นับตั้งแต่ได้ Alex Bent มารับตำแหน่งมือกลองอย่างเป็นทางการนั้น วัตถุดิบต่าง ๆ ของ Trivium ดูจะครบเครื่องเฉียบขาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกับสตูดิโออัลบั้มล่าสุดนี้ยิ่งตอกย้ำจุดนี้แบบเห็นได้ชัดเจน

ที่ผ่านมาพวกเขาได้สรรค์สร้างผลงานต่าง ๆ มามากมายจากอิทธิพลแนวดนตรีต่าง ๆ และมาจนถึงวันนี้สิ่งที่พวกเขาสั่งสมกันมานานมันได้ประจักษ์แล้วว่านี่คือ Trivium sound ที่พร้อมจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ รุ่นหลัง อย่างครั้งที่พวกเขาเคยได้รับแบบอย่างเหล่านั้นจากวงระดับตำนานอย่าง Metallica, In Flames เป็นต้น

ถึงตรงนี้ไม่มีอะไรให้กังขาในฝีมือของพวกเขาอยู่แล้ว หากแต่อัลบั้มนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้หยุดพัฒนาซาวด์ของตัวเองลงไปแม้แต่น้อย จนเป็นที่ต้องการของเฟสติวัลระดับยักษ์ทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าเกือบจะได้มาทัวร์คอนเสิร์ตที่บ้านเราแล้ว หากไม่โดนพิษไวรัส COVID-19 ดับความหวังเมทัลเฮดชาวไทย (และทั้งโลก) ให้ฝันค้างไปตาม ๆ กัน เซ็งฉิบ


อินโทรแรกของอัลบั้มด้วย “IX” ชื่อสั้น ๆ เรียบง่ายนัยว่าพวกข้ากลับแล้วพร้อมอัลบั้มชุดที่เก้าแล้วนะโว้ย พาร์ทดนตรีบิลด์ขึ้นมาบางช่วงแอบทำให้นึกถึงแทร็ก “Intro” จากอัลบั้มแจ้งเกิด Ascendancy ขึ้นมาได้เหมือนกัน

“What the Dead Men Say” ไตเติลแทร็กที่มาพร้อมกับโมเดิร์นแธรชและเล่นกับสัดส่วนอย่างพวกวงโปรเกรสซีฟ จังหวะปั่นกระเดื่องของ Alex รวดเร็ว เฉียบคม ยิ่งช่วงกลางเพลงบลาสต์โชว์มันซะเลย แต่อีกสามคนที่เหลือในวงก็ยังทำหน้าที่ได้ดีไม่บกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสียงคลีนของ Matt Heafy ที่รุดหน้าไปอีกขั้น

“Catastrophist” อีกเพลงที่มีความโปรเกรสซีฟอยู่ค่อนข้างสูง ท่อนคอรัสติดหูหนักมาก ก่อนจะเปลี่ยนอารมณ์ให้ทั้งสมาชิกทั้งสี่โชว์ทีมเวิร์กกันอย่างเต็มเหนี่ยว พาร์ทโซโล่กีตาร์ของคู่ขุนขวาน Matt และ Corey Beaulieu ถือว่าไหลลื่นเข้าขากันมากอยู่แล้ว

“Amongst the Shadows & the Stones” กลับไปจับซาวด์แบบเมทัลคอร์ที่เคยรุ่งเรืองแบบเต็มสูบ ภาคริธึมแฟน ๆ ได้เสพกันหัวหมุนแน่นอน Matt กลับไปใช้เสียงสครีมแบบยุคแรก ๆ ด้วย ท่อนเบรกยังแอบนึกถึงวงอย่าง Unearth จาง ๆ เรียกว่าเมทัลคอร์กันเต็มรูปแบบจริง ๆ สัดส่วนที่ผกผันไปมาทำให้เป็นอีกครั้งที่ Alex ต้องรับบทหนักในเพลงนี้ไปแบบช่วยไม่ได้ (ก็อยากทะลึ่งฝีมือดีเองนี่หว่า)

“Bleed into Me” หลังกระหน่ำต่อเนื่องกันมาหลายเพลง จนมาถึงแทร็กบัลลาดจังหวะกลางเมโลดี้เข้ม ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นในงานของ Trivium บ่อยนัก ซึ่งน่าจะกวาดแฟนเพลงยุคนู-โพสต์กรันจ์มาได้อีกโข ล้างหูกันไปแบบเท่ ๆ และหนักแน่นเป็นไปตามสูตรของเพลงแนวนี้

“The Defiant” เมทัลคอร์ริฟฟ์วัยรุ่นจ๋าแบบที่เราคุ้นเคยในงานของวงยุคแรก ๆ ริธึมว่องไวสุดโฉบเฉี่ยว คนที่โตมากับเพลงยุคนั้นจะต้องชอบแน่ ๆ ครับ กีตาร์สองไลน์สอดประสานกันอย่างกลมกลืน ในขณะที่เบสของ Paolo Gregolotto แอบคุมจังหวะด้านหลังได้อยู่หมัด และดาร์กเมโลดี้ร้องของ Matt ก็ทำได้หลากคาแรกเตอร์ดีเยี่ยม

“Sickness Unto You” หลอกล่อด้วยอินโทรสุดไพเราะ ก่อนที่พายุแห่งแธรชเมทัลจะโหมกระหน่ำดนตรีทุกชิ้นเข้ามาแบบไม่หยุดยั้ง ลิกกีตาร์คู่เปี่ยมเมโลดี้ไหลเพ่นพ่านปลุกความทรูในตัวได้ดี ท่อนโซโล่ผ่อนความหนักแต่หวือหวาจับจิต ในขณะที่มือกลองกระเดื่องปีศาจคอยควบคุมไดนามิคได้อย่างอยู่หมัด มีแอบขโมยซีนยัดลูกกลองสไตล์ฟิวชัน ละตินแบบไม่เกรงใจเพื่อนร่วมวงอีกด้วย

“Scattering the Ashes” จังหวะกลางหล่อเน้นขายเมโลดี้เรียบง่าย ไร้ซึ่งความก้าวร้าว หนักไปทางเมนสตรีมร็อก โซโล่กีตาร์ฮาร์ดร็อกสั้น ๆ หวานหยด

“Bending the Arc to Fear” กลองของตา Alex ยังทำงานได้อย่างเฉียบขาด ไม่ว่าจะอลหม่าน บลาสต์บีต บางช่วงที่ค่อนข้างไปทางโจ๊ะ ไหนจะลูกส่งระดับเทพที่งัดมาใช้แบบไม่มีพัก คือหมอนี่เอาอยู่หมดทุกรูปแบบ เพลงนี้เลยแอบสงสารเพื่อนร่วมวงที่เหลืออยู่สักหน่อยที่แม้จะทีมเวิร์กเยี่ยมสักเพียงใดก็สู้ไม่ไหวจริง ๆ

“The Ones We Leave Behind” ปิดท้ายด้วยสไตล์สับแหลกที่คุ้นเคย เดินหน้าฆ่ามันลูกเดียว ไลน์กีตาร์ของ Corey แอบตอดเป็นระยะทำให้โทนเพลงโดยรวมมีความเป็นเมโลดิกอยู่ไม่น้อย ฟังไปฟังมาซาวด์ก็เอนไปทางอัลบั้มที่แล้วอยู่ไม่น้อย


หากอ่านรีวิวนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่างานชุดนี้จะมีซาวด์ที่หยาบกระด้างจนรับไม่ได้นะครับ กลับกันตรงที่ว่ามันเนี้ยบจนที่คนไม่ได้อินกับดนตรีสายหนักก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย ๆ ทั้งที่พวกเขาก็ยังจัดหนักจัดเต็มเหมือนเคย (หรืออาจจะมากกว่าที่เคย) เรื่องนี้คงต้องยกเครดิตให้มือมิกซ์ไปด้วย

คงไม่ใช่เรื่องเกินเลยอีกต่อไปแล้วที่เราจะเรียก Trivium ว่าเป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการเมทัลได้อย่างเต็มภาคภูมิ และหวังว่าหลังจบสถานการณ์โรคระบาดเราจะยังมีโอกาสได้ดูไลฟ์เยี่ยม ๆ จากพวกเขาที่สยามประเทศแห่งนี้ครับ