ Music Bugs ออกมาไม่นาน ทางค่ายก็ไม่รอช้ารีบผลิตผลงานอัลบั้มเต็มชุดแรกของ Oblivious ที่มีชื่อว่า More Sugar Extra Tattoo ออกมาอยางทันควัน ซึ่งทางวงนิยามแนวทางของตัวเองว่าอัลเทอร์เนทีฟเมทัล มีเพลงฮิตที่ทุกคนรู้จักอย่าง “รับไม่ได้”, “รูปภาพ”, “คนที่อยากฟัง” และเพลง “Negative” ยังถูกนำไปใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง อำมหิตพิศวาส ที่นำแสดงโดย ศรัณยู วงศ์กระจ่าง และบงกช คงมาลัย

หลังจากนั้นทางวงได้คลอดผลงานอีกหนึ่งอัลบั้มคือ One Year Later ก่อนจะพักวงไปหลายปี โดยสมาชิกแต่ละคนต่างแยกย้ายไปทำวงใหม่กัน เช่นพี่อาร์ต นักร้องนำไปทำวง Last Fight for Finish ส่วนพี่เมย์ มือกลอง ไปอยู่กับวง Labanoon แต่ล่าสุดพวกเค้าได้กลับมารวมวงกันอีกครั้ง และแว่ว ๆ มาว่ากำลังจะทำเพลงใหม่กัน แฟน ๆ รอฟังกันได้เลย

 


“Heaven & Hell”
Ritalinn
(Music Bugs, 2007)

อีกหนึ่งศิลปินที่มีผลงานกับโปรเจค Do It or Die กับเพลง “เกิดมาเพื่อสิ่งนี้” อัลบั้ม Heaven & Hell มากับดนตรีสไตล์อีโมพังก์ที่ชัดเจน รวมไปถึงภาพลักษณ์ของวงที่การแต่งตัวจัดจ้าน ทั้งเสื้อผ้า ทรงผม รวมถึงการเขียนขอบตาดำ

ถ้าจะให้พูดถึงเพลงที่ฮิตที่สุดของวงก็คงต้องยกให้เพลง “ตายทั้งเป็น” และ “Say U Love” ส่วนเพลงอื่น ๆ ในอัลบั้มก็มีครบทุกรสชาติ เช่นเพลงหนัก ๆ อย่าง “ดิน ฟ้า อากาศ”, “ผู้ต้องสงสัย” และ “วันปล่อยผี” ที่เล่นติดกลิ่นอายของแธรชเมทัลด้วย พวกเค้าเป็นอีกหนึ่งวงที่พักวงไป ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว

 


“Sleeping Sheep”
Sleeping Sheep
(Spicy Disc, 2005)

แม้จะเป็นศิลปินในค่ายอินดี้ แต่ต้องบอกว่าชื่อเสียงพวกเค้าในตอนนั้นทะลุขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมาก ๆ วงดนตรีแกะหลับวงนี้นำเสนอแนวทางในแบบอีโมคอร์ที่มี Deftones เป็นอิทธิพลหลัก

ส่วนเพลงดังที่หลายคนรู้จักคงหนีไม่พ้นเพลง “ฟ้อง” และ “พายุ” สองเพลงช้า หนักแน่น เค้นอารมณ์ ส่วนเพลงเปิดอัลบั้มอย่าง “ยิ่งลืมยิ่งจำ” ก็เป็นอีกเพลงเด็ดที่ไม่ควรพลาด

 


“I Love You”
Bikini
(2004)

เป็นอัลบั้มที่ปลดปล่อยทางอารมณ์อย่างถึงพริกถึงขิง ดนตรีของพวกเค้าเปรียบเหมือนภูเขาไฟที่ปะทุอยู่ตลอดเวลา เสียงร้องก็เน้นใช้การสำรอกเป็นหลัก พิสูจน์ได้จากหลาย ๆ เพลงอย่าง “น้อยใจความตาย”, “รักหรือยาพิษ”, “ไม่สบาย” เป็นต้น

ที่โดดเด่นมาก ๆ อีกเพลงนึงก็คือเพลงปิดอัลบั้มพวกเค้าก็เลือกใช้เป็นเพลงช้า นั่นคือเพลง “นางฟ้ามารเลว” ปัจจุบันอัลบั้มชุดนี้หาซื้อได้ยากมากแล้ว (ใครมีติดต่อขายผมได้นะ ฮ่า ๆ)

 


“Enlighten”
Ebola
Warner Music Thailand, 2005)

เป็นอัลบั้มที่ปรับซาวด์เข้าหาตลาดกลุ่มกว้างมากขึ้น จนทำให้วงก้าวขึ้นมาเป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงนั้น พื้นเพของอัลบั้มนี้ยังคงเป็นนูเมทัล แต่ก็มีการปรับนำซาวด์นุ่มนวลของอีโมมาใช้เพื่อเพิ่มความติดหูและฟังง่ายอีกด้วย อัลบั้มนี้เพลงเปิดตัวก็คือเพลง “แสงสว่าง”

แต่เพลงที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักชื่อ Ebola ไปทั่วประเทศคงต้องยกให้เพลง “สิ่งที่ฉันเป็น” และ “กลับสู่จุดเริ่มต้น” แม้จะมีกระแสต่อต้านจากแฟนเพลงยุคเก่าอยู่บ้าง แต่เมื่อลองกลับมาฟังในตอนนี้จะพบว่าเป็นอัลบั้มที่มีความละเมียดละไมทางดนตรีอยู่สูงทีเดียว

 


“Waiting for Last Love at the Horizon”
Sound of Desolate
(Banana Record, 2005)

แจ้งเกิดจนเป็นที่รู้จักด้วยเพลง “รอรักสุดท้ายที่ปลายฟ้า” ที่ได้ฟักแฟง นักร้องนำวง No More Tear มารับหน้าที่เป็นนางเอกเอ็มวี ดนตรีของพวกเค้าครบเครื่องในรสชาติของอีโมและสครีโม จัดว่าเป็นอีกหนึ่งวงร็อกนอกกระแสที่มีความนิยมสูงมากในซีนเพลงไทยยุคนั้น

และวงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวงที่คุณเม้ง ฉายามือกีตาร์ร้อยวงได้ฝากผลงานเอาไว้

 


“Yellow Light”
No More Tear
(Genie Records, 2008)

เริ่มสร้างชื่อจากการตระเวนเล่นงานใต้ดินในนาม Imaginary Lie นำทีมโดยคุณเม้ง มือกีตาร์ร้อยวงเช่นกัน จนไปเตะตาสังกัดยักษ์ใหญ่อย่าง Genie Records และได้เปลี่ยนชื่อวงให้จำง่ายขึ้นจนกลายเป็น No More Tear ดนตรีในอัลบั้มนี้มีดีเทลที่หลากหลายภายใต้ส่วนผสมของความสนุกสนาน หนักหน่วง และเศร้าหมอง มีเพลงฮิต ๆ อย่าง “ฉันเป็นดีเจให้เธอ”, “หัวใจหมดแรง”, “รักเคยดีกว่านี้”

แต่พวกเค้าก็มีเพลงหนัก ๆ ซ่อนไว้ในอัลบั้มเช่น “ไม่กอดเธอไว้” และ “มากมาย” อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมากคือแฟชั่นสไตล์สาวซีนของฟักแฟงที่จัดจ้านตั้งแต่สีผมจนไปถึงเสื้อผ้า ทำให้สาว ๆ ยุคอีโมในยุคนั้นยึดเธอเป็นไอดอลและหันกันมาทำสีผมกันเต็มไปหมด

 


“Believe”
Bodyslam
(Genie Records, 2005)

ก้าวข้ามจากค่าย Music Bugs มาอยู่กับ Genie Records รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในส่วนของมือกีตาร์ที่ได้พี่ยอดเข้ามาทำหน้าที่ และตำแหน่งมือกลองที่ได้พี่ชัชเข้ามาคุมภาคริธึม เท่านั้นยังไม่พอ ภาพลักษณ์ของวงมาทางอีโมแบบชัดเจน ใส่เสื้อวงพร้อมกับกางเกงยีนส์ขาเดฟ เป็นการสื่อสารให้ทุกคนได้รู้ว่าพวกเค้าได้เติบโตขึ้นอีกก้าว ส่วนดนตรีก็เป็นไปตามการแต่งกายของวง เมื่อทางวงเลือกซาวด์อีโมร่วมสมัยในตอนนั้นมาเป็นหลัก

แม้แนวทางจะเปลี่ยนไปแต่กลับได้รับการตอบรับที่เกินคาด มีเพลงฮิตติดชาร์ตมากมาย เช่น “ขอบฟ้า”, “คนที่ถูกรัก”, “ความรักทำให้คนตาบอด”, “พูดในใจ” และเพลง “ความเชื่อ” ที่ได้น้าแอ๊ด คาราบาว มาร่วมขับร้องด้วย แน่นอนอัลบั้มนี้ยังทำให้ใครหลาย ๆ คนหันมาสนใจดนตรีอีโมในตอนนั้นอีกด้วย

 


“Honeymoon”
Harem Belle
(Music Bugs, 2007)

เป็นอีกวงที่มากจากผลผลิตโปรเจค Do It or Die เช่นกัน แม้เพลงในอัลบั้มนี้ส่วนมากจะปรับให้ซอฟต์ลงเพื่อตีตลาด

แต่ถึงจะบอกว่าตีตลาด อัลบั้มนี้ก็ยังมีเพลงที่นำเสนอความเป็น Harem Belle แบบที่แฟนเพลงเก่า ๆ ชอบได้เป็นอย่างดี เช่นเพลง “ฟัง”, “ก้าวแรก”, “ที่รัก”

รวมไปถึงเพลงฮิตมาก ๆ อย่าง “น้ำตาเป็นเลือด” ก็รวมอยู่ในอัลบั้มนี้เช่นกัน ส่วนเพลงที่ฮิตติดตลาดมากที่สุดคงต้องยกให้เพลง “เครื่องช่วยหายใจ”

 


“Welcome Home”
BrandNew Sunset
(Sony Music Thailand, 2010)

อัลบั้มเต็มลำดับที่ 4 ของวง เป็นอีกหนึ่งวงที่สร้างชื่อไว้มากในวงการเพลงใต้ดินก่อนจะข้าวขึ้นมาสู่ตลาดเมนสตรีม และมีการปรับมาใช้ภาษาไทยในการเขียนเนื้อมากขึ้น เพื่อง่ายต่อผู้ฟัง

อัลบั้มนี้อุดมไปด้วยซาวด์ของ พังก์ อีโม รวมไปถึงฮาร์ดคอร์ เรียบเรียงออกมาให้กระชับและเข้าถึงง่าย ตัวอย่างเช่นเพลง “Say Goodbye” ที่ถูกเลือกมาเป็นเอ็มวีบ่งบอกตัวตนในอัลบั้มนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นอัลบั้มนี้ยังได้คุณโต้ง สมาชิกวง Buddha Bless มาแจมในเพลง “ฝน” อีกด้วย

 


“Without Battling An Eye”
Rapbit Dolls
(2007)

ผลงานมินิอัลบั้มที่วง Rapbit Dolls ลงมือทำกันเองแบบไร้สังกัด ก่อนที่จะไปออกอัลบั้มเต็มกับค่ายเลพง Dark Side ในเครือ R.S. Promotion มีเพลงดังที่ยอดวิวในมายสเปซถล่มทลายคือเพลง “หายไป” ที่บอกได้เลยว่าเวอร์ชั่นนี้ดีกว่าในอัลบั้มเต็มซะอีกในความเห็นของผม

ส่วนความพิเศษอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่ในอัลบั้มนี้คือเพลง “เพียงแค่เรา” ที่ได้ฟักแฟง No More Tear มาเป็นแขกรับเชิญด้วย งานชุดนี้ปัจจุบันหาโคตรยากเลยครับ

 


“In My Time of Dying”
Roses Fall
(Banana Record, 2009)

วงดนตรีที่เอาอิทธิพลทางดนตรีของเฮฟวีเมทัลมาคลุกเคล้าเข้ากับอีโมได้อย่างน่าฟัง จะให้บอกว่าพวกเค้าคือ Funeral for a Friend เมืองไทยก็คงไม่ผิดมากนัก วงนี้มีสมาชิกหลักคือ คุณอั๋น หรือ Mr.Bryan เจ้าของเสียงพากย์จอห์น ชาวไร่ ในตำนาน ที่รับหน้าที่เล่นกีตาร์ในวงนี้นั่นเอง ส่วนเพลงที่หลายคนน่าจะรู้จักก็คงหนีไม่พ้นเพลง “ลูกแกะ” และ “ตกจากที่สูง” ในปัจจุบันพวกเค้าก็ยังคงทำงานเพลงกันอยู่ ติดตามผลงานพวกเค้าได้ที่แฟนเพจวง และ Banana Record

 


“Boost”
Nos
(We Records, 2011)

หลายคนอาจจะมองข้ามวง Nos ไป แต่แท้จริงแล้วอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยซาวด์ของดนตรีอีโมร่วมสมัยในยุคนั้น เช่นเพลง “บ้าบิ่น” เพลงเปิดอัลบั้ม และเพลงไตเติลแทร็ก “Boost” ที่น่าจะบอกและตอบได้ว่าแท้จริงลึก ๆ แล้วตัวตนของพวกเค้าเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งเพลง “กอด” เพลงดังของวงเองก็มีอิทธิพลทางดนตรีอีโมร่วมสมัยอยู่ด้วย ซึ่งเอ็มวีนี้ได้ คิมเบอร์ลี นักแสดงดังจากข่อง 3 มาเล่นเป็นนางเอกเอ็มวีด้วย ในช่วงนั้นเองทางวงเคยขึ้นไปเล่นคอนเสิร์ต MRD ครั้งที่ 5 ร่วมกับวง Big Ass, Ebola และ Sweet Mullet มาแล้ว แต่ภายหลังทางวงได้มีการปรับเปลี่ยนสไตล์ดนตรีตามการตลาดของค่ายให้เบาลงและเน้นเจาะตลาดมากขึ้น ก็หวังว่าทางวงจะมีโอกาสได้กลับมาเล่นในแบบที่ตัวเองชื่นชอบอีกครั้งนะครับ

Jeddy Tragedy

นักร้องนำวงเดธคอร์ Tragedy of Murder, ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียน Headbangkok
ชอบเล่นมุกกริบ ชอบหยิบแบงค์ 20 จากกุมารในบ้าน และต้องฟังเพลงของวง Oasis ทุกวันจนแม่รำคาญ