เป็นเรื่องชวนให้ชื่นใจและหัวเสียในเวลาเดียวกัน เมื่อวงดนตรีวงหนึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเหมือนกับวงดนตรีอีกวงหนึ่งในยุคสมัยที่แตกต่างกัน (ยกตัวอย่างเช่น ‘วงนี้เปรียบเสมือนเป็น Metallica แห่งยุคปัจจุบัน’) มองในมุมหนึ่งมันคือคำชม แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นคำครหาที่ตีตราไว้เพื่อให้วงดนตรีต้องก้าวให้ผ่านไปให้ได้ในท้ายที่สุด – Bad Omens วงเมทัลคอร์หน้าใหม่จากนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา คือวงดนตรีที่ถูกเทียบว่าเป็น Bring Me the Horizon ยุค Sempiternal แห่งช่วงเวลาปัจจุบัน


Bad Omens มาจากไหน?

Bad Omens เริ่มต้นจากการรวบรวมสมาชิกโดย Noah Sebastian นักร้องนำของวงที่แอบแต่งเนื้อเพลงวงใหม่ไว้ในช่วงที่ยังทำวงดนตรีอีกวงอยู่ และเมื่อแยกตัวออกมา ก็ไปทำการชักชวนเพื่อนเก่าชื่อว่า Nicholas Ruffilo, Vincent Riquier และเพื่อนต่างชาติจากสวีเดน Jolly Karlsson มาทำวงดนตรีร่วมกัน 3 ชาวริชมอนด์ (รัฐเวอร์จิเนีย) และ 1 สวีดิช ตัดสินใจย้ายมาแอลเอเพื่อเดินตามความฝันบนถนนดนตรีสายหนักร่วมกัน (ปัจจุบัน Vincent Riquier ไม่ได้สมาชิกวงแล้ว เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ) อีพีนิรนามของพวกเขาเข้าตาค่าย Sumerian Records ในเวลาอันรวดเร็ว และทำให้พวกเขาถูกส่งตัวไปทำอัลบั้มที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ร่วมกับ Will Putney โปรดิวเซอร์มือทองอีกหนึ่งคนของสายเมทัลคอร์ที่เคยทำงานกับวงอย่าง Upon a Burning Body, The Amity Affliction, Body Count มาแล้ว

กว่าที่ชื่อของ Bad Omens จะเป็นที่รู้จักในแวดวงเมทัลคอร์ได้ ทางวงก็ต้องต่อสู้กับการเลือกซิงเกิลโปรโมตถึงสามเพลงเลยทีเดียว เพราะ “Glass Houses” กับ “Exit Wounds” สองเพลงที่ปล่อยออกมาโปรโมตก่อนได้เสียงตอบรับแค่ในระดับ ‘ดี’ เท่านั้น แต่เพลงที่ทะลุล้านวิวบนยูทูบในหลักเดือนจริง ๆ คือ “The Worst in Me” จากอัลบั้มเดียวกัน เทียบกับสองเพลงก่อนหน้า เพลงนี้มีความติดหูในเนื้อร้องและเมโลดี้มากกว่า ปัจจุบันมียอดวิวสูงถึง 7 ล้านครั้ง โดดขึ้นมาสูงเหนือผลงานอื่น ๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นอย่างมาก


The New Bring Me the Horizon

ด้วยซาวด์แบบเมทัลคอร์ร่วมสมัย มีการใส่ลูกเล่นต่าง ๆ ที่มากกว่าแค่เสียงกีตาร์ เบส กลอง รวมถึงเสียงสำรอกของ Noah ที่พอนำทุกอย่างมารวมกันแล้ว ชวนให้นึกถึงความเดือดดาลคึกคักและทันสมัยในเวลาเดียวกันเหมือนอัลบั้ม Sempiternal ของ Bring Me the Horizon ขึ้นมายังไงยังงั้น (บางคนถึงขั้นชมว่าเป็นภาคต่อของ Sempiternal ที่ยอดเยี่ยมกว่า That’s the Spirit ของ BMTH เสียอีก) ซึ่งทางวงก็ยอมรับว่าเป็นทั้งคำชม และเป็นความน่าอายไปพร้อม ๆ กันด้วย Noah ให้สัมภาษณ์กับ Flippen Music เอาไว้ว่า:

“ถ้ามองในแง่ที่ว่า ‘Sempiternal’ คืออัลบั้มพลิกเกม ในแง่ว่า Bring Me the Horizon ยอดเยี่ยมแค่ไหน มันก็คือคำชมครับ แต่แน่นอนว่ามันก็เป็นเรื่องน่าอายด้วยเหมือนกัน ที่ผลงานและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเราถูกเปรียบเทียบกับแค่อัลบั้มเดียว โดยเฉพาะเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าหลายเพลงที่เราแต่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปินจำนวนมากมาย ผมคิดว่าถ้าพูดให้ปลอดภัยที่สุดก็คือ เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากพวกขเมากทีเดียวครับ และในมุมมองของผม มันคือแรงบันดาลใจที่ดีด้วย ในฐานะที่เราเป็นประเด็นอยู่ ผมต้องขอบอกเลยว่า ‘That’s the Spirit’ คืออัลบั้มที่มหัศจรรย์มาก ถูกสร้างขึ้น่มาจากรสนิยมที่ยอดเยี่ยม และมีโปรดักชันที่จัดเต็มทีสุดแบบที่ผมไม่ได้ยินมานานแล้ว”

ความเห็นจากผู้เขียน: ต้องยอมรับว่าเพลงของ Bad Omens ให้บรรยากาศแบบอัลบั้ม Sempiternal ของ Bring Me the Horizon สูงมาก แต่รายละเอียดทางดนตรีไม่เหมือนกันสักทีเดียว และถ้าตั้งใจฟังก็จะพบอิทธิพลของดนตรีหลาย ๆ แนว โดยเฉพาะซาวด์แบบนูเมทัลชวนโยกที่เราคุ้นเคยครับ

ชี้เป้า: เพลง “Reprise (The Sound of the End)” กับ “Shadow Moses” คือเพลงที่ถูกตราหน้าว่าคล้ายกันมาก มากแค่ไหนลองฟังกันดูครับ


ดราม่าโลโก้วงกับ Amity Affliction & Senses Fail

Bad Omens เป็นที่พูดถึงบนหน้าสื่อดนตรีอีกครั้งเมื่อประกาศถอนตัวจากการเป็นวงเปิดให้กับทัวร์ของ The Amity Affliction และวง Senses Fail เนื่องจาก ‘โลโก้บนโปสเตอร์เล็กเกินไป’ (อ่านสรุปเรื่องราวฉบับย่อได้ที่นี่)

ทางวงออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กหลักในภายหลังว่า ที่ประกาศถอนตัวไม่ใช่เพราะขนาดโลโก้วง แต่เนื่องมาจากข้อตกลงที่ยังไม่ชัดเจน ว่าพวกเขาจะได้เป็นวงสนับสนุนในระดับ direct-support ซึ่งหมายถึงวงเปิดวงสุดท้ายก่อนเฮดไลน์ขึ้นแสดงหรือไม่ และในเมื่อไม่ได้รับการยืนยัน + ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการก่อนเริ่มต้นทัวร์ พวกเขาจึงต้องตัดสินใจถอยออกมาจากโปรเจกต์งานที่ยังคุยรายละเอียดกันไม่ชัดเจน

และตามมาด้วยการออกเสื้อยืดโลโก้วงแบบสกรีนโคตรเล็กเพื่อกวนตีน The Amity Affliction กับ Senses Fail ตอกกลับไปอีกหนึ่งดอกด้วย (ยังสามารถสั่งซื้อได้)


เป็นวงที่เริ่มต้นอัลบั้มแรกได้น่าสนใจ เสียงตอบรับดี แถมมีดราม่ามาช่วยกระพือให้ชื่อวงเป็นที่รู้จัก คาดว่าถ้าทางวงสามารถรักษาความต่อเนื่องในการออกผลงาน รวมถึงหาจุดแตกต่างของตนเองได้ในเร็ววัน น่าจะเป็นวงที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับหัวแถวแบบพวก Architects, While She Sleeps, Issues หรือ The Ghost Inside ได้ไม่ยากเลยครับผม – เขียนไปก็อยากดูไป หวังว่าจะมีบินมาใกล้ ๆ เอเชียแล้วมีผู้จัดซื้อมาลงให้ดูกันครับ!