หลังจากออกทัวร์สนับสนุนอัลบั้มชุดที่แล้ว 13 Voices ร่วม ๆ สามปีและได้วัตถุดิบมากพอที่จะสร้างอัลบั้มชุดใหม่ มาวันนี้ Sum 41 หนึ่งในวงพังค์ร็อกที่มีซาวด์เป็นอันเอกลักษณ์วงนี้ก็พร้อมแล้วสำหรับสตูดิอัลบั้มชุดที่ 7 ที่มีชื่อว่า Order in Decline ซึ่งพวกเขาเคลมไว้ว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นจะงานที่เกรี้ยวกราดและมืดมนที่สุดอีกชุดนึงกันเลยทีเดียว

ได้อ่านคำสัมภาษณ์และได้ฟังซิงเกิลที่ได้ทยอยปล่อยมาให้ชิมลางก่อนอัลบั้มวางแผง ยอมรับครับ ว่าแอบลุ้นแอบหวังไว้ว่าจะออกมาหนักหน่วงเทียบเท่ากับอัลบั้ม Chuck (2004) แต่พอได้ลองฟังแล้วฟังอีกวนไปวนมาอยู่หลายรอบ งานนี้หนักหน่วง เกรี้ยวกราดจริงครับ แต่มันออกมาคนละทางกับที่หวังไว้

1. Turning Away
เปิดอัลบั้มด้วยเมโลดี้เปียโนสุดหม่น จังหวะกลางซาวด์โมเดิร์นไม่มีตกยุค ก่อนจะค่อย ๆ ไต่ระดับความแรงไปกับเนื้อเพลงสุดบีบคั้นจนทะลักจุดเดือดที่ท่อนคอรัสติดหู ท่อนโซโล่กีตาร์สำเนียงฮาร์ดร็อกสุดเฉียบจาก Dave ยังเชื่อขนมกินได้เสมอ ทีมเวิร์กภาคริธึมจาก Frank, Cone และ Tom นั้นดีเยี่ยม ถือเป็นเพลงที่เปิดหัวได้ดี

2. Out For Blood
ลุยกันต่อกับแทร็กสุดเฮฟวี ริฟฟ์กีตาร์สุดหน่วง กระเดื่องจาก Frank มือกลองที่ย่ำมาแต่ละดอกนี่ลงลึกถึงกลางอก แต่ฟังดูร่วมสมัย มีการผสมผสานยุคเก่าและใหม่ของวงได้ค่อนข้างเนียนหู ซึ่งแน่นอนว่าพระเอกในเพลงนี้ก็ยังไม่พ้นท่อนโซโลกีตาร์ยาวเหยียดในแบบที่ไม่ค่อยเห็นวงยุคนี้ทำกันเท่าไร ซึ่งตอนนำไปเล่นสดน่าจะทวีความพลุ่งพล่านได้กว่านี้อีก

3. The New Sensation
เซอร์ไพรส์อีกอย่างจากงานชุดนี้ เมนริฟฟ์ที่ได้รับอิทธิพลจากวง Muse มาแบบเต็มๆ แต่ยังได้ลูกบ้าโรคจิตของ Deryck ฟรอนท์แมนของวงและลูกส่งกลองหนักๆที่ยังทำให้มีซาวด์ของวงเป็นแกนอยู่ ซึ่ง Sum 41 เป็นอีกวงที่ชอบหยิบฉวยเอาซาวด์ของวงต่างๆมาเนียนเป็นของตัวเองอยู่เรื่อยๆตั้งแต่สมัยหนุ่มๆแล้วล่ะ

4. A Death In the Family
กลับมาติดกลิ่นเมทัลสับริธึมกันกระจุย และเสียงร้องที่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ จะหล่อจะโกรธได้หมด แต่จะเลิศแค่ไหนก็ยังต้องยอมให้ท่อนโซโล่กีตาร์สั้น ๆ ช่วงท้ายที่เก๋าซะจนวงยุค ’80s ต้องหันควั่บมองค้อนกันเป็นแถวก็คราวนี้แหละ เป็นอีกเพลงเด่นจากอัลบั้มนี้เลย

5. Heads Will Roll
ร็อกแอนด์โรล-พังก์ จังหวะโจ๊ะ ๆ เก๋า ๆ ที่ค่อนข้างฉีกโทนจากเพลงอื่นค่อนข้างมาก ฟังดูจงใจย้อนยุคฟีลแบบปาร์ตี้ร็อกยุคเก่า ๆ ไหนจะเมโลดี้ร้องสุดยียวนเข้ากันได้ดีกับเนื้อหาแบบน่าหมั่นไส้ไปอีก แต่นั่นล่ะครับมันดูหลุดจากภาพรวมอัลบั้มไปนิด

6. 45 (A Matter of Time)
ชื่อเพลงไม่ได้เป็นการใบ้หวย แต่เป็นการพุ่งเป้าไปที่ลุง… Trump (เกือบไปแล้วนะครับแหม่) ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาก็เคยแต่งเพลงด่าอดีตประธานาธิบดีอย่าง George Bush แบบสาดเสียเทเสียมาแล้ว งานนี้โชว์ทีมเวิร์คภาคริธึมกันเพียว ๆ มีริฟฟ์กีตาร์ที่ฟังไปฟังมาแอบคล้ายงานเก่าของวงเองอยู่บ้าง

7. Never There
แน่นอนว่าเรื่องครอบครัวมักเป็นเรื่องเปราะบาง ระหว่างที่ทำอัลบั้มนี้ Deryck ยอมรับว่ามีความรู้สึกแบบนี้เข้ามาจนยากที่จะต่อต้านมัน เขาจึงลงมือแต่งเพลงช้าในแบบบัลลาด-ฮาร์ดร็อก ซึ่งสารภาพว่าตอนแรกที่ได้ฟังรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลย แต่พอรู้ที่มาที่ไปประกอบกับการที่ได้ชมเอ็มวีก็แอบมีเสียน้ำตาอยู่บ้าง เล่นอะไรเล่นได้ครับ แต่ถ้าเล่นกับความรู้สึกมันก็จะออกมาประมาณนี้

8. Eat You Alive
กลับสู่โหมดมืดมน ริฟฟ์หน่วงทื่อ ๆ เดินดุ่ม ๆ ไปกับเบส กลอง เป็นเนื้อเดียวกัน ยืนพื้นด้วยซาวด์ฮาร์ดร็อกสมัยใหม่ ไร้ท่อนโชว์ของเน้นขายบรรยากาศเน้น ๆ ก่อนจะตัดจบมันดื้อ ๆ ซะอย่างงั้น

9. People Vs…
สปีดพังค์เร็วจี๋ที่ฟังเผิน ๆ เหมือนงานของ The Offspring อยู่เหมือนกัน จังหวะกระแทกกระทั้น ริฟฟ์กีตาร์ที่กระเดียดไปทางเฮฟวีเมทัล แต่อัลบั้มนี้พาร์ทกีตาร์แจ่ม ๆ เพียบ ว่าแล้วพี่ Dave ก็ไม่รีรอจัดโซโลโหด ๆ ให้เราฟังเป็นจำนวนหนึ่งท่อนถ้วน

10. Catching Fire
ปิดท้ายด้วยเพลงช้าบัลลาดสุดหล่อ ทั้งเนื้อหาและพาร์ทดนตรีที่ปราศจากซึ่งความหม่นหมองในแบบที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน ชนิดที่ว่าเอาไปรวมกับงานยุคหลัง ๆ ของ Jimmy Eat World ได้แบบสบาย ๆ เลย เอ้อ พวกวงร็อกเวลาบทจะซึ้งนี่ เอาตายเหมือนกันแฮะ

เป็นการกลับมาที่ค่อนข้างมั่นใจและทะเยอทะยานสมกับที่อยู่วงการนี้มานาน มีพัฒนาการในการฉีกตัวเองตลอดเวลาและยังเซอร์วิสแฟน ๆ ยุคเก่าได้อย่างไม่ขาดตก งานชุดนี้ถือว่าดีครับหากเทียบกับงาน 3-4 อัลบั้มหลังของวง แต่ว่าวิธีการฟังงานชุดนี้แบบรวดเดียวอาจขัดอารมณ์อยู่บ้าง เนื่องจากการเรียงแทร็คแบบ start/stop (แต่คิดว่าพวกเขาตั้งใจให้ออกมาแบบนี้) มันทำให้ขาดความต่อเนื่องในรูปแบบอัลบั้มไปนิด ถ้าหากมองกันเป็นรายเพลงแล้ว งานนี้สอบผ่านอยู่ครับ และเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางหนนี้ยังทำให้พวกเขาพอมีที่ยืนต่อไปในวงการได้อย่างมั่นคง