หลังจากที่ปล่อยอัลบั้ม Amo ไปเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงที่ Covid-19 กำลังระบาดก็ทำให้วง Bring Me The Horizon วงร็อกจากเชฟฟีลส์ ประเทศอังกฤษ ก็หมกหมุ่นกับการเข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มใหม่ ซึ่งในระหว่างกระบวนการทางวงก็ส่งซิงเกิลออกมาให้ฟังถึง 4 เพลงด้วยกัน และมันก็พอทำให้เห็นทิศทางในอัลบั้มใหม่ไม่น้อย รวมถึงเห็นแววการกลับมาจัดหนักในซาวด์แบบที่แฟนเพลงคุ้นเคยอีกครั้ง แต่นั่นจะเป็นการสับขาหลอกให้เราตายใจหรือไม่ คำตอบมีให้ในรีวิวนี้ครับ

1.Dear, Diary

โอ้โห แม่งโคตรเซอร์ไพรส์เลยเว้ย! แค่แทร็กแรกเปิดมาในฐานะแฟนเพลงที่ติดตามผลงานของวงมาตั้งแต่ยุคแรกแทบน้ำตาไหลพราก ดนตรีเมทัลคอร์อุนดุดันที่ปูอินโทรด้วยซาวด์อิเลกทรอนิกส์ ก่อนจะจัดสับยับชวนวิ่งเซอร์เคิลพิตพร้อมเสียงสำรอกอันเกรี้ยวกราดของ Oliver Sykes นึกถึงผลงานเพลงในช่วงอัลบั้ม There Is a Hell Believe Me I’ve Seen It. There Is a Heaven Let’s Keep It a Secret. ขึ้นมาทันที แต่แค่เติมความเป็นโมเดิร์นลงไป ช่วงท่อนโซโล่สั้น ๆ นี่นึกถึง Slayer เลย ไม่คิดไม่ฝันจริง ๆ ว่าวงจะกลับมาเล่นแบบนี้ได้

2.Parasite Eve

ซิงเกิลที่ 2 ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ กับสไตล์ดนตรีที่เป็นแนวทางใหม่ที่ลงตัวที่ทางวงค้นพบหลังจากออกค้นหาในอัลบั้ม Amo ดนตรีเมทัลที่ติดกลิ่นอายนู เมทัลกับซาวด์อิเลกทรอนิกส์ที่มีกลิ่นอินดัสเทรียล ดนตรีแบ่งพาร์ตกันอย่างลงตัว พ่วงด้วยท่อนฮุคอันติดหู ท่อนเบรกดาวน์ที่โคตรเท่ อร่อยหูอย่างลงตัวจริง ๆ

3.Teardrops

ซิงเกิลล่าสุดที่เพิ่งปล่อยไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อารมณ์ต่อเนื่องจากเพลงที่แล้วดี เพลงนี้ให้อารมณ์ความเป็นนู เมทัล สูงกว่าเพลงที่แล้วทีเดียว เด่นด้วยจังหวะกรูฟและการต่อท่อนได้ไหลลื่น เมโลดี้การร้องวางได้แบบร้องตามง่ายมาก ช่วงกลาง ๆ เกือบท้ายเพลงมีการระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมา ถือเป็นจุคพีคในเพลงนี้

4.Obey (Feat.YUNGBLUD)

ซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้มนี้ที่ได้แขกรับเชิญเป็น YUNGBLUD ศิลปินที่มาแรงมากในช่วงนี้ ซึ่งทางเราเพิ่งสัมภาษณ์ไปหมาด ๆ ( อ่านได้ที่ headbangkok.com/exclusive-interveiw-with-yungblud/) ดนตรีจังหวะที่คอยปลุกเร้าให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไดนามิคของเพลงค่อย ๆ ไล่ขึ้นก่อนจะไปไคลแมกซ์ในท่อนฮุค การได้ YUNGBLUD มาแจมในเพลงนี้ทำให้ตัวเพลงมีมิติอีกมุมหนึ่งที่เข้าท่ามาก ๆ

5.Itch For The Cure (When Will We Be Free?)

อ่านชื่อแล้วนึกถึงเพลง “Cure For The Itch” ของ Linkin Park ในอัลบั้ม Hybrid Theory ซะจริง ๆ ในเพลงนี้เหมือนเป็นการเบรกช่วงกลางอัลบั้ม เราจะได้ยินแต่เสียงสังเคราะห์ให้อารมณ์แบบญี่ปุ่น และเสียงพูดบ่น ๆ แต่จริง ๆ แล้วพอไปซักพักเราจะรู้เลยว่ามันเป็นการปูเข้าสู่เพลงต่อไป

6.Kingslayer (Feat.BABYMETAL)

พอมาถึงเพลงนี้ก็เข้าใจคำตอบว่าทำไมต้องใช้ซาวด์แบบนั้นปูเข้า เพราะเพลงนี้ได้วง BABYMETAL มาร่วมแจมด้วย ตัวเพลงมีทั้งความเป็น BMTH และ BABYMETAL ที่ผสมลงตัวอย่างกลมกลืน เป็นอีกเพลงที่มีความหนักหน่วงในระดับที่น่าประทับใจ มีเสียงร้องกดต่ำให้เราฟัง รวมถึงเสียงแผดสูงที่เราน่าจะเคยได้ยินจากอัลบั้ม Count Your Blessing เป็นหลัก และแน่นอนเนื้อร้องภาษาญี่ปุ่นต้องตามมาด้วยเช่นกัน ส่วนตัวชอบแทร็กนี้มาก

7.1X1 (Feat.Nova Twins)

เพลงนี้ได้ Nova Twins ศิลปินร็อก ดูโอ้ สาวชาวอังกฤษมาร่วมแจม อารมณ์เพลงนี้เบรกลงมาจากเพลงที่แล้ว เป็นจังหวะกลาง ๆ แต่หนักแน่น ได้โชว์อีโมชั่นแบบเต็ม ๆ แต่ท่อนแหกปากเพลงนี้ถึงอารมณ์ดีเหมือนกัน แต่ภาพรวมเป็นเพลงที่ฟังง่ายและเป็นเพลงเบรกความเดือดจากเพลงที่แล้วได้ดีมาก

8.Ludens

ซิงเกิลแรกของอัลบั้มนี้เลย และทางวงยังเอามาเล่นสดที่แรกตอนมาเล่นที่ไทยด้วย เพลงนี้ถูกทำขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบเกมส์ Death Stranding ซึ่งเพลงนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แฟนเพลงได้รับรู้ว่าทางวงจะกลับมาในแนวทางที่ควรเป็นอีกครั้ง ชอบเบรกดาวน์เพลงนี้จริง ๆ

9.One Day The Only Butterflies Left Will Be In Your Chest As You March Towards Your Death (Feat. Amy Lee)

เพลงปิดท้ายอัลบั้มชื่อเพลงยาวมาก ได้คุณแม่ Amy Lee จากวง Evanescence มาร่วมแจมซะด้วย อินโทรมาด้วยซาวด์ชวนเศร้าหมองหม่น พร้อมด้วยเสียงร้องที่โอดครวญและทรงพลังจาก Amy Lee มันมีเสน่ห์และชวนหลงใหลเหลือเกิน หลังจากนั้นก็สลับมาเป็นเสียงร้องของ Oliver Sykes ที่เค้นอารมณ์ออกมาได้ดีมาก ภาพรวมเหมือนดนตรีประกอบภาพยนตร์ มันทั้งความมีความอลังการจากกลุ่มเครื่องสายและเสียงของเปียโน ช่วงท้ายเราจะได้ยินเสียงสครีมทิ้งทวนอีกด้วย เป็นการปิดอัลบั้มไปอย่างสวยงาม

สุดท้ายไม่สับขาหลอก เป็นการกลับมาในแบบที่พวกเค้าเป็นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เรามองว่าอัลบั้ม Amo กลายเป็นผลงานขั้นเวลาไปเลย หรือว่าจริง ๆ แล้ว Amo เป็นการไปขยายฐานแฟนเพลงในวงกว้างมากขึ้น แล้วพอตกคนเหล่านั้นมาได้ก็จับมาเจอตัวตนที่แท้จริงของพวกเค้า ถ้าเป็นแบบนั้นจริงถือว่าเป็นแผนที่ฉลาดไม่เบา

ถ้าจะให้คะแนนอัลบั้มนี้ผมไม่คิดมากเลยที่จะเทให้ 10/10 มันอาจจะไม่ได้หนักแบบในยุคแรก ๆ ของวง แต่อัลบั้ม “Post Human : Survival Horror” คือความกล้าหาญของวงที่กลับมาทำดนตรีหนัก ๆ สวนกระแสอุตสาหกรรมดนตรีในตอนนี้ ไม่แน่อัลบั้มนี้อาจจะจุดเปลี่ยนทำให้ทั่วโลกหันมานิยมเสพเพลงร็อกเป็นหลักอีกครั้งก็ได้เช่นกัน