ทึกทักเอาในใจว่าพวกเขาคงไม่ถูกโฉลกนักกับการทำเพลงสั้น ๆ 3-4 นาทีเป็นแน่ ซึ่งพวกเขาได้ทดลองทำมันกับอัลบั้ม The Astonishing ชุดก่อนหน้านี้ และได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ค่อยสวยท่ามกลางเสียงแฟน ๆ ที่บ่นกันหนาหูว่า ตัวเพลงสั้นลงก็จริง แต่การที่วงยัดเพลงแบบมิดเทมโปไปจนถึงช้าบัลลาดเสียเป็นส่วนใหญ่จนเกือบจะ 40 แทร็กนั้นไม่ใช่เรื่องที่ท้าทายแฟนเพลงเอาซะเลย กลายจะพาลเป็นชวนหลับเอาง่าย ๆ และส่วนตัวไม่เคยฟังรวดเดียวจบสักครั้ง

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะได้พบในอัลบั้มใหม่ Distance Over Time ของวงโปรเกรสสีฟเมทัลอย่าง Dream Theater แน่นอน โดยครั้งนี้ทางวงมีการย้ายบ้านใหม่จาก Roadrunner Records ที่อยู่กันมาตั้งแต่ราว ๆ ปี 2006 แต่ก็นั่นล่ะครับ การย้ายค่ายหนนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะทางดนตรีกับพวกเขาแม้แต่น้อย

แต่ไอ้ที่เปลี่ยนไปจากอัลบั้มชวนง่วงชุดที่แล้วแบบคนละขั้วนั่นก็คือ เหล่าน้า ๆ โรงละครน่าจะคิดได้ว่าถึงเวลาที่ต้องกลับมาทำเพลงโชว์ฝีมือโครงสร้างเพลง 5-7 นาทีเป็นหลักกันสักที (ซึ่งก็ยังถือว่าสั้นอยู่ดีหากเทียบกับผลงานยุคเทพ ๆ ที่เคยทำไว้) เอาเป็นว่าแค่เพียงอินโทรปิ๊กกิ้งกีตาร์ดรอป C ในท่อนอินโทรของเพลง “Untethered Angel” ก็เรียกความขลังกลับมาได้เพียบแล้ว ไหนจะท่อนยูนิซันที่ทีมเวิร์กแน่นปึ้ก โซโลกีตาร์จากน้า John Petrucci รุกไล่โต้ตอบกับคีย์บอร์ดของ Jordan Rudess อีก เยี่ยมไปเลย

“Paralyzed: ริฟฟ์กีตาร์หน่วง ๆ กดต่ำทำให้นึกถึงพวกวง โพสต์-กรันจ์ จังหวะกลาง ๆ ปล่อยให้น้าเจมส์เล่าเรื่องชวนกดดันคลอไปกับคีย์บอร์ดสุดพริ้วรองพื้นอยู่ข้างหลังได้อย่างแนบเนียน รวม ๆ ติดป๊อปเล็กน้อยเหมาะไว้ขายวงกว้าง  “Fall Into the Light” ดุดันด้วยซาวด์แบบเฮฟวี่เมทัลแท้ ๆ เดินเรื่องไปเรื่อย ๆ ก่อนที่ช่วงกลางของเพลงกลายเป็นทำเท่กลายเป็นบัลลาดไพเราะก่อนจะลากกลับมาพาร์ทหลักได้อย่างน่าฉงน แต่ช้าก่อนจะให้จบเพลงง่าย ๆ ก็ไม่ใช่ DT น่ะสิ ว่าแล้วน้า John แกก็จัดการปั่นกีตาร์คู่กายสักหนึ่งกระบวนท่าก่อนจาก, “Barstool Warrior” อินโทรพาคุณนั่งไทม์แมชชีนไปได้ใกล้เคียงงานสุดคลาสสิกอย่าง Images And Words ได้เลย มันทั้งสวยงาม ดุดัน โกลาหล และเหนือชั้นเป็นอย่างยิ่ง โทนเพลงออกไปทางฟุ้ง ๆ ลอย ๆ เปียโนช่วงกลางเพลงงดงาม และถ้าหูผมไม่ฝาดเหมือนจะได้ยินวงแอบหยิบบางลิคจากอัลบั้ม Six Degrees of Inner Terbulence ผลงานยุคกลางมาใช้ด้วย

“Room 137” กลับมาชวนหลอนที่ห้องแห่งความลับ ซาวด์หนักแน่น สัดส่วนแปลกประหลาดสับเปลี่ยนไปมา  ท่อนโซโลไม่ยืดยาวแต่ชอบการดีไซน์ให้คีย์บอร์ดคุมซาวด์เท่ ๆ อยู่ทางลำโพงซ้าย และปล่อยให้น้า John เจ้าเก่าวาดลวดลายขยี้สายกีตาร์ได้อย่างเหนือมนุษย์, “S2N” ปล่อยให้อีกจอห์นโชว์ของอยู่ตั้งนานมาเพลงนี้ John Myung  มือเบสสายเลือดเอเชีย ได้ทีโชว์กรูฟขัด ๆ ล้อไปกับทักษะการบรรเลงของมือกลองฝีมือและเท้าเนี้ยบอย่าง Mike Mangini ท่อนคอรัสป๊อปฟังง่าย ก่อนที่ท่อนจบจะเน้นไปกรูฟหน่วง ๆ ปล่อยให้ Jordan โชว์ซาวด์อวกาศล้ำ ๆ ไป

“At Wit’s End” อินโทรขึ้นนี่เผลออุทานว่าให้ตายนี่งานใหม่ของ Mastodon เหรอเนี่ย นักดนตรีคนไหนเผลอแกะท่อนนี้ตามนี่มีปวดกบาลแน่นอน ดวลคีย์บอร์ดกับกีตาร์ยังคงเป็นไฮไลท์ ก่อนที่ช่วงท้ายเพลงจะเป็นบัลลาดสวย ๆ ที่แทรกลูกกลองโหด ๆ มาเป็นระยะ ๆ จนสุดท้ายลากยาวกว่า 9นาที, “Pale Blue Dot” เปิดด้วยซาวด์สุดหลอนก่อนที่ทุกภาคส่วนจะจัดหนักจัดเต็มและสลับซับซ้อนกันอย่างถึงเครื่อง เมโลดี้หลากหลายมีความแฟนตาซีสูง ไหนจะท่อนโชว์ความซับซ้อนและทีมเวิร์กที่ผกผันไปกับสัดส่วนทางดนตรีสุดประหลาด น่าจะเป็นเพลงในแบบที่สาวกเดนตายรอคอย ในขณะที่พาร์ทกลองของ Mangini ดูจะมีความคล้าย Mike Portnoy มือกลองคนเก่าอยู่บ้าง

อาจจะยังไม่สาแก่ใจสาวกที่ชอบเสพความโกลาหลขั้นสุดอย่างในยุคกลาง ๆ แต่ด้วยระดับฝีมือและการเรียบเรียงที่ออกมาให้ดูฟังง่ายแต่รายละเอียดเพียบก็น่าจะกวักมือเรียกแฟนใหม่ ๆ ได้จากงานชุดนี้พอสมควร ในส่วนของคนที่แอบงอนไปในชุดก่อนนั้นก็น่าจะกลับมาจูบปากคืนดีกันได้ไม่ยากล่ะครับ