นอกจาก Linkin Park และ Bring Me the Horizon แล้ว อีกหนึ่งวงดนตรีที่เรามักจะเห็นชาวเน็ตออกมาล้อเลียนในเรื่องของการเปลี่ยนแนวทางการทำผลงานไปหากระแสหลัก หาความป๊อปที่มากขึ้นจนแฟนเพลงเก่ารับไม่ค่อยได้ก็คือ ONE OK ROCK จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลาย ๆ ซิงเกิลที่ปูทางมาสู่อัลบั้มเต็มชุดที่เก้า Eye of the Storm ก็ทำให้เรารู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

แต่เมื่อมองในมุมของคนสร้างผลงาน หากเราเป็นคนที่มีความสามารถถึงพร้อมและสามารถสร้างงานได้หลากหลาย ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องย่ำอยู่กับที่และทำแต่สิ่งเดิมเพื่อรอวันที่ตัวเองจะเฉาตายไปกับมัน (เพราะไม่ใช่ทุกวงที่จะยึดมั่นในแนวทางได้คงที่เหมือนวง AC/DC)

และจากการตะลุยผ่านอัลบั้ม Eye of the Storm ไปกับพวกเขาเหล่าร็อกเกอร์แดนปลาดิบทั้งสี่ Taka, Toru, Ryota และ Tomoya ก็ทำให้เราพบว่า งานชุดนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงรสชาติที่อร่อยไม่น้อยเลยนะครับ แม้รสชาติที่ว่ามันจะเป็นการเสิร์ฟความป๊อปแบบเต็มข้อก็ตาม


รสชาติที่แตกต่างออกไปเสิร์ฟเข้าหูคนฟังกันตั้งแต่แทร็กแรก “Eye of the Storm” ที่เครื่องดนตรีหลายชิ้นถูกลดบทบาทลงไปและแทนที่ด้วยซาวด์อิเล็กทรอนิกแทน แต่ในเสียงร้องของ Taka ที่โชว์พลังได้อย่างเข้มข้นก็ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือการเกริ่นนำให้เราได้รับรู้ถึง diversity ที่น่าจะตามมาในแทร็กอื่น ๆ ของอัลบั้มนี้อีกเป็นจำนวนมากได้เป็นอย่างดี ว่าด้วยเรื่องเนื้อเพลง ท่อนพรีคอรัสที่บอกว่า “ถึงจะแบกรับแทบไม่ไหว แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันจดจำได้ดีก็คือ มันมักจะมืดมิดแบบนี้ก่อนที่แสงสว่างจะตามมา” ก็ช่วยให้เราเห็นภาพของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในเพลงต่อ ๆ ไปได้ชัดเจนระดับหนึ่งว่าจะมาในแนวทางไหน

 “Stand Out Fit In” แทร็กโปรโมต คงไม่ต้องอธิบายกันยืดยาวถึงซาวด์ที่เปลี่ยนไป กลายเป็นป๊อปตลาด เน้นติดหูไม่เน้นหนักแน่น แต่ถึงกระนั้นเนื้อเพลงที่เขียนขึ้นเพื่อ empowering ให้ผู้ฟังลุกขึ้นมาเป็นตัวของตัวเอง ก็เป็นผลงานทรงคุณค่าอีกชิ้นที่น่าจะมีความหมายกับใครต่อใครหลายคนที่กำลังแย่ แทร็กต่อมาอย่าง “Head High” ให้ความคึกคักกับเรามากขึ้น แต่ก็ยังยืนพื้นด้วยความป๊อปในแนวทางเดียวกันคือป๊อปจ๋า ที่เห็นว่าเด่น ๆ ก็คือการขึ้นเสียงสูงของ Taka ที่ได้ยินแล้วก็ต้องบอกว่า เยี่ยม

“Grow Old Die Young” ชื่อเพลงฟังดูประหลาดเพลงนี้กระตุกความคึกคักจากหลายแทร็กก่อนหน้าลงมาให้เบาลง ว่ากันตามตรงนี่น่าจะเป็นแทร็กที่ฉีกไปหาความเบาที่สุดของอัลบั้มนี้แล้ว แต่ท่อน ‘Let’s grow up and die young’ ก็ฝังอยู่ในหัวนานทีเดียวครับ “Push Back” เพลงถัดมาค่อยชำระล้างความเบาบางของงานก่อนหน้าขึ้นมาได้บ้าง เพราะปูทางอินโทรมาแบบทรงพลังพอตัว เพลงนี้แม่จะยังป๊อปจ๋า แต่ก็ใส่ความฮึกเหิมเข้ามาเต็มที่ดี บรรยากาศเหมาะกับการนำไปเล่นในสเตเดียมมาก ๆ (ฟังแล้วนึกถึงงานของ Imagine Dragons มาก ๆ)

 “Wasted Night” แทร็กที่ปล่อยออกมาโปรโมตก่อนออกอัลบั้มเป็นอีกเพลงก็ไม่ได้ร็อกนักร็อกหนา และไม่ได้นำพาบรรยากาศเก่า ๆ กลับมาให้แฟนเพลง แต่ว่าด้วยเรื่องของเมสเสจในเพลงนี้ ต้องบอกว่าเติมพลังชีวิตได้แบบเต็มถัง ไม่ต่างจากการนั่งอ่านเนื้อเพลงของ Bodyslam ในวันที่อ่อนล้ายังไงยังงั้นเลยทีเดียว “Keep doing what we want, we want, we want / No more wasted nights” (ทำสิ่งที่เราอยากทำกันต่อไป ไม่เอาอีกแล้วค่ำคืนทีเสียไปเปล่า ๆ) ฟังจบแล้วมีรอยยิ้มและกำลังใจเติมเต็มให้ชีวิตเยอะทีเดียว

 “Change” เป็นอีกเพลงที่เปลี่ยนซาวด์ไปได้ฝรั่งจ๋ามาก ๆ จนแฟนเพลงที่ตามมาตั้งแต่ยุคแรกอาจจะร้องยี้ แต่ความในใจของสมาชิกวงก็ถูกส่งผ่านออกมาในเพลงนี้อย่างชัดเจน “If we’re not moving forward / What are we moving for?” Taka และมิตรสหายทั้งสามแสดงจุดยืนชัดเจน ว่านี่คือการ ‘ไปต่อไม่รอแล้วนะ’ ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าเมื่อทุกคนฟังถึงแทร็กนี้ จะเข้าใจในเส้นทางใหม่ที่ทางวงเลือกกันมากขึ้น

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งความป๊อปจ๋าและซาวด์อิเล็กทรอนิกที่ปูมาทั้งหมดในอัลบั้มก็ถูกขัดด้วยซาวด์กีตาร์โปร่งและเสียงดีดนิ้วในเพลง “Letting Go” ซึ่งแทนที่ด้วยอารมณ์กึ่งเศร้ากึ่งเหงาหวาน ๆ ขม ๆ แทน แต่บรรยากาศดังกล่าวก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะ “Worst in Me” กระชากเรากลับมาสู่ความเกรี้ยวกราดสาดพลังลบ หลังจากส่งพลังบวกให้กำลังใจกันมาทั้งอัลบั้มแล้ว เพลงนี้ให้มูดแอนด์โทนที่นักเลงมาก ๆ (มากสุดในอัลบั้มแล้วแม้จะไม่ได้หนักอะไรใด ๆ ก็ตาม) แต่ก็เป็นเพลงที่ฟังเพลินมากอีกเพลง เมโลดี้สวย ท่อนฮุกติดหู บรรยากาศโดยรวมเท่มาก ๆ

ส่วนที่สงสัยก็คือ ทางวงเลือก Kiiara มาเป็นแขกรับเชิญในเพลง “In the Stars” เพราะเธอเคยแจมกับ Chester Bennington ในเพลง “Heavy” หรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักเพราะรู้สึกว่า เป็นเพลงป๊อปที่จืดชืดธรรมดาตามมาตรฐานเพลงหนึ่ง ไม่ได้น่าจดจำอะไร ยิ่งเมื่อเทียบกับเพลงถัดไปอย่าง “Giant” ที่เอาบีตสนุก ๆ ชวนให้ฮึกเหิมกลับมาใช้อีกครั้งแล้วก็ยิ่งเทียบกันไม่ได้ ทางวงกลับมาเติมพลังใจให้คนฟังกันอีกครั้งกับท่อนคอรัสจำง่าย “We can be giants, giants” ซึ่งก็ทำให้รู้สึกได้ว่าชุดนี้ทางวงเน้นการแต่งเพลงที่มีท่อนฮุกติดหูเยอะทีเดียว เช่นอีท่อน “Unforgettable, (unforgettable)” เป็นต้น

จะมีก็ “The Last Time” เพลงปิดอัลบั้มที่ดูเป็นงานไฮไลท์ให้สาวกเก่าได้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง กับซาวด์อินโทรบิลด์อารมณ์ให้ใจขึ้นด้วยเสียงร้องเท่ ๆ ของ Taka ก่อนที่เครื่องดนตรีชิ้นอื่นจะสาดตามเข้ามา (เพราะอัดอั้นกันมาตั้ง 12 เพลง) เมื่อเทียบเรื่อง ‘พลัง’ ของวงแล้ว เพลงนี้เพลงเดียวถือว่าเหนือกว่าทุกแทร็กที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งก็อาจเป็นการใส่เข้ามาเพื่อสื่อสารเบา ๆ กับแฟนเพลงว่า ที่จริงก็ยังเล่นเพลงร็อกได้อยู่นะ แต่อยากทำแบบนี้บ้าง จะได้ไหม?


ถึงจุดนี้หลายคนคงพอมองกันออกแล้วว่า Eye of the Storm ไม่ใช่งานเพลงร็อกจัดจ้านชวนโยกอะไรขนาดนั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำดนตรี และเน้นไปที่เมสเสจซึ่งถูกส่งผ่านออกมาในเนื้อเพลงเสียมากกว่า

ไม่ว่าคุณจะเรียกงานชุดนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนแนวเพื่อทำมาหาแดก การเติบโตขึ้น หรืออะไรก็ตาม เรามั่นใจหนึ่งเรื่องคือ นี่เป็นอัลบั้มเพลงที่ดีเยี่ยมมาก ๆ อีกชุดหนึ่งของปีนี้

ก็ต้องมาลุ้นกันว่า นี่จะเป็นการ ‘ลอง’ สิ่งใหม่ ๆ เพียงชั่วคราว หรือเป็นการก้าวไปสู่ตลาดเพลงกระแสหลักของโลกตามวงดนตรีวงอื่นอย่าง Linkin Park และ Bring Me the Horizon ไป แล้วสุดท้าย ONE OK ROCK จะยังรักษาสายสัมพันธ์กับแฟนเพลงเก่าไว้ได้หรือไม่ อนาคตเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ครับผม