แม้ยุคสมัยของนูเมทัลจะผ่านพ้นไปจนเกือบสองทศวรรษแล้ว แต่ Korn ก็ยังคงเป็นวงดนตรีที่อยู่รอดได้ และนำเสนอผลงานในแนวทางดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน แถมยังเป็นผลงานที่เหล่าสาวกทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีเสมอมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่วงดนตรีสักวงจะชัดเจนในแนวทางและทำผลงานออกมาได้ต่อเนื่องขนาดนี้

The Nothing อัลบั้มเต็มลำดับที่ 13 ของวงก็เช่นกัน งานชุดนี้ยังคงเป็นอัลบั้มเพลงนูเมทัลที่ดนตรีหนักแน่น และเนื้อหาเจ็บปวดเช่นเคย การที่ Jonathan Davis นักร้องนำของวงสูญเสีย Deven ภรรยาไปในปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นหนึ่งใช้เชื้อเพลิงแห่งความหม่นหมองที่เผาไหม้จนหมอกควันแห่งความเศร้าปกคลุมอัลบั้มนี้อย่างชัดเจน จะเรียกว่า Jonathan พาเพื่อนร่วมวงด่ำดิ่งลงไปในความหม่นกับ The Nothing ก็คงไม่ผิดนัก

เปิดอัลบั้มกันด้วย “The End Begins” ที่ Jonathan ตั้งคำถามซ้ำไปซ้ำมาว่า ทำไมเธอถึงจากไป? (Why did you leave?) ตามด้วยเสียงร้องไห้โหยหวนแบบที่เราไม่คิดว่าจะได้ยินจากผู้ใหญ่วัยนี้ ซึ่งเจ็บปวดมากจริง ๆ ก่อนที่ Head, Munky, Fieldy และ Ray Luzier จะหยิบเครื่องดนตรีทุกชิ้นมากระหน่ำเพลง “Cold” และสาดดนตรีหนักหน่วงแบบที่ทำให้เรานึกถึงวันวานในวัยหนุ่มของพวกเขา กระแทกเข้าหูแบบเต็ม ๆ

ซึ่งเพลงหลังจากนั้นทุกเพลงหลังจากนี้ก็เป็นการเดินทางเข้าสู่ความเจ็บปวด ที่ Jonathan และมิตรสหายต้องการแบ่งปันกับเราอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่า “I’m lost / You’ll never find me!” ในเพลง “You’ll Never Find Me” หรือ “Can you hear me? / ‘Cause I’m lost” ในเพลง “Can You Hear Me” ล้วนแต่ตอกย้ำความเจ็บปวดด้วยในใจผู้ร้องและผู้ฟังด้วยกันทั้งสิ้น และจุดที่เดือดที่สุดของอัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้นท่อนพีคในเพลง “Idiosyncrasy” ที่ Jonathan Davis ตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า “God is making fun of me / He’s laughing out there / I can see” ที่เรากลับไปวนฟังซ้ำกี่ทีก็รู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย

โดยรวมแล้วไม่เห็นการออกนอกทะเลหรือทดลองใด ๆ มากนัก แต่ก็มีเพลงที่น่าสนใจอยู่หลายเพลง เช่นช่วงท้ายของเพลง [email protected] ที่ติดความอิเล็กทรอนิกเข้ามา จนรู้สึกว่าถ้ามีดีเจหยิบไปรีมิกซ์ก็คงจะมันส์หยดไม่น้อย และเพลงสุดท้ายของอัลบั้มอย่าง “Surrender to Failure” ก็เป็นการยอมรับกับความล้มเหลวอย่างเจ็บปวดที่ทรงพลังมาก ๆ ทั้งในด้านซาวด์ที่เหมือนกับชวนเอาวง Nine Inch Nails มาร่วมทำเพลงด้วย เสียงร้องท่อน “I failed” ที่ปนการสะอื้น แม้แต่ความเงียบในช่วงท้ายเพลงนี้ ก็ชวนให้ขนลุกเหมือนกับมีความหมายอะไรบางอย่างที่ผู้แต่งต้องการสื่อสารออกมาอยู่ด้วย อาจเป็นการยืนไว้อาลัยเงียบ ๆ หรืออาจเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นที่คนเจ็บปวดเท่านั้นที่เข้าใจ และเป็นบรรยากาศการปิดอัลบั้มที่ชวนให้เรากลับไปนึกถึงการสะอื้นในแทร็กแรก ราวกับว่าเชื้อเชิญให้เปิดฟังอีกครั้งอย่างเสียมิได้

ในด้านดนตรี ไม่มีสมาชิกแผงหลังคนไหนโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่องค์รวมของ The Nothing เป็นก้อนเดียวกันที่ถ้าเปรียบเป็นอาหารก็ถือว่ารสชาติเข้าเนื้อมาก เป็นเคมีที่ลงตัว ทีมเวิร์กในการเรียบเรียงและเล่นแบบหาตัวจับยากครับ

นำเสนอความเจ็บปวดได้อย่างเข้มข้นและถึงเครื่อง ส่วนตัวแล้วยกให้เป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดในวัยชราของคณะ Korn อย่างไม่มีข้อกังขา และสามารถท้าชนกับงานยุคแรกได้อย่างเต็มภาคภูมิครับ